10 อันดับ จุดหมายปลายทางดีที่สุดสำหรับนักเที่ยวอิสระ ประจำปี 2011

update :27/11/2013 19:00
views : 1746
ที่มา :
เอาใจขาเที่ยวกันบ้างใน "10 อันดับ จุดหมายปลายทางดีที่สุดสำหรับนักเที่ยวอิสระ ประจำปี 2011 "
10. อุทยานแห่งชาติต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา
หลังหลุดโผการจัดอันดับต่างๆ ทางด้านท่องเที่ยวเป็นเวลาหลายปี ในที่สุด “สหรัฐอเมริกา” ก็กลับมาเจิดจรัสอยู่บนแผนที่ท่องเที่ยวอีกครั้ง เพราะโผ ด้านการท่องเที่ยวของหลายสำนักในปีนี้ ล้วนมีสถานที่ท่องเที่ยวของสหรัฐอเมริกาติดอันดับเข้ามาด้วย หลายปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกจำนวนไม่ น้อยที่มองข้ามสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังมีกฏระเบียบด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด ทำให้การเข้าเมืองเป็นเรื่องยุ่งยาก แม้ ว่าปัจจุบันสหรัฐอเมริกาจะยังคงเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยเหมือนเดิม แต่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ผันผวนก็ทำให้นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ สามารถ เดินทางไปเยือนในราคาที่ถูกลงกว่าเดิม ลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายของสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นอะไรที่น่าทึ่งเสมอในหมู่นักท่องเที่ยว ถึงแม้ว่า กรุงนิวยอร์ก ฮาวาย ไมอามี และลอสแอนเจลิส จะเป็นสถานที่สุดฮอตในหมู่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ แต่สหรัฐอเมริกายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ (และถูกกว่า) ให้เที่ยวชมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ อาทิ เยลโลว์สโตน (เป็นอุทยานแห่งแรกของโลกและของสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่สุดในสหรัฐฯ ภายในมีบ่อน้ำร้อนและน้ำพุร้อนมากกว่า 10,000 แห่ง), แกรนด์แคนยอน, ภูเขาแมคคินเลย์ (เด นาลี่) และโยเซมิตี้ เป็นต้น นอกจากจะได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตาแล้ว ยังมีนักเที่ยวอิสระจำนวนไม่น้อยที่ชอบไล่ล่าหรือสะสมตรา ประทับของแต่ละอุทยานฯ โดยจะประทับตราลงในคู่มือนำเที่ยวอุทยานแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า “พาสสปอร์ต ทู ยัวร์ เนชั่นแนล พาร์คส์ ” ทุกครั้งที่ เดินทางไปเยือนอุทยานฯ ต่างๆ ซึ่งมีอยู่ถึง 394 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา
9. ประเทศกาตาร์
ที่ผ่านมา “ดูไบ” เคยเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อต้องเดินทางไปเยือนตะวันกลาง แต่หลังจาก “กาตาร์” ได้รับ เลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 2022 นักท่องเที่ยวก็เริ่มให้ความสนใจประเทศ “กาตาร์” มากขึ้น ถึงแม้จะไม่ใช่แฟนบอล ตัวพ่อ แต่นักท่องเที่ยวบางคนก็อดใจรอชมสภาพบ้านเมืองกาตาร์ผ่านทางหน้าจอทีวีในอีก 10 ปีข้างหน้าไม่ไหว เพราะจะว่าไปแล้ว ชายหาดของ กาตาร์ก็สวยงามไม่แพ้ที่ดูไบ แถมภัตตาคารหรู ร้านค้า และคลับต่างๆ ก็ไม่มีผู้คนเพลุกพล่านเหมือนอย่างในดูไบอีกต่างหาก (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ถึงจะยังไม่มีการสำรวจค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่กาตาร์อย่างเป็นทางการ แต่ค่าใช้จ่ายในการยื่นขอวีซ่า 30 วันถือว่าไม่สูงมาก และถ้าต้องการ ประหยัดค่าใช้จ่ายหรืออยากเที่ยวชมเมืองแบบชิลๆ ก็สามารถใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ หรือแวะช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองและรับประทานอาหารที่ ซุกส์ (souqs) ซึ่งก็คือ ตลาดสไตล์อาหรับนั่นเอง
8. อินโดนีเซีย (ที่ไม่ใช่บาหลี)
แม้ว่า “บาหลี” จะอยู่ในเรดาห์ของนักเที่ยวอิสระมานานหลายปี และยังคงได้ชื่อว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวไม่สูง มากตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่อินโดนีเซียไม่ได้มีดีแค่บาหลี แถมการไปเที่ยวในสถานที่ๆ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยนิยมจะทำให้ค่าใช้จ่ายถูก ลงมาก จึงมีเงินเหลือพอที่จะท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ได้มากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะโตขึ้นแบบสวนกระแสในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวที่นั่นยังถือว่าถูกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปตามสถานที่ๆ ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวสุดฮอตอย่างบาหลี เป็น ต้น แม้ว่าการท่องเที่ยวนอกกระแส หรือออกไปผจญภัยตามสถานที่ต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยไปกัน อาจไม่สะดวกสบายเ่ท่าที่บาหลี แต่ รางวัลที่ได้ก็คือ การได้สัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ วัฒนธรรม/ความเชื่อที่หลากหลาย นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมีเกาะใหญ่น้อยเกือบ 18,000 แห่งให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางไปสำรวจและเยี่ยมชม
7. โปรตุเกส
แม้โปรตุเกสจะมีพรมแดนติดประเทศสเปน แต่กลับเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยว (ที่ไม่ใช่ชาวสเปน เยอรมนี สหรัฐฯ) เดินทางไปเยือนค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเคยถูกปกครองภายใต้ระบบแบบเผด็จการจึงถูกตัดขาดจากประเทศอื่นๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว ถึงแม้จะอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จ การมานานเกือบ 50 ปี (ถึงปี ค.ศ. 1974 หรือ พ.ศ. 2517) แต่สภาพบ้านเมืองของโปรตุเกสก็ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 20- 30 ปีที่ผ่านมา จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่น่าสนใจในโปรตุเกสมีอยู่มากมายหลายแห่งด้วยกัน ไม่่ว่าจะเป็น “ลิสบอน” ซึ่งนอกจากจะเป็น เมืองหลวงและเมืองใหญ่สุดในโปรตุเกสแล้ว ยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งบันเทิงยามค่ำคืน ส่วนท่านที่ชื่นชอบโบราณสถานก็ต้อง เดินทางไปที่เมือง “ปอร์โต” เพราะนอกจากจะเป็นเมืองอุตสาหกรรมอันทันสมัยแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางของโบราณสถานสมัยจักรวรรดิโรมัน ซึ่ง ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก นอกจากนี้ยังมีเมือง “กูอิมบรา” ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่า เก่าแก่ที่สุดในโลก และยังอยู่ใกล้กับซากโบราณสถานสมัยโรมันขนาดใหญ่ที่สุดด้วย แต่ถ้ายังไม่หนำใจก็ต้องมุ่งหน้าไปที่ “ซินตรา” ซึ่งเป็นเมือง โบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก หรือไม่ก็เดินทางไปที่เมือง “เอโวร่า” ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานและศาสน สถานสมัยจักรวรรดิโรมันที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเช่นกัน
6. นิการากัว
อันที่จริงประเทศในแถบอเมริกากลาง เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางสไตล์อินดี้มานานหลายปีแล้ว โดยประเทศแรกที่ได้รับ ความนิยมก็คือ คอสตาริกา หลังจากนั้น กัวเตมาลาและปานามาก็ได้รับความนิยมตามมา ขณะที่ “นิการากัว” ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมจากนักท่อง เที่ยวมากนัก จึงถือเป็นประเทศในแถบอเมริกากลางที่น่าสนใจสำหรับนักเที่ยวอิสระในปีนี้ “นิการากัว” เป็นประเทศที่มีชายฝั่งเป็นแนวยาวจาก เหนือจรดใต้ โดยทิศตะวันออกติดทะเลแคริบเบียน ส่วนทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากจุดเด่นเรื่องชายฝั่งแล้ว นิการากัวยังมีภูเขาไฟ ทะเล สาปขนาดใหญ่ และหมู่เกาะคอร์น ไอส์แลนด์ส ซึ่งมีทรัพยากรใต้น้ำอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญพื้นที่เกือบ 1 ใน 5 ของประเทศถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ อนุรักษ์จึงมีทรัพยากรธรรมชาติและัสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวสไตล์ “อีโคทัวร์” จึงเป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นใน “นิการากัว” เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในแถบอเมริกลาง แม้ว่า “มานากัว” ซึ่งเป็นเมืองหลวงของนิการากัว จะได้รับความเสียหายร้ายแรงจาก เหตุแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1972 (พ.ศ. 2515) แต่เมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงามอย่าง “กรานาดา” และ “เลออน” (ซึ่งเคยตกเป็น อาณานิคมของจักรวรรดิสเปน) ก็สามารถเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปจากเมืองหลวงได้เป็นอย่างดี โดย กรานาดา ได้ชื่อว่าเป็นเมืองอาณานิคมเก่าแก่ที่สุด ในนิการากัว ขณะที่ เลออน เองก็มีสถาปัตยกรรมโบราณในยุคอาณานิคมที่ได้รับการดูแลรักษาดีที่สุดในประเทศ
5. ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
ที่ผ่านมา นักเที่ยวอิสระที่ต้องการเดินทางไปสำรวจประเทศในแถบคาบสมุทรบอลข่าน ซึ่งเคยเป็นสาธารณรัฐหนึ่งในหกแห่งของยูโกสลาเวียเดิม มัก นิยมเดินทางไปเยือนประเทศ “โครเอเชีย” เนื่องจากมีทัศนียภาพที่งดงาม ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือได้รับความสนใจ จากนักท่องเที่ยวมากนัก แต่ปัจจุบันนี้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนโครเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบสงบ กลับเริ่มคราคร่ำไป ด้วยนักท่องเที่ยว หากนักเที่ยวอิสระคนไหนต้องการเดินทางไปเยือนดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวียเดิม แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่อง เที่ยวมากนัก ทั้งยังมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามไม่แพ้โครเอเชีย ก็ต้องมุ่งหน้าไปเยือน “บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา” แม้ปัจจุบัน บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จะได้รับเอกราชแล้ว แต่ยังคงมีร่องรอยบาดแผลจากสงครามยูโกสลาเวีย ที่เกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อและรุนแรงในช่วงปี ค.ศ. 1990 (ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้น ไป) ปรากฏให้เห็นตามอาคารบ้านเรือนต่างๆ นอกจากจะได้เห็นผลกระทบจากสงครามแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้ชมวิวทิวทัศน์ของภูเขาและสายน้ำที่ สวยตะลึง ได้ชมโบราณสถาน อาทิ ป้อมปราการและสะพานโบราณ ตลอดจนศาสนสถานเก่าแก่ ซึ่งมีให้เห็นทั้งมัสยิดและโบสถ์คาทอลิก ทั้งยังมี กิจกรรมสุดท้าทายให้เลือกทำมากมาย เช่น พายเรือคายัคในแม่น้ำ ล่องแก่ง เดินป่า และปีนเขา เป็นต้น
4. กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
ความจริงแล้วประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเดินทางสไตล์ อินดี้มานานหลายปีแล้ว และมีนักเดินทางจำนวนไม่น้อยที่พอออกจากประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงแล้ว ก็บินไปต่อเครื่องที่สนามบินใน กรุงกัวลาลัมเปอร์โดยไม่ได้แวะเที่ยวชมเมืองเลย จะว่าไปแล้วนับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ถ้าหากเดินทางไปมาเลเซียเพียงเพื่อต่อเครื่องบิน เพราะที่ นั่นมีสิ่งที่น่าสนใจให้เที่ยวชมมากมาย แถม “กัวลาลัมเปอร์” ยังเป็นเมืองหลวงที่สวยงามมาก เพราะมีพื้นที่สีเขียวมากมาย และมีรูปแบบ สถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ทั้งยังมีอาหารสไตล์จีนและอินเดียแสนอร่อยให้เลือกลิ้มลองมากมาย
3. ประเทศแอลจีเรีย
เมื่อพูดถึงชายหาดริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักนึกถึงประเทศในแถบยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และ กรีซ ซึ่งล้วน แล้วแต่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวค่อนข้างสูง แต่ถ้าดูจากแผนที่โลกแล้วจะเห็นว่า ไม่ได้มีเพียงประเทศในแถบยุโรปเท่านั้นที่มีพรมแดนติด ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับทวีปยุโรป ก็มีแนวชายฝั่งติดทะเลดังกล่าวเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอลจีเรีย” ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่สุดบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ผ่านมา แอลจีเรียมีปัญหาความไม่สงบในประเทศอย่างยืดเยื้อยาวนานเช่น เดียวกับประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา และแม้ว่าปัจจุบันนี้ สหรัฐอเมริกาจะยังคงประกาศเตือนพลเมืองของตนให้ระมัดระวังเมื่อต้องเดินทางไปเยือน ประเทศนี้ แต่แอลจีเรียก็เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2003 (พ.ศ. 2546) เป็นต้นมา แม้ว่าการเดินทางท่อง เที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในแอลจีเรียอาจไม่สะดวกสบายและค่อนข้างยากลำบากเมื่อเทียบกับในหลายประเทศ แต่ก็เหมาะสำหรับนักเดินทางที่กล้าหาญ ติดดิน รักการผจญภัย และชอบท่องเที่ยวในราคาสบายกระเป๋า
2. ประเทศแอลเบเนีย
“แอลเบเนีย” เป็นประเทศที่มีภูเขาสูงชันทอดตัวเป็นแนวยาว แม่น้ำใสสะอาด และมีชายฝั่งระยะทางยาวหลายร้อยกิโลเมตรทั้งในฝั่งทะเลเอเดรียติก และทะเลไอโอเนียน จึงมีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้ชายหาดของ กรีซ อิตาลี และโครเอเชีย แต่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก และคาดว่าน่าจะยังคงมีราคาถูกต่อ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป นอกจากนี้ แอลเบเนีย ยังมีเมืองที่สดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาทั้งในเวลากลางวัน-กลางคืน มีซาก ปรักหักพังของโบราณสถานสมัยจักรวรรดิโรมันให้สำรวจและศึกษา ส่วนอาหารก็อร่อยและราคาถูก ที่สำคัญ ชาวแอลเบเนียยังเป็นมิตร และยินดีให้ ความช่วยเหลือหรือแนะนำสถานที่ต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย
1. ประเทศคูราเซา และประเทศซินท์ มาร์ติน
นอกจากเหนือจากประสบการณ์ ภาพถ่าย และความประทับใจที่ได้เดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่นักเที่ยวอิสระหลายคนรู้สึก ภาคภูมิใจทุกครั้งที่เห็น และมีหลายคนชอบสะสม นั่นก็คือ “ตราประทับ” ของประเทศต่างๆ ในหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตนั่นเอง ข่าวดีก็คือ…เมื่อ เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ได้มีประเทศเกิดใหม่แบบสดๆ ร้อนๆ พร้อมกันถึง 2 แห่ง โดยนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2010 เป็นต้นมา “เนเธอร์แลนด์แอนทิลลิส” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะเลสเซอร์แอนทิลลิส ในทะเลแคริบเบียน และมีฐานะเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ได้ถูก ยุบหรือลบออกจากสารบบอย่างเป็นทางการแล้วถึงจะเป็นประเทศเกิดใหม่ แต่ทั้ง “คูราเซา” และ “ซินท์ มาร์ติน” ล้วนเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่อง เที่ยวชาวยุโรปอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ซินท์ มาร์ติน” ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบิน “ปริ๊นเซส จูเลียนา” ที่ติด 1 ใน 10 สนามบินน่ากลัวที่สุดใน โลก ด้วยเหตุนี้ นักเที่ยวอิสระจึงควรรีบเดินทางไปเยือน 2 ประเทศนี้เสียแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า และมีนักท่องเที่ยวเดินทาง ไปเยือนมากขึ้นกว่านี้

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น