10 เรื่องที่คุณควรรู้ก่อนซื้อครีมกันแดด

update :18/4/2014 15:05
views : 4261
ที่มา : ทีมงาน toptenthailand
นาทีนี้คำที่แรงที่สุดคงไม่แพ้คำว่า "แดด" ปัจจุบันโลกของเราเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ผิวที่รักษามานานถูกทำร้ายเพราะฉะนั้นควรรู้จักบำรุงรักษาให้ดีโดยการทาครีมกันแดด แต่ครีมกันแดดนั้นมีมากมายหลายยี่ห้อแตกต่างกันออกไปซึ่งวันนี้ทางทีมงาน Toptenthailand ได้รวบรวมเรื่องที่คุณควรรู้ก่อนซื้อครีมกันแดดเพื่อใช้ในการเลือกซื้อให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
10. หน้าที่ของครีมกันแดด
ส่วนผสมในครีมกันแดดจะทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการดูดซับรังสี และป้องกันแสง UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปถึงชั้นผิว หรือทำให้รังสี UV แตกกระจายออกไปเพื่อไม่ให้เข้าทำร้ายผิวโดยตรง
9. ประเภทของครีมกันแดด
ครีมกันแดดมี 3ประเภท
1. Chemical Sunscreen เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากแสงแดด โดยทำการดูดรังสีแสงแดดเข้าไปไว้ใต้ผิว หลังจากโดดแดดสักพักสารเคมีจะเสื่อมสภาพ ทำให้จำเป็นต้องทาครีมกันแดดทุกๆ 2-3 ชั่วโมง
2. Physical Sunscreen เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารที่สะท้อนรังสี UVA และ UVB ออกไปผิวหนัง โดยสารกันแดดจะทำการเคลือบบนผิวหนังชั้นบน ทำให้มีการดูดซึมลงสู่ผิวน้อย
3. แบบผสม Chemical- Physical Sunscreen เป็นการเสริมข้อดี และลดข้อด้อยของครีมกันแดดทั้ง 2 ประเภทแรก พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดร่วมกัน
8. ความแตกต่างของ UVA และ UVB

UVA เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นยาว พลังงานต่ำ ทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำ แดง เป็นรังสียูวีที่พบในชีวิตประจำวัน ลอดผ่านกระจกและเมฆ เข้าถึงภายในชั้นผิว เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ ความร่วงโรยของผิว เช่น รอยเหี่ยวย่น, ผิวหย่อนยาน
UVB เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นสั้น พลังงานสูง สามารถทำให้เกิดผิวไหม้ บวมแดง และหากได้รับรังสีเป็นระยะเวลายาวนาน อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ เป็นรังสียูวีในสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เป็นสาเหตุของการคล้ำแดดกลางแจ้งส่งผลอย่างรุนแรงกับผิว ถ้าได้รับมากจะทำให้ผิวแสบแดงอักเสบและเป็นสาเหตุของฝ้ากระและความแห้งกร้าน
7. การป้องกันรังสี UVA
หากคุณต้องการปกป้องผิวจากรังสี UVA ควรเลือกโดยพิจารณาจากค่า PA และเครื่องหมาย + เป็นตัวบ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดดังกล่าว สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA ได้มากน้อยเพียงใด หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ ควรจะเลือกครีมกันแดดที่มีค่า PA++ ขึ้นไป ครีมกันแดดใหม่ๆ ที่วางขายกันในตลาดมักประกอบไปด้วย UVA Filter และค่าที่วัดการป้องกันรังสี UVA เรียกว่า PA ย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA ในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานในการวัดค่าการดูดซึมของรังสี UVA ดังนั้นจึงถือเอาคำว่า PA เป็นหน่วยวัดรังสี UVA อย่างไม่เป็นทางการ ค่า PA นั้นจะมี 3 ระดับคือ
PA+ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA
PA++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง
PA+++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด
6. การป้องกันรังสี UVB
ค่า SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นตัวระบุระดับการปกป้องผิวจากรังสี UVB หรือ ก็คือจำนวนเท่าของเวลาที่ผิวทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลตนี้ได้หลังจากทาครีมกันแดดแล้ว ซึ่งโดยปกติผิวของเราจะรับมือกับแสงแดดโดยปราศจากครีมกันแดดได้ประมาณ 20-30 นาที ถ้าครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์นั้นระบุไว้ว่า SPF30 ก็จะหมายถึง เราสามารถอยู่กลางแดดได้ประมาณ 30×30 = 900 นาที หรือ 15 ชั่วโมง โดยที่ผิวไม่ไหม้แดง แต่กระนั้นการคำนวณอาจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากครีมกันแดดที่ทาบนผิวอาจลบเลือนไปเมื่อเหงื่อออก โดนน้ำ หรือทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน
5. เลือกให้เหมาะกับสีผิว
ผิวขาวแบบชาวยุโรป เป็นผิวที่มีความบางมาก ทำให้ผิวไหม้ง่ายมากหลังจากสัมผัสกับแสงแดด สำหรับคนที่มีผิวในลักษณะดังกล่าว ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ เช่น SPF 40-60
ผิวขาวอมชมพูแบบคนเอเชีย เป็นผิวที่มีความบอบบางมาก ทำให้ผิวไหม้ได้ไว ถ้าหากไม่ระวังผิวอาจเปลี่ยนเป็นสีแทนง่ายๆ ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ค่อนข้างสูง เช่น SPF 30-45
ผิวขาวเหลืองแบบคนเอเชีย ผิวลักษณะดังกล่าวบอบาง แต่ยังมีเมลานินอยู่บ้าง จึงยังสามารถทนต่อแสงแดดได้ดีกว่าผิว 2 ชนิด แรก ซึ่งควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ในระดับปานกลาง เช่น SPF 30
ผิวคล้ำ เป็นผิวที่มีเมลานินสูง จึงสามารถเลือกใช้ครีมกันแดดที่ค่า SPF ต่ำ เพียงแค่ SPF 15 ก็เพียงพอแล้ว
4. เลือกใช้ครีมกันแดดที่เหมาะกับสภาพผิว
คนที่มีผิวมัน ก็ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีลักษณะเป็นเจล หรือโลชั่น เพื่อไม่ให้ผิวหน้าเยิ้มระหว่างวัน
สำหรับคนผิวธรรมดา ควรเลือกใช้ครีมกันแดดครีมกันแดดในรูปแบบครีมได้ตามปกติ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวและปกป้องแสงแดด
ผิวแห้ง ควรใช้ครีมกันแดดที่มีความเข้มข้นสูงสักหน่อย และเป็นประเภทเนื้อครีมเพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำใต้ผิวหนัง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้นานขึ้น ควรมีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์
ผิวแพ้ง่ายหรือเป็นสิว ควรใช้ครีมกันแดดประเภทเจล หรือโลชั่น เพื่อให้ครีมสามารถซึมผ่านผิวได้โดยง่าย และไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ และไม่ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่สูงมากจนเกินไป เพราะมีส่วนผสมของสารเคมีที่มาก ทำให้มีโอกาสที่แพ้มากตามไปด้วย
3. เลือกครีมกันแดดให้เหมาะสมกับกิจกรรม
ถ้าเป็นกิจกรรมที่ต้องออกกำลังกายกลางแจ้ง มีเหงื่อ หรือทำงานกลางแดด ต้องเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่สูง และสามารถป้องกันน้ำได้ (Water Resistance) เพราะเวลาที่มีเหงื่อออก ครีมกันแดดจะไม่หลุดออก แต่ถ้าหากต้องว่ายน้ำ ให้เลือกครีมประเภททนน้ำ (Waterproof) และควรทาครีมซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ว่ายน้ำเสร็จ
2. ครีมกันแดดที่ดี
ครีมกันแดดที่ดีจะต้องสามารถปกป้องผิวได้จากทั้งรังสี UVA และ UVB ครีมกันแดดบางยี่ห้อ สารถปกป้องผิวได้จากรังสีเพียงชนิดเดียวเท่านั้น
1. อันตราย สาร Paba สาร Paba
PABA-free ว่ากันง่ายๆก็คือครีมกันแดดที่ปราศจากสาร PABA นั่นเอง ซึ่ง PABA ย่อมาจาก Para-amino-benzoic acid เป็นสารที่ใช้ในครีมกันแดดตั้งแต่ยุค 1970 ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นสารกันแดดตัวแรกๆที่มีการนำมาใช้ก็ว่าได้ PABA นั้นมีความสามารถในการป้องกันรังสี UVB ที่เผาไหม้ผิวหนัง แต่ในช่วงยุค 1980 เริ่มมีรายงานและผลการวิจัยว่า PABA สร้างความเสียหายให้แก่เซลล์ผิว และเกิดอาการแพ้ในบางผู้ใช้บางคนด้วย อีกทั้งยังทิ้งคราบเลอะบนเสื้อผ้า ซึ่งทำให้ในที่สุด PABA ก็ถูกจำกัดการใช้งานไป เพราะฉะนั้นก่อนเลือกซื้อครีมกันแดดควรดูส่วนผสมด้วยว่ามี Paba อยู่หรือเปล่า

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น