10 เรื่องหลอนชวนขนหัวลุกในโรงเรียนไทย!!

update :28/5/2015 12:56
views : 10747
ที่มา : toptenthailand
ใครไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เพราะเรื่องผีเนี่ยเป็นอะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งถ้าคุณไม่เคยเจอเองก็อาจจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงบ้าง เรื่องแต่งบ้าง แต่วันนี้ทางทีมงาน Toptenthailand ได้นำเอา 10 เรื่องหลอนที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนมาฝากกัน รับรองว่าเด็กนักเรียนทั้งหลายต้องไม่กล้าเข้าห้องน้ำ เดินขึ้นชั้นเรียน หรือแม้แต่นั่งในห้องเรียนคนเดียวแน่ๆ
10. ลองดีจนเจอดี...
เรื่องลองของในโรงเรียนเนี่ยเป็นของคู่กันจริงๆ และยิ่งเป็นโรงเรียนที่มีเรื่องเล่า ตำนานหลอนๆ เด็กทั้งหลายก็อยากจะไปพิสูจน์ว่ามีจริงมั้ย แบบเด็กคนนี้ที่จู่ๆ ก็ล้มตึงลงไป ตัวสั่น ตาเหลือก ตะโกนโวยวายไม่เป็นภาษา ทำเอาเพื่อนๆ แล้วครูต่างพากันตกใจ เพื่อนจึงได้บอกว่าเค้าพยายามที่จะเห็นผี เลยพูดจาท้าทาย และมองลอดหว่างขา พร้อมกับใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปไว้ เพื่อนเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ทุกคนจึงคิดว่านี่คืออาการผีเข้า เพราะใครที่ดูรูปที่เค้าถ่ายได้ก็ต้องตาค้าง หน้าซีดกันหมด จนต้องเอาพระมาแขวนคอ จึงสลบไป ทางอาจารย์สอนวิชาพระพุทธศาสนาเลยได้เข้ามาช่วยโดยการสวดมนต์ อุทิตส่วนกุศล และบอกว่าจะพาเด็กไปบวชชีพราหมณ์ให้ ส่วนรูปก็จะลบทิ้ง และเอาโทรศัพท์ไปให้ที่วัดทำพิธี พอพูดเสร็จรุ่นพี่คนนั้นก็เหมือนจะรู้สึกตัว และงงกับเหตุการณ์นั้น...

ขอบคุณภาพจาก http://pantip.com/topic/30427374
9. ผีถ้วยแก้วมาเอง
เป็นเรื่องธรรมดาของกลุ่มเพื่อนในโรงเรียนที่ตอนพักกลางวัน หรือเลิกเรียนจะมานั่งเล่นผีถ้วยแก้วกัน แต่ใครจะไปคิดว่านั่งเล่นกันอยู่ดีๆ เพื่อนคนนึงในกลุ่มก็นั่งตาค้างปากค้าง หน้าตาตกใจกลัวสุดขีด จนสุดท้ายก็ร้องกรี๊ด น้ำตาไหล เพื่อนก็ทำอะไรไม่ถูก รีบไปเรียกครูมาช่วย แต่พอครูมาถึงเด็กคนนั้นก็กรี๊ดจนสลบไปแล้ว ซึ่งพอตื่นขึ้นมาเธอก็ได้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่เล่นกันอยู่นั้นเธอเห็นผู้หญิงแต่งตัวเหมือนแม่บ้าน เดินถือไม้กวาดเข้ามาในห้อง จนมาหยุดอยู่ที่วงผีถ้วยแก้วของเธอและเงยหน้าขึ้นมาจ้องเธอ ทำให้เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีตาดำ แถมยังมีเลือดออกเต็มตัว พอเธอเริ่มกรี๊ดเค้าก็เขยิบเข้ามาใกล้เธอมาขึ้นจนเธอหมดสติไป ครูจึงบอกว่านั้นอาจจะเป็นแม่บ้านที่ตกตึกเสียชีวิตก็ได้...

ขอบคุณภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=Y9kKO2hE4DA
8. เมื่ออาจารย์เดินตรวจตึก
เกิดขึ้นที่โรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง ที่ตั้งกฎไว้ว่าห้ามนักเรียนอยู่บนห้องระหว่างพักเที่ยง จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องมีอาจารย์มาเดินตรวจตามตึก ระหว่างที่เดินๆ อยู่นั้นก็เห็นเด็กคนนึงเดินเข้าห้องไป ครูจึงเดินตามไปเพื่อที่จะได้จับได้แบบคาหนังคาเขา พอไปถึงหน้าประตูครูก็มองเข้าไป กลับไม่เห็นใคร จึงคิดว่าตาฝาด จึงเดินผ่านไป แต่ขณะที่กำลังจะผ่านประตูหลังของห้องก็เหลือบเห็นเด็กคนนึงนั่งตัวสั่นอยู่หลังห้อง ครูจึงตะโกนถามว่า “เธอมานั่งทำอะไร...ลงมาเดี๋ยวนี้นะ” เด็กคนนั้นหันกลับมามองหน้าครูด้วยใบหน้าที่ซีด และเต็มไปด้วยเลือด ตาข้างนึงหายไปและพูดว่า “ผมหนาว...” เท่านั้นแหละครูรีบวิ่งแบบไม่คิดชีวิต พอลงมาจึงได้เล่าเรื่องให้เพื่อนครูฟัง เพื่อนครูจึงพากันสันนิฐานว่า อาจจะเป็นเด็กที่ถูกรถชนเมื่อปีที่แล้วก็ได้ เพราะห้องที่เกิดเหตุคือห้องเรียนของเค้า...

ขอบคุณภาพจาก http://writer.dek-d.com/pl-mh/story/
7. พานไว้ครูสุดหลอน
หนึ่งวันก่อนงานไหว้ครูของโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่ง เด็กๆ สายนาฏศิลป์ก็ตกลงกันว่าจะทำพานเป็นรูปนางรำ เพื่อสื่อถึงสายของตัวเอง จึงได้มาทำพานกันที่ห้องว่างชั้นเดียวกับห้องซ้อมรำ เวลาล่วงเลยมาถึง 1 ทุ่มพานก็ใกล้จะเสร็จ เพื่อนคนนึงเลยพูดว่าเปลี่ยนหน้าของนางรำดีมั้ย วาดใหม่มั้ย เพราะหน้าที่วาดลงบนพาสติกสีขาว เหมือนนางรำกำลังโกรธและดุใครอยู่ แต่ตอนนั้นทุกคนอยากจะกลับบ้านจึงบอกว่าไม่เป็นไรหรอก พอเวลา 3 ทุ่มพานก็เสร็จ ก่อนกลับจึงได้ถ่ายรูปกับพานเป็นที่ระลึก พอกดถ่ายเสร็จเท่านั้นแหละ ไฟก็ดับ ทุกคนร้องกรี๊ด และจู่ๆ ก็ขนลุกอย่างไม่มีสาเหตุ และยิ่งกลัวกันมากขึ้นเมื่อมาดูรูปที่ถ่าย เพราะหน้าของนางรำบนพานนั้นหายไป...และยังมีคนใส่ชุดนางรำยืนอยู่ตรงมุมขวาของรูป!!

ขอบคุณภาพจาก http://www.bloggang.com/
6. พวกเค้ามาดี..
ใครที่เคยอยู่วงโยธวาทิตของโรงเรียนคงน่าจะรู้ดีว่าตอนซ้อมก่อนไปแข่งขันนั้นมันเลิกดึกแค่ไหน ของโรงเรียนชื่อดังย่านฝั่งธน ที่อยู่ติดกับแม่น้ำเค้าก็ซ้อมกันหนักเหมือนกัน จนทำให้เจอเรื่องสยองนี้ขึ้น ก่อนวันแสดงจริงหนึ่งวันทุกคนก็ได้มาซ้อมกันครั้งสุดท้ายที่ห้องประชุมใหญ่ พอซ้อมเสร็จรอบที่หนึ่งก็มีภารโรงคนนึงเปิดประตูเข้ามาและถามคำถามแปลกๆ ว่า “อ่าว ผู้ปกครองที่มาดูซ้อมใหญ่หายไปไหนแล้ว ว่าจะเอาเก้าอี้มาให้” ครูและเด็กก็ได้แต่มองหน้ากัน แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร พอซ้อมเสร็จรอบที่สองคราวนี้เสียงผนังห้อง และเสียงกระจก ที่เหมือนมีคนเอามือไปทุบก็ดังขึ้นรอบห้อง ทำเอาเด็กกลัวและรีบวิ่งมารวมกัน ครูที่ตั้งสติได้เลยพูดขึ้นมาว่า “ขอบคุณครับ...ไม่ต้องตบมือก็ได้” พอพูดจบเสียงนั้นก็หายไป อาจารย์เลยบอกว่านี่อาจจะเป็นวิญญาณของครู อาจารย์ และคนในโรงเรียนที่มาให้กำลังใจตอนเราซ้อมก็ได้นะ..

ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/panakom/
5. แสงไฟปริศนาในโรงยิม
ก่อนถึงวันแข่งกีฬาสีแห่งหนึ่งของโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ นักกีฬาวอลเลย์บอลก็ยังไม่ยอมกลับบ้าน มัวแต่ซ้อมจนถึง 2 ทุ่มกว่า ที่อยู่ๆ ไฟในโรงยิมก็ดับ!! ทั้งหมดตกใจมากและได้มายืนรวมกลุ่มกัน แต่พอมองไปอีกฝั่งนึงกลับเห็นเหมือนคนกำลังจุดไฟแช็คขึ้น แต่มองไม่เห็นหน้า และก็ไม่รู้ว่าเป็นใครทั้งหมดจึงคิดว่าอาจจะเป็นยามก็ได้ เลยเดิมเข้าไปหาไฟ แต่พอใกล้จะถึง ไฟนั้นก็ดับไป และมีเสียงกดไฟแช็คขึ้นที่ข้างหลัง เท่านั้นแหละทุกคนจึงกรี๊ดละคิดว่านี่ไม่ใช่คนแน่ๆ เพราะคงไม่มีใครเดินได้เร็วขนาดนั้น บางคนก็กลัวถึงขั้นร้องไห้ ทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ไฟก็ยังเปลี่ยนจุดไปเรื่อยๆ เพื่อนที่ได้สติเลยพากันหาทางออก แต่พอกำลังจะเปิดประตูไฟในโรงยิมก็สว่างขึ้น ทำให้เห็นว่าในห้องนั้นไม่มีใครเลยนอกจากพวกเค้า..

ขอบคุณภาพจาก http://www.iurban.in.th/review/the-bloody/
4. เด็กที่หายไป?
เรื่องนี้เด็กสาธิตฯ คงอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่ดาดฟ้าชั้น 6 ที่ในอดีตเป็นที่เก็บของน้องนาฏศิลป์ คืนนั้นเด็กชมรมนาฏศิลป์ซ้อมการแสดงกันดึก จึงได้ขอนอนที่โรงเรียน กลางดึกหลังจากที่ปิดไฟนอนได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเคาะประตูที่ดังมาก ทั้งหมดตกใจ แต่ก็โล่งใจ เพราะในที่สุดคนเคาะก็พูดว่า “นี่ลุงยามเอง เปิดให้ที” พอเปิดประตูให้ก็เห็นสีหน้าที่ตกอกตกใจของแก แกได้ถามว่า ในห้องนี้เด็กอยู่ครบรึเปล่า? เด็กๆ จึงได้หันไปมองเพื่อนซึ่งก็เห็นว่าครบดี ไม่มีใครหาย จึงถามว่ายามถามทำไม แกเลยตอบว่าเมื่อกี้ไปเดินดูบนดาดฟ้าชั้น 6 เห็นเด็กผู้หญิงคนนึงกำลังซ้อมรำอยู่ พอลุงเรียกบอกให้เข้านอนได้แล้ว เด็กคนนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนตกลงไปในที่สุด!! ซึ่งปัจจุบันว่ากันว่ายาม หรือเด็กบางคนก็ยังคงเจอเรื่องแบบนี้อยู่

ขอบคุณภาพจาก http://hilight.kapook.com/view/62377
3. เรื่องเกิด ณ ห้องคอมฯ
โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งที่ได้ปิดตึกหลังเก่าไปได้สักพัก แต่ตามหน้าที่ของยามก็ต้องเดินตรวจความเรียบร้อยอยู่ดี ซึ่งพอเดินผ่านห้องคอมพิวเตอร์เก่า ก็เห็นไฟ และแอร์เปิดอยู่ จึงเปิดประตูเข้าไปปิดมัน ด้วยความสงสัยและงง เล็กน้อย แต่พอเข้าไปในห้องก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวเหมือนอาจารย์ กำลังก้มๆ เงยๆ ทำอะไรกับคอมฯ ก็ไม่รู้ แกเลยถามไปว่า “อาจารย์มาซ่อมมันทำไมครับ ไม่มีใครใช้แล้วหนิ” พอผู้ชายคนนั้นหันมาเท่านั้นแหละ ภารโรงถึงกับอึ้ง ขาแข็ง วิ่งก็วิ่งไม่ออก เพราะหน้าของอาจารย์ดำทะมึน เหมือนโดนไฟไหม้ แถมตายังไม่มีอีก!! แกจึงรีบวิ่ง และไปถามภารโรงคนเก่าที่เคยอยู่ตึกนี้ จึงได้คำตอบว่าคนนั้นคืออาจารย์สอนคอมที่โดนไฟช็อตในห้องคอมจนตาย ซึ่งแกเฮี้ยนมากจึงปิดตึกซะเลย

ขอบคุณภาพจาก http://bummedoutcity.buzznet.com/photos/idea
2. เด็กดอง ณ ห้องวิทย์
เป็นธรรมดาที่ในห้องวิทยาศาสตร์โรงเรียนใหญ่ๆ จะมีการเอาสัตว์ดอง อวัยวะดอง ไปจนถึงเด็กดองมาไว้ให้นักเรียนศึกษา โรงเรียนนี้ก็เช่นกันที่ว่ากันว่า ตั้งแต่ได้เด็กดองมาก็มีแต่เรื่องเฮี้ยนๆ เกิดขึ้น ถึงขั้นต้องเอาสายสิญจน์มาล้อมห้องไว้เลย ซึ่งเรื่องหลอนๆ ก็มีคนเล่าให้ฟังอยู่ตลอดๆ ไหนจะเด็กดองลืมตาขึ้นเอง มีคนได้ยินเสียงเด็กร้องไห้บ้าง ไปจนถึงเห็นเด็กขี่คอ!! เพราะเธอคนนี้มีสัมผัสที่พิเศษมักจะเห็น หรือได้ยินอะไรพวกนี้อยู่แล้ว วันนั้นเธอไปสอบที่ห้องนั้นพอดี เพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้เด็กดองด้วยความไม่กลัวผี เลยพูดเล่นๆ ไปว่าเด็กขนาดนี้คงไม่หลอนเท่าไหร่มั้ง ซึ่งตอนสอบเธอดันเหลือบไปเห็นเพื่อน ซึ่งก็ต้องตกใจเป็นอย่างมากที่เห็นเด็กดองนั้นขี่คอเพื่อนเธออยู่!!

ขอบคุณภาพจาก http://forum.khonkaenlink.info/index
1. เด็กใหม่เจอดี
คงเป็นความซวยของนักเรียนใหม่คนนี้ ที่เย็นวันนั้นอาจารย์เรียกพบพอดี พอออกมาข้างนอกก็เริ่มจะมืดแล้ว แถมฝนดันตกหนักอีกซะด้วย เธอจึงได้แต่หลบฝนอยู่ตรงหน้าห้องเก็บของ ที่ยืนอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังร้องขอความช่วยเหลือ พอหันไปมองประตูของห้องเก็บของก็แง้มออก อาจจะเป็นเพราะลมที่แรงมากก็ได้ เธอเลยไม่ได้คิดอะไร แต่จู่ๆ ก็ขนลุกซู่ เพราะเหมือนมีคนมากระซิบที่ข้างหูว่า “ช่วยด้วย” เธอจึงชะโงกหน้าเข้าไปที่ห้องนั้น เพื่อดูว่าไม่มีใครอยู่จริงๆ แต่ภาพที่เห็นก็ทำเอาเธอแทบหยุดหายใจ เพราะมีผู้หญิงนอนอยู่ เลือดไหลเต็มตัว เธอจึงรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากภารโรง แต่พอกลับมาก็ทำเอางงไปตามๆ กัน เพราะประตูห้องนั้นมีกุญแจล็อกอยู่ ภารโรงจึงได้แต่ปลอบใจและเล่าเรื่องให้ฟังว่า แต่ก่อนห้องนี้คือห้องดนตรีไทย แต่มีเด็กผู้หญิงมาตกเลือดตายในห้อง แถมยังหลอกหลอนคนไปทั่วเลยต้องปิดตายไว้นั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก http://pantip.com/topic/30717162

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น