10 อันดับ สัตว์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีในโลก!!

update :27/11/2013 15:41
views : 11482
ที่มา :
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ สัตว์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีในโลก!!"
10. Angora Rabbit
กระต่ายพันธุ์ แองโกล่า ( Angora Rabbit ) เป็นกระต่ายขนยาวที่สุดในโลก ขนมีลักษณะอ่อนนุ่ม มีถิ่นกำเนิดมาจาก เมืองแองโกล่า ( Ankara ) ประเทศตรุกี ( Turkey ) เช่นเดียวแมงแองโกล่า, แพะแองโกล่า เป็นที่นิยมในประเทศฝรั่งเศสในยุคกลาง ปี ค.ศ.1700 และเข้ามาในอเมริกาประมาณปี 1900 กระต่ายแองโกล่าแบ่งออกได้เป็น 5 สายพันธุกระต่าย แองโกล่า สายพันธุ์อังกฤษ, กระต่ายแองโกล่า สายพันธุ์ฝรั่งเศส,กระต่ายแองโกล่า สายพันธุ์ไจแอนท์, กระต่ายแองโกล่า สายพันธุ์ซาติน นอกจากนี้ยังมีการแตกสายพันธุ์อีกมากมาย เช่น จีน, สวิส, ฟินแลนด์ กระต่ายพันธุ์แองโกล่าเหล่านี้ล้วนมีมีขนาดเล็กมาก อายุเฉลี่ย 5-7 ปี ต้องเลี้ยงในบ้านและดูแลอย่างดีและอ่อนโยนเพราะอายุไขสั้นอีกทั้งขนยาวถ้า ไม่ดีอาจรุงรัง ตอนนี้ยังไม่พบว่ามีขายทั่วไปในเมืองไทย
9. Dumbo Octopus
ปลาหมึก ดัมโบ้ หรือ Grimpoteuthis เป็นปลาหมึกน้ำลึกขนาดเล็กมากมีขนาดเมื่อโตเต็มวัย ประมาณ 20 เซนติเมตร มีร่างกายอ่อนนุ่ม และกึ่งโปล่งใมีลักษณะคลีบที่เหมือนใบหูใหญ่บนหัว (แต่ความจริง เป็นลำตัวไม่ใช่หัว) ทำให้ดูเหมือนตัวการ์ตูนช้างดัมโบ้จากจากการ์ตูนดังของดีสนีย์ (Walt Disney’s) คลีบใหญ่นี้มีประโยชน์ในการช่วยว่ายน้ำ การเคลื่อนที่ โดยใช้ครีบ และขยับหนวด ดันน้ำเข้าสู่ช่องดูดน้ำ เพื่อผลักดันน้ำออกมาเป็นไอพ่น พวกมันสามารถว่ายน้ำลอยขึ้นเหนือท้องทะเลได้เล็กน้อยเพื่อมองหาเหยื่อ จำพวก หอยทาก หนอน อื่นๆ สามารถค้นพบได้ทุกมหาสมุทรความลึกที่พบ ปลาหมึก ดัมโบ ประมาณ 100 - 5000 เมตร และเคยมีการค้นพบที่ความลึก 7000 เมตร
8. ตุ่นจมูกดาว
เจ้าตุ่นชนิดมีหน้าตาแปลกประหลาด โดยลักษณะของจมูกที่บานออกเป็นแฉก ๆ คล้ายดาวซึ่งจมูกนี้มีหนวดรับสัมผัส (fleshy tentacles) ถึง 22 เส้นอยู่รอบรูจมูก ซึ่งปลายสัมผัสที่ "จมูก" รึ "ดาว" ของมันมีมากมายราวหนึ่งแสนจุดเลยทีเดียว ตุ่นจมูกดาว อาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มชื้น ทางเขตตอนเหนือของอเมริกา ตะวันออกของแคนนาดา ตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ รวมทั้งชายทะเลที่ไกลออกไปถึงตะวันออกเฉียงใต้ของจอร์เจียเมื่อโตเต็มวัยมัน มีความยาว ประมาณ 15 ถึง 20 เซนติเมตร หนักประมาณ 55 กรัม มีฟัน 44 ซี หากินด้วยการใช้กรงเล็บอันทรงพลังในการขุดคุ้ยดินลงในพื้นที่ชุมน้ำหรือ ตะกอนลำธาร หนวดอันมากมายรอบจมูกของมันจะคอยสอดส่องหาบรรดาเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังตัวเล็กๆ ตัวอ่อน หนอน สัตว์จำพวกหอยและปลาหมึก รวมทั้งแมลงในน้ำ ประสาทรับสัมผัสอันว่องไวของเจ้าตุ่นตัวนี้ พิสูจน์ได้จากการที่มันสามารถจับเหยื่อเพื่อเขมือบลงท้องได้ในเวลาเพียง 120 มิลลิวินาที (และนี่ก็คือสถิติความเร็วสูงสุดในการระบุตำแหน่งและจัดการกับเหยื่อเคราะห์ ร้าย ไม่เพียงแต่บนบก ตุ่นจมูกดาวยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่สามารถดมกลิ่นใต้น้ำได้อีก ด้วย และด้วยความสามารถนี้เอง ทำให้มันครองตำแหน่งร่วมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่กินเร็วที่สุดโลก, สัตว์ที่ว่องไวที่สุดในโลกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดแรกที่ดมกลิ่นหาเหยื่อใต้น้ำได้
7. Narwhal
นาร์วอลนั้นเป็นชื่อในภาษาเดนมาร์ก หมายถึงซากศพ (corpse whale) และหมายถึงวาฬสีเทาพันธุ์ที่มีลายจุดที่เห็นชัดเจน มีอายุยืนประมาณ 35 ปี พวกมันจะใช้ชีวิตในช่วงฤดูร้อนตามอ่าวแถบไฮอาร์กติกในประเทศแคนาดาและ กรีนแลนด์ ในฤดูหนาวนั้นเผ่าพันธุ์วาฬนาร์วอลซึ่งมีจำนวนกว่าห้าหมื่นตัวจะเดินทางไป ทางใต้ราว 1,400-2,000 กิโลเมตร เป็นระยะเวลาหกเดือนเพื่อใช้ชีวิตอยู่ในน้ำแข็งทึบที่อ่าวบัฟฟินและช่องแคบ เดวิส (บริเวณเกาะกรีนแลนด์-กองบ.ก.) โดยทั่วไปวาฬนาร์วอลจะเดินทางเป็นฝูงตั้งแต่ 15-30 ตัว แต่ก็มีผู้เคยสังเกตพบว่ามีวาฬจำนวน 1,000-2,000 ตัวที่อพยพมาพร้อมกันในช่วงฤดูร้อนคราวหนึ่ง วาฬนาร์วอลเป็นวาฬที่มีขนาดเล็กกว่าพันธุ์อื่นๆ โตเต็มที่จะมีขนาด ความยาวประมาณ 4-5 เมตร ตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1,200 กิโลกรัม ตัวเมียประมาณ 800 กิโลกรัม แต่มันเป็นวาฬชนิดเดียวที่มีเขี้ยวยาว เขี้ยวนี้เป็นฟันที่งอกออกมาจากขากรรไกรด้านบนผ่านมาทางริม ฝีปาก และมีลักษณะเป็นเกลียว คล้ายกับงาช้างที่พันเป็นเกลียวเหมือนเปียและมีปลายแหลม ส่วนใหญ่จะพบในตัวผู้ พ่อค้าชาวไวกิ้งในศตวรรษที่ 10 จะ ขายเขี้ยวของมันให้กับชาวต่างประเทศ โดยอ้างว่าเป็นเขี้ยวของตัวยูนิคอร์น ส่วนชาวยุโรปในยุคกลางเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจมนต์ขลัง
6. Naked Mole Rats
ตุ่น หนูไร้ขน เป็นสัตว์ไร้ขนเนื่องจากมันอาศัยอยู่ใต้ดินตลอดชีวิตเลยไม่จำเป็นต้องมีขน มากมาย มีผิวสีชมพู มีรอยเ่ยวย่น อยู่อาศัยใต้พื้นดินเป็นกลุ่มมีนางพญาเป็นศูนย์กลาง แบ่งหน้าที่เหมือนแมลง โดยการขุดอุโมงค์โดยใช้ฟันหน้า คล้ายกับพวกตัวตุ่น และมีผิวหนัง หาง คล้าย หนูแต่ตามความแล้วมันอยู่ในตระกูลเม่น ( Porcupin ) , กระรอก , หนูตะเภา เป็นยอดนักขุดที่สามารถขุดผ่านคอนกรีตได้ มีอุโมงค์ใต้ดินกินอาณาบริเวณมากถึง 6 สนาม ฟุตบอล พื้นใต้ดินจะถูกเชื่อมโยงด้วยโครงข่ายอุโมงค์ มีหลายห้อง มีทั้งห้องเก็บอาหาร ห้องห้องนอน ห้องขับถ่าย ห้องเลี้ยงลูกอ่อนและมีนางพญาอยู่ร่วมกับลูกอ่อน สัตว์ชนิดนี้พบในทุ่งหญ้าเขตร้อยของแอฟริกาตะวันออก,ภายใต้ เช่นเอธิโอเปีย, เคนยา และโซมาเลีย
5. African Pygmy Hedgehog
หรือเม่นจิ๋ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีหนามแหลมทั่วลำตัว ถิ่น กำเนิดดั้งเดิม อยู่ในเขตร้อนเช่นแอฟริกา เอเซีย ใกล้เส้นศูนย์สูตร เป็นสัตว์ที่หากิน ในเวลากลางคืน ชอบเดินหากินไส้เดือน หนอน มดและแมลงต่าง ๆ ส่วนในตอนกลางวัน มักหลับนอน ตามโพรงไม้ หรืออุโมงค์ดิน ที่ขุดขึ้นมาเอง มีนิสัยรักสงบ รักสันโดษ เวลาตกใจ มักม้วนตัวเป็นก้อนกลม คล้ายลูกบอลหนาม หนามของเม่นแคระ ไม่ได้แหลมคมมาก ที่สำคัญ เม่นแคระเป็นเม่นชนิดเดียวในโลกที่ไม่สามารถสลัดขนที่หลังได้ ปัจจุบันเม่นแคระสามารถเพาะขยายพันธุ์ จนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเลี้ยงง่าย ซึ่งเม่นแคระที่เกิดในกรงเลี้ยง นิสัยบางอย่างของสัตว์ป่าก็จะขาดหายไป เช่น เม่นแคระบางตัวก็กินอาหารในเวลากลางวัน(มันเป็นสัตว์หากินในเวลากลางคืน) ชอบวิ่งวงล้อคล้ายกับหนูแฮมสเตอร์ ชอบอาบน้ำอุ่น ชอบให้คนจับอุ้มเล่น เวลาตกใจไม่ทำตัวกลม เป็นลูกบอลหนาม แต่ทว่ากลับวิ่งหนีแทน เป็นต้น
4. Silky Anteater
ตัวกินมดแคระมีถิ่นที่อยู่อาศัยที่ป่าดิบชื้นที่ทวีปอเมริกากลางและอเมริกา ใต้ เช่น ประเทศบราซิล และเม็กซิโก เป็นต้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cyclopes didactylus เป็นตัวกินมดที่มีขนาดเล็กที่สุดมีความสูงเพียง 30 - 40 เซนติเมตร น้ำหนักเพียง 200 - 500 กรัม มีอายุเฉลี่ยแค่ 2 ปี ตัว มีขนสีน้ำตาลทองจมูกสั้น มีหางยาวและแข็งแรงไว้สำหรับพันกิ่งไม้เพื่อปืนปายอย่างง่ายดาย(พวกมันชอบ อาศัยอยู่บนต้นนุ่นมาก) มันมีกรงเล็บเท้าหน้าที่แข็งแรงมาก เพื่อเกาะต้นไม้และป้องกันตัวจากศัตรู ตัวกินหมดแคระมีสายตาไม่ดี แต่มีประสาทการดมกลิ่นและการได้ยินที่ดีมาทดแทน ในช่วงเวลากลางคืน ตัวกินมดแคระจะนอนหลับอยู่บนต้นไม้ และออกหากินเวลากลางคืนในหนึ่งคืนมันจะกินมดมากกว่า 8,000 ตัว โดยแลบลิ้นที่ยาวและมีสารเหนียวเข้าในรังมด เจ้ามดโชคร้ายจะติดสารเหนียวๆ ของลิ้นตัวกินมดแคระออกมา หากมันหามดกินไม่ได้ บางครั้งก็จะกินแมลงอื่นๆ เช่น เต่าทอง เป็นสัตว์รักสันโดษชอบอยู่เพียงลำพังหรือไม่ก็อยู่กับคู่ของมันเท่านั้น มันจะผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนและตั้งท้องนาน 5-6 เดือน และเลี้ยงดูลูกอยู่ในรังบนโพรงต้นไม้ จนกระทั่งอายุ 9 เดือน ลูกตัวกินมดแคระก็จะแยกตัวออกจากพ่อแม่ และหากินเองตามลำพัง ปัจจุบันเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ทำให้เราพบเห็นตัวมันน้อยมากผ
3. Sea Pig
หมูทะเลหรือแตงกวาทะเล มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Scotoplanes พบได้ตามพื้นมหาสมุทรแปซิฟิก , มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดีย ที่ความลึกมากกว่า 1,000 เมตร เป็นสัตว์ในตระกูล ปลิงทะเล(sea cucumber) ที่มีลักษณะอ้วนกลม ผิวสีชมพู มีปากที่คล้ายจมูกหมู มีระยางที่อยู่บริเวณส่วนท้อง ที่ทำหน้าที่คล้ายขา ใช้ในการคลานบนพื้น สามารถฟองตัวให้ใหญ่ขึ้น จนกลม คล้ายหมู จึงทำให้เป็นที่มาของ หมูทะเล(Sea Pig) อาหารที่มันกินส่วนใหญ่จะเป็นพวกเศษซากพืช ซากสัตว์ ที่ปะปนอยู่ในโคลนของพื้นทะเล
2. Glass Squid
หมึกแก้ว หรือ Cranchiidae เป็น ปลาหมึก ตาโตขนาดใหญ่และลักษณะของตาจะแตกต่างกันออไปแล้วแต่ชนิดของมัน รูปร่างบวมกลมยาวเหมือนซิการ์ หนวดเล็ก ขนาดตั้งแต่ 10 เซนติเมตรไปจนถึง 3 เมตร จุดเด่นคือตัวมันใสมากๆ จนเห็นภายในเลยก็ว่าได้ ทำให้มันสามารถพรางตาหลบสัตรูหรือหาอาหารก็ได้ พบอยู่ในทะเลลึกเกือบทั่วโลก อาหารของมันคือแพลงก์ตอน
1. Pacific barreleye fish
ปลาบาร์เริลอายแปซิฟิก (Pacific barreleye fish) หรือ (Macropinna microstoma) พบในในน้ำลึกมากกว่า 2000 ฟุต ( 600 เมตร ) บริเวณเขตน่านน้ำ แคริฟอร์เนียกลาง ( California's central coast )บริเวณที่แสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง มีหัวเป็นโดมโปร่งใสมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 6 นิ้ว ( 15 เซ็นติเมตร ) บริเวณส่วนหน้าที่เห็น 2 จุดเล็กนั้นไม่ใช่ตาแต่เป็น อวัยวะรับกลิ่น จุดเด่นคือส่วนหัวด้านบนที่โปร่งแสงจนเห็นอวัยวะภายในคล้ายช่องคนขับเครื่อง บินรบ ( fighter-plane pit ) ส่วนลำตัวนั้นไม่โปร่ง พวก มันกินปลาตัวเล็กๆ รวมทั้งแพลงตอนเป็นอาหาร และเนื่องจากปลาชนิดนี้มีลำตัวสีดำ แถมยังสามารถลอยนิ่งๆ ใต้ท้องทะเลอันมืดมิด ทำให้บางครั้งเหยื่อไม่ทันสังเกต จึงตกเป็นอาหารอันโอชะของพวกมันได้อย่างง่ายดาย อย่าง ไรก็ดี บริเวณส่วนหัวที่โปร่งใสของปลาชนิดนี้ เต็มไปด้วยของเหลวใสและเป็นอะไรที่เปราะบางมาก ด้วยเหตุนี้เวลาที่นักวิจัยพยายามใช้แหจับพวกมันขึ้นมาศึกษา ส่วนหัวของพวกมันจึงมักถูกทำลายก่อน และเมื่อไหร่ก็ตามที่หัวใสๆ ของมันถูกทำลายหรือแตกออก ดวงตาของพวกมันก็จะทะลักออกมาตามแรงดันของน้ำลึก และทำให้พวกมันตายในที่สุด….ด้วยเหตุนี้ ในอดีตที่ผ่านมาจึงยังไม่เคยมีนักวิจัยคนไหน จับปลาชนิดนี้เพื่อศึกษาแบบ

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น