10 เรื่องเด่นดังในวงการแม่และเด็กประจำปี 2013 จากนิตยสาร Time

update :19/12/2013 10:30
views : 1388
ที่มา : http://baby.kapook.com/
ในช่วงปี 2013 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์เด่น ๆ เกิดขึ้นในโลกมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงแม่และเด็ก ที่มีทั้งเรื่องน่าแปลกใจ น่าตกใจ และน่ากังวล ผสมปนเปกันไป และเพราะยุคสมัยที่ลูก ๆ ของเรากำลังเติบโตอยู่นั้นแทบจะต่างจากยุคสมัยของเราโดยสิ้นเชิง การได้รู้รอบถึงความเปลี่ยนแปลง และเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโต ได้อย่างรู้รอบ และเหมาะสมมากขึ้น และนี่ก็เป็น 10 เรื่องเด่นดังในวงการแม่และเด็กประจำปี 2013 ที่ นิตยสาร Time ได้สรุปรวมเอาไว้ ช่วยให้เราได้เห็นภาพรวมเรื่องแม่และเด็ก รวมทั้งการเลี้ยงดูลูกตลอดช่วงปีที่ผ่านมา แม้เนื้อหาจะอิงอยู่กับเมืองนอกเป็นหลัก แต่ก็เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่บ้านเราไม่น้อยเหมือนกันนะคะ ลองไปติดตามกันดูดีกว่าว่าจะมีเรื่องราวอะไรบ้าง
10. อัตราการท้องของวัยรุ่นลดลง แต่อัตราการใช้ถุงยางคงที่
ตามสถิติของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคพบว่า สถิติการท้องในวัยรุ่นของอเมริกา ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 73 ปี โดยอ้างเป็นผลจากการให้ความรู้เรื่องเพศที่ดีขึ้น และการเข้าถึงการคุมกำเนิดที่ง่ายขึ้น แต่ผลการสำรวจในปี 2012 จากสถาบัน Guttmacher กลับเผยข้อมูลอีกด้านที่น่าตกใจ เพราะในขณะที่ 90% ของโรงเรียนมัธยมทั่วอเมริกาได้ให้ความรู้เรื่องการยับยั้งชั่งใจตัวเอง และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่กลับมีน้อยกว่า 60% เท่านั้นที่ให้ความรู้ในวิธีการคุมกำเนิด รวมถึงการใช้ถึงยางอนามัยด้วย โดยจำนวนผู้ใช้ถุงยางอนามัยสำหรับการมีเซ็กส์ในวัยรุ่นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 60% และยังคงสัดส่วนอยู่เท่าเดิมจนถึงปัจจุบัน แถมยังตกลงหน่อย ๆ แทนที่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น สร้างความกังวลเป็นอย่างมากให้กับนักวิชาการที่พบว่า ผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศมากกว่า 50% อยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี และอาจเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ หากว่าสถิติผู้ใช้ถึงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ไม่เพิ่มขึ้นเลย
9. คุณแม่ผู้บริหาร มีสิทธิพิเศษกว่าแม่ทั่วไป
กรณีนางเมริสซ่า เมเยอร์ ซีอีโอหญิงแห่ง Yahoo! ยกเลิกกฎที่อนุญาตให้คุณพนักงานแม่ลูกอ่อนสามารถทำงานจากที่บ้านได้ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะในประเด็นการเป็นคุณแม่ผู้บริหารจึงมีสิทธิพิเศษมากกว่าคุณแม่สาวออฟฟิศคนอื่น ๆ เพราะเธอเองซึ่งเป็นคุณแม่ลูกอ่อนเหมือนกัน ได้สั่งให้มีการสร้างเนิร์สเซอรี่ขึ้นใกล้ ๆ ที่ทำงาน จึงสามารถนำลูกไปฝากเลี้ยงไว้ได้โดยสะดวก ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยจากกฎที่ตัวเองยกเลิกไปดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี เธอก็วางนโยบายใหม่ เพิ่มเงินค่าตอบแทนในช่วงที่พนักงานหญิงลาคลอดเป็น 2 เท่า รวมทั้งกำหนดให้พนักงานชายของยาฮูสามารถลางานไปดูแลลูกอ่อนได้เป็นเวลา 8 สัปดาห์ด้วย
8. พบเด็กถูกกลั่นแกล้งมากขึ้น ในโรงเรียนที่รณรงค์ต่อต้านการกลั่นแกล้ง
ปัญหาการกลั่นแกล้งกันเองของเด็กนักเรียนชักหนักข้อขึ้นทุกวัน ถึงขนาดเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งบางคนหาทางออกให้ตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย สถานการณ์ที่ย่ำแย่เช่นนี้ทำให้หลาย ๆ โรงเรียนในอเมริกา จัดโปรแกรมต่อต้านการกลั่นแกล้งกันขึ้นมาภายในโรงเรียน (anti-bullying program) หวังช่วยแก้ไขปัญหา แต่ผลปรากฏว่า ในโรงเรียนที่มีโปรแกรมต่อต้านการกลั่นแกล้ง กลับมีจำนวนเด็กนักเรียนที่ตกเป็นเหยื่อการถูกรังแก มากกว่าโรงเรียนที่ไม่มีโปรแกรมต่อต้านเรื่องดังกล่าวเสียอีก (อ้างอิงตามผลสำรวจจาก Journal of Criminology จากการติดตามผลนักเรียน 7,000 คน จาก 195 โรงเรียน) เมื่อผลปรากฏเช่นนี้ ก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องกลับมานั่งคิดอีกครั้ง ว่าแก้ปัญหาถูกจุดแล้วหรือยัง ซึ่งก็ยังคงไม่พบทางออกที่ดีที่สุดว่าควรจัดการกับปัญหาที่ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกวันนี้อย่างไรดี
7. พฤติกรรมแย่ ๆ ที่แม่มีต่อเพื่อน ส่งอิทธิพลถึงลูกด้วย
เนื่องจากแม่เป็นผู้เลี้ยงดูที่ใกล้ชิดลูกมากที่สุด พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของคุณแม่จึงมีอิทธิพลต่อลูกไปโดยปริยาย เช่นเดียวผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ได้รับการเผยแพร่ใน Journal of Research on Adolescence ที่ระบุว่า พฤติกรรมเชิงลบของแม่ที่มีต่อเพื่อน ๆ ไม่ว่าจะ การทะเลาะ ซุบซิบนินทา หรือว่าจิกเขม่นชิงดีชิงเด่นในหมู่แม่ ๆ ได้ส่งผลถึงพฤติกรรมของลูกที่มีต่อเพื่อน ๆ ของแกด้วย ได้ซึมซับจากสิ่งที่ได้ยินได้เห็นแม่ทำกับเพื่อน ๆ ของแม่ไว้อย่างไร เด็ก ๆ ก็จะเลียนแบบไปทำกับเพื่อน ๆ ของตัวเองในแบบนั้น รวมทั้งตัวเด็กเองก็จะมีพฤติกรรมเครียด และซึมเศร้ามากขึ้นด้วย น่าเสียดายที่การศึกษานี้ระบุว่า เกิดการเลียนแบบเฉพาะพฤติกรรมเชิงลบเท่านั้นเอง
6. เทรนด์แม่หุ่นดีหลังคลอด ฮิตเพราะเจ้าหญิงเคท

นับตั้งแต่เจ้าหญิงเคท ดัชเชสแห่งแคมบริดจ์ ปรากฏตัวครั้งแรกหลังพระประสูติการของเจ้าชายจอร์จเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ในชุดคลุมท้องสีฟ้า ยังมองเห็นหน้าท้องป่อง ๆ แต่นอกเหนือจากส่วนนี้แล้วก็ดูไม่มีน้ำหนักส่วนเกินไปพอกไว้ตรงไหน ไม่ว่าจะแขนหรือขา หรือใบหน้า และภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาก็มีรูปถ่ายของพระองค์ออกพักผ่อนช้อปปิ้ง ในรูปร่างที่สวยผอมเพรียวเหมือนก่อนตั้งพระครรภ์เป๊ะ ๆ เลยกลายเป็นเทรนด์ฮิตหุ่นดีของคุณแม่หลังคลอดขึ้นมานั่นเอง
5. แบ่งหน้าที่อย่างไร ฝ่ายหญิงก็มักเป็นฝ่ายเหนื่อยกว่าอยู่ดี
แม้ว่าในปัจจุบันคุณพ่อจะทำหน้าที่เป็นพ่อบ้าน และช่วยทำงานบ้านรวมทั้งเลี้ยงลูกมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะแบ่งภาระการรับผิดชอบอย่างไร คุณแม่ก็มักเป็นฝ่ายต้องรับบทหนักกว่าทั้งในเรื่องงานบ้านและการเลี้ยงลูกอยู่ดี เนื่องจากสัญชาตญาณของการดูแลลูน้อย รวมถึงการดูแลบ้าน มักตกอยู่กับฝ่ายหญิงมากกว่า โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกยังเล็กและยังต้องดื่มนมแม่อยู่ จากผลการสำรวจของสำนักโพล Pew ของอเมริกา พบว่า ในแต่ละสัปดาห์คุณแม่ใช้เวลาไปกับงานบ้านและการเลี้ยงลูกมากกว่าคุณพ่อถึง 2 เท่า โดยต้องอุทิศเวลาพักผ่อนปกติของตัวเองถึง 70% ไปกับการดูแลลูกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นหากคุณแม่คิดจะมีน้อง ก็ต้องเผื่อใจและเตรียมตัวไว้ให้ดีเลยว่า งานนี้เหนื่อยหนักกว่าคุณพ่อแน่ ๆ ค่ะ แต่ถ้าทำด้วยความรัก ก็น่าจะโอเคอยู่เนอะ
4. แชร์เรื่องลูกในเฟซบุ๊ก รุกรานเด็ก
ในสมัยที่โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นตัวกลางในการสื่อสารที่ได้รับความนิยมสูงสุดแบบนี้ ไม่น่าแปลกใจที่จะได้เห็นคนแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ลงไปมากมาย ไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ที่แชร์เรื่องราวของลูก ๆ ตัวเองลงไปด้วย แค่เจ้าหนูผุดออกมาจากท้องคุณแม่ ออกมาจากห้องคลอดไม่ทันไร ก็ถูกแชะรูปไปให้พี่ป้าน้าอากดไลค์ผ่านเฟซบุ๊ก หรือโพสต์ลงไปในบล็อกเลี้ยงลูกซะแล้ว ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวน้อยยังไม่ทันรู้ความด้วยซ้ำว่าอยากให้เอารูปตัวเองไปลงให้ใครต่อใครดูหรือเปล่า กรณีแบบนี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่หากละเลยไปก็สามารถนำไปสู่เรื่องใหญ่ได้เช่นกัน พ่อแม่บางรายอาจบ่นเรื่องลูกสาวตัวอ้วนเกินไปอยากลดน้ำหนักให้ลูก บ่นเรื่องลูกชายซนมากจึงรักลูกสาวมากกว่า หรือพฤติกรรมอื่น ๆ ที่กลายเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของลูกไปโดยไม่รู้ตัว และอย่างที่รู้ ๆ กันว่า สิ่งที่โพสต์ลงไปในโลกออนไลน์แล้วนั้น ยากที่จะลบออกไปอย่างถาวรได้ มันอาจกลายเป็นสิ่งที่กลับมาทำให้คุณหรือลูกรู้สึกแย่ในอนาคตก็ได้ พ่อแม่ยุคใหม่จงระวังให้ดี
3. ความสูงหลบไป สัดส่วน ไหล่-สะโพก ต่างหากที่ทำให้ผู้ชายมีเสน่ห์
ก่อนหน้านี้เรากะเกณฑ์กันอย่างหยาบ ๆ ว่า ผู้ชายตัวสูงมีโอกาสหาแฟนได้ดีกว่าคนที่ตัวเตี้ย แต่การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและแคนาดา ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ชี้ให้เห็นเกณฑ์ใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เมื่อผู้หญิง 80% บอกว่า สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าผู้ชายมีเสน่ห์ดึงดูดไม่ใช่เรื่องของความสูง แต่เป็นสัดส่วนระหว่าง "ความกว้างของไหล่กับสะโพก" ต่างหาก โดยหนุ่มที่มีไหล่กว้างกว่าสะโพกดูดีมีเสน่ห์กว่าผู้ชายที่มีแต่แต่เรื่องความสูงอย่างเดียว หนุ่ม ๆ ที่ดีแต่สูงชะลูดงานนี้ต้องฟิตหุ่นให้เกิดสัดส่วนที่เพอร์เฟคท์สมดุลโดยด่วนแล้ว
2. อัตราการเกิดลดต่ำต่อเนื่อง
อัตราการเกิดของทารกในอเมริกายังคงตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง อ้างอิงสถิติล่าสุดจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐฯ หรือ CDC อัตราการให้กำเนิดบุตรของประชากรหญิงอยู่ที่ 1.8 คนเท่านั้น ในขณะที่คนรุ่นใหม่จะมาแทนที่คนรุ่นเก่าได้อย่างสมดุล จะต้องมีอัตราการให้กำเนิดทารกที่ 2.1 คน ต่อผู้หญิงหนึ่งคน โดยพบว่าอัตราเศรษฐกิจที่ตกต่ำทำให้ผู้หญิงมีลูกกันน้อยและช้าลง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะไม่มีประชากรรุ่นใหม่เข้าไปเติมในวงจรแรงงานที่จะคอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ และส่งผลต่ออัตราการเกิดของประชากรเด็กให้ลดต่ำลง เกิดเป็นวงจรซ้ำรอยปัญหาเดิมให้ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
1. เลี้ยงลูกแบบสอดส่องทุกเรื่อง เป็นพ่อแม่ที่เห็นแก่ตัว
คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมรักและเป็นห่วงลูก แต่พ่อแม่แบบคอยตามติดความเคลื่อนไหวของลูกทุกฝีก้าว อย่างคอยไปรับไปส่งลูกเองตลอด ไม่ให้ไปไหนมาไหนคนเดียว คอยโทรตามโทรเช็กว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร หรือคอยเข้าไปสอดส่องในเฟซบุ๊กว่าลูกทำอะไรบ้าง แม้สิ่งเหล่านี้คุณจะทำด้วยความรักความเป็นห่วง แต่รู้ไหมว่าที่จริงคุณกำลังเอาเปรียบลูก เห็นแก่ความสบายอกสบายใจของตัวเอง จนเบียดพื้นที่ส่วนตัวของลูกไปหมด อีกทั้งอาจทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่พึ่งพาตัวเองไม่เป็น ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ขาดความมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง หรืออาจจะกลายเป็นเด็กพยศ ดื้อด้านต่อต้านคุณขึ้นมาได้ในวันใดวันหนึ่งเขาทนไม่ไหวอีกต่อไป

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น