บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ

update :23/2/2016 14:37
views : 2451
ที่มา : http://www.kalyanamitra.org/th
เชื่อว่า “การทำบุญ” เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งหลายต่างพากันให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังมีน้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงแก่นแท้ของการทำบุญเพื่อให้เกิดบุญและกุศลอย่างแท้จริง ซึ่งตามหลักพระพุทธศาสนามีการทำบุญด้วยกัน 10 วิธี หรือเรียกชื่อหนึ่งว่า “บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ” สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ เพื่อให้เหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้รู้จักและเลือกนำไปปฏิบัติตามอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งยังได้รับบุญกุศลอันเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุขอีกด้วย
10. การทำความคิดเห็นให้ตรง (ทิฏฐุชุกัมม์)
Cr. http://www.dhammahome.com/webboard/topic/26234

“ทิฏฐุชุกรรม” แปลว่า การกระทำความเห็นให้ตรงโดยที่ไม่มีตัวตนที่กระทำ แต่เป็นกิจหน้าที่ของธรรม กุศลธรรมที่ประกอบด้วยปัญญา ซึ่งคำว่า ตรงในที่นี้เป็นความตรงต่อลักษณะของสภาพธรรมนั้น ๆ เป็นไปในบุญกิริยาวัตถุทั้งหมด ทั้งทาน ศีล และภาวนา เพราะเป็นความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ซึ่งจะต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ จึงจะเป็นผู้มีความเห็นที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมไม่ได้ศึกษาพระธรรมเลย ความเข้าใจที่ถูกต้องย่อมจะเกิดมีไม่ได้

การกระทำความเห็นให้ตรง คือ จากเห็นผิดไปสู่ความเห็นที่ถูก ที่เป็นกุศลประกอบด้วยปัญญา ต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้นทีละน้อย ก็จะค่อย ๆ ละความไม่รู้และความเห็นผิด อันเป็นสภาพธรรมที่ไม่ตรง เมื่อละความไม่ตรงคือกิเลสประการต่าง ๆ ด้วยปัญญา ที่เป็นสภาพธรรมตรงตามความเป็นจริง ก็จะค่อย ๆ ทำความเห็นให้ตรงโดยไม่มีตัวเราทำ แต่ปัญญาที่เจริญทำความเห็นให้ถูกมากขึ้น ดังนั้น ขณะใดที่เข้าใจพระธรรมถูกต้องตามความเป็นจริงขณะใด ก็เป็นความเห็นที่ตรงเป็นทิฏฐุชุกรรมในขณะนั้น ซึ่งจะเกิดและอบรมให้มีได้ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ทิฏฐุชุกรรม ซึ่งสำคัญมากสำหรับข้อนี้ เพราะมีความเห็นที่ตรง คือ ความเห็นถูกนั่นเอง ขณะที่เป็นความเห็นถูก ปัญญาเกิดเป็นบุญ เป็นกุศล และความเห็นตรงนี่เอง ที่จะทำให้กุศลประการอื่น ๆ บุญประการอื่น ๆ เจริญขึ้น เพราะมีความเข้าใจถูกเป็นสำคัญ ดังนั้น บุญประการต่าง ๆ จะเจริญขึ้นได้เพราะมีความเห็นถูก ความเห็นตรงหรือปัญญาเป็นสำคัญ
9. การภาวนา (ภาวนามัย)
Cr. http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/main/index.php?option=com_content&task=view&id=1145&Itemid=4

“ภาวนามัย” คือ บุญที่เกิดจากการทำใจให้ผ่องใส เกิดจากการละกิเลส ตั้งแต่ขั้นหยาบไปจนถึงกิเลสอย่างละเอียด เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นโดยใช้สมาธิปัญญา รู้ทางเจริญและทางเสื่อม จนเข้าใจอริยสัจ ๔ บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้ในที่สุด

บุญที่เกิดจากการเจริญภาวนาเป็นบุญละเอียด มีอานิสงส์มากกว่าการทำทาน รักษาศีล เนื่องจากบุญจากการให้ทานและรักษาศีลจะส่งผลให้ได้มนุษย์สมบัติและสวรรค์สมบัติ เวียนวนอยู่ในสุคติภูมิ ส่วนภาวนามัยจะสามารถส่งผลให้ได้นิพพานสมบัติ คือ หมดกิเลส บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ในที่สุด ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า การฝึกจิตเป็นสิ่งที่ดี “จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ..” จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้.. ถ้าจิตผ่องใสไม่เศร้าหมองก็มีสุคติเป็นที่ไป
8. การแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย)
Cr. http://www.kalyanamitra.org/th/uniboon_detail.php?page=2362

“ธัมมเทสนามัย” คือ การสร้างบุญด้วยการแสดงธรรม แนะนำถ่ายทอดสิ่งที่ดีที่เป็นบุญกุศล การแนะนำที่ดีเช่นนี้เรียกว่าการสอนวิชาชีวิต คือวิชาที่จะทำให้ผู้ฟังเดินทางในสังสารวัฏโดยไม่พลัดไปเกิดในอบาย มีสุคติเป็นที่ไปอย่างเดียว ธรรมทานเยี่ยงนี้ย่อมจะก่อให้เกิดบุญมากมาย

ส่วนอานิสงส์ของการให้ธรรมทานนั้นย่อมมีมากกว่าการให้วัตถุทาน และยังเป็นเหตุแห่งทานทุกอย่าง เป็นรากเหง้าของสมบัติทั้งปวง ดังนั้น ธรรมทานจึงประเสริฐที่สุดกว่าทานทั้งปวง และเนื่องจากการให้ธรรมทานมีความสำคัญมากเช่นนี้ เราทุกคนจึงควรขยายใจจากผู้รับธรรมะมาเป็น ผู้แบ่งปันธรรมะที่เราได้ฟังหรือศึกษามาแก่ชาวโลกที่ยังไม่รู้ และกำลังรอคอยแสงสว่างแห่งวิชาชีวิตจากเรา
7. การฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย)
Cr. http://www2.kalyanamitra.org/th/uniboon_detail.php?page=2306

“ธัมมัสสวนมัย” คือ บุญที่เกิดจากการฟังธรรม ที่จัดเป็นบุญเพราะช่วยให้เข้าใจหลักการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง “สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญ” ถ้าตั้งใจฟังธรรมย่อมได้ปัญญา ปัญญาอันเกิดจากจิตที่ผ่องใสจะนำไปสู่การคิดถูก พูดถูก ทำถูก คนที่ฟังธรรมเป็นประจำ ไม่ว่าจากการฟังเทป วิทยุ หรือจากสื่อต่าง ๆ รวมทั้ง การอ่านหนังสือธรรมะ ล้วนจัดอยู่ในธัมมัสสวนมัยทั้งสิ้น

การฟังธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกชีวิต ยิ่งกว่าความรู้ทางโลกที่ร่ำเรียนมา เพราะจะทำให้เกิดดวงปัญญาสว่างไสว สามารถพิจารณาเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ทำให้มีชีวิตอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ปลอดภัยจากอบายภูมิ มีสุคติสวรรค์เป็นที่ไป และถ้าจะให้ได้ประโยชน์มากจากการฟังธรรม ผู้ฟังจะต้องตั้งใจฟังจริง ๆ มุ่งฟังเอาเนื้อหาสาระเพื่อนำไปปฏิบัติ บุญกุศลที่เกิดจากการฟังธรรมจึงจะบังเกิดขึ้น
6. ช่วยเหลือขวนขวายในกิจที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย)
Cr. http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=6633&sid=54f1f8dd442cf5c10929593af4bb0ba8

“เวยยาวัจจมัย” คือ การขวนขวายหรือช่วยเหลือในธุระและกิจการงานของผู้อื่นที่อยู่ในขอบข่ายของศีลและธรรม เช่น ช่วยเป็นธุระในการจัดงานบุญ งานกุศลของส่วนรวมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม หรือขวนขวายทำกุศลต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การพยาบาลผู้เจ็บไข้ การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัยต่าง ๆ อย่างไฟไหม้ ถูกรถชน ตกน้ำ หรือแม้แต่การชี้บอกทาง การพาคนข้ามถนนให้ได้รับความปลอดภัยเหล่านี้เป็นต้น และการสนับสนุนช่วยเหลือในกิจการของส่วนรวม เช่น การสร้างสะพาน สร้างศาลา สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ขุดสระน้ำ ปลูกป่า และอื่น ๆ อันเป็นประโยชน์ ก็ชื่อว่าเป็นบุญที่ขวนขวายในการช่วยเหลือผู้อื่น

ผลของบุญข้อนี้มีมาก เป็นเหตุนำมาซึ่งความนับถือกัน สามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ เวลาไปที่ใดก็จะได้รับความสะดวก ความช่วยเหลือ ทำให้ไม่ขัดข้องเดือดร้อน เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ อย่างการสร้างศาลาเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่คนทั้งหลาย เมื่อตายไปก็จะไปเกิดในชั้นดาวดึงส์
5. มีความอ่อนน้อมต่อผู้อื่น (อปจายนมัย)
Cr. http://www.dmc.tv/images/00-iimage/571001-ynb-1.jpg

“อปจายนมัย” หมายถึง บุญที่เกิดจากการนอบน้อมหรือเคารพบูชาผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม ที่เป็นบุญเพราะผู้มีความอ่อนน้อมย่อมมีจิตที่อ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ซึ่งเกิดจากการพิจารณาเห็นคุณธรรมความดีของผู้ใหญ่ที่อุดมด้วยวัยวุฒิคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถ และมีศีลมีธรรม โดยบุคคลที่ควรอ่อนน้อมและควรให้เกียรติท่านเรียกว่า “วุฑฒบุคคล” ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท คือ

1. ชาติวุฑฒะ คือ คนที่มีชาติกำเนิดสูงกว่าเรา คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา แม้จะมีอายุน้อยกว่าแต่ชาติตระกูลสูง ก็ควรแสดงความเคารพเพราะเป็นไปเพื่อความเจริญ
2. คุณวุฑฒะ คือ คนที่มีคุณธรรมสูงกว่า เช่น พระภิกษุ สามเณร แม้จะมีอายุน้อยกว่า ก็ควรนอบน้อมต่อท่าน เพราะท่านมีคุณธรรม คือศีลสูงกว่า หรือคนที่มีบุญคุณต่อเรา เช่น พ่อแม่ครูอาจารย์ เพราะท่านมีคุณต่อเราหรือต่อสังคม
3. วัยวุฑฒะ คือ คนที่แก่กว่าหรืออายุมากกว่า เช่น พี่ ป้า น้า อา ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า

การแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อวุฑฒบุคคล 3 ประเภทดังกล่าวข้างต้น ด้วยการกราบไหว้ ลุกรับ พูดจาด้วยความมีสัมมาคารวะหรือให้เกียรติท่านทั้งต่อหน้าและลับหลัง จัดเป็นอปจายนมัย ซึ่งจะเป็นบุญใหญ่ส่งผลให้ตัวเราเป็นผู้มีใจสูง เป็นที่เคารพรักและเกรงใจของคนรอบข้าง และจะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์รุ่งเรืองในหน้าที่การงาน มีอายุขัยยืนยาว
4. การรักษาศีล (สีลมัย)
Cr. http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/main/index.php?option=com_content&task=view&id=1129&Itemid=4

“ศีล” หมายถึง การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย
“ศีล” แปลว่า ปกติ คือ ทำกายและวาจาให้เป็นปกติ ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใด
“ศีล” แปลว่า เย็น คือ ทำให้คนเยือกเย็นทั้งกายและใจ ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะขาดศีล
“ศีล” แปลว่า เกษม คือ ปลอดภัย ทำให้เบากายเบาใจ ไม่มีเวรมีภัยกับใคร

การรักษาศีลต้องมีเจตนาจึงจะเป็นศีลได้ ต้องสมาทานและตั้งใจรักษาจึงจะเป็นบุญที่เกิดจากการรักษาศีล ถ้าไม่มีเจตนาจะงดเว้นหรือจะรักษาศีลแล้ว แม้ผู้นั้นไม่ทำความชั่ว เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ หรือเหมือนเด็กที่นอนแบเบาะ แม้ไม่ทำชั่วก็ไม่ถือว่ารักษาศีล เพราะไม่มีเจตนาจะงดเว้น วัว ควาย แม้มันไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ก็ไม่ถือว่ารักษาศีล เพราะไม่มีเจตนาจะงดเว้น ดังนั้น การที่จะมีศีลได้ก็ต้องมีเจตนาที่จะงดเว้นจากโทษนั้น ๆ

ผู้รักษาศีลนอกจากจะได้สมบัติในเมืองมนุษย์แล้ว ยังสร้างบันไดก้าวสู่สวรรค์ ทำที่พึ่งในโลกหน้าให้แก่ตัวเอง พระอริยเจ้าจึงสรรเสริญศีล ว่าเป็นประดุจมารดาแห่งคุณธรรมทุกอย่าง ถ้าบุคคลรักษาศีลไม่บริสุทธิ์ คุณธรรมอย่างอื่นก็เจริญงอกงามได้ยาก ผู้ปรารถนาสวรรค์สมบัติและมีมรรค ผล นิพพาน เป็นแก่นสาร ต้องเริ่มจากการสมาทานรักษาศีลให้บริสุทธิ์
3. การยินดีในความดีของผู้อื่นหรือการอนุโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย)
Cr. http://www.kalyanamitra.org/th/uniboon_detail.php?page=2290

“ปัตตานุโมทนามัย” หมายถึง บุญที่เกิดจากการอนุโมทนาบุญ คือ พลอยยินดีในความดีที่คนอื่นทำ นับเป็นบุญพิเศษที่ไม่ควรมองข้าม เป็นบุญที่ทำได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลา เงินตรา หรือทุ่มเทสรรพกำลังไปทำ เพียงแค่ทำจิตให้เลื่อมใสในบุญที่คนอื่นเขาทำไว้ดีแล้ว และเข้าไปกล่าวถ้อยคำมงคลว่า “สาธุ สาธุ ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ / อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ” เมื่ออีกฝ่ายกล่าวรับว่า “สาธุ” ก็เท่ากับว่า ปัตตานุโมทนามัยได้สำเร็จกับตัวเราแล้ว บุญก็จะเกิดขึ้นภายในใจของตัวเรา

ปัตตานุโมทนามัยยังมีผลต่อหมู่ญาติที่ล่วงลับไปแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าพลัดไปเกิดเป็นเปรต หากมีผู้อุทิศส่วนกุศลไปให้แล้วตนเองคอยอนุโมทนาบุญ บุญก็สามารถหนุนส่งให้พ้นจากอัตภาพที่ทุกข์ทรมานไปสู่สุคติ เสวยสุขในสวรรค์ได้ ถ้าจะให้ดีเพื่อความมั่นใจในการเดินทางไปสู่สัมปรายภพว่าเราจะไปสุคติภูมิเท่านั้น ไม่พลัดไปเกิดในอบายภูมิ ตัวเราก็ควรขวนขวายในการทำบุญกุศลให้ได้อย่างเต็มที่ อย่ามัวคิดดูก่อน แต่จงรีบทำก่อนใคร อีกทั้งไม่คอยแต่รออนุโมทนาบุญกับใคร แต่ควรให้คนอื่นมาอนุโมทนาบุญกับเราย่อมดีกว่า เราจะได้เป็นต้นบุญต้นแบบให้ชาวโลกและเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์อีกมากมาย
2. การอุทิศบุญกุศลให้ผู้อื่น (ปัตติทานมัย)
Cr. http://www.kalyanamitra.org/th/images/uniboon/5607/5607_p2_02.jpg

ในการทำบุญนั้นแล้ว การแบ่งส่วนแห่งความดีนั้นแก่ผู้อื่นนับเป็นบุญอีกหนึ่งทาง โดยการให้ผู้อื่นได้มีส่วนแห่งบุญนั้นด้วย ดังการ “ปัตติทาน” ที่หมายถึงการอุทิศบุญกุศลให้ผู้อื่น บุญพิเศษนี้เกิดจากความเมตตาปรารถนาดีที่อยากแผ่กุศลที่ตนทำเอาไว้ให้คนอื่นได้บุญเพื่อให้ประสบแต่ความสุข และการจะอุทิศบุญให้แก่ผู้อื่นได้ ตนเองต้องมีบุญมากพอ เป็นบุญที่เกิดจากการทำกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ หรือได้ทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เป็นต้น

เมื่อตั้งจิตปรารถนาให้คนอื่นได้รับส่วนบุญ บุญจึงจะไปถึงบุคคลปลายทาง หากเขาไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย บุญก็จะหนุนส่งให้พวกเขาได้คลายจากทุกข์มากเป็นทุกข์น้อย ทุกข์น้อยเป็นหมดทุกข์ หลุดพ้นจากอบายไปเกิดในสุคติภูมิได้ หรือหากไปเกิดเป็นชาวสวรรค์ จากเป็นเทวดาที่สุขน้อยก็สุขมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งการแบ่งส่วนบุญสามารถทำได้หลายประการ เช่น อุทิศส่วนบุญนั้นให้แก่ผู้มีชีวิต, อุทิศส่วนบุญนั้นให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และอุทิศส่วนบุญนั้นให้แก่เทวดา ชื่อว่า “เทวตาพลี”
1. การทำทาน (ทานมัย)
Cr. http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/main/index.php?option=com_content&task=view&id=1100&Itemid=4

ผู้รู้ได้กล่าวเอาไว้ว่า "บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่งของปานกลางให้ตามปานกลาง ควรแบ่งของมากให้ตามมาก การไม่ให้ย่อมไม่ควร" มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่ได้ด้วยการให้ ชีวิตของเราตั้งแต่ถือกำเนิดมาจนลมหายใจสุดท้าย ต้องเกี่ยวพันกับการเป็นผู้ให้และผู้รับ โดยเฉพาะ “การทำทาน” ผลของการให้ที่ทำไปนั้นไม่สูญหายไปไหน จะเป็นสิ่งที่ติดตามตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ การให้ทานทุกชนิดย่อมมีผลทั้งสิ้น แม้แต่บุคคลเทน้ำลงในหลุมหรือบ่อเล็ก ๆ ด้วยหวังว่าจะให้สัตว์เล็ก ๆ อาศัยน้ำนั้นเป็นอยู่ ซึ่งพระพุทธองค์ยังตรัสว่าเป็นบุญ เพราะไม่จำเป็นต้องพูดถึงทานที่ให้แก่มนุษย์และภิกษุสงฆ์ ผู้ทรงศีลว่าจะส่งผลต่อผู้ให้ทานมากปานใด

อานิสงส์ของการให้ทาน ย่อมส่งผลเป็น “ความสุข” เสมอ และจะเป็นบุญที่ย้อนกลับมาถึงตัวเราในลักษณะที่แตกต่างกันไป ดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุ และให้ที่พักพาอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอนธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม"

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น