10 สถานที่ท่องเที่ยวโอซาก้า ที่ต้องไปโดน

update :1/4/2016 10:30
views : 1931
ที่มา : http://travel.kapook.com/view76967.html
โอซาก้า (Osaka) ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่และอยู่ตรงกลางสุดของประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมาตั้งแต่โบราณกาล ทั้งนี้ เพราะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเล และยังมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน ทำให้มีผู้คนสัญจรไปมาทั้งจากในและนอกประเทศ อาจกล่าวได้ว่า โอซาก้าเป็นประตูเข้าออกสู่โลกภายนอกแห่งแรกของญี่ปุ่นก็ว่าได้ จึงไม่แปลกเลยที่ใคร ๆ ก็อยากไป "ท่องเที่ยวโอซาก้า" ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่มากมายหลายแห่ง วันนี้เราเลยจะพาเพื่อน ๆ ไปดูสิว่ามีที่ไหนกันบ้าง
10. เที่ยวย่าน Minami
Cr.http://www.talonjapan.com/minami-namba/

ไม่ว่าป้ายโฆษณาขนมกูลิโกะสีจัดจ้าน หรือปูยักษ์เรืองแสงยามค่ำคืน ตลอดจนเสียงอึกทึกจากอาเขตการค้าใกล้ ๆ ต่างเป็นสัญลักษณ์ของย่าน Minami ซึ่งคนโอซาก้าจะชื่นชมว่าเป็นที่ที่ผู้คนเต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรี ยิ่งเดินไปตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ คุณก็จะยิ่งพบเห็นบรรยากาศไม่ซ้ำกันของที่นี่ อาหารการกินสารพัดอย่าง เช่น Takoyaki, Kitsune Udon, Okonomiyaki ฯลฯ ดูอร่อยไปหมด อย่าลืมปิดท้ายด้วยการแวะไปนมัสการหลวงพ่อ Mizukake Fudo ที่ Hozenji Yokocho ด้วย
9. ศาล Ishikiri-Tsurugiya
Cr.http://pantip.com/topic/33876026

ศาล Ishikiri-Tsurugiya ตั้งอยู่เชิงเขา Ikoma ทางทิศตะวันออกของเมืองโอซาก้า เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่ชาวโอซาก้าคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยอดีต มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Ishikiri san และ Denbo no kamisan (พระเจ้ารักษาอาการปวดบวม) ชาวเมืองพากันเชื่อกันว่าการเดินทางมานมัสการที่ศาลจะช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ ทำให้ในทุกวันนี้ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากเดินทางไปกราบไหว้สักการะกันอยู่ ชื่อศาลเจ้า Ishikiri-Tsurugiya นี้มีที่มาจากการบวงสรวงดาบและธนูที่เชื่อว่าสามารถตัดและทะลุทะลวงหินได้ทุกก้อน ในฐานะเป็นสิ่งของที่วิญญาณเทพเจ้าประจำศาลสถิต

ทางเดินสักการะจากสถานีรถไฟถึงศาลเจ้าราว 1 กิโลเมตร จะมีป้ายร้านหมอดู โรงอาหาร ร้านขายยาสมุนไพรจีน และร้านขายของกินต่าง ๆ เรียงรายอยู่ สภาพบรรยากาศแนวย้อนยุคเช่นนี้จะทำให้ท่านรูสึกเหมือนได้เดินทางข้ามกาลเวลาย้อนกลับไปสู่อดีต
8. ชิงช้าสวรรค์ HEP FIVE
Cr.http://www.osaka-info.jp/th/facilities/cat10/post_287.html

HEP FIVE เป็นศูนย์การค้าใหญ่แห่งหนึ่งกลางย่าน Umeda ชั้นบนสุดมีชิงช้าสวรรค์ที่ส่วนหนึ่งถูกสร้างติดกับตัวอาคาร เจ้าชิงช้าสวรรค์ยักษ์เส้นผ่าศูนย์กลาง 75 เมตรนี้มีสีแดงสดมองเห็นได้แต่ไกล ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ไปโดยปริยาย ซื้อตั๋วขึ้นได้จากชั้น 7 เมื่อชิงข้าขึ้นไปที่ระดับ 106 เมตร อันเป็นระดับสูงสุด นอกจากตัวเมืองโดยรอบแล้ว ในวันที่อากาศแจ่มใสยังสามารถมองไปไกลได้ถึงสะพานแขวน Akashi Kaikyo อีกด้วย กระเช้าชิงช้ามีจำนวนทั้งสิ้น 52 กระเช้า นั่งได้กระเช้าละ 4 คน ภายในมีดนตรี แอร์และฮีตเตอร์พร้อม ใช้เวลา 15 นาทีต่อหนึ่งรอบ ในยามค่ำคืนจะถูกไลท์อัพด้วยการควบคุมของคอมพิวเตอร์
7. พิพิธภัณฑ์บ้านเรือนดั้งเดิมของญี่ปุ่น
Cr.http://ramentaquenelle.canalblog.com/albums/nihon_minka_shuraku_hakubutsukan__________/index.html

Nihon Minka Shuraku Hakubutsukan เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดแห่งแรกของญี่ปุ่นที่นำเอาบ้านเรือนแบบดั้งเดิมตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17-19 จากภูมิภาคต่าง ๆ ของญี่ปุ่นรวม 12 หลัง มาจัดแสดงไว้ในพื้นที่ราว 36,000 ตารางเมตร นอกจากบ้านเรือนทรงต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่มุงด้วยหลังคาแฝกแล้ว ยังมีการจัดแสดงเครื่องครัว เครื่องมือทางการเกษตร พร้อมไร่นาที่มักอยู่คู่กับบ้านเหล่านั้น สื่อให้เห็นวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย สะอาด และเป็นระเบียบเรียบร้อยของคนญี่ปุ่น ดอกไม้และต้นไม้บริเวณรอบ ๆ ในแต่ละฤดูทำให้พิพิธภัณฑ์ดูสวยงามเหมือนจริง นับเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดชม
6. ศูนย์รวมบ่อน้ำแร่ทั่วโลก Spa World
Cr.http://travel.kapook.com/view76967.html

ศูนย์รวมบ่อน้ำแร่โลก Spa World ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับหอคอย Tsutenkaku นอกจากบ่อน้ำแร่ (Onsen) และห้องซาวน่าแล้ว ยังมีสระว่ายน้ำ สปอร์ตยิม เอสเต้ และสถานที่เสริมความงามและกิจกรรมด้านสุขภาพและกีฬาไว้บริการมากมาย บ่อน้ำแร่แบ่งเป็น 2 โซนใหญ่ ๆ คือ โซนยุโรปและโซนเอเชีย รวมทั้งสิ้น 16 บ่อ ให้บรรยากาศของประเทศ 11 ประเทศในโลก สำหรับสระว่ายน้ำนั้นจะมีบันได้ลื่นขนาดใหญ่ และจังเกิลจิม นอกจากนั้นยังมีที่อาบน้ำซึ่งสร้างละม้ายเมือง Baden-Baden ซึ่งเป็นสถานที่พักตากอากาศในเยอรมนี และอ่างอาบน้ำสำหรับครอบครัวที่มองเห็นหอคอย Tsutenkaku ได้ และสำหรับสุภาพสตรีที่สนใจสปา ก็มีสปาเปิดใหม่ไว้บริการด้วย ภายในตัวอาคารยังมีบริการที่พัก และห้องสำหรับจัดงานเลี้ยงรื่นเริง ซึ่งนอกจากระหว่าง 08.45-10.00 น. ซึ่งเป็นเวลาทำความสะอาดแล้ว สามารถใช้บริการที่พักและห้องอาบน้ำได้ทุกเมื่อ
5. หอคอย Tsutenkaku
Cr.http://www.thaiticketmajor.com/Travel-News/ท่องเที่ยวโอซาก้า-กับ-10-สถานที่ที่ต้องไปโดน-3749.html

หอคอย Tsutenkaku เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของโอซาก้า สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1912 เพื่อเป็นเครื่องหมายของเมืองใหม่ "Shinsekai" ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเอ็กซ์โปในประเทศ ตัวอาคารใช้ Arc de triomphe del'Etoile และตัวหอคอยนั้นใช้หอไอเฟลของฝรั่งเศสเป็นแม่แบบในการสร้าง สูง 64 เมตร นับเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในเอเชียในขณะนั้น ชื่อ Tsutenkaku เป็นชื่อที่นาย Fujisawa Nangaku นักปรัชญาขงจื๊อในสมัยเมจิได้ตั้งให้ หมายความว่า "อาคารสูงระฟ้า" ต่อมา หอคอยต้องถูกรื้อถอนออกไปเพราะถูกไฟไหม้เสียหาย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1956 ชาวเมืองได้ขอให้ทางการสร้างหอคอยใหม่ขึ้นมา

หอคอยอันปัจจุบันนี้นับเป็นหอคอยรุ่นที่สองสูง 103 เมตร สูงกว่าหอคอยรุ่นแรก 39 เมตร ที่ชั้น 5 มีห้องโถงและกล้องส่องทางไกลที่สามารถมองเห็นวิวทั่วเมืองได้ และยังมีรูปปั้นของเทพเจ้า Biligen ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าได้ลูบเท้าแล้วผู้ลูบจะโชคดีมีสุข อีกทั้งที่ยอดหอคอยยังมีไฟนีออนกลม ๆ ประดับตลอดปี หากไฟนีออนเป็นสีขาว แสดงว่าอากาศในวันรุ่งขึ้นจะดี, สีส้ม หมายความว่าวันรุ่งขึ้นจะมีเมฆมาก และสีเขียว ฝนจะตก
4. ย่าน Chayamachi
Cr.http://travel.kapook.com/view76967.html

Chayamachi เป็นแหล่งแฟชั่นวัยรุ่นชั้นนำที่สุดในบริเวณย่าน Kita ร้านอาหาร ร้านเกม ร้านขายของเบ็ดเตล็ด ตลอดจนร้านเสื้อผ้าแฟชั่นเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก อาคารสำคัญ ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าของเบ็ดเตล็ด Loft Umeda โรงละครมิวสิคัล Umeda Arts Theater หรือสถานีโทรทัศน์ MBS ที่ตั้งอยู่ในย่านนี้มานานแล้ว ทุกอาคารถูกออกแบบมาให้คำนึงถึงการมีพื้นที่ใช้งานสาธารณะ ทำให้มีพื้นที่โล่งกว้างและมีทัศนียภาพที่สวยงาม

ในปัจจุบันนอกจากร้านอาหาร คอฟฟี่ช็อปที่เก๋ไก๋และดูดีบริเวณใต้ทางรถไฟแล้ว ยังมีห้าง NU CHAYAMACHI ที่เปิดบริการเมื่อปี ค.ศ. 2005 ที่นี่จึงกลายเป็นเสมือนแหล่งเผยแพร่วัฒนธรรมวัยรุ่น เดิมทีแถบนี้เคยถูกเรียกว่า "Sam-ban Mura" เป็นย่านบันเทิงหนึ่งในไม่กี่แห่งของโอซาก้า ซึ่งครึกครื้นด้วยร้านประเภท Chaya (ร้านนำเสนอความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการกินดื่ม การแสดง การแข่งขัน ฯลฯ) นอกจากนี้ ถนนมีป้ายหินชื่อ Tsurunochaya ยังนับเป็นทางสายหลักในประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญในการเดินทางจาก Koraibashi ไปยัง Shimonoseki ในย่านนี้ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า Tsunashikitenjin ซึ่งว่ากันว่า Sugawara no Michizane ได้เคยแวะนมัสการระหว่างเดินทางไปยัง Dazaifu ด้วย
3. ตลาดกลางโอซาก้า
Cr.http://travel.kapook.com/view76967.html

รุ่งอรุณของโอซาก้าขึ้นชื่อว่าเป็นครัวของประเทศ เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ตลาดกลางโอซาก้า (Osaka Chuo Oroshi-uri Ichiba) เป็นที่ที่ปลาสด ผัก ผลไม้ และสินค้าต่าง ๆ จากในและนอกประเทศถูกส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาประมูลขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ตลาดแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1931 นับเป็นตลาดขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียในขณะนั้น ปัจจุบันนี้มีเนื้อที่ 320,000 ตารางเมตร นับเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ทุก ๆ เช้าจะคึกคักไปด้วยพ่อค้าจากทั่วสารทิศ

ที่ตลาดกลางนี้มีการจัดคอร์สสำหรับผู้ที่ต้องการชมตลาดเป็นประจำ ในแต่ละวันจะมีผู้คนสมัครมาขอชมล่วงหน้ากันไม่น้อยทีเดียว บางคนก็แวะมาเพียงแค่เดินดูรอบ ๆ แวะซื้อผลไม้ยกลังก่อนเดินทางไปขึ้นเครื่องกลับประเทศตอนเช้าก็มี อาจกล่าวได้ว่าที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ "โอซาก้า ศูนย์กลางแห่งอาหารรสเลิศ" (Kuidaore Osaka) ก็ว่าได้ ลองไปเดินชมตลาด แวะดูพ่อค้าปลาชำแหละปลาทูน่าตัวเบ้อเริ่ม และหาซูชิอร่อยทานกันดีกว่า
2. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Kaiyukan
Cr.https://bootsarakam.wordpress.com/2015/01/25/พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอซา/

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Kaiyukan) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกสร้างให้ละม้ายสภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติของมหาสมุทรแปซิฟิก สัตว์น้ำที่ถูกเลี้ยงไว้ให้ชมที่นี่มีทั้งสิ้นราว 580 ประเภท รวมเป็นจำนวนกว่า 30,000 ตัว มีฉลามวาฬยักษ์ขนาดราว 12-13 เมตร สองตัว ตามมาด้วยปลาโลมาขาวแปซิฟิก ฯลฯ ซึ่งว่ายวนไปมาในแท็งก์น้ำ "มหาสมุทรแปซิฟิก" ซึ่งบริเวณที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของที่นี่ ตามมาด้วยแท็งก์น้ำรูปอุโมงค์ ซึ่งมีปลาในเขตร้อนชื้นอาศัยอยู่ และแท็งก์ "ขั้วโลกใต้ " ซึ่งเจ้าฝูงเพนกวินใช้เป็นที่พำนักอาศัย

อาคารทั้งหมดของพิพิธภัณฑ์ไคยูคังเป็นสัญลักษณ์แสดง "วงแหวนแห่งชีวิต" ผู้เข้าชมจะขึ้นไปที่ชั้น 8 ก่อน แล้วค่อย ๆ เดินลงมาตามสโลปชั้นล่างสุด ตามระหว่างทางคุณจะได้ชมปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำต่าง ๆ รวม 10 ภูมิภาค อย่างใกล้ชิด ที่ "Fua-fua Kurage-kan" มีแมงกะพรุนหลายร้อยชนิดจัดแสดงไว้ สำหรับคนที่ประสงค์จะใช้เวลาที่นี่นาน ๆ สามารถเข้าออกได้หลายครั้งด้วยตั๋วเข้าชมใบเดิม และหากเข้าชมหลัง 5 โมงเย็น จะมีโอกาสชมชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์น้ำในยามค่ำคืนด้วย ทั้งนี้ ดูรายละเอียดที่ kaiyukan.com
1. ปราสาทโอซาก้า
Cr.http://travel.kapook.com/view76967.html

ปราสาทโอซาก้า เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองโอซาก้า สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกบนบริเวณที่เคยเป็นวัด Osaka Hongan-ji เมื่อปี ค.ศ. 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi (ค.ศ. 1537-1598) นักรบระดับไดเมียวผู้พยายามรวบรวมประเทศเป็นครั้งแรก ยอดประสาทหรือส่วนที่เรียกว่า Tenshukaku แล้วเสร็จลงสองปีต่อมา แต่หลังจากสงคราม Osaka Natsu No-jin ในปี ค.ศ. 1615 ตระกูล Toyotomi ถูกฆ่าล้างโคตร Tenshukaku ก็ถูกทำลายลงย่อยยับ ต่อมาได้รับการบูรณะใหม่ในสมัย Tokugawa แต่น่าเสียดายที่ในปี ค.ศ. 1665 ได้ถูกฟ้าฝ่าเสียหายย่อยยับอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ปราสาทโอซาก้าไม่มี Tenshukaku มานานปี

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1931 นายกเทศมนตรีเมืองโอซาก้า นาย Seki ได้ขอรับเงินบริจาคจากชาวเมืองจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนเยน (เท่ากับราว 75,000 ล้านเยนในปัจจุบันนี้) มาบูรณะปราสาทใหม่ ทำให้ปราสาทโอซาก้าในปัจจุบันสูง 55 เมตร มี 5 ส่วน 8 ชั้น เครื่องประดับหลังคา ภาพเสือบนกำแพงตัวปราสาท และหลาย ๆ ส่วนลงทองสีอร่ามสวยงาม (ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกสำคัญของประเทศ) บนหอคอยชั้น 8 ของ Tenshukaku สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรวมของเมืองโอซาก้าได้อย่างชัดเจน

นอกจากตัว Tenshukaku อันงดงามแล้ว ภายในตัวปราสาทยังมีนิทรรศการแสดงหลักฐาน ภาพเขียน เครื่องแต่งกายโบราณ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับประสาทและตระกูล Toyotomi อยู่ ส่วนบริเวณรอบ ๆ ปราสาทก็เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้ใบไม้งามสะพรั่งในทุกฤดู เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองด้วย

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น