10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

update :6/2/2014 10:23
views : 1379
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/
ในช่วงรอบวันที่ผ่านมา มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และมีเหตุการณ์ไหนที่น่าสนใจ ทีมงาน toptenthailand ได้ทำการรวบรวมข่าวที่น่าสนใจนำมาให้ท่านแล้วในหัวข้อ 10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 หากไม่อยากตกข่าวห้ามพลาดเด็ดขาด
10.ม๊อบชาวนาสุดทนบุกล้อม”กระทรวงพานิชย์”
เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศของกลุ่มเกษตรกรชาวนา ที่ปิดถนนสายพระราม 2 หน้าหน่วยบริการประชาชนตู้ยามตำรวจทางหลวงวังมะนาว ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ว่า กลุ่มเกษตรกรยังคงปักหลักเป็นที่ 5 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินค่าจำนำข้าว โดยช่วงเช้าในแกนนําได้มีการจัดแถลงจุดยืนเพื่อนัดรวมชาวนาทั้งภาคตะวันตก ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม เพื่อเคลื่อนเข้าไปยังกระทรวงพานิชย์เพื่อทวงค่าจำนำราคาข้าว ที่ได้เข้าร่วมโครงการรับจำนำราคาข้าว ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 เป็นต้นมาเป็นเวลา 4 เดือนเศษ แล้ว ชาวนาจำนวนไม่น้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ได้รับเงิน สร้างความเดือดร้อนในการดำรงค์ชีวิตด้วยความยากลำบาก

โดยนายระวี รุ่งเรือง ประธานศูนย์ข้าวชุมชนภาคตะวันตก กล่าวว่า ตนเองและแกนนำชาวนาจากจังหวัดต่าง ๆ จะร่วมกันเดินทางบุกเข้ากรุงเทพฯ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการชุมนุมติดต่อกันหลายวันแล้ว แต่ทางรัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาเพื่อแก้ใขปัญหาแต่อย่างใด แสดงถึงความไม่จริงใจที่จะแก้ไขปัญหา ทำให้หลายคนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ทางเครือข่ายกลุ่มชาวนาภาคตะวันตก จึงได้มีการพูดคุยกับเครือข่ายทุกภาค เพื่อเคลื่อนไหวยกระดับการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ เพื่อเรียกร้องเงินรับจำนำข้าว โดยมีการนัดรวมกลุ่มชาวนาในเวลา 07.00-09.00 น. จากนั้นจะใช้ถนนเส้นทางเพชรเกษมไปรวมตัวกับชาวนาในจังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี จุดหมายคือ "กระทรวงพาณิชย์" ซึ่งกลุ่มชาวนาจะได้รถอีแต๋น รถไถ รถเกี่ยวข้าว รถทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการทํานา เดินทางไปเป็นขบวน เพื่อให้ผู้ที่มีอำนวจการตัดสินใจ ลงมาพบปะร่วมแก้ใขปัญหาโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรชาวนาในภาคตะวันตก ยังรวมตัวปิดบริเวณถนนพระราม 2 หลักกิโลเมตรที่ 83-84 ต.วังมะนาวเพื่อชุมนุมกดดันรัฐบาล เรียกร้องให้จ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าว และยังไม่เปิดให้รถยนต์ทุกชนิดผ่านโดยเด็ดขาดต่อไป.
9.กสม.ออกแถลงการณ์ประณามโจรใต้
เมื่อวันที่ 5 ก.พ. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กและสตรี ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง กสม. ได้แสดงความห่วงใยและความกังวลต่อการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยได้มีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและติดตาม รวมถึงการออกแถลงการณ์เพื่อประณามการใช้ความรุนแรงมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 57 ได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส จนเป็นเหตุให้ผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นเด็กจำนวน 3 ราย และได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวน 2 ราย และหนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นมารดาเด็กที่เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ประกอบกับขณะนี้ได้ตั้งครรภ์อยู่ด้วย

แถลงการณ์ระบุอีกว่า กสม. ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อผู้ที่เสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมไปถึงครอบครัวของบุคคลดังกล่าว ตลอดจนความห่วงใยในสวัสดิภาพของประชาชนในพื้นที่ และขอประณามการกระทำของผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ผิดต่อกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งห้วงระยะเวลาที่ก่อความไม่สงบ เกิดขึ้นภายหลังที่ผู้สูญเสียกลับจากประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และผู้ที่เสียชีวิตเป็นเด็กสตรี และประชาชนผู้บริสุทธิ์ กสม.

ในแถลงการณ์ระบุอีกว่า ขอเสนอแนะให้ทุกภาคส่วนคำนึงและควรปฏิบัติดังนี้
1.รัฐบาล กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และหน่วยงานด้านความมั่นคง ต้องเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว และรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณชน

2. รัฐบาลควรเพิ่มมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย แก่ประชาชนในพื้นที่ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กลุ่มเด็ก สตรี และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้องได้รับการคุ้มครอง เพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข ด้วยความร่วมมือของภาคประชาชนในการเฝ้าระวัง และการป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ให้กลับคืนมา

3. รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาความเสียหาย ฟื้นฟูจิตใจและความบอบช้ำของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ กสม. จะติดตามผลการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์ต่อไป และจะติดตามการละเมิดสิทธิในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ทราบต่อไป.
8.”กษิต” เชื่อเนรเทศ ”สาธิต”เป็นประเด็นการเมือง
เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่เวทีการชุมนุม กปปส. บริเวณแยกปทุมวัน นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศรส.) สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเนรเทศนายสาธิต เซกัล นักธุรกิจชาวอินเดีย ในฐานะแกนนำ กปปส.ออกนอกประเทศ เนื่องจากร่วมกระบวนการขับไล่รัฐบาลกับกลุ่ม กปปส. ว่า เรื่องนี้ต้องไปพิจารณาข้อมูลว่าจะดำเนินการกับนายสาธิตด้วยฐานความผิดใด ทั้งนี้ตนมองว่าสิ่งที่ ศรส.ทำเป็นประเด็นทางการเมืองที่ต้องการเล่นงานนายสาธิตเท่านั้น เพราะรัฐบาลพยายามที่จะใช้มาตรการทางกฎหมาย ทั้งที่ตนเองไม่มีอำนาจหรือข้อกฎหมายที่ชัดเจนในการดำเนินคดี และที่ยิ่งกว่านั้นคือรัฐบาลเองก็ไม่เคารพกฎหมายหลายเรื่อง แต่กลับดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อรักษาอำนาจตัวเอง เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่านายสาธิตมีสิทธิเป็นพลเมืองไทยหรือไม่ เพราะอยู่ประเทศไทยมานาน มีการทำธุรกิจ มีการเสียภาษีหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมอีก ไม่ใช่ว่า ศรส.อยากเนรเทศก็ดำเนินการได้ และตนก็ไม่แน่ใจว่า ศรส.มีอำนาจสั่งให้ดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นนายสาธิต ควรจะมีการดำเนินการส่งทนายไปต่อสู้ตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

เมื่อถามว่าหากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไขใด ๆ จนเป็นเหตุให้นายสาธิต ต้องออกนอกประเทศ จะกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ตนมองว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะประเด็นนี้ไม่ได้ทำให้ไปไกลถึงจุดนั้น.
7.กรมอุทยานฯ สั่งตรวจความเสียพืชป่า”แม่คะนิ้ง”หลายพื้นที่
เมื่อวันที่ 5 ก.พ.นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ลดต่ำลงกว่า 1 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลามากกว่า 7 วันในบางพื้นที่ ทำให้มีผลกระทบต่อพันธุ์ไม้บางชนิด ตนจึงได้แจ้งให้อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือดำเนินการตรวจสอบว่าพันธุ์ไม้ชนิดใดบ้างที่ได้รับผลกระทบจากอากาศที่หนาวเย็น เช่น ใบแห้งตาย ต้นแห้งตาย การตายเป็นแบบถาวรหรือชั่วคราว ใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวกี่วัน โดยให้มีการวางแปลงตัวอย่างหรือติดตามผลกระทบในพื้นที่อย่างต่อเนื่องทุกวันตลอดช่วงที่อากาศหนาวเย็น

นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมามีรายงานจากหลายพื้นที่ว่ามีพันธุ์ไม้บางชนิด ใบแห้งตายจึงได้มีการศึกษาชนิดพันธุ์พืชที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสัตว์กินพืชต่อไปในอนาคต โดยรายงานจากอุทยานฯ ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก แจ้งว่าในช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาเกิดแม่คะนิ้งขึ้นมากที่สุดในรอบปี และเกิดขึ้นกับต้นไม้ใหญ่หลายชนิด ส่วนใหญ่เกิดกับต้นปอ ส้าน เฟิร์นมหาสดำเฟิร์นขนาดเล็ก กล้วยป่า และต้นหญ้า ซึ่งต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เกิดแม่คะนิ้งเกาะจะทำให้เกิดใบและกิ่งเหี่ยวแห้งตายลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนลำต้นยังไม่เกิดผลกระทบ ส่วนต้นไม้ขนาดเล็ก เช่น เฟิร์นขนาดเล็กและต้นหญ้าที่เกิดแม่คะนิ้งเกาะนั้น ใบและลำต้นแห้งตายเป็นส่วนใหญ่ โดยให้แต่ละพื้นที่เร่งสรุปผลการดำเนินการเพื่อจัดเตรียมฐานข้อมูลไว้สำหรับอนาคต หากสภาพอากาศมีความเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้เกิดภาวะหนาวเย็นติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะมีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร เพราะอาจจะส่งผลต่อระบบนิเวศทั้งพืชและสัตว์ทั้งหมด.
6.ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ”สุเทพ”และพวกรวม 19 คน ข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุนเฉินฯ
ที่ห้องพิจารณาคดี 803 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา13.30 น. วันที่ 5 ก.พ. ศาลอ่านคำสั่งขอออกหมายจับ กรณีที่ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พร้อมคณะได้ยื่นคำร้องเพื่อขอศาลอนุมัติหมายจับแกนนำกปปส. จำนวน 19 ราย ประกอบด้วย 1.นายสุเทพเทือกสุบรรณ 2.นายสาธิต วงศ์หนองเตย 3.นายชุมพล จุลใส 4.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 5.นายอิสระ สมชัย 6.นายวิทยา แก้วภราดัย 7.นายถาวร เสนเนียม 8.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 9.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 10.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก 11.นายนิติธร ล้ำเหลือ 12.นายอุทัย ยอดมณี 13.เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ 14.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ 15.นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรือนายอมรอมรรัตนานนท์ 16.นายกิตติชัยใสสะอาด 17.นายสำราญ รอดเพชร 18.นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และ 19.นายพานสุวรรณ ณ แก้ว ในข้อหากระทำผิดตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา11(1) และมาตรา 12

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ร้องเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ.2548 โดยมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กทม.และปริมณฑลและประกาศให้พนักงานที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้ประกอบกับพยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลทั้ง 18 ปากพยานเอกสาร วัตถุพยาน เช่นแผ่นวีซีดี บันทึกภาพเคลื่อนไหวเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
จึงทำให้รับฟังว่ามีเหตุผลเพียงพอว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 19 รายจะเป็นผู้ร่วมกระทำการ ผู้ใช้ ผู้โฆษณา หรือผู้สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงอนุญาตให้จับกุมผู้ต้องสงสัยทั้ง 19 รายได้จนกว่าสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงนั้นจะถูกยกเลิก โดยให้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการจับกุมต่อศาลทุก 3 เดือนจนกว่าจะจับกุมตัวได้ และเมื่อจับกุมได้แล้วให้นำไปควบคุมไว้ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค1 ตำบลคลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี มีกำหนดเวลาเท่าที่จำเป็น แต่ไม่เกิน 7 วันนับตั้งแต่วันจับกุม

พร้อมทั้งให้จัดทำรายงานการจับกุมและควบคุมตัวแนบภาพถ่ายผู้ถูกจับกุมเสนอต่อศาลอย่างช้าภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่วันที่จับกุมได้ และจัดทำสำเนารายงานนั้นไว้ที่ทำการของผู้ร้อง เพื่อให้ญาติหรือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจของบุคคลนั้น สามารถตรวจดูได้ตลอดระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว หากผู้ร้องไม่กระทำการดังกล่าวข้างต้นศาลอาจเพิกถอนหมายจับ หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรต่อไป และเมื่อครบกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ศาลออกหมายจับและควบคุมตัว หากยังไม่สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้ ศาลอาจเรียกผู้ร้องมาสอบถามหรือเพิกถอนหมายจับและควบคุมตัวนั้น

ทั้งนี้ ท้ายคำสั่งศาลได้ออกข้อกำหนดห้ามผู้ร้อง หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการตามหมายนี้ทั้งหมด นำหมายจับของศาลไปเผยแพร่ โดยการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพ โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ เพื่อนำไปเผยแพร่ ทางอินเตอร์เน็ต ไลน์ เฟสบุ๊คหรือสื่อออนไลน์ใดๆ ที่เป็นการเผยแพร่ทางสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย และห้ามนำหมายจับของศาลไปทำสำเน าหรือนำไปเผยแพร่อันก่อให้เกิดความเสียหายด้วยวิธีการใดๆ เช่นนำไปโปรยทางเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์แก่ประชาชน หากฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าวจะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล
5.เอ็ม 16 ดักยิงถล่มหนุ่มกรีดยางร่างพรุน
เมื่อเวลา 00.15 น.วันที่ 6 ก.พ. พ.ต.ท.วิเชษฐ์ สุวรรณโน สารวัตรเวรสอบสวน สภ.เหนือคลอง จ.กระบี่ รับแจ้งเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต ภายในสวนยางพาราบ้านห้วยมัด หมู่ 6 ต.ห้วยยูง อ.เหนือคลอง จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและหน่วยกู้เทศบาลเหนือคลอง

พบศพนายไพบูลย์ บุญมาทัน อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/125 ถนนวัชระ ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ สภาพนอนหงายจมกองเลือดอยู่ในชุดกรีดยาง มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ศีรษะและบริเวณลำตัว รวมกว่า 20 นัด ห่างกันประมาณ 20 เมตร พบรถจักรยายนต์ผู้ตายสภาพเก่าไม่ติดป้ายทะบียนจอดอยู่ และบริเวณที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวนหนึ่ง จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ จ.อ่างทอง และได้มาพักอาศัยอยู่ในตัวเมืองกระบี่ เพื่อรับจ้างกรีดยาง ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้ขับรถจักรยายนต์มาจอดที่ตีนเขา จากนั้นได้เดินเท้าเข้าไปประมาณ 20 เมตร ก่อนถึงขนำ คาดว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวนมาดักซุ่มรออยุ่ก่อน จากเมื่อเห็นผู้ตายเดินมาจึงใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่จนเสียชีวิตก่อนหลบหนีไป เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด คาดว่าขัดแย้งส่วนตัวหรือขัดผลประโยชน์ในธุรกิจบางอย่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนสอบสวนให้แน่ชัดต่อไป
4.”สุเทพ”โวคนไม่เอารัฐบาลเพียบ
เมื่อเวลา 19.20 น. วันที่ 5 ก.พ. ที่เวทีปราศรัยแยกปทุมวัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ขึ้นเวทีปราศรัยว่า ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับรัฐบาล จากข้อมูลพบว่าเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 49 ล้านคน แต่คนไปใช้สิทธิ 19.6 ล้านคนเท่านั้น ถือว่าน้อยที่สุดในประวัติศาตร์การเลือกตั้ง และหากดูจากคะแนนจากการใช้สิทธิเลือกตั้งมีบัตรเสีย 2.3 ล้านคน

ขณะที่ไปใช้สิทธิจริงแต่โหวตโนจำนวน 3.3 ล้านคน สรุปได้ว้าคนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมี 5.6 ล้านคน ที่ต่อต้านรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์และระบอบทักษิณ อีกทั้งที่มีความชัดเจนคือวันนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 49 ล้านคนทั่วประเทศนั้นมี 35 ล้านคนที่ไม่เอารัฐบาลและระบอบทักษิณ

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า การที่นางยินดี วัชระพงษ์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ส่งจดหมายให้ความเห็นกฎหมายว่า การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ไม่สำเร็จ เพราะการเลือกตั้งทั่วไปต้องทำพร้อมกันวันเดียวทั่วประเทศ รวมทั้งรัฐบาลได้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว แต่กฎหมายเขียนไว้ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อจนกว่ามีรัฐบาลใหม่ มีปัญหาว่า จะไม่มีรัฐบาลเกิดขึ้นแน่นอน และเป็นหน้าที่ของกปปส. ที่ต้องแจ้งให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องหยุดปฏิบัติการ เพราะหมดหน้าที่แล้ว รวมทั้งขอให้กปปส. แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าคณะรัฐมนตรีหมดอำนาจหน้าที่

การปฏิบัติการใด ๆ หรือทำตามคำสั่งผิดกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญาเป็นการส่วนตัว และวันนี้(5ก.พ.) ตนทำหนังสือความเห็นทางกฎหมายของนางยินดีส่งถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยลงชื่อนายสุเทพ พร้อมบอกให้รู้ว่ากปปส.แจ้งมาให้ทราบว่าคณะรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติการ การดำเนินการใดๆ ต่อไปนี้ผิดรัฐธรรมนูญ ใครดำเนินการตามต้องรับผิดชอบแพ่งและอาญา

นอกจากนี้ยังส่งหนังสือดังกล่าวถึงนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผอ.ศรส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผบ.ตร. และพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. รวมถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. และพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. รวมทั้งนายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้วย
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า การที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ข้อหาผิดพ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินต้องดูต่อไป เพราะวันที่ 6 ก.พ. ศาลแพ่งนัดไต่สวนกรณีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. ร้องว่าการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มิชอบ เพราะประกาศใช้ทั้งที่ไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน และแม้จะจับกุมได้ก็ไม่มีโทษรุนแรงอะไร ตนถือว่าธรรมดา แต่ข้องใจและต้องคิดบัญชีต่อไปว่า เมื่อประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ห้ามพกอาวุธ ห้ามใช้ถนน 26 สาย และห้ามใช้สื่อโฆษณาปลุกระดมมาก่อเหตุ

ต้องถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า เหตุปะทะที่แยกหลักสี่ กทม. นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ใช้วิทยุชุมชนปลุกระดมคน 400 คน ให้ออกมาชุมนุมที่แยกหลักสี่ เหตุใดจึงไม่จับ และที่น่าเจ็บใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่สรุปฝ่ายไหน แต่ตำรวจสรุปว่าเป็นกปปส. ขณะที่นายวุฒิพงศ์กล่าวหาว่า ทหารทำ และต้องขอบคุณทหารที่ส่งทหารเสนารักษ์ สารวัตรทหาร มาช่วยดูแลผู้ชุมนุมโดยไม่มีอาวุธ ส่วนนายวุฒิพงศ์นั้น ตำรวจเลี้ยงเอาไว้ จึงต้องปกป้องและคุ้มครอง เห็นได้จากวันเกิดเหตุผู้กำกับสน.ดอนเมือง แถลงว่านายวุฒิพงศ์ไม่เกี่ยวกับเหตุดังกล่าว ทั้งที่นายวุฒิพงศ์อยู่ในรถตู้และมีอาวุธ อีกทั้งใช้สื่อวิทยุปลุกปั่นเหตุใดไม่จับ

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า การที่นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ถูกลอบยิง และขณะนี้มีการนำนายขวัญชัยมารักษาตัวต่อภายในกทม. โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไปรับตัวนั้น ตนถามว่านายขวัญชัย เป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งใช่หรือไม่ มียศอะไร รอให้เสร็จเรื่องนี้ จะตรวจสอบว่าใครเป็นคนสั่งให้ใช้เฮลิคอปเตอร์ครั้งนี้ ส่วนการที่ ร.ต.อ.เฉลิม ท้าให้มีการไปชุมนุมที่หน้าศรส.นั้น จะไปอย่างแน่นอน ขอให้รอสักพัก ประชาชนไม่เห็นร.ต.อ.เฉลิมอยู่ในสายตา เพราะกระจอก รวมทั้งกรณีที่จะเปิดสถานที่ราชการให้ได้ภายในวันที่ 6 ก.พ. ก็จะรอดูว่าเปิดได้กี่แห่ง และวันที่ 7 ก.พ.จะดูว่าปิดได้อีกกี่แห่ง

ส่วนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ไปทำงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมเกณฑ์กำลังดูแลจำนวนมาก ขอให้อยู่ตรงนั้น หากออกมาเมื่อไหร่เสร็จทันที ทั้งนี้ขอให้ฟิตซ้อมร่างกายให้ดี เพราะกำลังออกแบบอยู่ว่าชุมนุมใหญ่เมื่อไหร่จะจัดการอย่างไร
3.ลอบสังหาร “แม้ว” โหรฟันธง 19 ก.พ.!!
ชี้“แม้ว”ดวงตกถูกลอบฆ่า

วันเดียวกัน ที่ จ.สุรินทร์ น.ส.สิริยากร มีสุข หรือหมอก้อยฟ้า นักพยากรณ์ดวงชะตาชื่อดัง กล่าวว่า จากการตรวจดูดวงชะตาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม นับจากนี้จะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายพอสมควร เพราะเกิดเดือน ส.ค. ปีมะแม จะวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องของบริวารมากกว่า 8 เรื่องจะมีคำพูดคำจาที่ขัดแย้งกันทางการเมืองพอสมควร วันที่ 19 ก.พ. นี้จะเกิดอาเพศความปั่นป่วนวุ่นวายจากฝ่ายตรงข้าม และความวุ่นวายทางการเมืองจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ส.ค. จึงจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งนี้ในช่วงวันที่ 19 ก.พ. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในช่วงดวงตกและมีเกณฑ์ถูกลอบสังหาร


“ปู”ยันมีความชอบธรรม

ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ว่า รัฐบาลทำตามขั้นตอนของกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีเจตนาตามที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา
ส่วนกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ระบุว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมที่จะทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการ เนื่องจากหลังการเลือกตั้งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น นายกฯ กล่าวว่า พูดหลายครั้งแล้วว่า ตนมีหน้าที่ต้องทำงานรักษาตำแหน่งนี้ภายใต้ข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกหาว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนนี้ กกต. ก็ต้องเร่งจัดการเลือกตั้งซ่อมให้มีจำนวน ส.ส. ให้ครบ
2.ความหนาวเย็นจากเทือกเขาหิมาลัย ทำใหมีอากาศหนาวเย็นในภาคเหนือ
กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานพยากรณ์อากาศประจำวันที่ 6 ก.พ. ลักษณะอากาศทั่วไปเมื่อเวลา 04:00 น. ลมตะวันตกเฉียงเหนือในระดับบนยังคงพัดพาความหนาวเย็นจากเทือกเขาหิมาลัยเข้ามาปกคลุมภาคเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย และมีลมตะวันออกพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนได้บางแห่ง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน โอกาสมีฝนตกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคเหนือ มีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาหลายพื้นที่ ทางตอนบนของภาคอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศาเซลเซียส ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอย อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 17-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภู อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-18 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วนกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-18 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วนกับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร
1.เปิดใจ’ไพรินทร์’ ซีอีโอ ปตท.แจงทุกอย่างโปร่งใส
มีหลายคำถาม... ที่ยังค้างคาใจคนไทยหลายคนว่า บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ไทยที่ติดอันดับโลก ทำไม? จึงขายน้ำมันแพงกว่ามาเลเซีย ทำไม? ปตท. ถึงได้ผูกขาดการทำธุรกิจ ทำไม? ปตท. ถึงกำไรอู้ฟู่ ทำไม? ไม่ลดราคาน้ำมัน และอีกสารพัดคำถาม

หลากหลายคำถามที่ยังเป็นข้อฉงนสงสัยกับประชาชน ทั้งที่บริษัท ปตท. เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีขั้นตอนการตรวจสอบการดำเนินงานอย่างโปร่งใส แต่ยังไม่สามารถคลี่คลายปมได้อย่างหมดจด...

“หลายประเด็นที่ ปตท. ถูกหยิบยกมาโจมตี เป็นเรื่องเก่า ที่มีข้อพิสูจน์ในข้อเท็จจริงหมดแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมยังหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้มาพูดมาตั้งคำถาม สิ่งเหล่านี้เป็นคำพูดที่บิดเบือน เป็นการให้ร้าย ปตท. ทำให้เกิดการเกลียดชัง และพยายามนำ ปตท. เข้าไปเกี่ยวโยงกับการเมือง ทั้งที่ ปตท. วางตัวชัดเจนว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ครั้งนี้...เรายอมไม่ได้แล้ว ใครมาบิดเบือนข้อเท็จจริง ปตท.จะดำเนินคดีอย่างเข้มข้นขึ้น ที่ดำเนินคดี ไม่ใช่ว่าให้ร้าย ปตท. อย่างเดียว แต่ที่ยอมไม่ได้คือ การทำให้คนไทยเข้าใจผิด ถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก” ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. กล่าวด้วยอารมณ์อัดอั้นตันใจ

ซีอีโอ ปตท. ชี้แจงถึงข้อกล่าวหาที่ว่า ปตท.ผูกขาดในธุรกิจน้ำมัน ทำให้ขายราคาน้ำมันแพงกว่าประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียนั้น ประเด็นการกำหนดราคาน้ำมัน ปตท.ไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคา ปตท.เป็นเพียงผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเท่านั้น มีหน่วยงานทางภาครัฐเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมัน และมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เป็นผู้ดูแลอีกทอดหนึ่ง ขณะเดียวกัน ปตท.มีสัดส่วนแบ่งทางการตลาดเพียง 37 % เท่านั้น ไม่ได้ผูกขาด ยังมีผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันอื่น ๆ อีกถึง 63 %

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ปตท.มีส่วนช่วยผลักดันการลดราคาน้ำมันขายปลีกได้เร็วขึ้น ในภาวะราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง หรือในภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ปตท.จะชะลอการปรับขึ้นราคา โดยตลอดทั้งปี 56 ปตท. ได้ชะลอการปรับขึ้นราคาน้ำมันในกลุ่มเบนซินจำนวน 19 ครั้ง กลุ่มดีเซล 11 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าลดผล กระทบจากการปรับราคาประมาณ 474 ล้านบาท

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมราคาน้ำมันมาเลเซีย ถูกกว่าน้ำมันของไทยนั้น ต้องเข้าใจว่า มาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิต และส่งออกน้ำมันอย่างแท้จริง ไม่ต้องเสียภาษีน้ำมัน ไม่เหมือนไทย ที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 80% โดยโครงสร้างราคาน้ำมันในไทย แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เนื้อน้ำมัน ค่าการตลาด และภาษีกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงทำให้ราคาน้ำมันในไทยสูงกว่ามาเลเซียอยู่แล้ว โดยปี 56 ค่าการตลาดของ ปตท. มีเพียงลิตรละ 1.41 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ลิตรละ 3–4 บาท และกำไรจากการขายน้ำมันของ ปตท. ถือว่า ต่ำมากเมื่อเทียบกับบริษัทน้ำมันระดับโลก โดยกำไรของ ปตท. ตั้งแต่การแปรรูปในปี 44–55 ได้นำส่งรัฐมูลค่า 523,687 ล้านบาท เพื่อไปพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตามบางคนพูดง่าย ๆ ว่า ถ้าปฏิรูปพลังงานแล้ว จะสามารถลดราคาน้ำมันได้ 5 บาททันที เป็นคำพูดที่พูดโดยไม่รับผิดชอบ อยากถามว่า การลด 5 บาท จะลดราคามาจากไหน จะให้ลดราคาไม่ต้องเสียภาษีหรือ ในแต่ละปี ปตท.เสียภาษีให้ภาครัฐปีละ 5–6 หมื่นล้านบาท คนพูดจะหารายได้มาเสียภาษีแทนหรือไม่ ยิ่งตอนนี้สิ่งที่น่ากังวลคือ คนที่พูดเป็นผู้มีการศึกษา แต่พูดในเรื่องผิด ๆ เป็นการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งก็ไม่ทราบว่า มีเจตนาแอบแฝงอะไรหรือไม่

“การบิดเบือนข้อมูล เริ่มตั้งแต่บอกว่า ไทยมีน้ำมันดิบมากมาย น้ำมันนำเข้าจริง ๆ ไม่ได้มาจากต่างประเทศ แต่มาจากอ่าวไทย คนพูดเหมือนเอามือปิดฟ้าเอาไว้ แต่ปิดไม่มิด เพราะข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้จากตัวเลขการนำเข้าต่าง ๆ ไปดูที่กรมศุลกากรได้เลย ถ้าอยากพูดบิดเบือนแบบนี้ ทำไมคนพูดไม่ไปขอสัมปทานแล้วขุดน้ำมันเองเลย ยืนยันว่า ตอนนี้ไทยผลิตน้ำมันได้แค่บางส่วนเท่านั้น แต่เวลากระทรวงพลังงาน บอกการผลิตพลังงานที่ได้ เขาจะรวมการผลิตก๊าซธรรมชาติกับน้ำมัน เป็นหน่วยของน้ำมันอย่างเดียว เพราะก๊าซธรรมชาติมีหน่วยเป็นล้านลูกบาศก์ฟุต ส่วนน้ำมันเป็นบาร์เรล เวลาเปรียบเทียบเขาก็รวมกัน ไม่เช่นนั้นนับลำบาก คนที่พูดก็น่าจะรู้ข้อเท็จจริง เพราะมีการแจ้งไว้อยู่แล้ว แต่พอมาพูดมาเหมารวมกันว่า ไทยผลิตน้ำมันได้ 800,000 บาร์เรล ถือเป็นการบิดเบือนข้อมูลทั้ง ๆ ที่รู้”

ทุกวันนี้ ปตท. ได้ปฏิบัติภารกิจที่สำคัญที่สุด คือ การให้ความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น ประชาชนยังได้ใช้พลังงานอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม ซึ่ง ปตท.เป็นบริษัทที่อยู่ใน ตลท. และเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส หลาย ๆ ข้อมูลที่มีการบิดเบือน ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี ถือหุ้นใหญ่ ก็สามารถตรวจสอบได้ เพราะกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือคดีอื่น ๆ ของ ปตท. ทุกคดีก็จบโดยกระบวนการทางศาลแล้ว

สุดท้าย “ซีอีโอ ปตท.” ย้ำว่า ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ ปตท. สิ่งที่ขอเพียงอย่างเดียวคือ... อย่าบิดเบือนข้อมูลที่เป็นเท็จ เพราะถือเป็นเรื่องบาปมหันต์มาก ที่ทำให้คนไทยเข้าใจผิดกันเอง

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น