10 เรื่องน่ารู้ของ ริชาร์ด นิกสัน

update :21/4/2014 21:58
views : 3664
ที่มา :
ในสมัยของนิกสันเป็นประธานาธิบดีนั้นประสบความสำเร็จในด้านการทูต โดยเฉพาะการผ่อนคลายความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต และประเทศจีน รวมไปถึงการถอนตัวออกจากสงครามเวียดนาม นี้ทางทีมงาน Toptenthailand รวบรวมเรื่องราวน่ารู้ของผู้ชายคนนี้ให้คุณได้ชมกัน
10. ประวัติ
ริชาร์ด มิลเฮาส์ นิกสัน เกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1913 พ่อของเขาเป็นเจ้าของไร่มะนาวเล็กๆ ที่เมือง
ยอร์บา ลินดา (Yorba Linda) รัฐแคลิฟอร์เนีย
9. การศึกษา
นิกสันเข้ารับการศึกษาที่วิทยาลัยวิตทีเออ (Whittier College) และจบในปีค.ศ. 1934 หลังจากนั้นเขาจึงตัดสินใจเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ทางด้านกฎหมาย
8. ประวัติทางด้านการเมือง
ปี ค.ศ. 1937 นิกสันเข้าทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการราคา ที่รัฐวอชิงตัน หลังจากทำงานได้ 5 ปี สงครามโลกครั้งที่สองก็เริ่มขึ้น นิกสันจึงถูกเกณฑ์เข้ากองทัพเรือสหรัฐอเมริกาโดยได้ร้อยโทก่อนจะถูกส่งไปประจำการที่น่านน้ำแปซิฟิก
ปี ค.ศ. 1946 หลังจากสงครามโลกจบได้หนึ่งปีนิกสันลาออกจากกองทัพแล้วเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคริพับลิกัน
ปี ค.ศ. 1952 นิกสัน ตำแหน่งรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา
ปีค.ศ. 1960 นิกสันเป็นรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา
 เขาได้เดินทางไปสหภาพโซเวียตเพื่อเข้าพบนิกิตา ครุสชอฟผู้นำของโซเวียต โดยทั้งสองประเทศพยายามลดความตึงเครียดและความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
7. ภรรยาของริชาร์ด นิกสัน
เธลม่า แคทเทอรีน "แพต" รียาน นิกสัน (16 มีนาคม พ.ศ. 2455 - 22 มิถุนายน พ.ศ. 2536 (81 ปี)) เป็นภรรยาของประธานาธิบดีคนที่ 37 คือ ริชาร์ด นิกสัน
6. รัฐบาลนิกสันและการเยือนประเทศจีน
ในรัฐบาลนิกสันสหรัฐอเมริกาพยายามเป็นอย่างมากในการลดความตรึงเครียดกับสหภาพโซเวียตและจีน ช่วงนี้เป็นช่วงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยทั้งสองประเทศพยายามปรับเปลี่ยนนโนบายการต่างประเทศที่มุ่งแข่งขันกันขยายอำนาจและแผ่อิทธิพลตลอดจนสะสมและสร้างอาวุธนิวเคลียร์มาเป็นการสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรต่อกัน และร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจ สังคม การค้าและวัฒนธรรม บรรยากาศอันตึงเครียดของสงครามเย็น ในทวีปยุโรปและดินแดนส่วนอื่นๆของโลกจึงผ่อนคลายลงและในวันที่21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1972 นิกสันได้ตัดสินใจเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก นับเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เยือนประเทศจีนในยุคคอมมิวนิสต์ โดยได้เข้าพบกับประธาน เหมา เจ๋อตง ผู้นำประเทศจีนในขณะนั้น และนี่ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง
5. การดำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ริชาร์ด มิลเฮาส์ นิกสัน (9 มกราคม พ.ศ. 2456 - 22 เมษายน พ.ศ. 2537) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 37 ของสหรัฐอเมริกา ระหว่าง พ.ศ. 2512- พ.ศ. 2517 และเคยเป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 36 ระหว่างปี พ.ศ. 2496 - พ.ศ. 2504 ริชาร์ด นิกสันเป็นประธานาธิบดีคนแรกและคนเดียวที่ลาออกจากตำแหน่ง สาเหตุที่ลาออกนั้นเกิดจากคดีวอเตอร์เกต
4. คดีวอเตอร์เกต
คดีวอเตอร์เกตเป็นที่สะเทือนศรัทธาชาวอเมริกันต่อประธานาธิบดีมากที่สุด เพราะมันทำลายภาพทุกอย่างสหรัฐพยายามสร้างขึ้นมา ตั้งแต่บทบาทตำรวจโลก แนวคิดที่ยึดมั่นในเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน และระบบการปกครองแม่แบบของประเทศประชาธิปไตย ทั้งหมดที่ว่านี้กลายเป็นภาพจอมปลอมเมื่อประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสันผู้ชื่อว่าทำประโยชน์ต่อชาติอเมริกามากที่สุดผู้หนึ่งแท้จริงคือคนที่ใช้วิธีสกปรกเพื่อให้ตนเองชนะเลือกตั้ง ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น บิดเบือนซุกซ่อนข้อมูล และใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเพื่อให้ตนเองพ้นผิด และเมื่อคดีแดงขึ้น คดีนี้จึงกลายเป็นแผลใจของชาวอเมริกันไป
3. การลาออก
วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1974 ริชาร์ด นิกสัน ก็กลายเป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกาที่ต้องลงเอยด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่ง แต่เขาได้รับการยกเว้นโทษคดีวอเตอร์เกต ในเวลาต่อมาโดยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด ขณะที่คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกว่า 40 คนถูกตัดสินจำคุก ซึ่งมีตั้งแต่รอลงอาญา 1 เดือนจนถึงจำคุก 52 เดือน
2. การเสียชีวิต
วันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1994(พ.ศ. 2537) ริชาร์ด นิกสันป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองและเสียชีวิตในวันที่ 22 ในเดือนเดียวกันด้วยวัย 81 ปี
1. สงครามเวียดนามและการถอนทัพ
ปัญหาสำคัญที่เกิดขณะนิกสันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปีค.ศ. 1969 คือ ปัญหาสงครามในเวียดนามที่ยังไม่มีการแก้ไข นิกสันจึงเลือกเลือกเฮนรี คิสซินเจอร์ (Henry Kissinger) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อสงความเวียดนามไม่เป็นที่นิยมในประเทศอเมริกา เฮนรี คิสซินเจอร์จึงแนะนำนิกสันให้ถอนทหารอเมริกาออกจากเวียดนามทั้งหมด ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1972 เขาได้แอบไปเจรจาลับๆกับเวียดนามเหนือที่กรุงปารีสเพื่อหยุดสงครามแต่การจากการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันได้ถึงสถานะของเวียดนามเหนือหลังการหยุดยิง เวียดนามใต้เองก็ไม่ยอมรับเงื่อนไขของเวียดนามเหนือ

เมื่อการเจรจาชะงักลงในวันที่18 ธันวาคม ค.ศ. 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ได้สั่งให้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ บี-52 ไปทิ้งระเบิดโจมตีเวียดนามเหนือที่ กรุงฮานอย (Hanoi) และให้วางทุ่นระเบิดปิดอ่าวเมืองท่าไฮฟอง (Haiphong) ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกเรียกว่า Operation Linebacker II การโจมตีครั้งนี้ของสหรัฐอเมริกานับว่ารุนแรงที่สุดในสงครามเวียดนาม โดยเครื่องบินทิ้งระเบิดบี-52 กว่า 500 ลำ ผลัดเปลี่ยนไปทิ้งระเบิดในช่วงวันที่ 18-30 ธันวาคม ระเบิดที่ทิ้งในเวียดนามมีน้ำหนักรวมมากกว่า 15,000 ตันต่อมาเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า "การทิ้งระเบิดปูพรมวันคริสต์มาส” (Christmas Bombing) หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวนิกสันมีการเจรจาสันติภาพในเวียดนามเกี่ยวกับสงครามในเวียดนามซึ่งตกลงเรียกร้องให้หยุดการต่อสู้และปลดปล่อยนักโทษสงครามทั้งหมด ข้อตกลงนี้ไม่สามารถยุติการต่อสู้เพื่อการดิ้นรนในเวียดนามใต้และเขมร แต่ก็เป็นการตัดกองทัพอเมริกันออกจากสงครามครั้งนี้โดยสิ้นเชิง

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น