update :1/1/1970 07:00
views :
ที่มา :
เรือเหาะฮินเดนบวร์ก สร้างโดยบริษัท “ลุฟท์ชิฟฟ์บาว เซพเพลิน” (Luftschiffbau Zeppelin) เมื่อ พ.ศ. 2478 ยาว 245 เมตร
เส้นผ่าศูนย์กลาง 41 เมตร ยาวกว่าเครื่องบินโดยสาร 747 สามลำมาเรียงต่อกัน แต่เดิมออกแบบโดยใช้ก๊าซฮีเลียมบรรจุ
แต่สหรัฐฯ ห้ามส่งออกจึงต้องใช้ก๊าซไฮโดรเจนซึ่งติดไฟได้ตามปกติ ซึ่งต้องใช้ก๊าซบรรจุในลำตัวจำนวน 200,000 ลูกบาศก์เมตร
โดยแยกบรรจุเป็น 16 ถุง สร้างแรงยกได้ 123.5 ตัน เรือเหาะพลเรือนของเยอรมันไม่เคยประสบอุบัติเหตุมาก่อนเลย
จึงไม่มีผู้เกรงกลัวเท่าไร นอกจากนี้การใช้ก๊าซไฮโดรเจนยังเพิ่มแรงยกได้มากกว่าก๊าซฮีเลียม 8%

เรือเหาะฮินเดนบวร์กใช้เครื่องยนต์ปรับถอยหลังขนาดเครื่องละ 1,200 แรงม้า จำนวน 4 เครื่อง
ทำความเร็วสูงสุดได้ 135 กิโลเมตร/ชั่วโมง

สิ้นค่าก่อสร้างในสมัยนั้น 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ค่าโดยสารจากประเทศเยอรมนีถึงเมืองเลคเฮิร์ส สหรัฐอเมริกา คนละ 400 ดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งนับว่าแพงมากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในขณะนั้น (มีค่าเท่ากับประมาณ 6,100 เหรียญฯ หรือกว่า 200,000 บาทในปัจจุบัน)
ธุรกิจการขนส่งข้ามมหาสมุทรด้วยเรือเหาะ กับ ธุรกิจการขนส่งข้ามมหาสมุทรด้วยเรือสำราญเครื่องจักรไอน้ำกำลังแข่งขันกัน
ภายในฮินเดนบวร์กจึงเต็มไปด้วยความหรูหรา มีทั้งบาร์ ห้องสูบบุหรี่ เตาไฟฟ้า ห้องอ่านและเขียนหนังสือ
ห้องน้ำและห้องอาบน้ำที่มีเทคโนโลยีทันสมัย และหรูหราสมเป็นพาหนะชั้นยอด

ห้องพักผู้โดยสารมี 25ห้อง แต่ละห้องพักได้2คน ไม่มีการแบ่ง FIRST CLASS, SECOND CLASS, THIRD CLASS
ทุกคนอยู่ในระดับเดียวกัน มีหน้าต่างระเบียงชมทิวทัศน์เป็นทางเดินยาว 15 เมตร 2 ฟากเรือ อาหารรสเลิศ ไวน์ชั้นเยื่ยม
แต่ค่าโดยสารแพงมาก เทียบเป็นราคาปัจจุบันแล้วก็พอ ๆ กับราคารถยนต์ขนาดครอบครัวหรูๆ หนึ่งคัน ต่อหัว ต่อเที่ยว
ในปีแรกคือ พ.ศ. 2479 เรือเหาะฮินเดนบวร์กเดินทางรวม 308,323 กิโลเมตร รับส่งผู้โดยสาร 2,798 คน และขนสินค้า 160 ตัน
เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก 17 เที่ยว โดย 10 เที่ยวไปสหรัฐและ 7 เที่ยวไปบราซิล ในเดือนกรกฎาคม
ปีนั้นยังทำลายสถิติเดินทางข้ามไปกลับมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยเวลาเพียง 5 วัน 19 ชั่วโมงและ 51 นาที
แม็ก ชเมลิงก็ได้เดินทางกลับพร้อมด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในวงการมวยโลกเป็นวีรบุรุษเยอรมัน
จากการชนะการน็อคเอาท์โจ หลุยส์ในสหรัฐฯ ในที่ยวนี้ด้วย


การให้บริการในปีแรกนี้มีการนำเปียโนอะลูมิเนียมขึ้นไปบรรเลงให้ความบันเทิงผู้โดยสารด้วย “คอนเสิร์ทกลางเวหา”
แต่สุดท้ายก็ถูกยกเลิกเพื่อลดน้ำหนัก ความสำเร็จดังกล่าวทำให้บริษัท“ลุฟท์ชิฟฟ์บาว เซพเพลิน” วางแผนเพิ่มการผลิต
และการให้บริการข้ามมหาสมุทรเพิ่มขึ้น

ระหว่างฤดูหนาวปี พ.ศ. 2479-2480 ได้มีการปรับปรุงเรือเหาะอีกหลายส่วนทำให้สามารถเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้อีก 10 คน รวมเป็น 72 คน
การเดินทางเที่ยวสุดท้ายของฮินเดนบวร์ก คือ เที่ยวที่18 จากเมืองฟรังค์ฟูร์ทอัมไมน์ ประเทศเยอรมนี
สู่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะถึงอเมริกาในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1937 เวลา 6 นาฬิกาตรง

แต่อากาศไม่เป็นใจ ลมแรงมาก ฮินเดนบวร์กต้องฝ่าลมแรงไป
ทำให้ถึงจุดหมายล่าช้าไป 12 ชั่วโมง แต่ฮินเดนบวร์กก็ไม่สั่นสะเทือนแม้แต่น้อย


เรือเหาะฮินเดนบวร์กออกเดินทางจากฟรังค์ฟูร์ทอัมไมน์ในคืนวันที่ 3 พฤษภาคม 2480 เพื่อเดินทางไปเลคเฮิร์ทส์ นิวเจอร์ซีย์
การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีกระแสลมแรงต้านอยู่บ้าง ผู้โดยสารมีเพียงครึ่งลำ คือ 36 คนและมีลูกเรือ 61 คน
แต่ในเที่ยวกลับได้รับการจองที่นั่งเต็มลำ เรือเหาะฮินเดนบวร์กเดินทางถึงอเมริกาในวันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งล่าช้ามากกว่าปกติ

นอกจากนี้ยังล่าช้ามากขึ้นจากการแปรปรวนของอากาศที่ท่าจอด กัปตันเรือคือ “แมกซ์ พรุสส์”
จึงพาผู้โดยสารยินชมนครนิวยอร์ก ชายฝั่งบอสตันและนิวเจอร์ซีย์
เมื่ออากาศดีขึ้น เรือเหาะฮินเดนบวร์กจึงได้มุ่งเข้าเทียบฐานจอดเลคเฮิร์ทเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ที่ความสูง 215 เมตร
การลงจอดที่เลคเฮิร์ทเป็นการจอดวิธิใหม่โดยมาหยุดในที่สูงแล้วหย่อนเชือกลงมาให้เครื่องกว้านบนหอคอยทำงานแทนคน
แต่วิธีนี้ต้องใช้เวลามากกว่าเพราะต้องมีความแม่นยำ

เมื่อเวลา 19.08 น. เรือแล่นเลี้ยวซ้ายด้วยความเร็วเต็มที่และมาถึงจุดเทียบ กัปตันเบาเครื่องยนต์และเปิดวาล์วก๊าซ
เพื่อให้เรือหยุดตัว เมื่อเวลา 19.14 ที่ความสูง 120 เมตร กัปตันสั่งให้เดินเครื่องถอยหลังเต็มที่เพื่อให้เรือเหาะหยุด

เวลา 19.19 น. มีการทิ้งถุงน้ำถ่วงนำหนัก 3 ถุง คือ 300, 300 และ 500 กิโลกรัมเพื่อให้เรือได้ระนาบ
และให้ลูกเรือ 6 คนมาถ่วงน้ำหนักอยู่ทางหัวเรือ

แต่ความพยายามทั้งหมดไม่เป็นผล อย่างไรก็ตามกัปตันพรุสส์ก็ได้รับอนุญาตให้ทำการจอดได้
เมื่อเวลา 19.21 น.ที่ความสูง 90 เมตร มีการทิ้งเชือกผูกฐานจอดที่กำลังจะเกิดขึ้น

เมื่อเวลา 19.25 น. พยานที่เห็นเหตุการณ์รายงานว่าได้มีเปลวไฟพวยพุ่งออกมาใกล้ท่อระบายด้านหน้าของครีบบน
ผู้โดยสารและลูกเรือส่วนใหญ่รอดชีวิต จากจำนวนผู้โดยสาร 36 คน และลูกเรือ 61 คน มีผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้โดยสาร 13 คน
ลูกเรือ 22 คน มีลูกเรือภาคพื้นดินเสียชีวิตด้วยอีก 1 คน การเสียชีวิตเกือบทั้งหมดมิได้เกิดจากไฟ แต่เป็นการกระโดดลงจากที่สูง
ผู้โดยสารที่อยู่กับห้องโดยสารปลอดภัยทั้งหมดเนื่องจากเปลวไฟที่ร้อนจัดพัดขึ้นเบื้องสูง

*ลูกเรือที่ตายมากเนื่องจากได้พยายามเข้าไปช่วยผู้โดยสารที่อยู่ในห้องโดยสารหรือที่โดดลงมาก่อน
สาเหตุการลุกไหม้
ในยุคที่ยังไม่ทราบสาเหตุอันแท้จริง สาเหตุอันแท้จริงสาเหตุการลุกใหม้ของเรือเหาะฮินเดนบวร์กได้ถูกเล่าลือไปในด้านต่างๆ
ซึ่งอาจสรุปโดยสังเขปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

- ทฤษฎีการก่อการร้าย
- ทฤษฎีการประทุจากไฟฟ้าสถิตย์
- ทฤษฎีฟ้าผ่า
- ทฤษฎีต้นตอของเชื้อเพลิงจากกระแสไฟฟ้า
- ทฤษฎีสีที่ท่าทาเป็นเชื้อประทุเอง
- ทฤษฎีไฮโดรเจน

นอกจากนี้ยังมีสมมุติฐานอีกมากมายเป็นต้นว่า

- ความวิบัติทางโครงสร้างของตัวยาน
- ทฤษฎีการทะลุ
- การรั่วไหลของเชื้อเพลิง
- มีการฆ่าตัวตายด้วยปืน เพราะพบรอยกระสุน
- การเดินเครื่องถอยหลัง ฯลฯ เป็นต้น
ข้อมูล : www.wikipedia.com
ภาพ : history.howstuffworks.com

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น