10 เรื่องราวไม่ลับของ “ยาคูลท์” ที่หลายคนสงสัย!?

update :16/7/2015 17:00
views : 8293
ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/70551.html
เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก และไม่เคยดื่มยาคูลท์ เครื่องดื่มขวดจิ๋วฝาสีฟ้า ที่สุดแสนจะหากินยากต้องรอคนมาขายให้ถึงหน้าบ้านอย่าง "ยาคูลท์" เพราะเรียกได้ว่าอยู่คู่กับคนไทยมาน้าน...นาน และยังคงคอนเสปเดิมมาได้ตลอด ไม่เคยมีการปรับเปลี่ยนรสชาติ หรือเพิ่มขนาดเลย วันนี้เราเลยนำเอาเรื่องราวสุดลับของ "ยาคูลท์" มาฝากกัน ซึ่งเราเชื่อว่าหลายๆ ก็เคยสงสัยในคำถามเหล่านี้เหมือนกัน!!
10. ยาคูลท์...เป็นยาหรอ?
ยาคูลท์เป็นนมเปรี้ยวสัญชาติญี่ปุ่น แปลกตรงที่ชื่อไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นทั้งที่ประเทศนี้ชาตินิยมจัดมาก YAKULT เป็นภาษา Esperanto (ภาษาประดิษฐ์ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก) มาจากคำว่า Jahurto ซึ่งมีความหมายเหมือนกับคำว่า yoghurt (โยเกิร์ต) ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า ยาที่ทำให้อายุยืนยาว

ขอบคุณภาพจาก http://cookerama.com/YAKULT-ENERGY
9. ยาคูลท์ ทำมาจากอะไร มิทราบ?
ยาคูลท์ไม่ใช่เป็นเพียงนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต แต่เป็น “โพรไบโอติก (Probiotics)” หรืออาหารเสริมที่มีแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย โดยจุลินทรีย์ชิโรต้า หรือแลคโตบาซิลลัส คาเซอิ สายพันธุ์ ชิโรต้า ได้ถูกคัดเลือกมาโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถทนต่อสภาวะความเป็นกรดที่รุนแรงในกระเพาะอาหารของคนเรา และทนต่อความเป็นด่างที่รุนแรงของน้ำดี สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในลำไส้ และให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของเราได้นั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก https://imaim.wordpress.com/
8. ยาคูลท์มีน้ำตาลสูงถึง 18% เชียวนะ!!
น้ำตาลถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากของยาคูลท์ ไม่ใช่เพื่อเพิ่มรสชาติความอร่อยเท่านั้น แต่แบคทีเรียนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ในน้ำตาล หากถามว่าดื่มยาคูลท์แล้วจะอ้วนมั้ย คงไม่ต้องตอบอะไรมาก เพราะในยาคูลท์มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบถึง 18% เลยทีเดียว จึงเหมาะที่จะบริโภควันละ 1 ขวดเท่านั้น

ขอบคุณภาพจาก http://www.chicagoreader.com/Bleader/
7. กินยาคูลท์แล้วอ้วนจริงหรอ?
แน่นอนว่าอะไรก็ตามที่กินมากๆ ดื่มมากๆ ก็ต้องไม่ดีต่อสุขภาพ และทำให้อ้วนด้วยเป็นธรรมดา เพราะจากปริมาณของน้ำตาลที่คำนวณออกมาก็เท่ากับน้ำตาลถึง 3.5 ช้อนชา และยาคูลท์ 1 ขวดก็ให้พลังงาน 71 kcal

ขอบคุณภาพจาก http://www.thedrum.com/news/
6. ทำไมถึงไม่ทำไซส์ใหญ่?
เพราะจากคำแนะนำคือควรดื่ม 1 ขวด 80 ซีซี จึงจะดีต่อสุขภาพมากที่สุด เป็นเพราะยาคูลท์เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวที่ได้จากการหมัก โดยเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นแบคทีเรีย ที่ชื่อ แลคโตบาซิลลัส ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดรสชาติเปรี้ยว เนื่องจากเกิดกรดขึ้นมาหลายชนิดระหว่างกระบวนการหมัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดแลคติก ถ้าอชดื่มขวดใหญ่กว่านี้ก็อาจจะอ้วน หรือได้รับแบคทีเรียตัวนี้มากเกินความจำเป็น

ขอบคุณภาพจาก http://blauearth.com/2011/11/03/green-tea-and-yakult-on-the-rocks/
5. มีจุลินทรีย์แล้วอยู่นอกตู้เย็นได้ไหมเอ่ย?
หลายคนคงอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ…ในเมื่อยาคูลท์มีจุลินทรีย์แล้วเราควรเก็บยาคูลท์ไว้ที่อุณหภูมิเท่าไหร่ เพื่อที่จุลินทรีย์เหล่านั้นจะได้ไม่ตาย และคงคุณภาพ คำตอบคือ ต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียสค่ะ หรือถึงแม้ยาคูลท์จะถูกนำมาแช่แข็ง แต่แลคโตบาซิลลัสก็จะยังมีชีวิตอยู่แน่นอน

ขอบคุณภาพจาก http://www.deviantart.com/tag/yakult
4. เด็ก – สตรีมีครรภ์กินได้หรือไม่?
เด็กอายุมากกว่า 1 ปีสามารถดื่มได้ แต่ไม่แนะนำให้เด็กที่มีประวัติแพ้นมวัวดื่ม ส่วนผู้หญิงสามารถดื่มได้ แถมยังให้ผลดีอีกด้วย เพราะในยาคูลท์มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อดื่มแล้วอาการท้องผูกหรืออาหารไม่ย่อยในระหว่างตั้งครรภ์จะหายไป รวมไปถึงผู้รับประทานมังสวิรัติที่สามารถดื่มยาคูลท์ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของโภชนาการที่สมดุลต่อร่างกาย

ขอบคุณภาพจาก http://www.yakult.com.au/faqs.html
3. ทำไมยาคูลท์ถึงไม่มีแบบกล่องออกขายนะ
หลายคนอาจจะสงสัย แต่ถ้าได้รู้ว่าบริษัทนี้เค้าให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ก็จะเข้าใจในเหตุผลนี้ดี เพราะถ้าทำแบบกล่องก็ต้องไปเบียดเบียนธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้วัสดุที่ใช้คือ Poly Styrene ซึ่งเป็นพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่เป็นพิษต่อสภาพแวดล้อม และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค แถมยังรณรงค์ให้คนดื่มจากขวดโดยตรง จะได้ไม่ต้องใช้หลอดอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก http://www.yakult.com.au/product-line.html
2. ทำไมต้องซื้อกับสาวยาคูลท์เท่านั้น?
เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยมากๆ เพราะบางที่เนี่ยต้องบอกเลยว่าหากินยาคูลท์ได้ยากมากจริงๆ ต้องรอสาวยาคูลท์เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วนี่คือนโยบาลของบริษัท ที่มีปัญหาในเรื่องของกระบวนการผลิตที่ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย เลยทำให้ผลิตได้ไม่เพียงพอ และอีกอย่างคือ เพื่อต้องการให้สาวยาคูลท์ทั้งหลาย ทั่วประเทศเนี่ยไม่ต้องตกงาน

ขอบคุณภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=rvVVvrKjZvg
1. ทำไมต้องเป็นวลีนี้…“ถามสาวยาคูลท์ดูสิคะ”
สาวยาคูลท์เริ่มมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 และเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อยาคูลท์ในอดีตนั้นเป็นแม่บ้านซะส่วนใหญ่ การมีคนส่งยาคูลท์เป็นผู้หญิง เลยกลายมาเป็นการแนะนำเรื่องสุขภาพ นู่น นี่ นั่น ให้กันฟังซะส่วนใหญ่ แถมสาวยาคูลท์ส่วนมากก็จะมีความรู้รอบตัวที่แน่น ถมอะไรก็ตอบได้หมด เลยเป็นที่มาของวลีฮิต “ถามสาวยาคูลท์ดูสิคะ” นั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก http://play.kapook.com/photo/showfull-121577-20

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น