10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557

update :25/2/2014 11:00
views : 1992
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/
ในช่วงรอบวันที่ผ่านมา มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และมีเหตุการณ์ไหนที่น่าสนใจ ทีมงาน toptenthailand ได้ทำการรวบรวมข่าวที่น่าสนใจนำมาให้ท่านแล้วในหัวข้อ 10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 หากไม่อยากตกข่าวห้ามพลาดเด็ดขาด
10.ประยุทธ์ แถลงจุดยืนกองทัพผ่านช่อง 5 จี้ยุติความรุนแรง
เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 24 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้อ่านแถลงการณ์ชี้แจงจุดยืนของกองทัพบกต่อสถานการณ์ทางการเมืองผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) ว่า ในนามของผบ.ทบ.และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รองผอ.รมน.) อยากชี้แจงและแสดงความคิดเห็นในฐานะที่ดูแลงานด้านความมั่นคง ซึ่งตนได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปบ้างแล้ว แต่เกรงว่า ข้อมูลที่ได้รับอาจไม่ชัดเจนจึงอยากชี้แจงในรายละเอียด

เพราะวันนี้สถานการณ์ความรุนแรงในปัจจุบันมีมากขึ้น มีการบาดเจ็บสูญเสียมากขึ้น ซึ่งเป็นความห่วงใยจากตนและคนในกองทัพ ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่บาดเจ็บและสูญเสียชีวิตไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ วันนี้ทางกองทัพบกพยายามหารือไปยังน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.) และทุกกลุ่มผู้ชุมนุมในการจะร่วมกันยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นให้ได้ รวมถึงหาตัวผู้กระทำความผิดใช้อาวุธสงครามอย่างอุกอาจไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐและเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจทุกภาคส่วนที่ต้องพิสูจน์ทราบ เพื่อดำเนินการป้องกันปราบปรามตามกระบวนการทางกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะหากยังคงมีอยู่นับวันสถานการณ์จะมีความรุนแรงมากขึ้นจนไม่สามารถควบคุม หรือยุติได้ และจะทำให้เกิดความสูญเสียต่อประเทศชาติอย่างมหาศาลในโอกาสต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มผุ้ก่อเหตุรุนแรง จากข้อมูลงานด้านการข่าวพบว่ามีหลายกลุ่มด้วยกัน ส่วนใหญ่จะมีส่วนกับการชุมนุมในปี 2553 ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ทราบและหาหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้เร็วที่สุด กองทัพไม่กลัวการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ แต่เกรงว่าจะเกิดความบาดเจ็บสูญเสียของประชาชนเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก เนื่องจากยังมีหลายพวกหลายฝ่ายไม่เข้าใจและยังต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ทหาร และข้าราชการในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทั้งหมดเป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนการใช้อาวุธต่อผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายที่ชัดเจน เจ้าหน้าที่และรัฐบาลจำเป็นจะต้องยุติให้ได้โดยเร็ว โดยการจับกุมดำเนินคดีให้ได้ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เช่นเดียวกับการใช้อาวุธต่อศาล องค์กรอิสระ สถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ก็เป็นความผิดร้ายแรงเช่นกัน

“ ขอร้องให้ทุกกลุ่มของผู้ชุมนุมไม่ให้เกิดการบุกรุก ยึดสถานที่ราชการ หรือใช้อาวุธต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ สถานการณ์ที่มีเหตุการณ์ร้ายแรงจะต้องมีผู้รับผิดชอบ ไม่ได้หมายความว่า ทหารจะสามารถใช้กำลังคลี่คลายสถานการณ์ได้ โดยไม่ยึดถือหลักกฎกติกา หรือกฎหมาย เพราะความขัดแย้งในปัจจุบันเกิดขึ้นในหลายระดับ ทั้งกับเจ้าหน้าที่และประชาชนหลายกลุ่ม หากมีการใช้กำลังแก้ไขที่ปลายเหตุย่อมหมายความว่า กฎหมายและรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในปัจจุบันจะต้องถูกยกเลิก ไม่ได้รับการยึดถืออีกต่อไป หลายพวกหลายฝ่ายที่อยากให้ใช้วิธีการดังกล่าว ขอให้กลับมาพิจารณาและมาตั้งสติว่า ปัญหาเหล่านี้จะยุติได้ด้วยวิธีการอันสงบหรือไม่ หากเรากระทำไปในลักษณะนั้นจะขยายความรุนแรงออกไปหรือไม่ ในเมื่อยังคงมีการปลุกระดมประชาชนทุกกลุ่ม ทุกพวก ในทุกวงการให้มาต่อสู้ซึ่งกันและกัน ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่กองทัพดำเนินการในเวลานี้จำเป็นต้องยึดถือกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยการจัดกำลังออกมาดูแลประชาชนในพื้นที่ที่มีการประกาศกฎหมายพิเศษเป็นจำนวนมากตลอด 24 ชั่วโมง หากเราดำเนินการไม่ถูกวิธี หรือใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ เราจะแน่ใจได้หรือว่า สถานการณ์จะยุติลงได้โดยสงบ ขณะที่ทุกฝ่ายยังไม่พยายามลดเงื่อนไข ไม่พยายามพิสูจน์หาข้อเท็จจริง และยอมรับกฎกติกา กฎหมายของสังคม สิ่งที่น่ากระกระทำในเวลานี้คือ ให้ทุกฝ่ายได้ทำงานตามความรับผิดชอบของตนอย่างเต็มสติกำลังอย่างครบถ้วนด้วยความเป็นธรรม อำนวยความยุติธรรมได้อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์โดยไม่ถูกกดดันโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และหาทางลดความขัดแย้งให้ได้โดยเร็ว ประการสำคัญคือ การใช้กำลังทหารคลี่คลายสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบนั้น จะได้รับการยอมรับจากประชาชนที่อยู่นอกเหนือจากความขัดแย้งนี้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง ประกอบกับขณะนี้สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยในสายตาของต่างชาติยังมีความสำคัญ สำหรับความขัดแย้งในครั้งนี้เป็นไปอย่างกว้างขวางมากกว่าปี 2553 เพราะในปี 53 เกิดจากคู่ขัดแย้งไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันมีหลายกลุ่มและมีเงื่อนไขสลับซับซ้อน

“ สิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนคือให้ทุกพวกทุกกลุ่มมาพูดคุย หารือกันเพื่อให้เชื่อได้ว่าจะได้รับความเป็นธรรม ความชอบธรรมอย่างเท่าเทียม และช่วยกันก้าวเดินนำพาไปสู่การแก้ปัญหาที่เป็นระบบอย่างสันติวิธี การแก้ไขดังกล่าวต้องอาศัยประชาชนทั้งประเทศเรียกร้องให้เกิดขึ้น อย่าคิดว่า ธุระไม่ใช่ หรือการถือพวก ถือฝ่าย ต้องเอาผลประโยชน์ของชาติทั้งปัจจุบันและอนาคตมาเป็นหลักในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ในปัจจุบันให้ได้จนได้รับการยอมรับในข้อเท็จจริงจากคู่ขัดแย้งและประชาชนทุกหมู่เหล่าที่เป็นคนไทยและเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง ทหารไม่ต้องการใช้กำลังและอาวุธมาต่อสู้กับคนไทยด้วยกันที่เห็นต่าง โดยไม่จำเป็น เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีกฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับใช้ หากมีการสูญเสียเกิดขึ้นอีกต่อไป ประเทศชาติจะล่มสลายอย่างแน่นอน และจะไม่มีใครชนะหรือแพ้อีกต่อไป สิ่งที่เราคาดหวังคือ อยากให้ทุกฝ่ายได้นำเงื่อนไขทั้งหมดมาชี้แจง พิสูจน์ทราบในข้อเท็จจริงให้ชัดเจนขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ความไม่เข้าใจ และขยายความขัดแย้งไปมากกว่านี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎแล้วก็จะทำให้ได้รับการยอมรับและจะได้หาทางแก้ปัญหาด้วยการบังคับใช้กฎมหาย เพื่อไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน โดยไม่ให้มวลชนออกมาต่อสู้กัน ซึ่งผลสุดท้ายผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ สูญเสีย คือ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ ตลอดจนกฎหมายทุกฉบับจะถูกทำลายอย่างยับเยิน ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สรุปคือการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายของทุกฝ่ายมาต่อสู้กันเพื่อความถูกต้อง ความชอบธรรม ความยุติธรรม มาตรฐานที่ทัดเทียมที่แต่ละฝ่ายกล่าวอ้างว่า ไม่ได้รับความโปร่งใส การทุจริตในโครงการต่าง ๆ ทั้งอดีตและปัจจุบัน การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระที่ไม่ได้รับการยอมรับโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะต้องกระทำได้โดยไม่ถูกกดดัน และไม่ปลอดภัย รวมถึงการปฏิบัติงานของข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหารตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องถูกบังคับให้เลือกข้าง การว่ากล่าวให้ร้ายปลุกระดมทางสื่อและโซเชียล มีเดียที่ไม่เป็นข้อเท็จจริงและขยายความขัดแย้งให้มากขึ้น ทั้งหมดคือเหตุผลและความจำเป็นที่ตนต้องออกมาชี้แจงในวันนี้เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียกับคนไทยอีกต่อไป ทุกพวกทุกฝ่ายที่เป็นคนไทยต้องออกมาร่วมกันแสวงหาทางออกให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทุกระบบในการขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยจะสูญเสียไปอย่างถาวร ประการสำคัญคือ กองทัพถูกว่ากล่าวให้ร้าย ถูกดึงเข้าไปในความขัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกองทัพพยายามใช้ความอดทนอดกลั้นมาโดยตลอด ขณะที่กองทัพกำลังรับผิดชอบงานด้านอื่นอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ตนมุ่งหวังให้การแก้ไขปัญหาของประเทศชาติดำเนินการไปอย่างสันติวิธีและรวดเร็วและไม่สร้างความขัดแย้งอีกต่อไป
9.ญาติร่ำไห้รับศพ 2 หนูน้อยเหยื่อบึ้มราชประสงค์
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 24 ก.พ. ที่ รพ.รามาธิบดี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผอ.รพ.รามาธิบดี พร้อมคณะแพทย์ที่ทำการรักษา ด.ญ.พัชรากร ยศอุบล หรือน้องเค๊ก อายุ 6 ปี และ ด.ช.กรวิชญ์ ยศอุบล หรือน้องเคน อายุ 4 ปี สองพี่น้องที่เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ถล่มใส่บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ ใกล้เวทีชุมนุมกปปส.ราชประสงค์ ตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ ได้ร่วมกันแถลงข่าวการเสียชีวิตของหนูน้อยผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองราย โดยมีนายทยากร ยศอุบล อายุ 36 ปี และนางนารีรัตน์ ชัยรัตน์ อายุ 33 ปี พ่อและน้าของน้องเค้กและน้องเคน ร่วมแถลงข่าวด้วย โดยในส่วนของนางนารีรัตน์ต้องนั่งรถเข็น เนื่องจากถูกสะเก็ดระเบิดที่ขาทั้งสองข้าง

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้บาดเจ็บเข้ามารักษาตัวที่ รพ.รามาธิบดี จำนวน 10 ราย มีผู้เสียชีวิต 2 ราย กลับบ้านได้แล้ว 2 ราย และยังรักษาตัวอยู่อีก 6 ราย โดยผู้เสียชีวิตในส่วนของ ด.ช.กรวิชญ์ หรือน้องเคน มีอาการเนื้อสมองฉีกขาด และตกเลือดในช่องท้อง ส่วนด.ญ.พัชรากร หรือน้องเค้ก มีอาการสมองช้ำและตับแตก ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดและเสียชีวิตในช่วงเช้ามืดวันนี้ ขณะที่คนเจ็บที่ยังรักษาตัวอยู่ก็มี ด.ช.โยธิน ชะเอมรัมย์ อายุ 9 ปี หรือน้องฟลุ๊ก ลูกพี่ลูกน้องกับน้องเค้กและน้องเคน มีอาการหมดสติจากสมองบวมและปอดช้ำจากแรงอัดของระเบิด ได้รับการดูแลในห้องไอซียู ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และเตรียมผ่าตัดสมอง ส่วนร่างกายส่งสัญญาณดีขึ้นขยับมือเท้าได้

ส่วนนายสุรพงษ์ กมลอินทร์ อายุ 20 ปี มีแผลที่รักแร้ขวา นายต่วน อายุ 23 ปี ชาวเวียดนาม บาดเจ็บที่หน้าอกมีอาการตกเลือดในช่องท้อง กับแขนขวา นายพรชัย ศรีมุ่งคุณ อายุ 32 ปี มีแผลที่แขนและข้อเท้าซ้าย น.ส.พินทา สุขมิติ อายุ 49 ปี บาดเจ็บที่ท้อง ข้อเท้าซ้าย ต้นขาขวา และ น.ส.สุรีย์ วราธนสิน อายุ 61 ปี มีแผลที่นิ้วชี้ซ้าย และขา 2 ข้าง
สำหรับศพของนางฐิพาพรรณ สุวรรณมณี อายุ 59 ปี ที่ส่งมาจาก รพ.พญาไท 1 ผลชันสูตรพบมีบาดแผลสะเก็ดระเบิดที่คางและคอ สะเก็ดระเบิดตัดเส้นเลือดใหญ่ ซึ่งผู้เสียชีวิตรายนี้ญาติยังไม่มาติดต่อรับศพ โดยหลักฐานที่พบและได้จากการชันสูตร เช่น เลือด และชิ้นเนื้อ เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้หมดแล้วเพื่อส่งให้พนักงานสอบสวนต่อไปโดยศพทั้งสามสามรถที่จะติดต่อรับไปบำกุศลได้เลย

ด้านนายทยากรณ์ พ่อของน้องเค๊กและน้องเคน กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตอนนี้ทั้งตนและภรรยายังไม่ทราบว่าจะต้องใช้เวลานานสักเท่าไหร่ที่จะทำใจยอมรับเรื่องที่สูญเสียลูกทั้งสองคนไปได้ ลูกทั้งสองคนยังเป็นเด็ก เป็นผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในครอบครัวเล็กๆ ที่มีความสุขของผม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเกินกว่าที่จะรับได้ การสูญเสียเเบบนี้ไม่เกิดกับใครคนนั้นคงไม่รู้
"ขอให้เรื่องร้ายๆที่เกิดกับลูกผมเป็นรายสุดท้าย คนไทยกว่า 60 ล้านคน ผมก็จะไม่โทษใครว่าถูกหรือผิด ซึ่งผมก็ขออโหสิกรรมให้กับผู้ที่กระทำ และอยากให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะกลุ่มไหน หรือฝ่ายไหน มันจบลงเสียที ส่วนศพของลูกทั้งสองก็จะนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดพรหมวาศาราม เขตห้วยขวาง กทม.ต่อไป" นายทยากรณ์ กล่าว

ด้าน นางนารีรัตน์ กล่าวว่า ครอบครัวของตนและน้องชายสนิทกัน ทุกวันหยุดมักพากันไปเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งในวันที่เกิดเหตุตนก็ได้พาลูกและหลานๆ ไปเที่ยวที่ห้างเซ็นทรัล เวิลด์ เพื่อไปรับประทานไก่ทอด จากนั้นก็ก็พาเดินเที่ยวทั่วไปซึ่งหลานทั้งสองคนก็วิ่งเล่นกันทั่วไปตามประสาเด็ก โดยในระหว่างกำลังจะเดินมาขึ้นรถสามล้อรับจ้างเพื่อจะกลับบ้าน ย่านห้วยขวางก็มาเกิดเหตุร้ายเสียก่อน ตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อมาทางญาติๆ ของน้องเค๊กและน้องเคนได้นำศพของหนูน้อยทั้งสองไปยังจุดเกิดเหตุบริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีสาชาราชดำริ เพื่อเชิญวิญญาณ ก่อนที่จะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่ ศาลาเส็งกลิ่นวันพรมหวงศาราม เขตห้วยขวาง กทม. ต่อไป
8.ผบ.ตร.หวั่นเหตุปะทะลามตจว.สั่งเร่งปรับแผน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 ก.พ. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. แถลงสรุปผลการประชุมติดตามสถานการณ์การชุมนุมในเรื่องความคืบหน้าคดีสำคัญประกอบด้วย 3 คดี โดยคดีที่ 1 ที่มีการยิงและปาระเบิดเวทีกปปส. ที่ อ.เขาสมิง จ.ตราด เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยพบกระเดื่องระเบิดเอ็ม 26 จำนวน 2 อัน สะเก็ดระเบิดและหัวกระสุนจำนวนหนึ่ง ซึ่งผลการสืบสวนพบว่าคนร้ายใช้รถก่อเหตุ 2 คัน โดยคันแรกเป็นรถกระบะยกสูงยี่ห้อโตโยต้า 4 ประตูสีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีคนร้ายนั่งอยู่ด้านหลัง 2 คน เป็นผู้ใช้ระเบิดเอ็ม 26 จำนวน 2 ลูก ขว้างไปใกล้เวที 1 ลูก

ส่วนระเบิดอีกลูกถูกขว้างห่างจากเวทีประมาณ 50 เมตร ส่วนรถคันที่ 2 เป็นรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน ปิดแผ่นป้ายทะเบียน มีคนร้ายนั่งอยู่ด้านหลังประมาณ 3-4 คน ใช้อาวุธปืนลูกซองและปืนขนาด 11 มิลลิเมตร กราดยิงใส่เวที โดยหลังก่อเหตุมีพยานเห็นว่าคนร้ายได้หลบหนีโดยใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าไป อ.เมืองตราด ขณะนี้พนักงานสอบสวนสอบพยานไปแล้ว 13 ปาก ส่วนผู้บาดเจ็บ 36 คน ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 26 คน อาการสาหัส 3 คน โดยแบ่งเป็นชาย 17 คน หญิง 15 คน เด็ก 4 คน โดยพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ได้มีการสั่งการให้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.เดินทางเข้าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและควบคุมคดี

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า กรณีพบระเบิดเอ็ม 79 หน้าศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 11.00 น. โดย พล.ต.อ.เอก ได้เข้าพบนายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อรายงานความคืบหน้าและก็ตรวจสอบพยานเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ความคืบหน้า ส่วนอีกคดีกรณีเกิดเหตุระเบิดหน้าบิ๊กซี ราชดำริ เมื่อเวลา 16.40 น. วานนี้ (23 ก.พ.)เบื้องต้นตรวจสอบแล้วผู้บาดเจ็บ 21 ราย เสียชีวิต 3 ราย เมื่อเช้าเวลา 10.00 น. ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.เอก พร้อมด้วยผบก.น.5 เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ลงตรวจสอบพื้นที่เบื้องต้นจากหลักฐานที่พบสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นระเบิดเอ็ม 79 หรือเอ็ม 203 น่าจะถูกยิงมาจากทางทิศเหนือฝั่งประตูน้ำ
สำหรับด่านตั้งจุดตรวจความมั่นคง สามารถจับกุมอาวุธมีด 1 เล่ม ใบกระท่อม 50 ใบ และหมายจับกรณีผู้ต้องหาคดียาเสพติด นอกจากนี้เวลาประมาณ 01.40 น. บริเวณถนนแจ้งวัฒนะขาเข้า หน้าธนาคารยูโอบี ระหว่างที่ส.อ.นพดล วัฒนวงษ์คีรี อายุ 36 ปี สังกัดกองสรรพาวุธขับขี่รถมาบริเวณดังกล่าวปรากฏว่าถูกยิง ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและดำเนินคดีต่อไปในส่วนของกรณีปะทะกันที่บริเวณแยกผ่านฟ้า ส.ต.ต.ศราวุฒิ ชัยปัญหาที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุปะทะดังกล่าวได้เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา 12.30 น. ที่โรงพยาบาลตำรวจ โดย ผบ.ตร.มีคำสั่งให้จัดงานอย่างสมเกียรติในฐานะเป็นนายตำรวจที่กล้าหาญ

โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ คือ ด.ต.สายหยุด มาเรียน ผบ.หมู่ป. สภ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ซึ่งมาควบคุมฝูงชนจุดวัดสาครสุ่นประชาสรรค์ แล้วเกิดอาการเป็นลม ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเส้นโลหิตในสมองแตก เนื่องจากความเครียดระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยผบ.ตร.ให้จัดพิธีอย่างสมเกียรติเช่นเดียวกัน

ด้านพล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า สถานการณ์การชุมนุมยังคงมี 5 เวทีหลักและมีผู้ชุมนุมค้างแรมอยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, ทำเนียบรัฐบาล, แยกผ่านฟ้า ส่วนสถานที่ราชการที่ถูกปิดคือทำเนียบรัฐบาล, กรมพัฒนาพลังงานทดแทน, ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ส่วนเวทีคู่ขนานกปปส. ต่างจังหวัด ประกอบด้วยภาคเหนือ 3 จังหวัดตะวันออกเฉียงเหนือ 2 จังหวัด และภาคใต้ 7 จังหวัด รวม 12 จังหวัด
ส่วนการเคลื่อนตัวของมวลชนในวันนี้มีทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ กปปส. นำโดยหลวงปู่พุทธะอิสระ นำมวลชนจากเวทีแจ้งวัฒนะเคลื่อนมาชุมนุมหน้าสถานนีวอยซ์ทีวี บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตขาออก มีการปิดการจราจรถนนวิภาวดีขาออกช่องทางคู่ขนาน 1 ช่องทางมวลชนประมาณ 500 คน, กลุ่มผู้ชุมนุมจากสวนลุมพินีเคลื่อนตัวมาปิดล้อมกรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธินขณะนี้เคลื่อนมาชุมนุมที่กรมส่งเสริมการเกษตร บริเวณถนนพหลโยธินขาออก มีการปิดการจราจร 2 ช่องทาง มวลชนประมาณ 200 คน, กลุ่มที่สาม หน้ากระทรวงวิทยาศาสตร์ซอยโยธี มีการปิดการจราจรถนนพระราม 6 จากองค์กรเภสัชถึงกระทรวงอุตสาหกรรม มวลชนประมาณ 400 คน และกลุ่มที่สี่ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม นำโดยนายถาวร เสนเนียมมีการปิดการจราจรบริเวณซอยอารี มวลชนประมาณ 300 คน

ด้านพ.ต.อ.หญิง วิชญ์ชยากร ณิชาบวร รองโฆษก ตร. กล่าวว่า เหตุการณ์ความรุนแรงเริ่มลุกลามบานปลายไปในต่างจังหวัดหลายจังหวัดรวมทั้งมวลชนที่เห็นต่าง เริ่มมีการเคลื่อนไหวหลายจังหวัด ซึ่ง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ทุกภาคเตรียมแผนรองรับการเผชิญหน้าของมวลชนทั้ง 2 ฝ่าย นอกจากนี้ให้ใช้โมเดลเดียวกับที่กทม. โดยตั้งจุดตรวจจุดสกัด ทั้งด่านความมั่นคงและด่านป้องกันปราบปราบอาชญากรรมเพื่อคัดกรองอาวุธและคัดกรองบุคคล โดยให้ทุกหน่วยดำเนินการในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดอีกทั้งประชาชนทั่วไปสามารถลดความรุนแรงในช่วงสถานการณ์ความรุนแรงนี้ได้ ใน 4 ประเด็น คือ 1.รับฟังข่าวสารอย่างรอบด้านด้วยความมีสติ2.ให้เคารพกฏหมาย 3.ทุกคนต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น 4.ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับบ้านเมืองโดยสามารถแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือโทร. 191, sms191 หมายเลข 1599 และFacebook/police spokesman ตลอด 24 ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจังหวัดเลย ได้รวบรวมเงินเบี้ยเลี้ยงจำนวน 79,449 บาท เพื่อสมทบทุนให้เพื่อนข้าราชการตำรวจชุดควบคุมฝูงชนที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ผ่านทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
7.สว.จี้ นายกฯแสดงภาวะผู้นำต่อเหตุความรุนแรงเวทีกปปส.
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นพ.อนันต์อริยะชัยพานิชย์ รองประธานวุฒิสภา พร้อมคณะส.ว.รวม 19คนได้ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมโดยนายสุรชัยกล่าวว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เหตุการณ์บริเวณสะพานผ่านฟ้า เหตุปาระเบิดที่แยกประตูน้ำเหตุปาระเบิดและยิงใส่ฝูงชนที่ จ.ตราด และเหตุยิงระเบิดที่หน้าห้าง บิ๊กซีแยกราชประสงค์ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากโดยมีเด็กผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตรวม 4 ราย สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของการใช้วิธีการรุนแรงเข้าจัดการปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ด้วยวิธีการโหดร้ายไร้มนุษยธรรม ไม่คำนึงถึงแม้แต่ชีวิตของเด็กผู้บริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับความขัดแย้งทางการเมืองโดยยังไม่มีผู้ใดแสดงความรับผิดชอบ

นายสุรชัยกล่าวว่า คณะส.ว.ในฐานะสมาชิกสถาบันนิติบัญญัติเพียงสถาบันเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ในขณะนี้จึงเห็นควรดังนี้ 1.ขอประณามผู้กระทำความรุนแรงทั้งผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังและผู้ลงมือกระทำ ว่าโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมขอให้ยุติการกระทำ 2.เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมเข้าดูแลความปลอดภัยของชีวิตประชาชนอย่างเต็มที่โดยต้องไม่มีอคติกับฝ่ายใดทั้งสิ้น 3.นายกรัฐมนตรีรักษาการต้องแสดงภาวะผู้นำในการแก้ไขปัญหา โดยประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว4.ระหว่างที่ยังไม่สามารถหาทางออกความขัดแย้งได้ทุกฝ่ายทั้งรัฐบาลและคนในฝ่ายรัฐบาล ต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการยุยงหรือสนับสนุนให้มวลชนเกิดความแตกแยก และส่อว่าจะใช้ความรุนแรงต่อกันและ5.เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้สติร่วมกันแก้ปัญหา ขอให้ตระหนักว่าทุกคนคือคนไทยประเทศไทยเป็นของพวกเราทุกคน อย่างไรก็ตามขอฝากถึง ผบ.ตร.ตนอยากพบหรือจะให้ตนไปพบที่ไหนก็ได้ เพื่อหารือแนวทางการแก้ปัญหาว่าที่ผ่านมาฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจมีปัญหาหรืออุปสรรคติดขัดอะไรจึงไม่สามารถคลี่คลายเหตุการณ์ได้

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา กลุ่ม40 สว.เชื่อว่าเหตุการรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่การชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ซึ่งมีคนร้ายกราดยิงประชนชน ที่ จ.ตราด และการระเบิดที่ราชประสงค์นั้นเป็นการสร้างสถานการณ์โดยรัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันเพื่อให้เป็นเงื่อนไขและรายละเอียดประกอบของการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลเพ่งโดยศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ(ศรส.) ต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงที่ก่อนหน้านี้ศาลได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการประกาศสถานการณ์ทั้งนี้ตนจะจับตาการยื่นอุทธรณ์และคำร้องอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีการนำสถานการณ์รุนแรงดังกล่าวเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ให้ศาลพิจารณาตนจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายทันที
6.สุเทพ ร่ำไห้อีกครั้งกับเหตุบึ้มราชประสงค์
เมื่อวันที่24 ก.พ. เวลา 19.30 น. ที่เวทีปราศรัย กปปส. บริเวณแยกปทุมวันผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. นำแกนนำ กปปส. และแนวร่วมทำพิธีไว้อาลัยให้ น.ส.ฐิพาพรรณ สุวรรณมณี อายุ 59 ปี ด.ช.กรวิชญ์ ยศอุบล(น้องเคน) อายุ 4 ปี และด.ญ.พัชรากร ยศอุบล (น้องเค้ก)อายุ 6 ปี ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ คนร้ายยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงเข้ามายังบริเวณหน้าห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. โดยให้ผู้ชุมนุมยืนไว้อาลัย 1 นาที

ระหว่างนั้นทำให้นายสุเทพ กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้จากการสูญเสียดังกล่าว จากนั้นนายสุเทพ พร้อมแกนนำจุดเทียน วางดอกเบญจมาศสีขาวหน้ารูปถ่ายของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ที่วางอยู่หน้าธงชาติผืนใหญ่ พร้อมเปิดให้ผู้ชุมนุมที่อยู่หน้าเวทีบางส่วนเข้าร่วมไว้อาลัย ขณะที่บนเวที นายธนิศร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินขลุ่ยชื่อดังเป่าขลุ่ยบรรเลงเพลงคลอ พร้อมกับ บี๋ คณาคํา อภิรดี นักร้องชื่อดังอ่านบทกลอนไว้อาลัยพร้อมการดำเนินพิธี ซึ่งบรรยากาศระหว่างทำพิธีไว้อาลัยเป็นไปอย่างโศกเศร้า.
5.ฮือฮาป้ายเชียร์ ปู ผิดคิว อยากให้สู้แต่เขียนบอกให้หนี
เมื่อวันที่24 ก.พ. เวลา 19.30 น. ที่เวทีปราศรัย กปปส. บริเวณแยกปทุมวันผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. นำแกนนำ กปปส. และแนวร่วมทำพิธีไว้อาลัยให้ น.ส.ฐิพาพรรณ สุวรรณมณี อายุ 59 ปี ด.ช.กรวิชญ์ ยศอุบล(น้องเคน) อายุ 4 ปี และด.ญ.พัชรากร ยศอุบล (น้องเค้ก)อายุ 6 ปี ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ คนร้ายยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงเข้ามายังบริเวณหน้าห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. โดยให้ผู้ชุมนุมยืนไว้อาลัย 1 นาที

ระหว่างนั้นทำให้นายสุเทพ กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้จากการสูญเสียดังกล่าว จากนั้นนายสุเทพ พร้อมแกนนำจุดเทียน วางดอกเบญจมาศสีขาวหน้ารูปถ่ายของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ที่วางอยู่หน้าธงชาติผืนใหญ่ พร้อมเปิดให้ผู้ชุมนุมที่อยู่หน้าเวทีบางส่วนเข้าร่วมไว้อาลัย ขณะที่บนเวที นายธนิศร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินขลุ่ยชื่อดังเป่าขลุ่ยบรรเลงเพลงคลอ พร้อมกับ บี๋ คณาคํา อภิรดี นักร้องชื่อดังอ่านบทกลอนไว้อาลัยพร้อมการดำเนินพิธี ซึ่งบรรยากาศระหว่างทำพิธีไว้อาลัยเป็นไปอย่างโศกเศร้า.
4.สุเทพ ลั่นบุก สตช. 26 ก.พ. เมิน ‘ปู’ ขอเห็นใจไม่ให้ที่ยืน
เมื่อเวลา 20.30น. วันที่ 24ก.พ. ที่เวทีปราศรัยกปปส.บริเวณแยกปทุมวัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ได้ขึ้นเวทีปราศรัย มีใจความตอนหนึ่งว่า ขอเรียกร้องไปยังข้าราชการตำรวจที่ดีขอความยุติธรรมให้ชีวิตของเด็กทั้ง 3 คนการทำร้ายเด็กทั้ง 3 คนไม่ใช่เรื่องที่คนไทยจะปล่อยให้ผ่านไปได้ประชาชนต้องการเห็นตำรวจ สืบหาคนร้ายเอามาดำเนินคดีให้ได้และวันที่ 26ก.พ.เวลา 10.00 น.ขอเชิญชวนพี่น้องที่มีใจเป็นธรรมไปรวมตัวที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมพร้อมเชิญชวนชาวไทยทั้งประเทศร่วมกันไว้ทุกข์ให้เด็กที่เสียชีวิต 3 คนในวันที่ 26-28ก.พ.โดยการแต่งชุดดำพร้อมกันทั่วประเทศเพื่อแสดงออกถึงความห่วงใยสวัสดิภาพเด็กและเรียกร้องให้ทุกโรงเรียนแจ้งข่าวให้นักเรียนไว้ทุกข์ให้น้องๆ 3 คนนี้ด้วย

ส่วนการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร นายกรัฐมนตรีระบุว่าเหตุระเบิดเกิดจากกลุ่มต้องการสร้างสถานการณ์ เพื่อประโยชน์การเมืองนั้นขอให้ประชาชนตอบเรื่องนี้เพราะขณะนี้มีเพียง 2กลุ่มคือ1.กลุ่มมวลมหาประชาชนและ และ2.ฝ่ายสมุนบริวารระบอบทักษิณพี่น้องลองคิดดูว่ากลุ่มไหนที่ก่อการร้ายและจากเหตุการณ์ล่าสุด เลขาฯสภาความมั่นคงแห่งชาติออกมาพูดว่าระวังจะเกิดเหตุร้ายเช่นนี้อีกแปลว่าอะไรแปลว่าเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของพวกเดียวกับท่านเพื่อให้ประชาชนหวาดกลัว และเลิกการต่อสู้ เพื่อให้พวกท่านได้อยู่ในอำนาจต่อไปใช้หรือไม่

นายสุเทพ กล่าวต่อว่าหลังจาก นปช.ชุมนุมเมื่อวันที่ 23 ก.พ.น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ปรากฏตัวและให้สัมภาษณ์ว่าจะอยู่ต่อไปเพื่อรักษาประชาธิปไตยนั้น ขอให้พี่น้องคิดดูว่าประชาธิปไตยที่ใดในโลกที่ไม่รักษากฎหมายรวมทั้งการที่ นปช.เรียกร้องให้แนวร่วมปิดล้อมศาลทุกแห่งไม่ทราบเป็นประชาธิปไตยด้วยหรือการใช้เครื่องยิงลูกระเบิดยิงศาลอาญา และศาลแพ่งอีกทั้งแนะนำให้นายกฯอารยะขัดขืนไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เป็นประชาธิปไตยแบบไหนกันและนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อรมช.พาณิชย์ในฐานะแกนำ นปช.ประกาศมตินปช.ว่าจะระดมคนสู้เพื่อปกป้องน.ส.ยิ่งลักษณ์และเรียกร้องให้ตำรวจติดอาวุธมาสู้กับประชาชนถ้าสู้ไม่ได้จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

นายสุเทพ กล่าวด้วยว่าขณะที่นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณรมว.กระทรวงมหาดไทยระบุว่าจะนำอาวุธปืน 10 ล้านกระบอกมาสู้ปกป้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอบอกว่าไม่คิดต้องสู้กับประชาชนและไม่คิดจะสู้ด้วยอาวุธเพราะเราต่อสู้ด้วยมือเปล่าและจะสู้เพื่อประเทศอย่างไรก็ตาม การที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่าจะไม่มีที่ยืนให้กันเชี่ยวหรือนั้น ยืนยันว่า จะไม่มีทั้งที่ยืนที่นั่ง ที่นอนให้ทั้งสิ้นเพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนไม่เคารพกฎหมาย.
3.ระทึกยิงสนั่นเวที กปปส.สวนลุม การ์ดเจ็บ 2 ราย
เมื่อเวลา 03.00น. วันที่ 25 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพื้นที่บริเวณหน้าอาคารธนิยะพลาซ่า ถนนธนิยะ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม. ตลอดจนถึงถนนสีลม ได้มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้การ์ดผู้ชุมนุม กปปส. ได้รับบาดเจ็บ 2 คน โดยมีเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูรีบเข้าไปช่วยเหลือนำส่งรพ.จุฬาฯ

ขณะที่ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าใกล้ที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดสลับกับมีเสียงดังคล้ายกับระเบิด เป็นระยะเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง โดยเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเวลา 01.50 น.เป็นต้นมา จนทำให้ตน และเพื่อนพ่อค้าแม่ค้าต้องรีบวิ่งหลบเข้าที่กำบังกันอย่างจ้าละหวั่น แต่โชคดีไม่มีผู้ถูกลูกหลงแต่อย่างใด

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุทางการ์ด กปปส. เวทีสวนลุมพินี ประมาณ 30 คน ได้ระดมกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุ และให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าไปหลบในที่กำบังพร้อมกับนำแผงเหล็กมาปิดกั้นถนนตั้งแต่แยกธนิยะไปจนถึงแยกศาลาแดง จากเดิมที่มีการปิดถนนเพียงบริเวณแยกศาลาแดงไปจนถึงพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มกปปส. เวทีสวนลุมพินี

นอกจากนี้กลุ่มการ์ด กปปส.ยังได้กระจายกำลังตรวจค้นตามซอยต่าง ๆ เพื่อหาตัวบุคคลต้องสงสัย รวมถึงใช้ไฟส่องตึกสูง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยด้วย

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวยังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมได้ เนื่องจากมีการปิดถนน และยังไม่มีบุคคลใดออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ประกอบกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้เข้าไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุ เนื่องจากไม่สามารถเข้าพื้นที่เกิดเหตุได้ อย่างไรก็ตามจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป.
2.อาลัยศพ ส.ต.ต. เหยื่อปะทะเดือดที่ผ่านฟ้า
จากกรณี ส.ต.ต.ศราวุธ ชัยปัญหา ผบ.หมู่ (ป.) สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่ถูกยิงที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา และได้เสียชีวิตลง เนื่องจากบาดเเผล และอาการบาดเจ็บรุนแรง โดยแพทย์พยายามช่วยยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถแล้ว

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 08.00น. วันที่ 25 ก.พ. ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ น.ส.อุสาห์ กองชัย อายุ 31 ปี ภรรยา ส.ต.ต.ศราวุธ พร้อมด้วยญาติ ๆ ได้เดินทางมารับศพ ส.ต.ต.ศราวุธ เพื่อไปปอบพิธีทางศาสนา ที่วัดตรีทศเทพวรวิหาร โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

น.ส.อุสาห์ เปิดเผยด้วยความเสียใจว่า คบหากับสามีกว่า 12 ปี และเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยมีลูกชายด้วยกัน1 คน อายุ 4 ขวบ สามีรักลูกชายมาก และครอบครัวกำลังจะเป็นไปได้ด้วยดี เพราะสามีเพิ่งสอบเป็น ส.ต.ต. และมาประจำสภ.บางละมุง จ.ชลบุรี ปกติมีนิสัยเป็นคนรักเพื่อนฝูง อัธยาสัยดีเป็นคนง่าย ๆ และหลังจากนี้จะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดตรีทศเทพวรวิหารแล้ว จะนำศพไปตั้งสวดพระอภิธรรม ที่วัดกระทิงลาย ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นเวลา 1 คืน จากนั้นนำศพไปบำเพ็ญกุศลต่อที่วัดพระปรางค์สีดา ต.สีดา อ.สีดา จ.นครราชสี อีก 3 วัน ก่อนมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันเสาร์ที่ 1 มี.ค.นี้

ทั้งนี้ มีรายงานว่า แพทย์นิติเวชฯ รพ.ตำรวจ ได้ระบุผลชันสูตรพลิกศพว่า ส.ต.ต.ศราวุธ ถูกกระสุนทำลายสมองเป็นเหตุให้เสียชีวิต.
1.ศิริราชเจ๋ง เปลี่ยนหัวใจเทียมสำเร็จเป็นรายแรก
แพทย์ศิริราชเจ๋ง ผ่าตัดใส่หัวใจเทียมผู้ป่วยรายแรกของไทยสำเร็จ หลังจากมีภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้ายมานาน ใช้ชีวิตประจำวันลำบากมาก กินยาก็ไม่ดีขึ้น ปลูกถ่ายหัวใจก็ไม่ได้ แพทย์จึงเสนอวิธีผ่าตัดใส่หัวใจเทียม หลังผ่าตัดแล้วสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทุกอย่าง แต่ค่าใช้จ่ายแพงลิ่วเกือบ 20 ล้านบาท

วานนี้ (24ก.พ.) ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จัดแถลงข่าว “ศิริราชผ่าตัดใส่หัวใจเทียมสำเร็จรายแรกของไทย” โดยมี ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลและผอ.โรงเรียนแพทย์ศิริราช เป็นประธาน

ทางด้าน ศ.นพ.ดำรัส ตรีสุโกศล หัวหน้าศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถกล่าวว่า หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดในร่างกายเปรียบเสมือนปั๊มน้ำ ถ้าปั๊มเสียก็ไม่สามารถเปิดน้ำได้ คนไข้โรคหัวใจล้มเหลวก็เช่นเดียวกัน ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ ซึ่งภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรงเป็นภาวะที่ประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ตามปกติซึ่งพบมากในผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง

โดยอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวนั้นจะมีอาการบวมที่ขา เหนื่อยง่ายอ่อนแรงง่าย ซึ่งในปัจจุบันมีการรักษามากมายตามความเหมาะสมของผู้ป่วยตั้งแต่การใช้ยา การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบ 2 ห้อง การใส่เครื่องป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจร สุดท้ายคือการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งมีข้อจำกัด คือเนื้อเยื่อผู้ให้จะต้องเข้ากันได้กับผู้รับ และจากความก้าวหน้าทางการแพทย์จึงมีการรักษาด้วยการผ่าตัดใส่หัวใจเทียมเป็นวิธีการรักษาที่มุ่งหวังให้โรคหายขาด ในกรณีผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัดใหญ่ได้

ขณะที่ ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ และผู้ผ่าตัดใส่หัวใจเทียมกล่าวว่าถึงแม้ว่าครั้งนี้จะเป็นผ่าตัดใส่หัวใจเทียมรายแรกของไทย แต่ไม่ได้หนักใจมากเพราะเรามีประสบการณ์ในการใส่เครื่องพยุงหัวใจมากว่า 20 รายแล้ว ซึ่งเป็นสถิติการใส่เครื่องพยุงหัวใจมากที่สุดในประเทศไทยและในทั่วโลกมีการใส่หัวใจเทียมชนิดนี้กว่า 1 หมื่นราย เพื่อทำงานแทนหัวใจเดิมในระหว่างที่ผู้ป่วยรอรับการปลูกถ่ายหัวใจ หรือทดแทนหัวใจเดิมในกรณีที่ไม่สามารถรับการปลูกถ่ายหัวใจได้

สำหรับเครื่องดังกล่าวมีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับหัวใจเทียมแต่ต่างกันที่ตัวปั๊มจะอยู่ภายนอกร่างกาย และสามารถใช้งานได้ 1–2 เดือน แต่หัวใจเทียมจะฝังอยู่ในร่างกายและสามารถทำงานแทนหัวใจเดิมใช้งานได้อย่างน้อย 10 ปี สำหรับผู้ป่วยรายนี้มีภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้ายไม่สามารถทำการปลูกถ่ายหัวใจได้ เพราะมีความดันโลหิตของปอดสูงมาก จึงมีความจำเป็นต้องใส่หัวใจเทียม

ผศ.นพ.ปรัญญา กล่าวอีกว่า เราได้ทำการผ่าตัดไปเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.56 การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี โดยหัวใจเทียมนี้จะฝังอยู่บริเวณใต้หัวใจเดิมตรงหน้าท้องส่วนบน จะมีท่อต่อจากหัวใจเดิม เพื่อดูดเลือดและสูบฉีดเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ผ่านหลอดเลือดเทียมทำงานแทนหัวใจเดิม โดยจะมีสายไฟคอยทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างหัวใจเทียม และเครื่องควบคุมซึ่งอยู่ภายนอกบริเวณหน้าท้องของผู้ป่วย โดยเครื่องควบคุมจะต่อเข้ากับแบตเตอรี่เมื่อชาร์จเต็มที่สามารถทำงานได้ 8 - 10 ชั่วโมง มีน้ำหนัก 2 กก.
อย่างไรก็ตาม แม้การใส่หัวใจเทียมแบบใหม่จะเป็นวิธีที่ดีแต่ขณะนี้ยังมีราคาแพง เฉพาะแค่ค่าอุปกรณ์ในโรงพยาบาลที่ใช้ในรายนี้กว่า 11 ล้านบาทและค่าอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยนำกลับบ้านอีก 7 ล้านบาท จึงมีวงจำกัดสำหรับผู้ป่วยที่จะใช้วิธีนี้ได้

ส่วน นายวีระกิตติ์ นวสินพงศ์สุข ผู้ป่วยที่ได้รับการใส่หัวใจเทียมรายแรก กล่าวว่า ตนมีภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้ายมานานใช้ชีวิตประจำวันลำบากมาก กินยาก็ไม่ดีขึ้น ปลูกถ่ายหัวใจก็ไม่ได้ แพทย์จึงเสนอวิธีผ่าตัดใส่หัวใจเทียมแต่พอรู้ว่าจะเป็นคนแรกที่ใช้วิธีนี้ในประเทศไทยก็ใจไม่ดี มีความกังวลอยู่บ้าง แต่คิดว่าถึงไม่ตายก็รอดมีทางเลือกแค่ 2 ทาง ถึงเสี่ยงก็ยอม แต่แพทย์ให้การยืนยันว่า มีโอกาสรอดสูงจึงมีความมั่นใจขึ้นมา

หลังจากผ่าตัดไม่ได้รู้สึกเจ็บมากอย่างที่คิดรุ่งขึ้นสามารถคุยเล่นได้ตามปกติ ฟื้นตัวได้เร็ว ทุกวันนี้ชีวิตดีขึ้นมาก สามารถทำอะไรเองได้ทุกอย่าง ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทุกอย่าง แต่ต้องระวังในเรื่องแผลบริเวณที่ผ่าตัดต้องล้างทำความสะอาดอย่างดี เพราะถ้าแผลเน่าจะอันตรายมาก ติดเชื้อถึงหัวใจได้ ระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำโดยเด็ดขาดและเรื่องตัวยาต่าง ๆที่แพทย์จะต้องมาดูแล.

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น