10 จุดเสี่ยงอุบัติเหตุบนทางหลวงทั่วประเทศที่คุณควรระวัง

update :11/4/2014 14:41
views : 4532
ที่มา : dailynews.co.th
สำหรับเส้นหลักมุ่งหน้าออกสู่ต่างจังหวัดทุกทิศทางซึ่งจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติซึ่งผู้ขับขี่จะต้องเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและสภาพความพร้อมของรถแล้วบนถนนสายหลักบางจุดมีข้อจำกัดทางกายภาพที่จะต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวัง นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ขอให้ผู้ขับขี่ที่ออกเดินทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่บนทางหลวงทั่วประเทศเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียโดยเฉพาะ 10 จุดที่มักเกิดอุบัติเหตุ ประกอบด้วย
10. ทางหลวงหมายเลข 4197
ทางหลวงหมายเลข 4197 ช่วงโค้งบางโสก (กม.5+400–8+680) จังหวัดพังงา เป็นทางโค้งลาดชันลงเนิน
9. ทางหลวงหมาย เลข 4 (ถนนเพชรเกษม)
ทางหลวงหมาย เลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ช่วงโค้งหนองหญ้าปล้อง(กม.365+013–365+113) และช่วงโค้งสายเพชร(กม.389+700-390+000) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นถนนสายหลักลงสู่ภาคใต้ เป็นทางโค้งต่อเนื่อง และมีจุดกลับรถอยู่ในบริเวณใกล้เคียงรถส่วนใหญ่ใช้ความเร็วสูงเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ
8. ทางหลวงหมายเลข 225
ทางหลวงหมายเลข 225 ช่วงทางลงเขาพังเหย ( กม.181–185) จังหวัดชัยภูมิ เป็นทางโค้ง และเป็นทางลาดชันสูง
7. ทางหลวงหมายเลข 304
ทางหลวงหมายเลข 304 ช่วงอุทยานทับลาน (กม.42- 45) จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาที่มีความคดเคี้ยวและลาดชันมีรถบรรทุกหนักจำนวนมากวิ่งผ่านซึ่งรถเหล่านี้จะเคลื่อนตัวได้ช้าเมื่อวิ่งขึ้นเขาจึงเกิดการแซงกันของรถขนาดเล็กในระยะคับขัน ขณะเดียวกันรถบรรทุกและรถสัญจรโดยผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มักจะใช้ความเร็วเกินกำหนดในขณะวิ่งลงเขาเมื่อมีสถานการณ์เฉพาะหน้าคับขันจะทำให้การควบคุมรถเป็นไปด้วยความยากลำบากจึงเกิดอุบัติเหตุขึ้น
6. ทางหลวงหมายเลข 35
ทางหลวงหมายเลข 35 บริเวณสะพานแม่น้ำท่าจีน (กม.28–32) จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเส้นทางเข้าเมืองสมุทรสาครและไปอำเภอกระทุ่มแบน เป็นย่านชุมชน และโรงงานอุตสาห กรรม มีปริมาณการจราจรสูงและรถใช้ความเร็วสูงประกอบกับเป็นทางโค้งและมีจุดเข้าออกทางขนานหลายแห่ง อีกทั้งรถจักรยานยนต์มักจะวิ่งย้อนศรบนสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
5. ทางหลวงหมายเลข 32
ทางหลวงหมายเลข 32 ช่วงอำเภอพรหมบุรี (กม.77–82 ) จังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจากเป็นถนนทางตรง ขนาด 6 ช่องจราจร มีจุดเปิดเกาะกลางกลับรถรอเลี้ยวที่ กม.77+500, 78+000, 78+600, 80+340 รถมักวิ่งด้วยความเร็วสูง บางรายหลับในรวมถึงมีการตัดหน้ากระชั้นชิด
4. ทางหลวงหมายเลข 12
ทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงสะพานพ่อขุนผาเมือง (กม.347-375) จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นทางลงเขาลาดชันยาวประมาณ 3 กม. เป็นทางโค้งรูปตัวเอส (S) ต่อเชื่อมกับสะพานคอนกรีตข้ามทางระหว่างเขา มีถนน 2 ช่องจราจร สะพานอยู่ระหว่างโค้ง (โค้งมีรัศมี 200 เมตร) ช่วงบริเวณสะพานเป็นเหวลึกกว่า 50 เมตร
3. ทางหลวงหมายเลข 12
ช่วงเขาพะวอ ( กม.23-30) และดอยรวก (กม.64-70) จังหวัดตาก ทั้ง 2 ช่วงเป็นทางที่ตัดผ่านภูเขาที่มีความคดเคี้ยวและลาดชัน รวมทั้งสภาพเป็นป่ารกทึบ ประกอบกับเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งไปยังประเทศเมียนมาร์ ทำให้บริเวณดังกล่าว มีปริมาณการจราจรมาก
2. ทางหลวงหมายเลข 2 ( ถนนมิตรภาพ )
ทางหลวงหมายเลข 2 ( ถนนมิตรภาพ ) ช่วงหน้าค่ายเพชรรัตน์ (กม.24-34) จัง หวัดสระบุรี เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขา มีโค้งหลายโค้งต่อเนื่องกันและเป็นทางลาดชันลงเขา
1. ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหล โยธิน)
ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหล โยธิน) ช่วงประตูน้ำพระอินทร์-หนองแค (กม.60-67) อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยช่วงนี้เป็นถนนทางตรง 10-12 ช่องจราจร รวมทางขนานฝั่งละ 2 ช่องจราจร มีปริมาณการจราจรสูงและรถขนาดใหญ่วิ่งเป็นจำนวนมากบางครั้งรถขนาดใหญ่ใช้ความเร็วสูงเกินกฎหมายกำหนด อีกทั้งยังมีการตัดหน้ากระชั้นชิดบริเวณจุดเปิดเกาะกลางเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น