10 อันดับ เรื่องบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อที่สุด

update :27/11/2013 20:40
views : 1131
ที่มา :
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ เรื่องบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อที่สุด"
10. Dennis The Menace
ในวันที่ 12 มีนาคม 1951 หนังสือพิมพ์ “16” ของอเมริกา ได้มีการเปิดตัวการ์ตูนเรื่อง เดนนิส มิตเชลล์ ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กชายชื่อเดนนิสที่สวมใส่เสื้อเชิ๊ตลายสีดำและสีแดงมีหมาเป็นคู่หูที่ชอบขยันทำเรื่องแสบๆ ด้วยความไร้เดียงสาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อเขาไปที่ไหนที่นั้นต้องวายวอดทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว ร้านค้า แต่บุคคลที่โดนหนักที่สุดคือเพื่อนบ้านที่ชื่อ จอร์จ วิลสัน ที่เข็ดขยาดกับฤทธิ์ของเด็กคนนี้จนแทบอยากย้ายบ้านหนี เรื่องได้รับรับความนิยมสูงและถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมชั่นและภาพยนตร์ตามมามากมาย โดยคนเขียนการ์ตูนเรื่องนี้มีแรงบันดาลใจมาจากลูกชายแท้ๆ ของเขา - หลังจากการ์ตูนเดนนิส มิตเชลล์ของอเมริกาออกมา สามวันต่อมา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ปีเดียวกัน ที่ประเทศอังกฤษก็ได้เปิดตัวการ์ตูนเรื่อง "เดนนิส มิตเชลล์" ใช่แล้วครับชื่อเหมือนการ์ตูนเดนนิสอเมริกานั่นแหละ แต่ยังไม่จบเพียงแค่นั้นนะครับ เพราะว่าเนื้อหาดันเหมือนอีก คือเป็นเรื่องของเด็กชายชาวอังกฤษชื่อ เดนนิส มิตเชลล์ ที่ใส่เสื้อลายสีดำและสีแดงกับหมาคู่หูที่ชอบขยันทำเรื่องแสบๆด้วยความไร้เดียงสาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อเขาไปที่ไหนที่นั้นต้องวายวอดทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว ร้านค้า แต่บุคคลที่โดนหนักที่สุดคือเพื่อนบ้านที่ชื่ออดีตนายทหารที่เข็ดขยาดกับฤทธิ์ของเด็กคนนี้ จนแทบอยากย้ายบ้านหนี เรียกว่าพล็อตเหมือนกับเดนนิสอเมริกาเลยน่ะเนี้ย และที่น่าเหลือเชื่ออีกคือผู้สร้างเดนนิสอังกฤษได้เผยว่าแรงบันดาลใจมาจากลูกชายแท้ๆ ของเขาอีก แน่นอนครับว่าผู้สร้างทั้งสองออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ เลย มันเป็นเรื่องบังเอิญล้วนๆ และการ์ตูนเรื่องนี้ได้เปลี่ยนชื่อว่า “เดนนิส” เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและจำผิด กระนั้นการ์ตูนเดนนิสอังกฤษก็กลายเป็นการ์ตูนอมตะพอๆ กับเดนนิสอเมริกาเรียบร้อย
9. พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส เป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสและนาวาร์ตั้งแต่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1774 - 10 สิงหาคม ค.ศ. 1792 และเป็นกษัตริย์นาวาร์ไปพร้อมๆ กันในช่วงที่อยู่ในราชสมบัติประเทศต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมากจนเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งพระองค์ถูกประหารชีวิตขณะที่มีอายุเพียง 37 ปี - ครั้งเมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยังทรงพระเยาว์ พระองค์ได้ถูกโหราจารย์เตือนอยู่เสมอว่าให้ระวังวันที่ 21 ของทุกเดือนไม่งั้นจะมีเคราะห์ร้าย ซึ่งพระเจ้าหลุยส์กลัวเลขนี้มาก ซึ่งพระองค์จะไม่ทำกิจกรรมอะไรเลยในวันที่ 21 หากแต่เลข 21 ก็นำมาซึ่งเคราะห์ร้ายจนได้ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 1791 เกิดเหตุการณ์หน้าประวัติศาสตร์ของโลกคือปฏิวัติฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 16และพระราชินี ถูกจับในได้ที่วาแรนจ์ขนะหลบหนีออกจากฝรั่งเศส จนต้องถูกนำตัวกลับปารีส เมื่อวันที่ 21 กันยายน 1791 ฝรั่งเศสยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ออกและประกาศตนเป็นสาธารณรัฐ และสุดท้ายวันที่ 21 มกราคม 1793 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกบั่นพระเศียรด้วยกิโยติน !!
8. Roy Sullivan
จากสถิติโอกาสที่มนุษย์จะมีโอกาสถูกฟ้าผ่าได้สองครั้ง(ในวันและเวลาที่แตกต่างกัน) แต่กระนั้นก็มีมนุษย์บางคน(และคนเดียวในโลก)ที่ถูกฟ้าผ่า 7ครั้ง !!! (นักคณิตศาสตร์ประเมินความเป็นไปได้ที่คนคนหนึ่งจะถูกฟ้าผ่า 7 ครั้ง มีโอกาสเพียงแค่ 1 ใน 16,000,000,000,000,000,000,000,000 (16 ตามด้วยศูนย์ 24 ตัว) - รอย ซัลลิแวน (7 กุมภาพันธ์ 1912 - 28 กันยายน 1983) เป็นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติชาวอเมริกัน ประจำอุทยานแห่งชาติเชนันโดอาห์ในรัฐเวอร์จิเนีย ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1942 ถึง 1977 โดยที่ซัลลิแวนได้เคยถูกฟ้าผ่ามาแล้วถึงเจ็ดครั้งในช่วงเวลาที่ต่างกัน ซึ่งสามารถรอดชีวิตมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับฉายา "มนุษย์สายล่อฟ้า" เขาได้รับการยอมรับในบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ในฐานะที่เคยได้รับอุบัติเหตุจากฟ้าผ่ามากกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ ที่ยังคงมีชีวิตอยู่(ในตอนนั้น) ซึ่งเขาถูกฟ้าผ่าเจ็ดครั้งในวันและเวลาที่แตกต่างกันต่อไปนี้ - 1942 ซัลลิแวนถูกฟ้าผ่าครั้งแรกระหว่างประจำการอยู่บนหอคอยระฆังระวังไฟป่า สายฟ้าฟาดลงมาที่ปลายเท้า ผลลัพธ์คือเล็บหัวแม่โป้งเท้าหลุด - 1969 ซัลลิแวนถูกฟ้าผ่าเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างที่กำลังขับรถลงเขา ความแรงของกระแสไฟฟ้าทำให้เขาหมดสติและเผาขนคิ้วจนไหม้เกรียม - 1970 ซัลลิแวนถูกฟ้าผ่าเป็นครั้งที่ 3 ระหว่างนั่งอยู่บนสนามหญ้า ทำให้ไหล่ซ้ายเป็นแผลไหม้ - 1972 ซัลลิแวนถูกฟ้าผ่าเป็นครั้งที่ 4 ระหว่างที่เขาอยู่ในที่ทำการอุทยานฯ คราวนี้เขาเสียเส้นผม หลังจากถูกฟ้าผ่ามาแล้ว 4 ครั้ง รอยคิดว่าเขาต้องไม่ประมาท นับตั้งแต่นั้นมา เขาพกกระติกน้ำติดตัวตลอดเวลาเพื่อเอาไว้ดับไฟ - 1973 ขณะที่ขับรถอยู่นั้น ฟ้าผ่าก็ฟาดลงกลางศีรษะของรอยอย่างแรงจนเขากระเด็นออกมานอกรถ และเป็นอีกครั้งที่เขาต้องเสียเส้นผม - 1976 ซัลลิแวนเห็นก้อนเมฆลอยตามเขาเหมือนจงใจ รอยเดาได้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา จึงพยายามวิ่งหนีแต่ก็ไม่พ้น เขาถูกฟ้าผ่าเป็นครั้งที่ 6 ตรงบริเวณลานตั้งแคมป์ - 1977 ซัลลิแวนถูกฟ้าผ่าเป็นครั้งที่ 7 ระหว่างที่กำลังนั่งตกปลา คราวนี้ค่อนข้างจะโดนหนักหน่อย เขาถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะหน้าอกและท้องเป็นแผลไฟลวก - แต่การรอดชีวิตจากฟ้าผ่านั้นมันไม่ดีเสียเลยเมื่อผู้คนต่างพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่อยู่ใกล้กับซัลลิแวน ในช่วงหลังอันเนื่องมาจากการกลัวถูกฟ้าผ่า และนี่จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจสำหรับเขา ครั้งหนึ่งเขาได้เคยกล่าวไว้ว่า "เช่น เมื่อผมเดินไปกับหัวหน้าพิทักษ์ป่าในวันหนึ่ง ได้มีฟ้าผ่าลงมา หัวหน้าได้กล่าวว่า ผมจะขอไปหาคุณในภายหลังก็แล้วกัน" - ในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1983 ซัลลิแวนได้เสียชีวิตลงในวัย 71 ปี ด้วยการยิงตัวเองเข้าที่ช่องท้อง หมวกเจ้าหน้าที่สองใบของเขาได้รับการจัดแสดงในกินเนสส์เวิลด์เอ็กฮิบิทฮอลในนครนิวยอร์กและรัฐเซาท์แคโรไลน่า
7. Poker winnings, to the unsuspected son
นายโรเบิร์ต ฟอลลอน (Robert Fallon) จากนอร์ธทัมเบอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ ขึ้นชื่อว่าเป็นนักโปกเกอร์ที่เก่งกาจ แต่ขี้โกง และชอบเดินทางไปเล่นโป๊กเกอร์ในหลายทีในโลก จนกระทั้งในปี 1858 เขาถูกนักเล่นพนันในวงใช้ปืนยิงเขาในบ่อนซานฟรานซิสโก เนื่องจากเขาจับโกหกได้ว่าเขาโกง แต่กระนั้นปัญหาตามมาก็คือเขาได้ทิ้งเงินเล่นโปกเกอร์ไว้ 600 ดอลลาร์ แต่ไม่มีใครเอาเงินจำนวนนั้นเพราะว่าเป็นเงินอับโชค เพื่อเป็นการแก้ปัญหาบรรดานักพนันที่ร่วมเล่นกับฟอลลอนจึงตัดสินใจเรียกคนดูมาเล่นแทนเพื่อให้ครบขา และคนดูคนนั้นก็ได้เงินจากการเล่นโป๊กเกอร์ได้อีก 2,200 ดอลลาร์ หากแต่วงโปกเกอร์แตกเสียก่อนเพราะว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาทลายวงและจับกุม - ต่อมาคดีนี้ก็ไปถึงศาล ศาลได้ตัดสินว่าคนดูคนนั้นควรส่งเงิน 600 ดอลลาร์ในตอนแรกให้แก่บุตรชายของฟอลลอน หากแต่ปัญหาตามมาคือฟอลลอนขาดติดต่อญาติไปหลายปี ทำให้หลายฝ่ายต้องสืบหาประวัติฟอลลอนไปพักใหญ่จนกระทั้งรู้มาว่าลูกชายของฟอลลอนนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเลยเพราะเขาก็คือ “คนดู” คนนั้นนั่นเอง เขาเป็นลูกแท้ๆ ของฟอลลอนที่เขาไม่เคยเห็นพ่อนานตั้ง 7 ปี !!!
6. The Narrative of Arthur Gordon Pym of Nantucket
ในศตวรรษที่ 19 เอ็ดการ์ อัลเลน โพ (1809-1849) เจ้าพ่อแห่งนวนิยายสยองขวัญยุคใหม่ได้เขียนนิยายที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งชื่อเรื่องเล่าของอาร์เธอร์ (The Narrative of Arthur Gordon Pym of Nantucket) ซึ่งวางแผงเมื่อปี 1838 เนื้อหาประมาณว่าเรือแตกมีผู้รอดชีวิตสี่คนและอยู่ในซากเรือหลายวันท่ามกลางอาหารขาดแคลน และเมื่อหลายวันต่อมาคนที่รอดชีวิตก็ตัดสินใจที่จะฆ่าและกินเด็กในห้องโดยสารที่ชื่อริชาร์ด ปาร์คเกอร์ - ในปี 1884 เรือใบมิยองเน็ตเกิดล้มลงกลางทะเลมีผู้รอดชีวิตเพียงสี่คนและติดอยู่ในเรือหลายวัน และสามลูกเรือตัดสินใจฆ่าเด็กในห้องโดยสาร โดยเด็กชายคนนั้นชื่อริชาร์ด ปาร์คเกอร์ !!
5. D-Day
เกมส์แก้ปริศนาอักษรไขว้เกือบเปลี่ยนประวัติศาสตร์ โดยเรื่องจองเรื่องคือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มพันธมิตรวางแผนที่จะบุกยุโรปในเดือนมิถุนายน 1944 ดังนั้นพวกเขาจึงต้องสร้างรหัสลับขึ้นมาแทนคำพูดเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อศึกรู้ความลับ โดยแต่ละฝ่ายจะใช้ชื่อแผนกลุ่มตนเอง เช่นหากเป็นการโจมตีทางเรือใช้รหัสว่า เนปจูน จุดหมายปลายทางฝรั่งเศส และจุดนัดพบคืออ่าวมัลเบอร์รี่สมทบยูทาร์และโอมาฮ่า โดยรหัสที่ว่านั้นถูกเก็บเป็นความลับอย่างยิ่งยอม หากแต่ว่าก่อน 33 วันที่จะมีแผนโจมตียุโรป รหัสลับหลายคำที่ว่าดันไปปรากฏในเกมส์อักษรไขว้ ในหนังสือพิมพ์เดลี เทเล กราฟ ของลอนดอน ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวครับถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งสร้างความวิตกกับพันธมิตรมากหากนาซีอ่านหนังสือพิมพ์นี้แล้วรู้รหัสนี้ โดยตัวอย่างรหัสดังกล่าว ก็เช่น - Juno , Gold และ Sword (รหัสชื่อชายหาดที่อังกฤษตั้งขึ้น) - Omaha (ชื่อชายหาดวัน D-Day ปรากฏออกมาเมื่อ 22 พฤษภาคม 1944) - Overlord (ปรากฏออกมาในวันที่ 27 พฤษภาคม) - Mulberry (ชื่อท่าเรือ ปรากฏในวันที่ 30 พฤษภาคม) - Neptune (ชื่อรหัสการโจมตีทางเรือ ปรากฏวันที่ 1 มิถุนายน ก่อนปฏิบัติการของทางฝ่ายพันธมิตรเพียงไม่กี่วัน) - ทำให้หน่วยงานรักษาความมั่นคงของอังกฤษก็คงจะนั่งอยู่เฉยไม่ได้ รีบแจ้งไปจับกุมสายลับของพวกนาซีมาให้ได้ แต่เมื่อสืบทราบที่มาพบว่าคนทำเกมส์ดังกล่าวเป็นครูโรงเรียนประถมธรรมดาอายุ 54 ปีชื่อ เลียวนาร์ด ดาวี (Leonard Dawe) (3 พฤศจิกายน 1889-12 มกราคม 1963) ที่เขาลงเกมส์ในหนังสือพิมพ์มานานกว่า 20 ปี และไม่รู้เรื่องวัน D-Day อะไรด้วย โดยการสอบสวนถามว่าเหตุใดเขาจึงต้องเลือกคำเหล่านี้มาใส่อักษรไขว์ด้วย โดยเขาตอบกลับไปว่ามันผิดกฎหมายเหรอที่เลือกคำที่เขาชอบมาใส่ในเกมส์ และนี้คือเรื่องบังเอิญที่เกือบเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก
4. She's behind you !
ปี 2010 ไมเคิล ดิ๊ก (Michael Dick) ชาวอังกฤษพยายามตามหาลูกสาวของเขาที่หายตัวไปยาวนาน 10 ปีนับจากเขาแยกจากภรรยาคนแรกของเขา เขาคาดว่าเธอน่าจะอยู่ที่ Sudbury , Suffolk แต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยพบเธอเลย แต่เขาก็ไม่ท้อถอยเมื่อเขาหันไปโฆษณาช่วยเหลือในหนังสือพิมพ์ โดยให้ช่างภาพกดชัตเตอร์ครอบครัวของเขาเพื่อรายงานสถานการณ์ของครอบครัวให้เธอทราบหากได้อ่านมัน - จนกระทั้งวันหนึ่งดิกก็พบกับลิซ่าที่ตอนนี้กลายเป็นคุณแม่อายุ 31 ปี ซึ่งเธอหายไปจากชีวิตไมเคิลนานถึง 10 ปี โดยสาเหตุที่เธอได้พบเขาก็เพราะเธอดันไปเห็นของเธอติดมายังรูปถ่ายไมเคิลและครอบครัวมาด้วย !! - ซึ่งภาพดังกล่าว ในฉากหลังลิซ่ากำลังเดินผ่านด้านหลังของครอบครัวของไมเคิลไม่กี่ฟุต โดยเธออธิบายสถานการณ์ว่าตอนนั้นว่าฉันกับแม่ยืนในสถานที่นี้แค่เดินเหมือนปกติทุกวันโดย เธอไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นั่น และบังเอิญช่างภาพกดชัตเตอร์ติดเธอพอดี เธอไม่รู้ว่าภาพดังกล่าวจะถูกนำไปโฆษณาหาคนหายในหนังสือพิมพ์ในเวลาต่อมา - ลิซ่าอธิบายสถานการณ์ว่า “บางทีอาจเป็นโชคซะตา”
3. Titanic
วันที่ 14 เมษายน ปี 1912 “ไททานิก” เรือเดินสมุทรใหญ่ที่ในโลกในขณะนั้น ได้ออกเดินทางครั้งแรก ด้วยความยิ่งใหญ่ของมันหลายคนต่างขนามมันว่า "เรือที่ไม่มีวันจม" แน่นอนผลเป็นไงก็รู้นะครับ ก็มันเกิดไปชนภูเขาน้ำแข็งแล้วจมลงสู่โดยท้องมหาสมุทร - ก่อนหน้านี้ 14 ปี ก่อนที่ไททานิกจะจมนั้นมีนวนิยายเรื่องหนึ่งออกสู่ท้องตลาด คนเขียนชื่อ มอร์แกน โรเบิร์ตสัน เรื่อง Futility เป็นนิยาย เนื้อเรื่องเกือบเหมือนไททานิกมากๆ คือเรื่องกล่าวถึงเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความหรูหรา อลังการ มโหฬาร และได้ฉายาว่า "เรือที่ไม่มีวันจม" เหมือนกันแค่นี้ยังไม่พอความน่าประหลาดใจอยู่ที่รายละเอียดของเรือและเหตุการณ์ที่สอดคล้องกันมาก ไม่ว่าจะเป็น - ในนิยาย เหตุเกิดในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ส่วนเรื่องจริง เหตุเกิดในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ - ในนิยาย เรื่อเดินทางจากนิวยอร์คไปลิเวอร์พูล ส่วนเรื่องจริง เรือเดินทางจากเซาแธมป์ตันไปนิวยอร์ค - ในนิยาย สาเหตุของการสูญเสียเกิดจาก เรือชนภูเขาน้ำแข็ง ใช้ความเร็วสูงเกิน มีเรือช่วยชีวิตน้อยเกินไป "จำนวนขั้นต่ำตามกฎหมายกำหนด" ส่วนเรื่องจริง สาเหตุของการสูญเสียเกิดจาก เรือชนภูเขาน้ำแข็ง ใช้ความเร็วสูงเกิน มีเรือช่วยชีวิตน้อยเกินไป "จำนวนขั้นต่ำตามข้อกำหนดของสภาการค้า" - ในนิยาย เหตุเกิดในเวลากลางคืนของเดือนเมษายน ส่วนเรื่องจริง เหตุเกิดเวลาห้าทุ่ม 40 นาที ในวันที่ 14 เมษายน - ในนิยาย เรือไททั่นได้ฉายาว่า เรือที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีในมหาสมุทร ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ส่วนเรื่องจริง เรือไททานิกได้ฉายาว่า เรือที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีในมหาสมุทร สิ่งมหัศจรรย์แห่งยุค เรือที่ไม่มีวันจม - ในนิยาย เรือมีความยาว 800 ฟุต ส่วนเรื่องจริง เรือมีความยาว 880 ฟุต - ในนิยาย น้ำหนักตัวเรือ 45,000 ส่วนเรื่องจริง น้ำหนักตัวเรือ 46,328 - ในนิยาย ระวางขับน้ำ 45,000 ส่วนเรื่องจริง ระวางขับน้ำ 66,000 - ในนิยาย กำลังขับเคลื่อน 40,000 แรงม้า ส่วนเรื่องจริง กำลังขับเคลื่อน 45,000 แรงม้า - ในนิยาย จำนวนใบจักร 3 ส่วนเรื่องจริง จำนวนใบจักร 3 - นอกจากนี้ในเรือก็มีเครื่องยนต์ 3 เครื่อง ทำความเร็ว 24-25 น็อต เท่ากับไททานิกเหมือนกัน ระวางบรรทุก 70,000 ตัน ซึ่งมากกว่าไททานิก 4,000 ตัน(ต่างกันไม่ถึง 6%) และสั้นกว่าเรือไททานิกเพียง 80 ฟุตเรือลำดังกล่าว ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งประกอบด้วยผู้โดยสารที่มีชื่อเสียงและคนในสังคมชั้นสูงเหมือนกับไททานิก จากนั้นมันก็ไปจนภูเขาน้ำแข็งกับวันที่ไททานิกจม และเรือช่วยชีวิตไม่พอและมันก็จมสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเหมือนกัน ที่สำคัญเรือในนิยายของโรเบิร์ตสัน มีชื่อว่า "เรือไททัน"
2. King Umberto I
ที่เมืองมอนซ่า สมเด็จพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 1 แห่งอิตาลี ได้เสร็จไปร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งเพื่อเสวยอาหารค่ำพร้อมกับเอมิลิโอ ปอนเซีย-วาญ่า (Emilio Ponzia-Vaglia) เสนาธิการของพระองค์ เมื่อพระองค์สั่งอาหารก็ได้สั่งเกตว่าเจ้าของร้านอาหารนั้นหน้าเหมือนเขาเป็นอย่างมากและทั้งคู่ก็เริ่มคุยจนเกิดความประทับใจต่อทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้พวกเขายังพบความคล้ายกันอื่นๆ อีกมากมากมาย - ทั้งคู่เกิดในวันเดียวกัน ปีเดียวกัน - ทั้งคู่เกิดในเมืองเดียวกัน - หญิงที่แต่งงานมีชื่อเดียวกันคือ มาร์เกอริตา (Margherita) - เจ้าของร้านเปิดร้านอาหารของเขาในวันเดียวที่สมเด็จพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 1 ครองราชย์เป็นกษัตริย์อิตาลี - และเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 1900 เจ้าของร้านดังกล่าวได้ถูกยิงลึกลับ และในวันเดียวกันนั้นเขาเองก็ถูกลอบสังหารจากผู้นิยมอนาธิปไตยท่ามกลางฝูงชน
1. Lincoln & Kennedy
Abraham Lincoln ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 16 และ John Fitzgerald Kennedy ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 35 ต่างมีความเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาด ดังเรื่องจริงต่อไปนี้ Abraham Lincoln ได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภา Congress ในปี 1846 John F. Kennedy ได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภา Congress ในปี 1946 ซึ่งห่างกัน 100 ปี พอดี หลังจากนั้นอีก 14 ปี... Abraham Lincoln ได้รับการเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 1860 John F. Kennedy ได้รับการเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 1960 ซึ่งห่างกัน 100 ปี อีกเช่นกัน คำว่า Lincoln และ Kennedy ต่างมีตัวอักษรทั้งหมด 7 ตัวเท่ากัน ทั้งคู่เป็นประธานาธิบดีที่ให้ความสนใจกับสิทธิของประชาชนเป็นหลัก รองประธานาธิบดีของทั้งคู่ชื่อ Johnson Andrew Johnson เป็นรองประธานาธิบดีของ Lincoln เกิดปี 1808 Lyndon Johnson เป็นรองประธานาธิบดีของ Kennedy เกิดปี 1908 ชื่อของรองประธานาธิบดีทั้งสองมีความยาว 13 ตัวอักษรเท่ากัน และทั้งคู่เกิดห่างกัน 100 ปีพอดี Lincoln มีลูก 2 คน ชื่อ Edward และ Robert Kennedy มีน้อง 2 คน ชื่อ Edward และ Robert Lincoln ต้องพบกับความสูญเสียเมื่อ ลูกชื่อ Edward ป่วยและเสียชีวิต Kennedy ต้องพบกับความสูญเสียเมื่อ น้องชื่อ Robert ถูกยิงเสียชีวิต เลขาฯ ของประธานาธิบดี Lincoln ชื่อ Kennedy ได้แนะนำว่าไม่ควรเดินทางไปที่โรงละครในวันที่ถูกยิง เลขาฯ ของประธานาธิบดี Kennedy ชื่อ Lincoln ได้แนะนำว่าไม่ควรเดินทางไปที่เมือง Dallas ในวันที่ถูกยิง และประธานาธิบดีทั้งสองก็ถูกยิงจนเสียชีวิตอย่างปริศนา มือสังหารที่สังหารประธานาธิบดีทั้งสองเป็นชาวใต้เหมือนกัน John Wilkes Booth ซึ่งเป็นมือปืนที่สังหาร Lincoln เกิดในปี 1839 Lee Harvey Oswald ซึ่งเป็นมือปืนที่สังหาร Kennedy เกิดในปี 1939 ทั้งสองเกิดห่างกัน 100 ปี ชื่อมือปืนทั้งคู่มีความยาว 15 ตัวอักษรเท่ากัน Lincoln ถูกยิงขณะที่อยู่ในโรงละครชื่อ "Kennedy" Kennedy ถูกยิงขณะที่อยู่ในรถยี่ห้อ "Lincoln" ทั้งคู่ถูกยิงในวันศุกร์ และถูกยิงที่ศีรษะเหมือนกัน ทั้งคู่ถูกยิงในขณะที่มีภรรยาอยู่เคียงข้าง Booth หลังจากซุ่มยิงประธานาธิบดี Lincoln ที่โรงละครแล้วได้หนีไปซ่อนตัวที่โกดัง Oswald หลังจากซุ่มยิงประธานาธิบดี Kennedy จากโกดังแล้วได้หนีไปซ่อนตัวที่โรงละคร ทั้ง John Wilkes Booth และ Lee Harvey Oswald เสียชีวิตก่อนที่จะได้รับการพิจารณาคดีในชั้นศาล

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น