10 อันดับ เมืองที่ท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก 2011

update :27/11/2013 16:38
views : 1306
ที่มา : เครดิต : lonelyplanet
วันนี้ทีมงาน Toptenthailand.com จะมาเสนอ "10 อันดับ เมืองที่ท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก" เป็นการจัดอันดับโดย lonelyplanet
10. เชียงใหม่
มาเริ่มที่อันดับ 10 ครับ เชียงใหม่นั้นเอง ติดอันดับกับเค้าด้วยนะเนี่ย !!!! สุโค่ยยยยยยยย ชาวเชียงใหม่เฮกันหน่อยยยย จังหวัด เชียงใหม่ เป็นหนึ่งใน 75 จังหวัดของไทย ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20,107 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ และมีจำนวนประชากรประมาณ 1.63 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ แบ่งการ ปกครองออกเป็น 25 อำเภอ (โดยที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาเป็นอำเภอลำดับที่ 25 ของจังหวัด และลำดับที่ 878 ของประเทศ) จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาในระดับสูง มีศักยภาพในการพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการลงทุน จนเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากกรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มี แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมมากมาย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรล้านนาในสมัย โบราณ มีภาษาล้านนา (คำเมือง) เป็นภาษาท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกับจังหวัดอื่น ๆ ทั้งด้านประเพณีและ วัฒนธรรมอันดีงาม (ทีมงาน toptenthailand อยากจะไปจริงๆ)
9. Newcastle
อันดับ 9 ตกเป็นของ เมือง Newcastle ในประเทศอังกฤษ
8. Delhi
เดลี หรือในชื่อท้องถิ่นว่า ดิลลี ชื่อเต็มคือ National Capital Territory of Delhi (NCT) เป็นมหานครที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ อินเดียและมีประชากรมากเป็นอันดับสองของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ เดลีเก่า และเดลีใหม่ (นิวเดลี) ซึ่งเป็นเมืองหลวง ปัจจุบันของอินเดีย
7. Ghent
เกนต์ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอีสต์ฟลานเดอส์ในบริเวณเฟลมมิชในประเทศเบลเยียมในประเทศ เบลเยียม เดิมตัวเมืองเริ่มจากการตั้งถิ่นฐานที่ปากแม่น้ำสเกลต์และแม่น้ำลูส ในยุคกลางเกนต์เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและมั่งคั่งที่ สุดในตอนเหนือของยุโรป ในปัจจุบันเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเกนต์ เกนต์เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นลำดับสองของ ประเทศเบลเยียมโดยจำนวนประชาชน บริเวณตัวเมืองและปริมณฑลมีเนื้อที่ 1,205 ตารางกิโลเมตรและมีประชากรทั้งหมด 594,582 คน (1 มกราคม 2008) ทุกปีเป็นเวลาสิบวัน เกนต์จะเป็นที่จัดงาน “เทศกาลเกนต์” ที่มีผู้เข้าร่วมงานราวสองล้านคน
6. Iquitos
อันดับ 6 ตกเป็น ของ Iquitos ในประเทศเปรู
5. Valencia
บาเลนเซีย เป็นเมืองหลวง ของแคว้นบาเลนเซียและจังหวัดบาเลนเซีย เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ สเปนและเป็นย่านอุตสาหกรรม ใหญ่ริมชายฝั่งโกสตาเดลอาซาอาร์ (Costa del Azahar) ในปี พ.ศ. 2549 เฉพาะเมืองนี้มีจำนวน ประชากรคือ 807,396 คน ส่วน ประชากรในเขตมหานคร (เขตเมืองรวมกับเมืองบริวาร) มีจำนวน 1,807,396 คน นายก เทศมนตรีของเมืองปัจจุบันคือ นางรีตา บาร์เบรา โนยา (Rita Barber? Nolla) เมืองบาเลนเซียมีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน มีฤดูร้อนที่แห้งอบอุ่นและอากาศหนาวที่ ไม่รุนแรง มีสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงคือ สโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย
4. Wellington
เวลลิงตัน (อังกฤษ: Wellington) เป็นเมืองหลวงของประเทศนิวซีแลนด์ เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ "เวลลิงตัน เมืองแห่งสายลม" เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีสายลมพัดผ่านมากที่สุดของนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ปลายสุดของเกาะเหนือ ระหว่างช่องแคบคุกกับ Rimutaka Range ชื่อของเมืองหลวงแห่งนี้มาจากชื่อที่ตั้งเป็นเกียรติแด่ อาร์เธอร์ เวลเลสลีย์ (Arthur Wellesley) มีประชากรทั้ง สิ้น 430,000 คน นับเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 รองจากโอ๊คแลนด์ เวลลิงตันเป็นที่ตั้งของรัฐสภา สถานทูต และ กงสุลต่างๆ เป็นศูนย์กลางของศิลปะวัฒนธรรมและความมีชีวิตชีวา ในเมืองจะเต็มไปด้วยร้านอาหารรสเลิศ ร้านกาแฟ และ กิจกรรมยามค่ำคืน นอกจากการเป็นเมืองหลวงแล้ว เวลลิงตันยังมีความสำคัญ คือเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ที่ใช้สัญจรผ่านไปสู่ เกาะใต้ ตามแนวเขาลาดชันชายฝั่ง จะเห็นสิ่งปลูกสร้างไม้สไตล์วิคตอเรียขึ้นอยู่เป็นทิวแถว อุณหภูมิอบอุ่นกำลังดีระหว่าง 9-13 องศาเซลเซียสในหน้าหนาว ส่วนหน้าร้อนประมาณ 17-22 องศาเซลเซียส
3. Tel Aviv
เทลอาวีฟ-ยาโฟ หรือมักหมายถึง เทลอาวีฟ (อังกฤษ: Tel Aviv) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของประเทศอิสราเอล มี ประชากรราว 393,900 คน เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยพื้นที่ 51.8 ตร.กม. (20.0 ตร.ไมล์) เทลอาวีฟก่อ ตั้งในปี ค.ศ. 1909 บนเขตพื้นที่รอบนอกของเมืองท่าโบราณจัฟฟา ความเจริญของเทลอาวีฟได้ก้าวไปไกลกว่าเมืองจัฟฟาที่ใน ตอนนั้นเป็นของอาหรับอยู่ จนเทลอาวีฟและจัฟฟาถูกรวมเป็นเมืองเดียวกันในปี ค.ศ. 1950 สองปีหลังจากการก่อตั้งรัฐ อิสราเอล นครสีขาวแห่งเทลอาวีฟได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกในปี 2003 ถือเป็นการรวมกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่ ใหญ่ที่สุดในโลก เทลอาวีฟเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในอิสราเอล เป็นที่ตั้งของตลาดหุ้นเทลอาวี ฟและสำนักงานและศูนย์กลางการพัฒนาและวิจัยหลายแห่ง การที่เมืองมีชายหาด บาร์ คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านค้าราคาแพง ภูมิ อากาศที่ดีและชีวิตคนเมือง ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังได้ฉายาว่า "เมืองที่ไม่เคยหลับ" อีกด้วย และยังเป็นเมืองหลวงการเงินของประเทศ และเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะการแสดงและศูนย์กลาง การค้า เขตเมืองของเทลอาวีฟยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของตะวันออกกลางด้านเศรษฐกิจ และเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดใน โลกในอันดับที่ 17
2. Tangier
อันดับ 2 ตกเป็นของ แทนเจียร์ ใน โมร๊อคโค
1. New York
มหานครนิวยอร์ก หรือที่นิยมเรียกกันว่า นิวยอร์กซิตี้ เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองที่เจริญที่สุดใน โลก เป็นมหานครเอกของโลก จัดได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม บันเทิง ที่สำคัญที่สุดของโลก เป็นเมือง ที่มี ตึกระฟ้า ตึกสูงมากที่สุดในโลก ตลอดระยะเวลา 150 ปี และยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ อีกด้วย นิวยอร์กตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย 5 เขตปกครองที่ เรียกว่า โบโรฮ์ (Borough) คือ เดอะบรองซ์ บรูคลิน แมนแฮตตัน ควีนส์ และสแตตัน ไอส์แลนด์ ประชากรรวมทั้งหมดประมาณ 8,274,527 คน ภายในพื้นที่ 790 ตร.กม. (305 ตร.ไมล์) นอกจากจะเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดแล้ว สัดส่วนพื้นที่ต่อ ประชากรยังถือว่าหนาแน่นที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ลักษณะเฉพาะของนิวยอร์กที่แตกต่างไปจากเมืองแห่งอื่นของสหรัฐ อเมริกา มีให้เห็นหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ระบบขนส่งที่มีโครงข่ายขนาดใหญ่ ความเหมือนและความแตกต่างกันของประชากร ในปี 2005 มีภาษาประมาณ 170 ภาษาที่ใช้กันในเมืองแห่งนี้ และ 36% ของประชากรไม่ได้เกิดและโตในสหรัฐอเมริกา ระบบ รถไฟใต้ดินนครนิวยอร์กที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง บวกกับการจราจรและผู้คนที่พลุกพล่านอยู่ตลอดเวลา จึงมีคำเปรียบ เปรยถึงนิวยอร์กว่าเป็น “เมืองที่ไม่เคยหลับไหล” ขณะเดียวกันเมืองแห่งนี้ยังมีชื่อเล่นอื่นๆ อีกด้วยอย่าง “กอร์ทเทม” (Gotham) และ “บิ๊กแอปเปิล” (Big Apple) ชาวดัชต์ถือเป็นผู้คนกลุ่มแรกที่เข้ามาเริ่มปักหลักทำการค้าในปี 1624 ซึ่งนั้นได้ทำให้เมืองแห่ง นี้เป็นศูนย์กลางของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1785 จนกระทั่งปี 1790 และเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 1790 เทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty) ได้ให้การต้อนรับผู้มาเยือนหลายล้านคน ที่เดินทางมายังสหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จน กระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 วอลล์สตรีท (Wall Street) ที่ตั้งอยู่ในแมนแฮตตันตอนใต้ ก็ถือเป็นศูนย์กลางที่มีอิทธิพลต่อระบบการ เงินของโลกมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE: New York Stock Exchange) ใน ปัจจุบัน นิวยอร์กมีสถานที่แห่งสำคัญที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่งของโลกอีกมากมาย รวมทั้งตึกที่เคยสูงที่สุดใน โลกอย่างตึกเอ็มไพร์สเตท (Empire State Building) อีกด้วย นิวยอร์กยังเป็นบ้านเกิดของวัฒนธรรมที่หลากหลายๆ ไม่ว่าจะเป็น งานวรรณกรรมและทัศนศิลป์ที่เรียกว่า ฮาเล็ม เรอเนสซองค์ (Harlem Renaissance) งานภาพเขียนที่เรียกว่าศิลปะกึ่งนามธรรม (Abstract Expressionism) หรือที่รู้จักกันว่า “นิวยอร์กสคูล” วัฒนธรรมทางดนตรีอย่าง ฮิปฮอป พังค์ ซัลซ่า และดิสโก้ รวมทั้ง ยังเป็นบ้านเกิดของละครบรอดเวย์อีกด้วย

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น