10 อันดับ ข่าวน่าสนใจล่าสุดประจำวันที่ 11 มกราคม 2557 ช่วงเวลา 06.00 - 09.00 น

update :11/1/2014 07:29
views : 1489
ที่มา : toptenthailand
เรื่องเด่นประเด็นร้อนทางทีมงาน toptenthailand จึงได้รวบรวมและนำเสนอมาใน "10 อันดับ ข่าวน่าสนใจล่าสุดประจำวันที่ 10 มกราคม 2557 ช่วงเวลา 18.00 - 21.00น"
10.ปาบึม-ยิงสนั่น! ใกล้ม็อบราชดำเนิน เจ็บหลายราย
เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 5 ราย ในจำนวนนี้ มีอาการสาหัส 1 ราย...
เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 11 ม.ค. มีรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น และมีเสียงปืนหลายนัด บริเวณถนนราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว ใกล้พื้นที่ชุมนุมของ กปปส. เบื้องต้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าตรวจสอบแล้ว พบมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เป็นชายทั้งคู่

โดยแรกอายุ 18-25 ปี ถูกยิงบริเวณต้นขา กระสุนตัดเส้นเลือดใหญ่ อาการสาหัส เจ้าหน้าที่ได้นำส่งโรงพยาบาลกลาง เพื่อช่วยเหลือ ล่าสุดทราบว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว ส่วนอีกรายถูกสะเก็ดระเบิด อาการไม่สาหัส อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้นำส่งโรงพยาบาลเช่นกัน

ต่อมา เมื่อเวลา 04.50 น. นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยผ่านรายการ จส.100 ว่า สำหรับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว มีทั้งหมด 5 คน เจ้าหน้าที่นำส่งรพ.กลาง 3 ราย รพ.วชิระ 1 ราย และ รพ.รามาฯ 1 ราย ผู้ที่หนักที่สุด คือชายคล้ายถูกกระสุนปืนที่ขา ที่หน้าอก ยังไม่ทราบว่าโดนอะไร แต่มีลักษณะเป็นรู ๆ กระจาย ซี่งเจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลกลาง ส่วนผู้บาดเจ็บจะโดนอะไรนั้น คงต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจ

สำหรับ เหตุดังกล่าวมีรายงานว่า สถานการณ์ได้มีความตึงเครียดตั้งแต่เวลา 02.30 น. จนกระทั้งเวลา 04.00 น. โดยมีกลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวน ขับขี่ จยย. ขับรถลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้า จากนั้นได้ลงมือก่อยิงปืนใส่กลุ่มประชาชน บริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ กระสุนปืนได้ไปถูกรถแท็กซี่ทะเบียน ทษ 2730 โดยพบกระสุนที่ประตูหลัง 1 นัด นอกจากนี้ ที่บริเวณสามแยกคอกวัว ฝั่งถนนตะนาว ก็มีเสียงคล้ายเสียงปืนดังขึ้นหลายครั้ง ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือนายเอราวัฒน์ แก้วศรี อายุ 28 ปี ถูกยิงที่หัวไหล่ขวา และ แขนขวา ถูกส่ง รพ.วชิระ และชายอีกคนไม่ทราบชื่อเป็นแผลฉกรรจ์ ถูกส่ง รพ.กลาง
9.ลมหนาวมาอีกระลอก จ่อลด 5-7 องศา



กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ​ ประจำวันที่ 11 มกราคม 2557 ลักษณะอากาศทั่วไปเมื่อเวลา 04:00 น. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงยังคงแผ่ลงมาปก คลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ทำให้ภาคเหนือด้านตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออกจะมีอุณหภูมิลดลงอีกเล็กน้อย และในช่วงวันที่ 13-16 มกราคม 2557 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปก คลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นลงมาก โดยอุณหภูมิจะลดลงได้อีก 5-7 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง

ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมี กำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กที่มีขนาดความยาวน้อยกว่า 10 เมตร หรือ 5 วา โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 11-16 มกราคม 2557 ไว้ด้วย

สำหรับ คลื่นกระแสลมตะวันตกกำลังเคลื่อนผ่านภาคเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเล็กน้อย จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนบนของภาค
อุณหภูมิต่ำสุด 16-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอย อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-9 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางตอนบนของภาค อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-15 องศาเซลเซียส ส่วนทางตอนล่างของภาค อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-19 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภู อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 8-13 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะลดลงอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 18-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-18 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ภาคตะวันออก อากาศเย็นในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะลดลงอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-18 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ทางตอนบนของภาคอากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก และมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะลดลงอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
8.พาณิชย์โอ่ระดมผุดร้านธงฟ้า 6 พันแห่ง
นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินการจัดหาสมาชิก “ร้านอาหารธงฟ้า” เข้าร่วมโครงการมากขึ้นครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยล่าสุด มีร้านอาหารเข้าร่วมเป็น “ร้านอาหารธงฟ้า” รวมทั้งสิ้น 6,257 ร้าน โดยในกรุงเทพฯ ทั้ง 50 เขตมี 545 ร้าน และในภูมิภาคมี 5,712 ร้าน แบ่งเป็น ภาคกลาง 1,791 ร้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,677 ร้าน ภาคใต้ 790 ร้าน และภาคเหนือ 1,454 ร้าน จากปี 56 ที่มีร้านอาหารธงฟ้า 5,640 ร้าน ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนสามารถเลือกซื้ออาหารได้ในราคาประหยัด

ด้านราคาอาหารปรุงสำเร็จ กรมฯ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาอาหารปรุงสำเร็จอย่างใกล้ชิด โดยศึกษาในประเด็นสำคัญต่างๆ ทั้งปัจจัยและต้นทุนที่มีผลกระทบต่อราคาอาหารปรุงสำเร็จในแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดูแลประชาชนผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม “ประชาชนสามารถเข้าถึงร้านอาหารธงฟ้าที่มีอยู่ทั่วประเทศได้อย่างสะดวก โดยค้นหาข้อมูลร้านอาหารธงฟ้าได้ที่ www.dit.go.th นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้จัดทำหนังสือแนะนำร้านอาหารธงฟ้าแจกจ่ายให้แก่ประชาชนให้สามารถเลือกรับประทานร้านอาหารธงฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ได้อีกด้วย รวมทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาอาหารปรุงสำเร็จเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ ถ้าประชาชนพบเห็นร้านอาหารที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือจำหน่ายอาหารแพงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร แจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569”.
7.มะกันยอมกงสุลฉาวกลับอินเดียลดตึงเครียด
จากกรณีนางเทวยานี โคบรากาเด รองกงสุลอินเดีย ในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ ถูกตำรวจสหรัฐฯจับกุม พร้อมแก้ผ้าค้นตัวอย่างละเอียด ในข้อหาปลอมแปลงหลักฐานวีซ่า และแจ้งเอกสารเท็จเกี่ยวกับเงินเดือนของคนใช้ จนสร้างความขุ่นเคืองให้กับรัฐบาลอินเดีย ที่มองว่านักการทูตมิสมควรได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนี้นั้น สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 10 ม.ค. ว่า นางโคบรากาเด ได้รับอนุญาตให้ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองทางการทูต และเดินทางออกจากสหรัฐฯแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯเปิดเผยว่า ทางการอินเดียได้ปฏิเสธคำขอร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้อินเดียระงับสิทธิการคุ้มครองทางการทูตของนางโคบรากาเด จากนั้นทางกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯจึงเรียกร้องให้นางโคบรากาเดเดินทางออกจากสหรัฐฯโดยทันที พร้อมยืนยันว่าสหรัฐฯจะดำเนินมาตรการ เพื่อไม่ให้นางโคบรากาเดได้รับวีซ่าอีกในอนาคต และหากพยายามจะกลับมาสหรัฐฯก็พร้อมที่จะควบคุมตัวและจับดำเนินคดีทันที เพราะได้มีการออกหมายจับกุมเป็นที่เรียบร้อย

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศอินเดีย ระบุว่าทันทีที่นางโคบรากาเดเดินทางออกจากสหรัฐฯ ก็จะเป็นการสำทับว่าเจ้าตัวเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยเจ้าตัวจะกลับมาประจำทำหน้าที่ต่อที่กรุงนิวเดลี นอกจากนี้ นางโคบรากาเดยังมีความมุ่งมั่น พร้อมที่จะทำการใดๆ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อลูกๆของเธอที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อินเดียยังคงไม่พอใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น และได้มีคำสั่งลดสิทธิพิเศษของเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯในอินเดียเพิ่มเติม พร้อมสั่งให้ปิดคลับสำหรับชาวอเมริกันในสถานทูตสหรัฐฯ กรุงนิวเดลี ไปเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา

วันเดียวกัน ทำเนียบขาวสหรัฐฯเผยว่า นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใกล้ที่จะได้ข้อสรุปเรื่องการปฏิรูปกระบวนการหาข่าวกรองของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติหรือเอ็นเอสเอแล้ว ซึ่งทางออกที่เป็นไปได้คือการให้บริษัทเอกชนเป็นคนเก็บข้อมูลข่าวกรอง เพื่อที่จะเรียกดูตรวจสอบผ่านการขอหมายศาลได้โดยง่าย ขณะที่ฝ่ายรีพับลิกันที่เข้าหารือกับนายโอบามา ได้เรียกร้องให้นายโอบามาชี้แจงต่อประชาชนไปเลย ว่าทำไมการเก็บข้อมูลข่าวกรองถึงเป็นเรื่องที่จำเป็น นอกจากนี้ นายโอบามา ยังได้สั่งการให้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อทบทวนถึงเรื่องโครงสร้างด้านพลังงานของสหรัฐฯ ว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอะไรหรือไม่ หลังจากต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านในอนาคตไม่ว่าตัวระบบที่เริ่มเก่า ความต้องการที่มากขึ้น ไปจนถึงเรื่องสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยรายงานพร้อมข้อแนะนำจะต้องส่งภายในวันที่ 31 ม.ค. 2558.
6.ประกาศปิด ร.ร.จุดชุมนุมการเมือง
เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ แถลงข่าวการเตรียมการรองรับสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองวันที่ 13 ม.ค. ของ ศธ. ว่า เมื่อพิจารณาจากจุดที่ชุมนุมจะมีสถานศึกษาได้รับผลกระทบ 208 แห่ง และจะมีครูและนักเรียนได้รับผลกระทบรวมประมาณ 2 แสนกว่าคน ในเรื่องของความไม่สะดวกในการเดินทาง ความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การปิดโรงเรียนให้เป็นอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะใช้ดุลพินิจ ส่วนกรณีที่อาจจะมีครู นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ไปร่วมการชุมนุมในครั้งนี้นั้น ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละคน แต่เป็นห่วงกรณีเด็กซึ่งอาจถูกลากดึงไปร่วมชุมนุมทางการเมืองได้ หรือการใช้ชื่อสถานศึกษา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความเห็นชอบจากประชาคมสถาบันนั้นๆ รวมถึงการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งต่อจากนี้ไปการแก้ปัญหาในระยะยาวจะต้องมาช่วยกันคิดและทำความเข้าใจถึงความเห็นต่างของคนในสังคม โดยฝ่ายจัดการศึกษาทั้งหลายจะต้องช่วยกันระดมความคิดเห็น เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้จัดสถานที่ปฏิบัติงานสำรองขึ้นในเขตพื้นที่ชานเมืองแทนเพื่อให้ประชาชนที่ต้องการติดต่อใช้บริการในส่วนของ ศธ.สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ ONE Stop Service ที่ ร.ร.สตรีวิทยา 2 เขตลาดพร้าว ส่วนที่กระทรวงจะมีเจ้าหน้าที่ผลัดเปลี่ยนเวรยามดูแลอาคารสถานที่ตลอด 24 ชั่วโมงพร้อมเตรียมไฟสำรองหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ว่าที่ร้อยตรีอานนท์ สุขภาคกิจ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพม.) เขต 1 กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ในพื้นที่ กทม.มีโรงเรียน 37 แห่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม โดยได้มีการประกาศหยุดการเรียนการสอนแยก ตามเขตพื้นที่การศึกษา ดังนี้ 1.สพม.เขต 1 กทม. โรงเรียนที่ประกาศหยุดเรียนวันที่ 13 ม.ค. ได้แก่ ร.ร.สตรีวิทยา ร.ร.มัธยมวัดเบญจมบพิตร ร.ร.มัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ ร.ร.วัดสระเกศ ร.ร.สันติราษฎร์วิทยาลัย ร.ร.วัดราชาธิวาส ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ร.ร.ศรีอยุธยาในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ ร.ร.ศึกษานารี ส่วน ร.ร.วัดสังเวชหยุดเรียนวันที่ 13-14 ม.ค. 2.สพม.เขต 2 กทม.โรงเรียนที่ประกาศหยุดเรียนในวันที่ 13 ม.ค. ได้แก่ ร.ร.สุรศักดิ์มนตรี ร.ร.ปทุมคงคา ร.ร.สตรีศรีสุริโยทัย ร.ร.สตรีวัดมหาพฤฒาราม และ ร.ร.บางกะปิ ส่วนโรงเรียนประกาศหยุดเรียนวันที่ 13-15 ม.ค.ได้แก่ ร.ร.หอวัง ร.ร.กุนนธีสุทธารามวิทยาคม ร.ร.มัธยมวัดธาตุทอง และ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการรัชดา

ผอ.สพม. เขต 1 กทม. กล่าวต่อว่า 3.สำนักงานเขตพื้นที่การประถม ศึกษา (สพป.) กทม.โรงเรียนที่ประกาศหยุดเรียนในวันที่ 13-14 ม.ค.ได้แก่ ร.ร.อนุบาลสามเสน ร.ร.อนุบาลวัดปรินายก ร.ร.ราชวินิต ร.ร.วัดโสมนัสร.ร.พระตำหนักสวนกุหลาบ ร.ร.วัดพลับพลาชัย ร.ร.วัดชนะสงคราม ร.ร.พญาไท ร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์ (วัดโบสถ์) ร.ร.พระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) ร.ร.มหาวีรานุวัตร ร.ร.บางบัว (แพ่งตั้งตรงจิตรวิทยาคาร) ร.ร.สายน้ำทิพย์ ร.ร.พิบูลอุปถัมภ์ ร.ร.ทุ่งมหาเมฆ ร.ร.วัดอุทัยธาราม และ ร.ร.วัดอมรินทราราม ทั้งนี้ ได้มีการตั้งศูนย์เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ใน สพม.เขต 1 และ 2 กทม.และสพป. กทม.ไปจนถึงวันที่ 28 ก.พ.ส่วนการปิดเปิดโรงเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนมีอำนาจสั่งปิดได้ 7 วัน แต่ได้กำชับไปว่าให้ปิดเท่าที่มีความจำเป็น ทั้งนี้จากสถานการณ์ชุมนุมที่ทำให้โรงเรียนต้องปิดเรียนและต้องมีการชดเชยการเรียนการสอนด้วยการจัดสอนซ่อมเสริม การสอนชดเชยด้วยการเพิ่มชั่วโมงเรียนในช่วงหลังเวลาเลิกเรียนคิดว่าคงไม่ถึงขั้นเลื่อนการปิดภาคเรียนออกไป

ด้านนายอกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สอศ.ตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาในการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมืองที่เกี่ยวโยงกับอาชีวศึกษา สอศ.จึงไม่เคยประกาศห้ามไม่ให้ไปชุมนุม เพียงแต่ทำความเข้าใจว่าไม่ควรไปร่วมแสดงออกในเวลาเรียน หากจะไปควรไปตอนเลิกเรียน ที่สำคัญต้องไปในนามของประชาชนไม่ควรนำชื่อสถาบันไปใช้ ทั้งนี้ สอศ.จะมีทีมแนะแนว ที่ประกอบด้วยครูพี่เลี้ยงและตัวแทนนักศึกษาอาชีวศึกษา คอยลงพื้นที่ไปสอดส่องนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา หากพบว่ามีสถานภาพเป็นนักเรียน นักศึกษาของ สอศ.อยู่ทีมแนะแนวจะเข้าไปให้คำแนะนำดูแล

ขณะที่นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด สช.ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ทั้งหมด 207 แห่งได้ประกาศหยุดเรียนเป็นเวลา 1 วันในวันที่ 13 ม.ค.จากนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์วันต่อวัน.
5.ภาวะฉุกเฉินสหรัฐฯ สารเคมีรั่วลงแม่น้ำ
นายเอิร์ล เรย์ ผู้ว่าการรัฐเวสต์เวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ 9 เมืองที่มีพื้นที่ติดกับเมืองชาร์ลสตันและแม่น้ำเอลค์ เมื่อ 9 ม.ค.พร้อมสั่งห้ามประชาชนดื่มหรือใช้น้ำประปาทำอาหาร รวมถึงห้ามใช้น้ำประปาชำระล้างร่างกาย หลังเกิดเหตุท่อส่งสารเคมีชำรุดที่โรงงานฟรีดอมซึ่งเป็นอุตสาหกรรมบำบัดน้ำเสียจากเหมืองถ่านหิน ในเมืองชาร์ลสตัน ทำให้สารเคมี “4-เมทิลไซโคลเฮกเซน เมทานอล” รั่วไหลลงไปปนเปื้อนน้ำในแม่น้ำเอลค์ ส่งผลกระทบต่อคลองรับน้ำประปาคานาฮวา วัลลีย์ ของบริษัทเวสต์เวอร์จิเนีย อเมริกัน วอเตอร์ โค ผู้ให้บริการระบบน้ำประปาของเอกชนในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ส่วนเจ้าหน้าที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย เร่งระดมกำลังเข้าอุดรูรั่วในท่อส่งสารเคมีเพื่อระงับการรั่วไหล จากนั้นจึงจะดำเนินการตรวจสอบผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นขั้นต่อไป แต่ยังไม่มีรายงานผู้ล้มป่วยจากเหตุเกี่ยวข้องกับสารเคมี.
4.พลิกปูมด.ช.ฮีโร่ พุ่งให้รถชน ยอมเจ็บตัวแทนน้อง
หลังจากข่าว เด็กชายวัย 12 ขวบ เอาตัวบังรถไม่ให้ชนน้องสาว จนตัวเองถูกรถพุ่งชน ได้รับบาดเจ็บขาหัก แพร่กระจายสู่สังคม และมีเสียงชื่นชมต่างๆ นานาถึงความกล้าหาญของพี่ชายคนนี้ หลายท่านคงอยากรู้จัก ฮีโร่ วัยเยาว์คนนี้มากขึ้น "ไทยรัฐออนไลน์" จึงขอนำเสนอเรื่องราวของเด็กชายคนนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เยาวชน ถือเป็นโอกาสดีต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ...

เหตุการณ์น่าประทับใจนี้ เกิดขึ้นในวันที่ 9 ม.ค. 57 เมื่อ ด.ช.สุเมธ กุลประสาร หรือ น้องบอย อายุ 12 ขวบ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนธรรมวาที จ.ชลบุรี ลงจากรถสองแถว เพื่อเดินทางกลับบ้านหลังจากโรงเรียนเลิก พร้อมกันกับ ด.ญ.ธนพร คงศรี หรือน้องมิน น้องสาวที่เรียนอยู่ ชั้น ป.1 โรงเรียนเดียวกัน และมารอข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ทั้งคู่ทำเป็นปกติ

แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!!

ด้วยความเป็นเด็กเมื่อมีรถจักรยานยนต์จอดให้และโบกมือให้ข้ามได้ จึงรีบเดินข้ามทันทีไม่สังเกตเห็นว่า มีรถกระบะวิ่งมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเหลือบไปเห็นก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว รถคันนั้นอยู่ในระยะประชิดเกินกว่าจะหลบได้ทัน ดังนั้น สิ่งเดียวที่พี่ชายคิดออก คือ ต้องปกป้องน้องสาวให้ปลอดภัย จึงกอดน้องไว้และเอาร่างกายตัวเองเข้าบังรับแรงปะทะแทน ก่อนที่ตัวเองจะถูกรถชนบาดเจ็บ นอนกลางถนนในสภาพ ขาขวาหัก ท้ายทอยปูดบวม เลือดไหลออกจากจมูกและหู จนมีพลเมืองดีวิ่งเข้ามาช่วย อุ้มตัวไปที่เกาะกลางถนน มีน้องสาวยืนร้องไห้อยู่ไม่ห่าง

"วินาทีนั้น ผมคิดอะไรไม่ออก กลัวแต่น้องจะเจ็บ จึงรีบเอาตัวเองบังไม่ให้รถชนถูกน้อง" น้องบอยกล่าว กับ ไทยรัฐออนไลน์

ย้อนกลับไปดูชีวิตของน้องบอย พบว่า น้องบอยกับน้องมิน ไม่ได้เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่น้องมิน เป็นลูกของน้าชาย ที่อาศัยในบ้านหลังเดียวกัน ร่วมกันแม่และยายน้องบอย โดย นางสุกัญญา คงศรี ผู้เป็นแม่ เล่าว่า น้องบอยเป็นลูกคนที่ 2 ของตน อาศัยอยู่กับตน ยาย และครอบครัวของน้องชาย ซึ่งตนแยกทางกับสามีตั้งแต่ตั้งท้องน้องบอย โดยสามีเอาลูกชายคนโตไปอยู่ด้วย ขณะที่ให้ตนเลี้ยงดูลูกในท้องเอง เมื่อโตขึ้นน้องบอย ก็เป็นเด็กที่สุขุม ขยัน ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีคุณยายคอยเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอน เพราะตนไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เนื่องจากประกอบอาชีพเป็นช่างทำเล็บ ต้องตระเวนไปทำเล็บให้ลูกค้าเสมอ และคุณยายมักจะสอนให้รักน้อง ดูแลน้องให้ดี ความคิดนี้จึงปลูกฝังในตัวลูกชายตั้งแต่เล็ก

เป็นพี่ชายที่รักน้องสุดหัวใจ...

ถามถึงอาการของน้องบอยตอนนี้ หลังเข้ารับการผ่าตัด อาการค่อยๆ ดีขึ้น แต่ยังมีอาการปวดเข่าเข้าเล่นงาน จึงต้องทานยาระงับความปวดบ่อยครั้ง โดยแพทย์ระบุว่า กระดูกขาข้างขวา บริเวณเลยลูกสะบ้ามาประมาณ 5 ของน้องบอยแตกละเอียด ต้องใช้เงินในการรักษาค่อนข้างสูง ซึ่งนางสุกัญญา รู้สึกกังวลใจ เพราะ ขณะนี้ผู้เป็นแม่ต้องมาดูแลลูก ไม่มีโอกาสออกไปรับจ้างทำเล็บ จึงขาดรายได้มาจุนเจือครอบครัว

นายนิธิ พวงใบดี คุณครูผู้สอนวิชาสังคม ของน้องบอย เปิดเผยว่า โรงเรียนธรรมวาที เป็นโรงเรียนสงเคราะห์เด็กที่ฐานะทางบ้านยากจน ให้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน โดยไม่ต้องจ่ายค่าเทอม ในส่วนของ ด.ช.สุเมธ นั้น เป็นเด็กเรียบร้อย ไม่ค่อยพูด แต่ขยัน และมีน้ำใจชอบช่วยเหลือ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และคุณครูทุกคน เมื่อรู้ข่าวว่า ด.ช.สุเมธ ถูกรถชน ตนก็ตกใจเพราะเห็นว่าเดินทางกลับบ้านเองเป็นประจำ น่าจะคุ้นเคยต่อการข้ามถนน แต่มารู้ทีหลังว่า เพราะช่วยบังรถให้น้องสาว จึงประทับใจมาก

เมื่อเรื่องพี่ชายฮีโร่ผู้นี้ ทราบถึงหู ผู้ว่าราชการจังหวัด ชลบุรี นายคมสัน เอกชัย จึงดำเนินการส่งตัวแทน เข้ามาเยี่ยมเยียนดูแล ให้กำลังใจ น้องบอย โดย นายคมสัน แสดงความคิดเห็นว่า การกระทำของน้องบอย ถือเป็นตัวอย่างของความกล้าหาญ ที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องน้องสาว ดังนั้น ทางจังหวัดจึงอาจมีการลงขันจากหลายๆ ฝ่ายนำของรางวัลมามอบให้ ด.ช.สุเมธ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ในการต่อสู้ กับอาการบาดเจ็บและกลับมาเป็นแบบอย่างที่ดี ให้เยาวชนทั่วประเทศ

แม้ว่า วันเด็กปีนี้ 'น้องบอย' จะไม่ได้ไปเที่ยวงานที่ศาลากลางจังหวัด ตามที่วางแผนไว้ อีกทั้งใกล้จะถึงวันที่ 12 ม.ค. วันเกิดที่รอคอย แต่น้องบอยก็หวังว่าจะหายเร็วที่สุด เพื่อกลับไปเรียนหนังสือ และช่วยงานบ้านคุณยาย และหวังลึกๆ ว่า คุณหมอ จะอนุญาตให้ตัวเองออกไปเที่ยวเล่นวันเด็กได้ เหมือนเพื่อนคนอื่น
3.สมาชิกรัฐสภาสหรัฐกว่าครึ่งเข้าขั้นเศรษฐี
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตันประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่10 ม.ค.ว่ากลุ่มตรวจสอบอิทธิพลทางการเงินในวงการเมืองสหรัฐที่เรียกว่าศูนย์วิเคราะห์ประวัติการหาเงินเพื่อการรณรงค์ทางการเมืองหรือซีอาร์พี พบว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาสหรัฐทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันล้วนแต่เป็นเศรษฐีเงินล้านเป็นครั้งแรกโดยสมาชิกรัฐสภาอย่างน้อย268 คน จากทั้งหมด534 คนที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสมาชิกในปัจจุบันมีทรัพย์สินสุทธิตั้งแต่1 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือมากกว่าในปี 2555ต่อคน แต่ระดับ 100ล้านยังมีจำนวนน้อยแต่ในทั้ง 2พรรค เฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นจากหนึ่งปีก่อนจาก 990,000 ดอลลาร์สำหรับพรรคเดโมแครต และ907,000ดอลลาร์สำหรับพรรครีพับลิกันซึ่งในปีนั้น ประมาณร้อยละ48 ของส.ส.-ส.ว.อยู่ในทำเนียบเศรษฐี
2."สุเทพ" แฉแผนตำรวจจ้องรวบตัวในวันนี้ ย้ำพร้อมต่อสู้หากไม่แต่งเครื่องแบบ
เมื่อคืนนี้ (10 ม.ค.57) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เปิดเผยระว่างขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่านมา ถึงแผนการจับกุมตนเองให้ได้อย่างช้าที่สุดภายในวันนี้ (11 ม.ค.57) โดยมีการส่งตำรวจนอกเครื่องแบบแต่งกายคล้ายการ์ดผู้ชุมนุมแฝงตัวเข้าไปและให้ตำรวจหญิงนั่งปะปนเพื่อสร้างความวุ่นวายบริเวณหน้าเวทีและอาจใช้ช่วงเวลานั้นอุ้มตนเองทันที แต่ย้ำว่าหากไม่แต่งเครื่องแบบก็จะไม่ยินยอมให้จับกุมและพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเอง พร้อมกันนี้ นายสุเทพยังย้ำว่า พร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบ หากเกิดความวุ่นวายระหว่างการเคลื่อนไหวใหญ่ 13 ม.ค.นี้ หากเป็นฝีมือของผู้ชุมนุม แต่ยืนยันว่า การต่อสู้ครั้งนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง
1.เหตุปะทะแยกคอกวัว
04.05 ศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานครรับแจ้งเหตุปะทะแยกคอกวัว เบื้องต้นผู้บาดเจ็บ 5 ราย นำส่ง รพ.กลาง 3 ราย รพ.รามาธิบดี 1 ราย และ รพ.วชิระ 1 ราย

@KittinunnMGR

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น