10 สิ่งใกล้ตัวที่ผีเฮี้ยนที่สุด!!

update :3/7/2014 11:17
views : 13790
ที่มา : ToptenThailand
ในชีวิตประจำวันของเรานั้นเรามีของใช้มากมายรอบๆตัวเรา บางอย่างเราสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป แต่รู้หรือไม่ว่าไม่ว่าจะเป็นสิ่งของมือ 1 หรือสิ่งของมือ 2 ก็อาจจะมีประวัติที่เราอาจไม่รู้... ไม่แน่นะว่าสิ่งของที่อยู่รอบๆตัวคุณอาจจะมีอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้
10. “เเมนดี้”
ขอบคุณรูปจาก http://www.tartoh.com/topic/4973/

“แมน ดี้” ถูกหญิงสาวผู้หนึ่งบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งในตอนนั้นสภาพของเธอแทบจะดูไม่ได้เลย เสื้อผ้าก็กะรุ่งกะริ่งแถมร่างกายก็มีรอยฉีกขาดอยู่เต็มไปหมด
เจ้า ของเดิมของ “แมนดี้” เล่าว่า เธอมักจะตื่นมากลางดึกพร้อมได้ยินเสียงเด็กร้องไห้สะอึก สะอื้นจาก ห้องใต้ดิน เธอจึงเดินตามหาเสียงร้องโหยหวนนั้นไป แต่กลับพบเพียงหน้าต่างที่เปิดทิ้ง
ไว้ ทั้งๆที่เธอปิดหน้าต่างไว้ดีแล้ว แต่หลังจากที่ผู้บริจาคยก “แมนดี้” ให้กับพิพิธภัณฑ์ เธอก็ไม่เคยได้ยินเสียงร้องนั้นอีกเลยหลาย คนมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ยังบอกด้วยว่า พวกเค้าเคยเห็น “แมนดี้” กะพริบตาและจ้องมอง
พวกเค้า ส่วนเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ก็มักจะเห็นเธอไปโผล่อยู่ตามห้องต่างๆ
9. ตุ๊กตา แอนนาเบล
ขอบคุณรูปจาก http://teen.mthai.com/variety/63042.html

ในปี 1970 มีคุณแม่ใจดีผู้หนึ่งซื้อตุ๊กตา “เร็กเกดี้แอนด์” ขนาดเท่าเด็ก 4 ขวบ (ที่มีผมเป็นไหมพรมสีแดงและใส่ ชุดเอี้ยม) เป็นของขวัญวันเกิดให้กับลูกสาวของเธอ
ซึ่งนั่นคือจุด เริ่มต้นของความอาถรรพณ์ระดับตำนาน “แอนนาเบล”เป็นตุ๊กตา ที่มีความชั่วร้ายมาก จนต้องนำไปขังไว้ในกล่องแก้วที่พิพิธภัณฑ์ “ออ คคัลท์” ของ “เอ็ด วอร์เรน” ชายผู้หลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติเรื่อง เล่ากล่าวไว้ว่า “เอ็ด” ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจากบาทหลวงที่ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเค้าเนื่อง จากมีพยาบาลสาว 2 คน “ดอนน่า”และ “แองจี้” ได้เจอกับวิญญาณของคนที่สิงสู่อยู่ในร่าง
ตุ๊กตาที่แม่ของ “ดอนน่า” ซื้อให้เป็นของขวัญ พยาบาล ทั้ง 2 คน เล่าว่า “แอนนาเบล” ย้ายที่ไปเรื่อย ทั้งที่มันถูกตั้งไว้บนชั้นวางของ หลังจากนั้นไม่ นานตุ๊กตาตัวนี้ ก็เริ่มมีท่าทางเหมือนกับมนุษย์
ทั้งคู่รู้สึก เหมือนโดน “แอนนาเบล” จ้องมองตลอดเวลา และในที่สุดมันก็ค่อยๆทำร้ายพวกเธอจน ต้องขอความช่วยเหลือจาก “เอ็ด วอร์เรน”ทุก วันนี้ “แอนนาเบล” ก็ยังไม่หยุดความนไว้เพียงเท่านี้ เพราะมีรายงานว่า ทุกๆอาทิตย์ เธอ
ยัง คงออกมาจากกล่อง และสร้างความสยองให้กับคนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์
8. รถเมล์ตีนผี
ขอบคุณรูปจาก http://movie.sanook.com/38269/10

เช้ามืดวันหนึ่งในปี 1934 เกิดอุบัติเหตุกับรถเมล์2ชั้นในลอนดอน คนขับถูกย่างสดตายอย่างสยดสยอง ชาวอังกฤษเรียกขานว่า The Phantom Bus of London หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์สยอง ช่วงเช้ามืดของทุกวัน ชาวบ้านจะเห็นรถเมล์คันนี้วิ่งบนถนนโดยไม่มีคนขับ ทั้งยังวิ่งแบบไม่สนเส้นทาง รถที่สวนมาต้องหักหลบกะทันหัน แต่เมื่อหันไปดู กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นมันคือเดือนพฤษภาคม 1990 หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นมันอีกเลย
7. เก้าอี้แห่งความตาย
ขอบคุณรูปจาก http://teen.mthai.com/variety/64348.html

คฤหาสน์ Baleroy สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1911 ที่รัฐเพนซิลเวเนีย และด้วยความที่ตึกนี้ประกอบไปด้วยงานฝีมือมากมาย มันจึงมีค่าทั้งทางมูลค่าและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ข้าวของในคฤหาสน์นี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นของประธานาธิปดีแห่งสหรัฐอเมริกา Thomas Jefferson แต่นอกจากความมีคุณค่าของมันแล้ว คฤหาสน์ Baleroy ยังมาพร้อมกับชื่อเสียงด้านเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอีกด้วย George Meade Easby ผู้สืบทอดคฤหาสน์คนสุดท้าย เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.2005 แต่ก่อนตายเขาได้อ้างว่า เขาเคยเห็นวิญญาณหลายตนวนเวียนอยู่ในบ้าน แต่เรื่องที่สยองที่สุดคือเรื่องของ “เก้าอี้แห่งความตาย” ในห้องสีฟ้า เก้าอี้นี้มีอายุกว่า 200 ปีและว่ากันว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นของแม่ทัพนโปเลียน แน่นอนว่าถึงจะมีชื่อเสียงและเก่าแก่ เก้าอี้นี้ก็คงไม่ใช่เก้าอี้ที่คุณอยากเอามาโชว์ใคร และแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากนั่งแน่ๆ นักสืบสวนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติหลายคนเชื่อว่า มีวิญญาณหญิงสาวสิงอยู่ในเก้าอี้ตัวนี้ที่ได้ชื่อเล่นว่า Amelia ว่ากันว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่วิญญาณ Amelia ปรากฏตัวขึ้นที่เกิดหมอกสีฟ้าขึ้นภาพในห้อง และใครที่ไปนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นจะตายทันที จนถึงวันนี้ มีคน 4 คนที่กล้านั่งลงบนเก้าอี้นั้น และแน่นอนว่าคนเหล่านั้นก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว
6.เตียงสองชั้นผีสิง
ขอบคุณรูปจาก http://teen.mthai.com/variety/64348.html

เรื่องราวของเตียงสองชั้นผีสิงนี่โด่งดังมากเสียจนกลายเป็นเรื่องสุดฮิตในโทรทัศน์ที่ฉายเกี่ยวกับปริศนาที่ยังไม่มีใครไขได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1987 ใน Horicon รัฐวิสคอนซิน Alan Tallman และ Debby Tallman ซื้อเตียงสองชั้นมาจากร้านของมือสอง และเอาเก็บไว้ในห้องใต้ดิน หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคม ทั้งคู่ก็ย้ายเตียงขึ้นมาไว้บนบ้าน และ 9 เดือนหลังจากนั้นตั้งแต่คืนแรกที่เตียงถูกย้ายขึ้นไป เรื่องสยองก็เกิดขึ้น
เริ่มจากเด็กๆ ในบ้านเกิดป่วยขึ้นมา วิทยุในบ้านก็จะเปลี่ยนคลื่นไปมาเองทั้งๆ ที่ไม่มีใครไปแตะต้อง เด็กสองคนแรกที่นอนบนเตียงบอกว่าเห็นแม่มด ครอบครัว Tallmans เชิญพระมาไล่ผี แล้วทุกอย่างก็ปกติสุขอยู่สักพัก หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์หลังจากวันคริสมาตในปี ค.ศ.1988 Alan Tallman หลังมาบ้านและได้ยินเสียงเรียกเขาว่า “มานี่” เขาตามเสียงนั่นไปยังโรงรถและพบว่าไฟกำลังไหม้ เขารีบวิ่งไปหยิบถังดับเพลิง แต่เมื่อกลับมายังโรงรถอีกครั้งก็พบว่าไฟได้หายไปแล้ว หลังจากเรื่องราวสยองขวัญที่หลายครั้งต่อมา ครอบครัว Tallmans ก็คิดได้ว่า “พอกันที” แล้วจัดการเผาเตียงนั่นเสีย แล้วไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หลังจากนั้นก็ไม่เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นอีกเลย
5. เมอร์ซี่ ผีเด็ก
“เชอร์รี่ คุน”เป็นเจ้าของตุ๊กตาหน้าตาน่ารักสูง 45 เซนติเมตร ที่คาดว่าจะมีวิญญาณของเด็ก7 ขวบสิงอยู่ ตั้งแต่เธอประมูลมันมาจากเวปไซต์อีเบย์ก่อนหน้านี้ “เชอร์รี่” เคยคิดว่า เรื่องตุ๊กตาผีพวกนี้เป็นเพียงเรื่องสยองขวัญในหนังฮอลลีวู้ดเธอ จึงประมูลตุ๊กตาตัวนี้เพื่อทำการพิสูจน์ความจริงเมื่อ “เชอร์รี่”ได้ตุ๊กตามาเธอก็ทำการตรวจสอบมัน โดยการถ่ายภาพและใช้กล้องวิดีโออัดภาพ“เมอร์ซี่” ทั้งวันทั้งคืนในที่สุดตุ๊กตา”เมอร์ซี่” ก็แผลงฤทธิ์ให้เธอเห็นในตอนกลางดึกหลัง จากที่ถ่ายรูปเสร็จ จู่ๆวิทยุในห้องก็เปิดขึ้นเองและเปลี่ยนคลื่นไปมาเรื่อยๆหลังจาก นั้นอีก 2 วัน “เชอร์รี่”ตื่นขึ้นมาและพบว่า ตุ๊กตาหล่นจากตู้ แต่ไม่ได้หล่นมาในท่านั่งเพราะเจ้าตัวนี้หล่นลงมาแล้วยืนอยู่บนขา ของตัวมันเองเรื่องพิศวงก็ยังคงมีมาไม่หยุดไม่หย่อน แต่”เชอร์รี่”ก็ยังคงเก็บตุ๊กตานี้ไว้เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับ มัน แม้ว่าเธอจะรู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่”เมอร์ซี่”อยู่ใกล้ๆ
4. แหวนของวาเลนติโน
ขอบคุณรูปจาก http://teen.mthai.com/variety/64348.html

Rudolph Valentino (1895-1926) ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักแสดงหนังเงียบของฮอลลิวูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาเสียชีวิตจากโรคแผลในกระเพาะอาหารเมื่ออายุได้เพียง 31 ปีเท่านั้น แต่บางคนโทษว่าต้นเหตุของการเสียชีวิตของเขามาจากแหวนที่ซื้อมาจากร้านเครื่องประดับในปี ค.ศ.1920 แหวนวงนี้ประดับด้วยอัญมณีที่เรียกว่า ตาเสือ (Tiger’s eye) มีตำนานเล่าไว้ว่า หลังจากวาเลนติโนซื้อแหวนมา เขาก็อวดมันให้กับเพื่อนสนิทดูทันที แต่เพื่อนของเขากลับบอกว่า เขาเห็นภาพนิมิตของวาเลนติโนที่ซีดเผือดและดูคล้ายคนตาย ไม่ว่าเพื่อนของเขาจะเห็นภาพที่ว่าจริงหรือไม่ ภาพยนต์หลังจากนั้นของวาเลนติโนก็ล้มเหลวทางด้านรายได้ แล้วเขาก็เสียชีวืตหลังจากนั้น 6 ปี
แต่วาเลนติโนไม่ใช่เหยื่อคนเดียวของแหวนวงนี้ คนรักของเขา Pola Negri ป่วยหนักหลังจากสวมแหวน ซึ่งอาการป่วยที่ว่านี้หนักมากจนทำให้อาชีพการงานของเธอถอยหลังลงคลองและไม่เคยฟื้นกลับมาได้เต็มตัวอีกเลย อีกคนคือ Russ Colombo นักแสดงที่ถูกจ้างมาเล่นเป็นวาเลนติโนในภาพยนต์ชีวประวัติของเขาและได้สวมแหวนเช่นเดียวกัน ถูกยิงโดยอุบัติเหตุไม่กี่วันหลังจากนั้น ต่อมา นักเลงที่ชื่อ Joe Casino ก็ได้เป็นเจ้าของแหวน แต่เขาปฎิเสธไม่ยอมใส่มันจนกว่าคำสาปจะหายไป หลายปีหลังจากนั้น เขาตัดสินใจลองใส่แหวนและไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเขาก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์
รายชื่อเหยื่อของแหวนวงนี้ยังมีอีก แต่จนถึงช่วงปี ค.ศ.1960 แหวนก็หายสาบสูญไปและหาไม่เจอว่าอยู่ที่ไหน
3.รถเฮี้ยนเจมส์ ดีน
ขอบคุณรูปจาก http://movie.sanook.com/38269/10

30 กันยายน 1955 ดาราหนุ่มหล่อ “เจมส์ ดีน” จบชีวิตเพราะอุบัติเหตุจากรถ Porsche550 Spyder สีเงินเปิดกระทุนของเขา และเมื่อใครที่พยายามจะครอบครองมันต่อจากเขา มักจะพบเรื่องราวน่าขนลุก
เจ้าของรายแรกต่อจากดีน ซื้อซากไปปรับแต่งใหม่ จู่ๆ เครื่องยนต์ก็หล่นใส่ขาเขาจนกระดูกแหลกทั้ง2ข้าง เจ้าของคนต่อมาเป็นสองนายแพทย์นำเครื่องยนต์รถมรณะไปใส่ในรถแข่งของเขา ต่อมาทั้งสองก็เสียชีวิตระหว่างแข่งขันเพราะรถควบคุมไม่ได้ และเรื่องสยองอีกมากมายสุดท้ายต้องส่งซากรถมรณะกลับคืนให้เจ้าของที่ลอสแองเจลีส กระทั่งปี 1960 ซากรถกลับหายไปอย่างลึกลับไม่มีใครเห็นมันอีกเลย
2.กะโหลกกรีดร้องแห่งหอประชุม Burton Agnes
ขอบคุณรูปจาก http://teen.mthai.com/variety/64348.html

เรื่องลึกลับของกะโหลกกรีดร้องเป็นเรื่องราวที่มาจากแถบสหราชอาณาจักร มีการบันทึกไว้ว่า หัวกะโหลกหลายชิ้นที่ถูกย้ายออกมาจากที่อยู่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ลึกลับที่เกี่ยวกับวิญญาณและเสียงกรีดร้องที่ไม่สามารถอธิบายได้ หนึ่งในหัวกะโหลกกรีดร้องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ของที่หอประชุม Burton Agnesใน East Yorkshire หอประชุมนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงของราชินีอลิซาเบ็ธที่ 1 โดยท่านเซอร์ Henry Griffiths และเหล่าน้องสาวของเขา ระหว่างการก่อสร้างนั้น น้องสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่า Anne ถูกแทงเสียชีวิตโดยบุคคลนิรนาม ก่อนที่เธอจะสิ้นใจ เธอให้พี่น้องของเธอสัญญาว่า จะตัดศีรษะของเธอออกแล้วให้เก็บไว้ในหอประชุมนี้ (อาจจะเป็นหนึ่งในคำขอก่อนตายแปลกสุดๆ เท่าที่เคยมีมา)แต่พี่น้องของเธอก็ไม่ได้ทำตามคำขอนั้น พวกเขาฝังร่างเธอทั้งหมดเอาไว้แทน หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเสียงครางเหมือนคนที่ถูกฝังดังไปทั่วทั้งหอประชุม พี่น้องที่แตกตื่นของ Anne รีบไปที่หลุมฝังศพของเธอและพบว่า ร่างกายที่เหลือแต่กระดูกนั้นส่วนศีรษะได้ถูกตัดแยกออกจากร่างกาย ทั้งหมดนำเอาหัวกะโหลกไปวางไว้ในหอประชุม แล้วเสียงครางต่างๆ ก็หายไปหลังจากนั้น ลูกหลานของท่านเซอร์ Henry ที่รับสืบทอดหอประชุมต่อก็ย้ายหัวกะโหลกออก แต่ทุกครั้งที่หัวกะโหลกถูกย้ายออกไป ตึกก็จะเกิดการสั่นและเหล่ารูปภาพที่แขวนไว้ก็จะตกลงมา ในที่สุด ลูกหลานของเซอร์ Henry ก็ตกลงกันว่าจะเก็บกะโหลกเอาไว้ในตึกโดยซ่อนเอาไว้ในกำแพง ที่ซึ่งมันก็ยังคงอยู่มาจนถึงวันนี้
1.ไม้เท้าผีสิง
ขอบคุณรูปจาก http://teen.mthai.com/variety/64348.html

เป็นคุณจะยอมจ่ายเงิน 65,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐเพื่อไม้เท้าเหล็กสักอันไหม? แต่อันนี้พิเศษกว่าอันอื่นนะ เพราะมันคือ “ไม้เท้าผีสิง” (Ghost Cane) ซึ่งวางขายอยู่บน eBay โดย Mary Anderson หญิงที่อาศัยอยู่ในรัฐอินเดียน่า ผู้ซึ่งหวังไว้ว่าการขายไม้เท้าอันนี้ออกไปจะช่วยให้ลูกชายวัย 6 ปีของเธอหายกลัว เนื่องจากเขาเชื่อว่าวิญญาณของปู่เขายังคงวนเวียนอยู่ในบ้าน
ไม้เท้านี้ถูกประมูลถึง 132 ครั้ง และได้รับการรับรองการประมูลซึ่งโดยมากจะไม่ยอมรับสินค้าที่เกี่ยวกับเรื่องผีหรือวิญญาณ เนื่องมาจากคุณ Anderson คนนี้ยืนยันว่า เธอขายไม้เท้านี้เพื่อให้ลูกชายหายกลัวเท่านั้น
นอกจากนั้น เธอยังขอร้องให้ผู้ที่ชนะการประมูลเขียนจดหมายมาบอกลูกชายของเธอว่า ทั้งไม้เท้าและวิญญาณยังอยู่ดีมีสุขอยู่ ปัจจุบันที่อยู่ใหม่ของไม้เท้าผีสิงนี้คือที่คาสิโน Golden Palace บนเกาะ Antigua ที่ๆ มันได้ตั้งโชว์อยู่คู่กับแซสวิสชีสย่างที่ปรากฏเป็นรูปหน้าพระแม่มารี ซึ่งถูกซื้อมาจาก eBay เช่นเดียวกันในราคา 28,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น