10 สิ่งมหัศจรรย์มรดกโลกที่ต้องไปทำความรู้จักก่อนตาย

update :19/6/2016 20:36
views : 4280
ที่มา : ที่มา : kapook.com ขอขอบคุณข้อมูลจาก unesco.org, stonehengeandaveburywhs.org, germany.travel, aboutvienna.org, krumlov.com, france.fr
สำหรับใครที่ชอบท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจห้ามพลาดเด็ดขาดกับ 10 สิ่งมหัศจรรย์มรดกโลกที่ต้องไปทำความรู้จักให้ได้ จะมีที่ไหนกันบ้างไปชมพร้อมๆกันได้เลย
10.กลุ่มหินสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) และเขตหมู่บ้าน Avebury สหราชอาณาจักร
กลุ่มหินสโตนเฮนจ์มีลักษณะเป็นแท่งหินตั้งเรียงรายกันเป็นรูปวงกลม 3 วง อยู่ในบริเวณที่ราบซัลลิสเบอร์รี (Salisbury Plain) หินบางแท่งถูกวางเป็นแนวยาวซ้อนขึ้นไปบนหินแท่งใหญ่ ซึ่งเมื่อดูจากอายุของก้อนหินแล้ว สันนิษฐานว่าพวกมันถูกสร้างมา เมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสตศักราช มีความเชื่อกันว่ามีความเกี่ยวข้องทางด้านดาราศาสตร์ มันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากที่ในช่วงยุคนั้นมนุษย์จะสามารถนำหินที่มีน้ำหนักมากถึง 30 ตันมาเรียงซ้อนกันได้โดยใช้เพียงเครื่องมือหรือเครื่องทุ่นแรงพื้นฐานเท่านั้น มันจึงได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1986
9.หน้าผา Stevns Klint ประเทศเดนมาร์ก
หน้าผาแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงหน้าผาธรรมดาอย่างที่เราเห็นกัน แต่ Stevns Klint เกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาต Chixulub ในยุคไดโนเสาร์ เมื่อประมาณ 67 ล้านปีที่แล้ว ตั้งอยู่ที่เกาะ Zealand ประเทศเดนมาร์ก เป็นหน้าผาชอล์กสีขาว ที่แห่งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาเกี่ยวกับธรณีวิทยา หน้าผาสีขาวแห่งนี้มีความยาวประมาณ 14.5 กิโลเมตร เป็นแนวยาวไปตามริมฝั่งทะเล สูงประมาณ 40 เมตร ด้านบนปกคลุมด้วยต้นไม้ร่มรื่น ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2014
8.ปราสาท Carolingian Westwork and Civitas Corvey ประเทศเยอรมนี
อาคารรูปทรงสมัยยุคกลาง ที่รวบรวมทั้งศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 822-885 มีอายุราว ๆ 1,200 ปี มีความสำคัญอย่างมากต่อการเป็นโรงเรียนและห้องสมุด ตั้งอยู่ในคุ้งแม่น้ำ Weser และในช่วงศตวรรษที่ 9-10 พระอารามเบเนติกจึงได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่เผยแพร่ศาสนาคริสต์ในยุโรป อาคารได้ถูกทำลายลงระหว่างสงครามสงคราม 30 ปี (ค.ศ. 1618-1648) และมีการบูรณะใหม่ในศิลปะแบบบารอก ภายในมีห้องโถงกลางด้านบนเป็นแกลเลอรี่ มีห้องนั่งเล่นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18-19 มีห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือไว้มากกว่า 75,000 คอลเลคชั่น ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2014
7.เมืองโบราณเพอร์กามอน ประเทศตุรกี
เมืองเพอร์กามอนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2014 เป็นเมืองโบราณที่มีกลิ่นอายของความเป็นกรีก รุ่งเรืองที่สุดในช่วงยุคเฮลเลนลิสติก (Hellenistic) มีพื้นที่ด้านบนสร้างขึ้นมาอย่างโออ่า สง่างาม เรียกว่า อะโครโปลิส ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีทั้งวัด โรงละคร แท่นบูชา ห้องสมุด ฯลฯ ซึ่งสร้างขึ้นบนพื้นที่ลาดเอียง ล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองอันสวยงาม โดยเฉพาะโรงละครเพอร์กามอน ที่สร้างขึ้นไปตามความลาดชันของภูเขา ถือได้ว่าเป็นโรงละครโบราณที่ชันที่สุดในโลก ลักษณะสถาปัตยกรรมทั้งหมดจะเป็นแบบกรีกโบราณ คือมีเสาหินตั้งอย่างโดดเด่นและเป็นระเบียบเรียงรายเพื่อเป็นฐานของวิหารแห่งนี้
6.เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี
เวนิสเป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบเวนิเทีย อันเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเอเดรียติก สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 มีเกาะเล็ก ๆ แยกออกไปมากกว่า 118 เกาะ บ้านเรือนที่สร้างขึ้นมีสีสันฉูดฉาด ดูโดดเด่นท่ามกลางทะเลสาบอันกว้างใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่งดงาม อีกหนึ่งเสน่ห์แห่งเวนิสก็คือวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไปกับสายน้ำ มีการใช้เรือกอนโดลาเป็นพาหนะหลักในการสัญจรไปมาภายในเมือง ในเวลากลางวันเวนิสจะมีชีวิตชีวาสวยงามด้วยสีสันที่สะท้อนออกมาจากบ้านเรือน ส่วนในยามค่ำคืนเมืองแห่งนี้จะงดงามจับตาด้วยแสงไฟที่สาดส่องออกมาจากบ้านเรือน สะท้อนลงไปยังผืนน้ำ เป็นประกายระยิบระยับแข่งกับแสงดาวบนฟากฟ้า นี่จึงทำให้เวนิสกลายเป็นเมืองมหัศจรรย์ สมควรแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่ไว้ และมันได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987
5.นครวัด เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา
นครวัด เป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นปราสาทหินที่มีความยิ่งใหญ่ ดูเคร่งขรึม ทรงพลังอำนาจ มีพื้นที่ทั้งตัวปราสาทและป่าโดยรอบประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร มีความสำคัญต่อราชวงศ์แห่งกษัตริย์เขมรในช่วงศตวรรษที่ 9 ถึง ศตวรรษที่ 15 ตัวปราสาทมียอดปราสาท 5 ยอด โดยมี 4 ยอดอยู่ที่ทั้ง 4 มุมของปราสาท และอีกหนึ่งยอดอยู่ที่ใจกลางปราสาท เป็นศิลปะแบบบายน ล้อมรอบไปด้วยคูน้ำ เปรียบเสมือนที่แห่งนี้คือเขาพระสุเมรุ ที่ตัวกำแพงชั้นนอกมีงานแกะสลักเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และเรื่องราวในวรรณคดี มีรูปแกะสลักนูนสูงนางอัปสรอีกกว่า 1,635 นาง ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1992
4.พระราชวังเชินบรุนน์ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
พระราชวังเชินบรุนน์มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม เป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่ หรูหรา โออ่า ในสไตล์บารอก มีความสวยงามจับตาด้วยงานศิลปะชั้นเยี่ยม มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อราชวงศ์ฮับส์บูร์ก จักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟที่ 1 แห่งออสเตรีย เป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างยิ่งที่ทำให้เกิดปราสาทแห่งนี้ โดยพระองค์ต้องการให้พระราชวังแห่งนี้สวยงามอลังการเทียบเท่ากับพระราชวังแวร์ซายของประเทศฝรั่งเศส ตัวอาคารออกแบบโดย Johann Bernhard Fischer von Erlach และ Nicolaus Pacassi รอบ ๆ ปราสาทตกแต่งอย่างงดงามด้วยสวนดอกไม้นานาชนิด ๆ หลากสีสัน ซึ่งออกแบบโดย Archduke Johann ความสวยงามและทรงคุณค่าของปราสาทแห่งนี้จึงได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1996
3.เชสกีกรุมลอฟ สาธารณรัฐเช็ก
เชสกีกรุมลอฟ เป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐเช็ก มีมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง ลักษณะบ้านเรือนมีความโดดเด่น ด้วยเกือบทุกหลังจะมีหลังคาสีน้ำตาล มีปราสาทกรุมลอฟที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสาธารณรัฐเช็ก สถาปัตยกรรมของปราสาทและบ้านเรือนในเมืองผสมผสานระหว่างศิลปะแบบโกธิค เรเนซองส์ และบารอก เป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาและธรรมชาติที่สวยงาม อยู่ในส่วนของคุ้งแม่น้ำ Vltava เมืองแห่งนี้มีประชากรอยู่เพียง 1,400 คนเท่านั้น สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะพลาดไม่ได้ก็คือการเข้าชมปราสาทกรุมลอฟ ซึ่งประกอบไปด้วยอาคารประมาณ 40 หลัง มีสวนที่สวยงาม เมืองแห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1992
2.พระราชวังฟงแตนโบลและสวนโดยรอบ ประเทศฝรั่งเศส
ห่างจากกรุงปารีสไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของพระราชวังฟงแตนโบล พระราชวังที่มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม โอบล้อมไปด้วยสวนที่ร่มรื่น งดงาม มีการใช้สถานที่แห่งนี้มาตั้งแต่ในศตวรรษที่ 12 พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 (Francois I) มีบทบาทอย่างมากในการดำเนินการสร้างพระราชวังฟงแตนโบล พระองค์ทรงตั้งใจที่จะทำให้ที่พระราชวังแห่งนี้เป็นกรุงโรมแห่งใหม่ จึงให้สถาปนิกซึ่งมีชื่อเสียงจากอิตาลี ชิลส์ เลอ เบรตอง (Gilles le Breton) มาดำเนินการสร้างอาคารและพื้นที่โดยรอบ ทำให้พระราชวังฟงแตนโบลมีกลิ่นอายของศิลปะอิตาลีอยู่มาก พระราชวังแห่งนี้มีการรต่อเติมและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของกษัตริย์หลายพระองค์ แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ สมัยของนโปเลียน โบนาปาต (Emperor Napoleon Bonaparte) ภาพแห่งการบัญชาการรบบนบันไดเกือกม้า (Escalier du Fer a Cheval) เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่ลืมเลือน ได้รับการจดบันทึกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1981
1.เมืองโบราณเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล
ความอลังการของสถาปัตยกรรมแห่งเมืองโบราณเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีอายุมากกว่า 3,000 ปี สร้างขึ้นโดย พระเจ้าเดวิด พระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองของราชอาณาจักรอิสราเอล เป็นศูนย์รวมความศรัทธาแห่ง 3 ศาสนา คือ ศาสนายูดาห์ (ยิว) ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสราม ลักษณะอาคารและกำแพงเมืองสร้างขึ้นจากหิน โอบล้อมรอบเมืองด้วยกำแพงยาวประมาณ 4 กิโลเมตร มีประตูทางเข้าออก 7 ประตู หอคอยโดยรอยทั้งหมด 34 แห่ง มีโดมสีทองเป็นศูนย์กลาง (Dome of the Rock) ตกแต่งด้วยหินสีและกระเบื้องลวดลายเรขาคณิตและดอกไม้อย่างสวยงาม ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ที่กำแพงเมืองทางด้านฝั่งตะวันตก หรือกำแพงร้องไห้ (Wailing Wall) คือจุดศูนย์รวมของชาวยิว ที่จะมาสวดมนต์ขอพรและระบายความทุกข์ใจของแต่ละคนต่อพระเจ้า จึงมีการร่ำไห้ต่อกำแพงแห่งนี้ทุกวัน ทางด้านหนึ่งเป็นโบสถ์แห่งศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นที่ฝังศพและฟื้นคืนชีพของพระเยซู เป็นที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคริสเตียน แม้ว่าเมืองเยรูซาเล็มจะมีประชากรที่มีความแตกต่างทางด้านศาสนาแต่พวกเขาก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ทั้งหมดคือคุณค่าที่เมืองโบราณแห่งนี้ควรถูกจารึกไว้ให้เป็นมรดกโลก ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1981

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น