10 อันดับ ข่าวต่างประเทศประจำวันที่ 16 มกราคม 2557

update :16/1/2014 10:00
views : 1767
ที่มา : www.toptenthailand.com
ในช่วงวันที่ผ่านมานั้นรอบโลกมีข่าว และเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในแวดวงการเมือง ข่าวอาชญกรรม ทีมงาน toptenthailand ย่อโลกมาให้ท่านแล้วในหัวข้อ 10 อันดับ ข่าวต่างประเทศประจำวันที่ 16 มกราคม 2557
10.หนุ่มออสซี่คันหู ผงะ! เจอแมลงสาบชอนไชนอนเล่นในหู
สำนักข่าวบีบีซีของออสเตรเลีย รายงานว่า ทีมแพทย์ต้องช่วยเหลือหนุ่มชาวออสซี่ที่เจ็บปวดอย่างทรมาน เนื่องจากมีแมลงสาบเข้าไปอาศัยอยู่ในช่องหู แม้จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำเจ้าแมลงสาบตัวดังกล่าวออกมาด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ตามรายงานระบุว่า ชายหนุ่มชาวเมืองดาร์วิน ทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย ที่มีชื่อว่า นายเฮนริค เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หลังจากเขาพบว่ามีตัวอะไรสักอย่าง เข้าไปในช่องหู มีเสียงดังก้องน่ารำคาญอยู่ต่อเวลา อีกทั้งยังรู้สึกเจ็บปวดเวลาที่เจ้าตัวดังกล่าวอยู่ลึกเข้าไปในช่องหู

นายเฮนริค เปิดเผยว่า เช้าวันหนึ่งเขาตื่นนอนตอนเช้า แล้วพบว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ภายในช่องหู มีอาการเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นแมงมุมพิษไต่เข้าไป เขาพยายามแคะล้วงออกมาแต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องหาวิถีสารพัด ทั้งใช้เครื่องดูดฝุ่น หรือ ฉีดน้ำเข้าใบหู จนอาการเจ็บปวดเริ่มทรมานขึ้นเรื่อยๆ และต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

เบื้องต้น แพทย์ได้ลองหยอดน้ำมันเข้าไปในช่องหู แต่ปรากฏว่าเจ้าตัวดังกล่าวกลับอยู่ลึกเข้าไปในช่องหูขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านไป 10 นาที สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในหูเริ่มหยุดลง คาดว่าเจ้าตัวดังกล่าวน่าจะสิ้นฤทธิ์และเสียชีวิตอยู่ในช่องหู ก่อนที่แพทย์จะค่อยๆ ใช้คีมคีบเจ้าตัวนั้นออกมา และพบว่าคือ แมลงสาบ ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ที่ชอนไชเข้าไปอยู่ในหูเขา
9.กลุ่มหนุนมอร์ซีปะทะจนท.อียิปต์ดับ11ราย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุปะทะกันระหว่างกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลอียิปต์ กับกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมูฮัมเหม็ด มอร์ซี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย การปะทะกันดังกล่าวเกิดขึ้นในวันแรกของการลงประชามติที่จะใช้เวลา 2 วัน เพื่อขอความเห็นจากประชาชนที่มีต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหากมีการบังคับใช้จะถูกนำมาแทนที่รัฐธรรมนูญเดิมที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลาม ที่ผ่านการพิจารณาในช่วงที่ประธานาธิบดีมอร์ซียังดำรงตำแหน่ง ก่อนจะถูกกองทัพทำรัฐประหารไปในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้เหตุปะทะดังกล่าวยังส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 28 คน
8.การลงมติรธน.อียิปต์วัน2บรรยากาศยังครึกครื้น
การลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่ 2 ชาวอียิปต์ ยังเดินทางมาร่วมใช้สิทธิ์กันอย่างครึกครื้น เชื่อ มติครั้งนี้ชี้ขาดความต้องการแน่นอน
สื่อผู้ดีอังกฤษ รายงานสถานการณ์ความคืบหน้า ในระหว่างการลงประชามติ ในวันนี้ (15 ม.ค.) ล่วงเลยมาเป็นวันที่ 2 ของการลงประชามติแล้ว ชาวอียิปต์ส่วนใหญ่ที่เดินทางมาลงคะแนนเสียง รับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แสดงความมั่นใจว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจากชาวอียิปต์อย่างแน่นอน
โดยการลงประชามติ ในวันแรกได้ผ่านพ้นไปแล้ว พร้อมกับรายงานความรุนแรงบางจุด ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และหลังจากที่การลงประชามติ เพื่อรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอียิปต์นั้น กองกำลังยังคงแสดงโดยภาพรวมว่ามีการดำเนินการไปอย่างสงบเรียบร้อยแต่ก็มีรายงานว่าเกิดเหตุรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต่อต้านรัฐประหารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต อย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 28 คน โดยก่อนหน้าที่จะเปิดหีบลงคะแนนเสียงนั้น ได้เกิดเหตุระเบิดด้านหน้าศาลในเมืองอิมบาบา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับกรุงไคโร แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ หรือ เสียชีวิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น แต่ประชาชนก็ยังเดินทางมาลงประชามติ แม้ว่าบางคูหาจะมีผู้มาใช้สิทธิ์กันบางตา แต่เชื่อว่าการลงประชามติในครั้งนี้ จะผ่านพ้นตามจุดประสงค์หลักความต้องการของชาวอียิปต์อย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้กองกำลังรักษาความปลอดภัยก็เตรียมพร้อมระดมกำลังเพิ่มเติมมากขึ้นเพื่อป้องกันความรุนแรงอีกระลอก
7.ไฟไหม้โรงงานทำรองเท้าในจีนดับ16เจ็บ5
สำนักข่าวต่างประเทศ อ้างอิงจากสำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยท้องถิ่น ได้รับแจ้งในวันนี้ (15 ม.ค.) ว่า เกิดอุบัติเหตุไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ที่โรงงานผลิตรองเท้าแห่งหนึ่ง บริเวณตะวันออกของจีน อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 5 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าให้การช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว

ขณะทางด้านเจ้าหน้าที่ของศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวรายงานว่า พื้นที่เกิดเหตุในบริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่ทำงาน สำหรับประชาชนผู้ยากไร้ ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยของสถานที่ทำงานในแต่ละที่ เชื่อว่าต่ำกว่าเกินมาตรฐานกำหนดอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ประเทศจีนซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก มักปรากฏเป็นวัติกาลในเรื่องที่ไม่ค่อดีนัก ในส่วนของระบบความปลอดภัยที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนบางรายมักจะฉวยโอกาสทอง กอบโกยผลกำไรจากการผลิตและส่งออก แต่มักไม่ใส่ใจรายละเอียดในเรื่องความปลอดภัยของคนงาน

อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุที่มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่อุตสาหกรรมของจีน จะปรากฏสาเหตุเดียวกันเห็นได้อย่างชัดเจนในอุบัติเหตุอุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่ถ่านหินขนาดใหญ่ที่ผ่านมา
6.คาร์บอมบ์หลายระลอกในอิรักตายเจ็บเป็นร้อย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ว่าเกิดเหตุลอบวางระเบิดรถยนต์ หรือคาร์บอมบ์ อย่างน้อย 7 ครั้ง และระเบิดข้างถนนอีก 2 ครั้ง รอบกรุงแบกแดด เมื่อวันพุธ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันอย่างน้อย 73 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

จุดที่มีความรุนแรงมากที่สุดอยู่ที่เมืองบาคูบา ทางตอนเหนือของกรุงแบกแดด โดยระเบิดที่เกิดขึ้นภายในงานศพแห่งหนึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 21 คน ขณะที่เขตอัล-จุลเลาะห์ ทางตอนเหนือของกรุงแบกแดด ซึ่งมีชาวชีอะห์อาศัยอยู่มาก แรงระเบิดจากคาร์บอมบ์ที่เกิดขึ้นด้านนอกตลาดถึง 2 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ

สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) รายงานว่า ปี 2556 ที่เพิ่งผ่านพ้นเป็นปีที่มีชาวอิรักเสียชีวิตจากเหตุรุนแรงและนองเลือดมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งจำนวนอยู่ที่เกือบ 8,000 ศพ และส่วนใหญ่เป็นพลเรือน อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตในปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่กองทัพยังคงต่อสู้กับหลุ่มนักรบติดอาวุธหัวรุนแรงทางศาสนา ที่มีกลุ่มอัล-กออิดะห์หนุนหลัง และยึดครองจังหวัดอันบาร์ ทางตะวันตกของประเทศมาตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ ซึ่งการสู้รบทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ศพ
สหรัฐพักงานทหารอากาศ 34 นายร่วมกันโกงสอบวัดความรู้
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ว่านางเดบราห์ ลี เจมส์ เลขาธิการกองทัพอากาศสหรัฐ แถลงเกี่ยวกับการสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ทหาร 34 นาย ยศระหว่างนาวาอากาศตรีถึงนาวาอากาศเอก ซึ่งประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศมอลม์สตรอม ในรัฐมอนแทนา ทางตะวันตกของประเทศ ฐานเจตนาร่วมกันทุจริตสอบวัดความชำนาญด้านภารกิจนิวเคลียร์ ที่รวมถึงการปล่อยขีปนาวุธ โดยใช้วิธีส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ

ทั้งนี้ มาตรการสั่งพักงานรวมถึงการระงับใบอนุญาตผ่านด่านตรวจของทหารทั้ง 34 นาย ขณะที่ทหารสังกัดหน่วยขีปนาวุธทั้งหมดจะต้องเข้ารับการสอบสวนทางวินัยจากคณะกรรมการของกระทรวงกลาโหม

กรณีอื้อฉาวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังกองทัพอากาศสั่งปลด พลอากาศตรี ไมเคิล แครี ออกจากตำแหน่งผู้บังคับบัญชาหน่วยรบที่ 20 ซึ่งรับผิดชอบดูแลคลังขีปนาวุธพิสัยไกลทั้งหมดของสหรัฐ เมื่อเดือนต.ค. เนื่องจากละเมิด วินัยทหาร ด้วยการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ขณะปฏิบัติภารกิจในรัสเซีย
4.อาหรับ-ตะวันตกระดมทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ช่วยเหยื่อสงครามซีเรีย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงคูเวตซิตี ประเทศคูเวต เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ว่าชีคซาบาห์ อัล-อาเหม็ด อัล-จาเบอร์ อัล-ซาบาห์ เจ้าผู้ครองรัฐแห่งคูเวต ทรงมีรับสั่งในการประชุมระดับนานาชาติร่วมกับสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ว่าด้วยเรื่องวิกฤตการณ์ในซีเรีย เมื่อวันพุธ พระราชทานเงินช่วยเหลือ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 16,500 ล้านบาท ) เข้ากองทุนของยูเอ็น สำหรับนำไปช่วยเหลือผู้อพยพชาวซีเรีย ซึ่งกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากภัยสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานนานเกือบ 3 ปี

ขณะที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียบริจาค 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 8,250 ล้านบาท ) และกาตาร์ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1,980 ล้านบาท ) ส่วนประเทศมหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐและอังกฤษ ร่วมสมทบทุนอีกประเทศละ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 7,425 ล้านบาท ) และ 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ( ราว 5,445 ล้านบาท )

นายบัน คี-มูน เลขาธิการยูเอ็น กล่าวว่ายอดเงินบริจาคในวันดังกล่าวอยู่ที่ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 79,200 ล้านบาท ) อย่างไรก็ตาม ยูเอ็นตั้งเป้าระดมทุนให้ได้อย่างน้อย 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 214,500 ล้านบาท ) เพื่อช่วยเหลือชาวซีเรียกว่า 9.3 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของพลเมืองทั้งหมด ซึ่งกำลังไร้ที่อยู่อาศัย ในจำนวนนี้ราว 2.3 ล้านคนมาลงทะเบียนเป็นผู้อพยพภายใต้การดูแลของยูเอ็น ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นมาตั้งแต่เดือนมี.ค. 2554 อยู่ที่กว่า 100,000 ศพ
3.ศาลมะกันถกเปลี่ยนพื้นที่กันชนรอบคลินิกทำแท้ง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตันประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่16 ม.ค.ว่ารัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐมีการอนุญาตให้ทำแท้งได้อย่างเสรี แต่ประเด็นดังกล่าวก็ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวของสังคมทุกครั้งที่มีการพูดถึง นอกจากนี้กฎหมายของรัฐยังกำหนดให้มีพื้นที่กันชนรอบคลินิกทำแท้งเป็นบริเวณ10 เมตร โดยห้ามผู้ไม่มีกิจธุระจำเป็นผ่านเข้ามาในเขต เพื่อป้องกันเหล่าผู้ประท้วงและผู้ไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้ทีการทำแท้งเข้ามาก่อความวุ่นวายในคลินิก ซึ่งบางครั้งถึงกับทำร้ายหมอและพยาบาลในคลินิก

เหล่านักเคลื่อนไหวผู้ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งก็มักพากันมาชูป้ายแจกใบปลิวให้ความรู้ หรือตะโกนข้อความไม่เห็นด้วย และให้คำปรึกษากับผู้หญิงที่ต้องการมาทำแท้ง พวกเขากล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น

อย่างไรก็ตาม ในศาลสูงมีการรื้อฟื้นประเด็นดังกล่าวขึ้นมา เนื่องจากความไม่พอใจของนักเคลื่อนไหวต่อบริเวณกันชนที่ไกลเกินไปจนพวกเขาไม่สามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้หญิงที่ต้องการทำแท้งได้ โดยศาลอาจตัดสินให้มีการจำกัดโควต้าการทำแท้งแทนการปรับบริเวณกันชนรอบคลินิกแทน
2.ศาลยูเครนสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ว่าศาลยูเครนมีคำพิพากษาห้ามการเดินขบวนและชุมนุมทางการเมืองทุกรูปแบบในเมืองหลวงของประเทศ ส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวั่นเกรงปกคลุมไปทั่วกรุงเคียฟทันทีว่า ตำรวจปราบจลาจลอาจยกกำลังเข้ามารื้อถอนค่ายของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งปักหลักอยู่ที่จัตุรัสเอกราชมาตั้งแต่เดือนพ.ย. เพื่อต่อต้านการที่รัฐบาลปฏิเสธการลงนามในข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป ( อียู ) และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ทั้งนี้ ศาลมีคำตัดสินได้รับการเผยแพร่ออกมาตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. และระบุให้มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 8 มี.ค. อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเพิ่งนำข้อมูลออกมาประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน นายบ็อบ เมเนนเดซ วุฒิสภาสหรัฐจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภา กล่าวว่า ที่ประชุมกำลังพิจารณาเสนอมาตรการควำบาตรทางเศรษฐกิจต่อยูเครน และมาตรการระงับการออกวีซ่าให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการยูเครน

ขณะที่นางวิคตอเรีย นูแลนด์ ผู้ช่วยของนายจอห์น แคร์รี รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ในด้านกิจการยุโรป กล่าวเรียกร้องให้ยานูโควิชหันกลับมาหารือร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) เกี่ยวกับการขอรับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะลงนามในข้อตกลงกูยืมเงิน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 495,000 ล้านบาท ) กับรัสเซียไปแล้วก็ตาม
1.สภาล่างสหรัฐไฟเขียวกฎหมายงบประมาณ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติเสียงข้างมากท่วมท้น 359 ต่อ 67 เสียง อนุมัติงบประมาณสำหรับปีงบการเงิน 2557 ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ภายใต้วงเงิน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 36.3 ล้านล้านบาท )

งบประมาณจำนวนดังกล่าวรวมถึงงบประมาณสำหรับภารกิจทางทหารในต่างประเทศ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นในอัฟกานิสถาน 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 3.03 ล้านล้านบาท ) และ 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 214,500 ล้านบาท ) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการภัยธรรมชาติ

ทั้งนี้ กฎหมายงบประมาณสำหรับปีงบประมาณล่าสุดยังคงต้อรอการพิจารณาและเห็นชอบจากวุฒิสภา แต่ทุกฝ่ายเชื่อว่าน่าจะได้รับการอนุมัติอย่างไม่ยากเย็น ก่อนส่งต่อให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามรับรองเพื่อให้มีผลบังคับเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐรอดพ้นจากการเข้าสู่ภาวะปิดหน่วยงานรัฐ หรือ "โกเวอร์นเมนท์ ชัทดาวน์" ที่เคยประสบมาแล้วนานถึง 16 วัน เมื่อเดือนต.ค. หลังทำเนียบขาวและสภาคองเกรสไม่เห็นพ้องกันในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น