update :1/1/1970 07:00
views :
ที่มา :

จากการคาดคะเนปรากฏการณ์จะเกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 9 มีนาคม 2559 ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศไทย โดยทั่วภูมิภาคจะสามารถชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาได้เป็นบางส่วน โดยทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. ได้เตรียมพร้อมตั้งจุดสังเกตุการณ์ 5 จุดทั่ว ซึ่งเป็นจุดสังเกตการณ์ที่จะได้เห็นคราสการบดบังมากที่สุดประเทศ ได้แก่

กรุงเทพมหานคร: สวนเบญจกิติ ใกล้ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เชียงใหม่: ศูนย์การค้าเซนทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ บริเวณชั้นดาดฟ้า
ฉะเชิงเทรา: หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา
นครราชสีมา: หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา
สงขลา: บริเวณลานชมวิวนางเงือก หาดสมิหลา

ทั้งนี้การชมสุริยุปราคาจะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แม้จะเป็นช่วงเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นได้ไม่นาน จึงจำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์สำหรับดูดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ หรือกล้องโทรทรรศน์ที่ติดฟิลเตอร์กรองแสงที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อดวงตาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากคนไทยพลาดปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่จะถึงในครั้งนี้ จะต้องรอไปอีก 3-4 ปี ถึงจะมีโอกาสเกิดปรากฏเช่นนี้อีกครั้งในประเทศไทย คือวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ซึ่งเห็นสุริยุปราคาได้แค่บางส่วน และจะได้เห็นแบบเต็มดวงอีกครั้งในวันที่ 11 เมษายน 2613

อ้างอิงข้อมูลจาก: http://www.dailynews.co.th/it/369465

หลักการทางวิทยาศาสตร์

“สุริยุปราคา” หรือที่เรียกกับอีกชื่อว่า “สุริยคราส” เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาเรียงอยู่ในแนวเดียวกัน เมื่อดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังแสงทำให้เกิดเงาทอดลงมา โลกจึงสามารถเห็นดวงอาทิตย์มืดในเวลากลางวัน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องราวน่าสนใจของปรากฏการณ์ดังนี้

1. เนื่องจากดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ช่วงที่เกิดสุริยุปราคาจึงเป็นคืนเดือนมืดเท่านั้น แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคืนเดือนมืดจะเกิดสุริยุปราคา เพราะวงโคจรของดวงจันทร์ทำมุมเอียงเล็กน้อยกับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ดวงจันทร์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์แบบอยู่ในแนวเดียวกัน ถ้าวงโคจรของดวงจันทร์อยู่ในระนาบเดียวกับวงโคจรของโลกตลอดเวลา จะแปลได้ว่าต้องเห็นเงาโลกทอดยาวไปสู่ดวงจันทร์เต็มดวงทุกเดือน แต่ในความจริงกลับไม่สามารเห็นจันทรุปราคาทุกเดือน

2. สุริยุปราคาเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความบังเอิญอันน่าทึ่งของธรรมชาติ เนื่องจากดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์มาก รัศมีดวงอาทิตย์ราว ๆ 695,500 กิโลเมตร และรัศมีดวงจันทร์ราว ๆ 1,736 กิโลเมตร เห็นได้ว่าดวงอาทิตย์มีขนาดมากกว่าดวงจันทร์ราว ๆ 400 เท่า แต่เพราะดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกมากกว่าดวงจันทร์ จึงทำให้พระอาทิตย์มีขนาดใกล้เคียงกับดวงจันทร์มากเมื่อมองจากบนโลก ดังนั้นพอเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง จึงเห็นดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์ได้แบบพอดี

3. นักวิทยาศาสตร์พบว่าในอนาคตดวงจันทร์จะถอยห่างออกไปจากโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉลี่ยราว ๆ ปีละ 3.8 เซนติเมตร ซึ่งการวัดระยะทำได้อย่างแม่นยำด้วยวิธียิงเลเซอร์ไปยังกระจกที่วางอยู่บนดวงจันทร์ (โดยนักบินอวกาศยานอะพอลโล 11, 14 และ 15) แล้วจับเวลาที่แสงเลเซอร์สะท้อนกระจกกลับมายังบนโลก เพื่อคำนวณหาระยะทาง ดังนั้นถ้าเวลาผ่านไปนานมาก ๆ มนุษย์เราจะไม่มีโอกาสเห็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวงอีกเนื่องจากดวงจันทร์ที่ถอยห่างออกไปจากโลกเรื่อย ๆ ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏเล็กตามลงไปเช่นกัน

4. สุริยุปราคาเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Relativity) ของไอน์สไตน์ได้รับการยืนยันความถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปทำนายไว้คือการคำนวณแรงโน้มถ่วงที่ส่งผลทำให้แสงโค้งได้มากน้อยเพียงใด

5. ในปี 1868 นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Pierre Janssen สังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาอยู่ในเมือง Andhra Pradesh ประเทศอินเดีย ซึ่งได้พบแสงสีเหลืองความยาวคลื่น 587.49 นิวตันเมตร เป็นสเปคตรัมของธาตุฮีเลียมที่ยังไม่ถูกค้นพบ ซึ่งชื่อธาตุมาจากคำว่า Heliosในภาษากรีกซึ่งแปลว่าดวงอาทิตย์นั่นเอง

อ้างอิงข้อมูลจาก: http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/619-solar-eclipse

ความเชื่อ

คนไทยกับความเชื่อนั้นเป็นของคู่กัน ต่อให้เป็นเรื่องของหลักการทางวิทยาศาสตร์ทุกแขนงก็ตาม วิถีคนไทยก็ยังสามารถเชื่อมโยงให้สอดคล้องเกี่ยวข้องได้เสมอ อันเนื่องมาจากการขาดความรู้และสติปัญญาของเหตุผลที่เป็นบ่อเกิดของสิ่งนั้น ๆ ซึ่งปรากฏการณ์ “สุริยุปราคา” ก็เป็นอีกปรากฏการณ์ที่นำพาความเชื่อต่าง ๆ อีกมากมายเช่นกัน ทีมงาน toptenthailand จึงได้สืบเสาะเคาะข้อมูลที่เป็นประเด็นน่าสนใจในเรื่องของ “พระราหูอมอาทิตย์”

ราหูอมอาทิตย์ / ราหูอมจันทร์
เพราะคนไทยในอดีตเชื่อว่าการเกิดสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคา นั่นหมายถึง ราหูกำลังอมดวงจันทร์ นับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับคนไทยสมัยโบราณที่ยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุอย่างแท้จริง จึงทำให้เกิดความเกรงกลัวคิดว่าเป็นการลงโทษจากเทพยดาหรือพระเจ้าเบื้องบน ซึ่งตำนานเก่าที่เล่าขานถึงเทพ “พระราหู” ได้เกิดความโกรธต่อ “พระอาทิตย์และพระจันทร์” ที่ได้ฟ้องร้อง “พระอิศวร” ว่า พระราหูกระทำผิดกฏของสวรรค์ โดยการปลอมตัวเพื่อหวังจะได้ดื่นน้ำอมฤต จึงทำให้พระราหูคิดการแก้แค้นโดยการไล่อมพระอาทิตย์และพระจันทร์ ดังนั้นเมื่อเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ชาวบ้านจึงออกมาเคาะไม้ ตีปี๊บ หรือส่งเสียงดังเพื่อขับไล่ให้พระราหูให้ปล่อยพระอาทิตย์และพระจันทร์

อ้างอิงข้อมูลจาก: http://swis.act.ac.th/

เรื่องดี-เรื่องร้าย

เนื่องจากการเกิดปรากฏการสุริยุปราคามักใช้เวลาเพียงไม่นาน จึงยังไม่มีผลกระทบกับสรรพสิ่งบนโลกมากนัก ยกเว้นการเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของสัตว์และสิ่งมีชีวิตขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง เช่น นกพากันบินกลับรัง เพราะเข้าใจว่าเป็นเวลาเย็นแล้ว หรือต้นไม้บางชนิดเกิดหุบในขณะที่แสงอาทิตย์ลับหายไปอย่างกระทันหัน หรือการหยุดการสังเคราะห์แสงของพืชใบเขียวที่ต้องอาศัยแสงแดดจากดวงอาทิตย์

ส่วนผลกระทบทต่อมนุษย์นั้น อาจไม่มีสิ่งนำพามาสู่เรื่องร้ายแรงใด ๆ เพียงแต่ต้องรู้จักการดูปรากฏการณ์นี้อย่างถูกวิธีโดยการสวมแว่นสุริยะหรืออุปกรณ์ช่วยในการดูที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตา และที่นอกเหนือจากเรื่องนี้คงเป็นด้านดีมากกว่าที่จะทำให้เกิดความรู้และความเข้าใจของปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น ทั้งยังรู้จักวิเคราะวิจารณ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของอิทธิพลและความเป็นไปของโลกได้อย่างมีเหตุผลตรงตามหลักการอีกด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก: http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/eclipse/index12.htm

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น