10 อวัยวะในร่างกายที่คนนิยมไปศัลยกรรม

update :28/3/2014 17:55
views : 8784
ที่มา : ทีมงาน toptenthailand
สมัยนี้ถ้าอยากสวย อยากหล่อ อยากเสริม อยากเพิ่ม ไม่มีใครไม่นึกถึงการศัลยกรรมในช่วงนี้ ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังฮิตและพูดถึงกันมาก และในวันนี้ ทางทีมงาน toptenthailand จึงได้จัด 10 อวัยวะในร่างกายที่คนนิยมไปศัลยกรรม มาให้ชมกัน แบบเน้นๆ
10. เสริมกระดูก
การเสริมกระดูกเพิ่มความสูงโดยใช้เครื่องมือตรึงกระดูก ที่เรียกว่า Ilizarov กับบุคคลที่มีปัญหาเรื่องส่วนสูงซึ่งถือเป็นการบริการศัลยกรรมความงามด้านหนึ่งศัลยแพทย์กระดูกและข้อผู้นี้ บอกด้วยว่า การรักษาเป็นการผ่าตัดที่ทำให้ผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างช้าๆ โดยจะต้องใช้เวลาในการยืดกระดูกโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือนต่อ 1 เซนติเมตร 5 เดือนก็จะได้ความสูงเท่ากับ 5 เซนติเมตรการผ่าตัดมีความปลอดภัยสูงขณะที่ค่าใช้จ่าย ค่ารักษา รวมทั้งค่าอุปกรณ์ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้รับการรักษา เช่น ถ้าต้องการเพิ่มความสูงน้อยกว่า 5 เซนติเมตร ประมาณ 5 แสนบาท และถ้ามากกว่า 5 เซนติเมตร ค่าใช้จ่ายค่ารักษารวมทั้งค่าอุปกรณ์อยู่ที่ ประมาณ 800,000 บาทจากข้อมูลเบื้องต้น
9. ปากบาง
หลายคนที่มีปัญหาเรื่องริมฝีปากหนาในปัจจุบันนี้เรามีเทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขปัญหาริมฝีปากหนาได้แล้วโดยการทำศัลยกรรม เป็นการฝ่าตัดเย็บริมฝีปากใหม่ให้บางเราเรียกการทำศัลยกรรมแบบนี้ว่า "ศัลยกรรมปากบาง" ซึ่งกำลังได้รับความนิยมกับสาวๆและหนุ่มทั้งหลาย เพราะริมฝีปากหนาเกิดขึ้นได้กับทั้งชายและหญิงเนื่องจากกรรมพันธุ์ ซึ่งวิธีที่จะศัลยกรรมปากบางได้นั้นต้องใช้วิธีการผ่าตัด
8. เสริมหน้าผาก
หน้าผากถือเป็นจุดรับทรัพย์ตามความเชื่อทางโหงวเฮ้ง โดยเฉพาะกับสาว ๆ ในช่วงอายุ 15-30 ปี หน้าผากโหนกนูนสวยช่วยเสริมโชคชะตาได้เป็นอย่างดี เสริมแล้วได้ทั้งโชคทั้งความสวยเลยเนอะ คนสมัยนี้ที่ต้องการเสริมหน้าผากก็เพราะเหตุผลนี้ การศัลยกรรมเสริมหน้าผากมีวิธีการอยู่ 2 ประเภท คือ การใส่วัสดุเสริม การฉีดไขมัน
7. ทำตา 2 ชั้น
ซึ่งการทำตา 2 ชั้นนั้นมีหลายวิธีนั้นก็คือ
วิธีที่ 1 เป็น "วิธีเย็บ" โดยใช้ไหมเส้นโต ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้เกิดตา 2 ชั้นคงทนอยู่เพียงชั่วคราว 1-3 ปี ชั้นก็จะหลุดหมดในภายหลัง

วิธีที่ 2 เป็น "วิธีตัดและเย็บ" โดยการกรีดหนังตาบนแล้วตัดหนังออกเป็นแผ่นแถบยาวๆ หลังจากนั้นจึงทำการเย็บหนังตาให้ติดกับเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ

วิธีที่ 3 เป็นวิธี "กรีด" หนังตาบน ให้เป็นแผลยาว โดยไม่ได้ตัดหนังออกแล้วจึงเย็บข้างละ 10-20 เข็ม แล้วแต่ขนาดของแผล ผลลัพธ์ของวิธีนี้ก็เหมือนกับวิธีที่ 2 เพียงแต่ว่าหลับตาได้สนิทเมื่อนอนหลับ

วิธีที่ 4 วิธี "เจาะและกำจัดไขมัน" วิธีนี้เหมาะสำหรับคนไทยหรือคนเอเชีย เพราะมีดวงตาขนาดเล็กและไขมันมาก มีกรรมวิธีโดยเจาะหนังตาบนยาว 4-5 มิลลิเมตร เพื่อเอาไขมันออก แล้วล็อก (LOCK) หนังตาบนกับกล้ามเนื้อและพับ (FOLDING TECHNIC) ทำให้เกิดเป็นตา 2 ชั้น วิธีนี้จะเย็บ 3-5 เข็มเท่านั้น แผลขนาดเล็กสามารถไปทำงานได้ภายใน 2-3 วัน มีการบวมช้ำน้อย หลับตาได้สนิทมีแผลเป็นน้อยมาก

วิธีที่ 5 วิธีการเจาะร่วมกับการใช้ไมโครสโคป กล่าวคือ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนอายุน้อย (20-40 ปี) และสามารถไปทำงานได้ใน 24-48 ชม. และแต่งหน้าทาแป้งเขียนอายแชโดว์ (MAKE UP) ได้ทันที จึงเหมาะสำหรับดารา นักแสดง นักธุรกิจ แอร์โอสเตส
6. เหลากราม
ในสมัยนี้ใครๆก็อยากมีโครงหน้าเรียว เลยหาวิธีทำหน้าเรียวกัน จึงทำให้เกิดการการ “ตัดกราม” “เหลากราม“เพื่อให้ใบหน้าเรียวกระชับได้สัดส่วนสวยงาม โดยวิธีก็ง่ายแสนง่ายไม่ซับซ้อน และยังใช้เวลาพักฟื้นเพียงไม่นาน วิธีที่ใช้ในการเหลากรามนั้นจะใช้วิธีผ่าตัดภายในช่องปาก
5. หน้าเรียว
เพราะความสวยกลายเป็นค่านิยมของยุคดิจิตอล ที่สามารถเนรมิตลูกเป็ดขี้เหร่ให้งดงามได้แบบง่ายๆ ทำให้กระแสการทำหน้าเรียวเล็กแบบดารากำลังมาแรงในวันนี้ ซึ่งกรณีนี้แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งชี้ว่า เพราะโครงสร้างของผู้หญิงไทย ส่วนใหญ่มักมีเนื้อบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะแก้ม ทั้งรูปหน้าที่เกิดโดยกรรมพันธุ์ตามธรรมชาติ ทั้งแก้มยุ้ย อวบอูม หน้ากาง หรือด้วยยิ่งอายุที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนน้อยลง จึงเกิดริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อย ยิ่งสมัยนี้ดารานักร้องมีรูปหน้าเล็กแหลมเรียว กรอบหน้าชัดเจนทำให้ถ่ายรูปได้สวย จึงไม่แปลกที่กระแสหน้าเล็กจึงกลายเป็นสุดยอดปรารถนาของสาวไทยในขณะนี้นพ.ทรงยศ จันทจิตร์ ศัลยแพทย์ตกแต่งยศยาคลินิก ให้คำแนะนำเรื่องการทำหน้าเล็กเรียวแบบดารา ว่า ปัจจุบันมี 3 ทางเลือกที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย คือ การฉีดโบท็อกซ์ การร้อยไหม และการใช้เลเซอร์ควบคู่ไปกับดูดไขมันที่หน้า ซึ่งเทคนิคแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันทั้งในด้านวิธีการทำและผลลัพธ์ที่ได้
4. เสริมคาง
การศัลยกรรมเสริมคาง (mentoplasty) เป็นอีกหนึ่งการศัลยกรรมเพื่อการปรับแต่งรูปใบหน้า เพราะขนาดของคางเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดมิติของใบหน้าส่วนล่าง ผู้ที่มีคางสั้น คางเล็ก คางไม่มีความนูน หรือคางร่นมาด้านหลัง ทำให้ใบหน้าดูกลม หน้าสั้น ส่วนกลางของใบหน้าดูกว้าง คอดูมีเนื้อเยอะ ซึ่งเป็นรูปลักษณ์ที่ไม่สวยงาม ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขโดยการเสริมคาง ทำให้สามารถมองเห็นรูปคางได้ชัดเจน ใบหน้าส่วนล่างก็จะดูมีมิติ สมดุลดี

การทำศัลยกรรมเสริมคางจะช่วยปรับรูปหน้าได้ จากการที่คางหลังการศัลยกรรมแล้วจะนูนขึ้น กว้างขึ้น หรือทำให้หน้าดูยาวขึ้นได้ด้วย วิธีที่ใช้ในการเสริมคางคือ การฉีดสารซิลิโคนเหลวและการเสริมคางด้วยแท่งซิลิโคน
3. เสริมทรวงอก
หน้าอกเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ความเป็นสตรีเพศ ช่วยเพิ่มความงามของร่างกาย การมีหน้าอกที่สวยงามได้ขนาดพอเหมาะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตในสังคม การผ่าตัดเสริมทรวงอกจึงเป็นการผ่าตัดที่นิยมและถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านเทคนิคและวัสดุที่ใช้ในการเสริมหน้าอก ปัจจุบันสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ผลการรักษาเป็นที่พอใจสูง
ชนิดของวัสดุที่ใช้ในการเสริมหน้าอก ถุงน้ำเกลือ ซิลิโคนเหลว และ polyurethane
2. เสริมจมูก
ศัลยกรรมเสริมจมูกเป็นการตกแต่งรูปทรงเพื่อให้รับกับโครงหน้า หรือทำให้ใบหน้ามีรูปร่างที่ดูดียิ่งขึ้น วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูกสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือแบบที่หนึ่งกระดูกอ่อนจากร่างกายของผู้เข้ารับการผ่าตัดเสริมจมูกส่วนมากมักนำมาจากกระดูกอ่อนข้างหลังหู และแบบที่สองคือ วัสดุที่เรียกว่า (ซิลิโคนอ่อน) ซึ่งเหมาะสำหรับการผ่าตัดเพื่อความสวยงามในการเสริมจมูกเท่านั้น เนื่องจากเป็นวัสดุที่ใช้ในทางการแพทย์และได้รับการรับรองแล้วว่าไม่มีอันตรายใดๆ
แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนามาเป็นการฉีดสารที่ชื่อ Filler หรือสารเติมเต็มชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มสารเติมเต็มตามธรรมชาติซึ่งอยู่ได้ชั่วคราว
1. การจัดฟัน
การจัดฟัน แต่เดิมนั้นเรียกได้ว่าเป็นการรักษาผู้ที่มีสภาพฟันไม่สวยงาม เช่น ฟันเก ฟันห่าง โดยฟันจะเรียงตัวสวย ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่ทำการรักษา และยังช่วยในการเคี้ยวอาหารอีกด้วย ซึ่งพบได้ว่าปัจจุบันมีความนิยมจัดฟันแฟชั่น ที่ทำเพื่อความสวยงามการ จัดฟันแฟชั่น พบว่ากำลังระบายในโลกโซเชี่ยลอย่างมาก ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั้งแบบออนไลน์ หรือตามร้านค้าต่างๆ ซึ่งราคาของเหล็กจัดฟันแฟชั่นนั้นอยู่ในหลักร้อยเท่านั้นซึ่งการจัดฟัน ควรจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ อีกทั้งลวดจัดฟันต่างๆ จะต้องได้รับการนำเข้าจากต่างประเทศที่ได้รับมาตรฐาน และมีราคาแพงกว่าหลักร้อยอย่างแน่นอน

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น