10 อันดับ ตุ๊กตาที่ควรค่าแก่การสะสม

update :27/11/2013 10:28
views : 1718
ที่มา :
เอาใจสาวๆกันบ้างใน "10 อันดับตุ๊กตาที่ควรค่าแก่การสะสม!!!~ "
10. Super Dollfie'
ตัวสุดท้ายที่ตุ๊กติ๊กอยากจะนำเสนอคะ 'Super Dollfie' หรือเรียกย่อๆ ว่า 'SD' โดยประวัติคร่าวๆ ของ 'SD' คือ เริ่มตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งดังมากๆ ที่ญี่ปุ่น 'SD' เป็นลิขสิทธิ์ของ VOLKS.INC แต่เพียงผู้เดียว เมื่อผลิตออกมา 'Super Dollfie' เป็นที่นิยมมากเพราะมีใบหน้าที่น่ารักแบบการ์ตูน รูปร่างถูกหลัก anatomy, คุณภาพสูง, สามารถเปลี่ยนวิกผม/ลูกตา, การแต่งหน้า, การเจาะในที่ต่างๆ เช่น หู หรือริมฝีปาก ทำให้เจ้าของสร้างตุ๊กตาที่มีลักษณะตามที่ต้องการได้ และความสนุกอยู่ที่เจ้าของจะตั้งชื่อ สร้างอุปนิสัย และดูแลตุ๊กตาเหล่านี้ราวกับเลี้ยงลูกเลยทีเดียว เป็นงัยหละ อยากได้กันหละสิ
9. Dream of Doll
Dream Of Doll เป็นตุ๊กตาเลียนแบบมนุษย์ ที่มีความเหมือนจริง และสวยงามจึงทำให้มีแพร่หลายในหมู่นักสะสมของสวยงาม และของราคาสูง ของเหล่านี้ผลิตมาเพื่อเป็นของเล่น และของตั้งโชว์ ถ้าเป็นของเล่นผู้เล่นจะสามารถเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม และสีของดวงตา รวมถึงมือ และท่าทางการนั่ง ยืน และการชูมือ หรือท่าชูสองนิ้ว และอื่นๆอีกด้วย จึงเป็นตุ๊กตาที่นักสะสม และคนอื่นๆหมายปอง อยากจะได้มันมาเป็นเจ้าของ แต่ราคานั้นก็เป็นอุปสรรคไม่มากก็น้อยของแต้ละคน ราคาตุ๊กตา Dream Of Doll แพงมาก ถ้านับเป็นเงินไทยก็ไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นอย่างแน่นอน และถ้าเป็นอุปกรณ์เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีราคาไม่สูงเช่นกัน ตุ๊กตาเหล่านี้มีขายเพียงไม่กี่ประเทศในทวีปเอเชีย เช่นประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น และอื่นๆ ถึงแม้จะเป็นแหล่งผลิต แต่ราคาก็ยังสูงอยู่มาก เหราะวัสดุในการทำตุ๊กตา เสื้อผ้า ทรงผม ซึ่งเป็นวัสดุที่มีคุณภาพดี ราคาจึงสูง การสั่งซื้อ:เราสามารถสั่งซื้อผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ และนี่ก็คือ เว็บไซล์นะ www.dreamofdoll.com และ www.luts.co.kr ขอบคุณสำหรับข้อมูลด้วยนะ
8. Lumi doll
'Lumi doll' เป็นตุ๊กตาสัญชาติเกาหลี ผลิตโดยบริษัท Lati มีให้เลือกหลายรุ่น หลายแบบ หลายสไตล์ มีลักษณะเป็นตุ๊กตาแก้มป่อง ตากลมโต รูปร่างสมส่วน สีหน้าและแววตาแสดงความรู้สึกบ่งบอกอารมณ์ได้เป็นอย่างดี สามารถตกแต่งได้ทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้า วิกผม รองเท้า และมีเครื่องประดับมากมายให้แต่งตัวตุ๊กตากันได้ไม่เบื่อ เช่น ถุงน่อง รองเท้า หมวก ก็ปรับเปลี่ยนตามแต่ใจเราต้องการ ที่สำคัญสามารถเปลี่ยนสีตาได้มากกว่า 1 สี ทั้งนี้ 'Lumi doll' ยังมีฝาแฝดอีกหนึ่งตัวคือ 'Lami doll' โดย 'Lami' และ 'Lumi' มีความแตกต่างกันที่ Lami จะดูออกแนวเข้มแข็งเป็นสาวสปอร์ตเกิร์ล ชอบออกกำลังกาย ดูเป็นสาวร่าเริงสดใส มีเพื่อนเยอะ ในขณะที่ 'Lumi' จะดูบุคลิกเป็นเด็กเงียบๆ เรียบร้อย หน้าตาอ่อนโยน รักสันโดษ ชอบของสวยงาม ออกแนวคุณหนู มีความสามารถทางด้านศิลปะ ชอบสะสมเครื่องประดับ เครื่องสำอาง และของสวยๆ งามๆ เห็นตัวนึ่งก็เกิบๆหมื่นอ่ะ อ่ะๆ สาวๆใคร่ที่ชอบ ก็เตรียมตัว เก็บเงินกันนะ แล้วอย่าลืมเอามาโชว์ ตุ๊กติ๊กหละ
7. ตุ๊กตา BJD (Ball-jointed doll)
ชิ้นต่อมาเพิ่มราคาขึ้นอีกนิด กับสุดยอดตุ๊กตา “ Doll หรือ BJD [Ball Joint Doll] ” จริงๆแล้วเห็นของเล่นชิ้นนี้มาหลายปี แต่เนื่องจากสนนราคาที่ค่อนข้างสูง เราก็เลยเกิดความท้อแท้ในการเสาะแสวงหามาเป็นเจ้าของ แต่ก็ยังคงติดตามดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ พอได้เขียนบทความนี้ก็เลยหันมาศึกษาคร่าวๆอย่างรวดเร็ว พอจะได้ความว่า ตุ๊กตา ประเภทนี้จริงๆแล้วในหมู่คนที่เล่นจริงจังจะเรียกว่า Doll หรือ BJD [Ball Joint Doll] หลายๆคนอาจจะสับสนการเรียกชื่อ Dollfie และ BJD [ Ball Joint Doll ] อยู่บ้าง วันนี้เรามารู้จักเค้ากัน ที่มาของคำว่า Dollfie และ Super Dollfie Dollfie คือ คือตุ๊กตา 1/6 model ของบริษัท volks เท่านั้นแต่คนส่วนใหญ่ชอบเอามาเรียก BJD ว่าเป็น Dollfire ซึ่งจริงๆ แล้วผิดเพราะ Dollfie เลิกผลิตไปแล้วชื่อไลน์ Dollfie ทาง Volks ย่อมาจากคำว่า Doll + Figure Super Dollfie ก็คือ Dollfie ที่เป็นเรซิ่น ซึ่งก็เป็นชื่อรุ่นดอลและไลน์ดอลในลิขสิทธิ์ของ Volks เท่านั้น เช่นกัน โดยมี SD เป็นตัวย่อ และระบุเลขตามท้าย เช่น MSD, SD10, SD13, SD16, SD17 ตัวเลขเป็นการบอกขนาดรุ่น ดังนั้นคนมักหลง เรียก BJD ผิดว่า SD, Super Dollfie หรือ Dollfie ติดปากเพราะ volks เป็นต้นตำหรับ BJD แต่เป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง เว็บไซท์ของ VOLKS http://www.volks.co.jp/en/index.aspx บน DOA บอร์ด BJD ที่ใหญ่ที่สุด ก็พยายามประกาศให้คนเล่นเรียกกันให้ถูกต้อง จนมีช่วงหนึ่งเข็มงวดจัด ขนาดใครเรียกผิดจะโดนตำหนิ เพราะคนเล่นดอลควรใส่ใจในรุ่นดอล เปงงัยหละ มันก็ถูกของเค้า เพราะเช่นนั้น เพื่อนๆก็ควรจะต้องศึกษาข้อมูลเกื่ยวกับตุ๊กตา แต่หละตัวให้ถูกนะ ถ้าเรียกผิด ขายหน้าเค้าแย่เลย
6. Pullip
'Pullip' คือตุ๊กตาที่บริษัทเกาหลี Chunsang Chunha ออกแบบแลเะวางขายที่ตลาด JUN Planing ของญี่ปุ่น โดยเริ่มวางขายในปี 2003 และด้วยข้อแตกต่างของหัวขนาดใหญ่ของเธอ (เหมือนได้รับแรงบันดาลใจมาจากตุ๊กตา 'Blythe' ที่เป็นที่นิยม) และร่างกายที่เป็นข้อต่อ นอกจากนี้ 'Pullip' ยังมีกลไกตาที่มีเอกลักษณ์ที่ทำให้ตาของเธอขยับไปมา และการขยิบตาผ่านอุปกรณ์ควบคุมบนด้านหลังของหัว ตุ๊กตาแต่ละตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ แตกต่างกัน ซึ่งต่อมาก็มีการ์ดของแต่ละตัวและแท่น สำหรับให้ยืนให้ด้วย ตุ๊กติ๊กมีความคิดว่า ตัวนี้ นะ เอาตามตรงนะ
5. ตุ๊กตาริกะจัง
ริกะจัง (ชื่อเต็มคือ 'ริกะ คายามะ') เป็นตุ๊กตาเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ตัวแรกของญี่ปุ่น ผลิตครั้งแรกในวันท่ 4 เดือนกรกฎาคม 1967 (พ.ศ. 2510) จัดทำและจำหน่ายโดยบริษท Takara โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากตุ๊กตาบาร์บี้ โดยมีรูปร่างและขนาดเล็กกว่าบาร์บี้ เพราะต้องการทำให้เป็นเด็กผู้หญิงญี่ปุ่นวันย 11 ปี ปัจจุบัน 'ริกะจัง' มีการเปลี่ยนบอดี้และหน้าตามาแล้ว 4 รุ่น นอกจากนี้ก็ยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันอีกด้วย สวย น่ารักมากๆ ริกะจัง ดูเป็นเด็กเรียบร้อยดี ว่าป๊ะ ตัวนี้ ตุ๊กติ๊ก ก็ขอบอกว่า อยากได้ อีกแล้ว เพื่อนๆ
4. Blythe
'น้องบลายธ์' ตุ๊กตาตาโตสุดเปรี้ยวที่ตอนนี้กำลังฮิตระเบิดระเบ้อในบ้านเรานั้น มีประวัติดังนี้ โดย 'Blythe' อ่านออกเสียงว่า 'Blahyth' หรือ 'Blind' (บลายธ์) เธอคือตุ๊กตาวินเทจเจ้าเสน่ห์ที่ถูกออกแบบให้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2515 (ค.ศ.1972) โดยโรงงานผลิตของเล่นในสหรัฐอเมริกานามว่า 'เค็นเนอร์' (Kenner) ซึ่งสาว 'Blythe' ปรากฏตัวครั้งแรกพร้อมกับทรงผมยอดฮิตในยุค 70s ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี 4 แบบ พร้อมด้วยแฟชั่นเครื่องแต่งกายสไตล์วินเทจที่มีให้ Mix & Match กว่า 12 ชุด โมเดลตุ๊กตาทั้ง 4 แบบ ชื่อ 'Blythe', 'Karess', 'Willow' และ 'Skye' จึงถูกคิดค้นขึ้นมา แต่ด้วยความที่อยากให้ตุ๊กตา Blythe ล้ำยุคและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร รูปลักษณ์ภายนอกของสาวบลายธ์จึงถูกออกแบบขึ้นมาอย่างโดดเด่น หัวโต ตัวผอม ความสูง 11.5 นิ้ว มีดวงตากลมโตเท่าไข่ห่านที่หลับได้เปิดได้ แถมเวลาเปิดเปลือกตาแต่ละครั้ง เธอสามารถเปลี่ยนสีดวงตาได้ถึง 4 สี คือ เขียว, ชมพู, ส้ม และน้ำเงิน หลังจากที่ 'Hasbro' (ผู้สืบทอดกิจการจาก 'Kenner') ได้มอบลิขสิทธิ์การผลิตตุ๊กตาให้กับบริษัท Takara ประเทศญี่ปุ่น 'Blythe' ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่น จากการเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา TV ให้กับห้างสรพสินค้าชื่อดังอย่าง Parco และเพียงชั่ว ข้ามคืนมันก็กลายเป็นตุ๊กตายอดนิยมที่มีราคาสูง บางตัวเหยีบแสนก็มี
3. Hello Kity
'คิตตี้' นั้นเกิดในปี ค.ศ. 1974 อกกแบบโดย Ms. Shimizu Yuuko' ชื่อของ 'คิตตี้' นั้นมากจากชื่อแมวในเรื่อง 'Through the Looking-Glass: And What Alice Found There' ซึ่งเป็นหนังสือในซีร่ีส์เรื่อง 'อลิสในดินแดนมหัศจรรย์' ตัวการ์ตูน 'คิตตี้' จะเป็นแนวเส้นเรียบๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก 'สนูปปี้' ซึ่งเป็นที่รู้จักันดีในสมัยนั้น แต่สนูปปี้เป็นเด็กผู้ชายที่ซุกซน เธอเลยตั้งใจออกแบบให้ 'คิตตี้' เป็นเด็กผู้หญิงที่เงียบๆ เรียบร้อยแทน ถึงไม่พูดอะไรแต่สามารถสื่อสารถึงอารมณ์ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนรัก 'คิตตี้' เนื่องจากหน้าตา 'คิตตี้' ไม่แสดงถึงอารมณ์ใดๆ ทำให้เจ้าของสามารถจินตนาการได้ด้วยตัวเอง พอรู้สึกร่าเริงก็รู้สึกว่ามันยิ้มไปกับเรา แต่พอรู้สึกเศร้าก็จะเห็นว่ามันเศร้าไปด้วยทำให้เกิดความผูกพันรู้สึกว่า อยู่กับ 'คิตตี้' แล้วอบอุ่น และเป็นตุ๊กตาที่ใครๆ ก็หลงรัก
2. Teddy Bear
'เท็ด ดี้แบร์' นั้นเป็นหมีน้อยน่ารักน่ากอด ที่คาดว่าสาว ๆ น่าจะมีเก็บไว้บนเตียง โดยเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นกำเนิดของ 'เท็ดดี้แบร์' จาก 2 แหล่งคือเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน คือประมาณปี ค.ศ. 1902 โดยเรื่องเล่าของชาวเยอรมันนั้นก็คือ ในปี ค.ศ. 1902 'Richard Steif' ซึงเป็นนักออกแบบของเล่นของโรงงานทำของเล่นของครอบครัวเขาเอง ได้เดินทางไปดูการแสดงละครสัตว์ที่อเมริกาเพื่อหาไอเดียในการออกแบบของเล่น ชิ้นใหม่ และเขาก็เกิดความคิดในการนำเอาหมีในคณะละครสัตว์มาเป็นแบบในการผลิตตุ๊กตา หมี ตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบจะมีข้อต่อตามจุดต่าง ๆ ได้แก่ คอ แขน และขา ทำให้เราสามารถเปลี่ยนอิริยาบถของมันได้เหมือนหมีจริง ซึ่งต่างจากตุ๊กตาหมีที่มีอยู่ในขณะนั้น หลังจากนั้น 'Richard Steif' ได้นำตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบไปแสดงในงานแสดงสินค้าที่ Leipzig ในปี ค.ศ. 1903 แต่เขาก็ต้องผิดหวังที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจตุ๊กตาหมีของเขาเลย จนกระทั่งในขณะที่เขากำลังเก็บของในวันสุดท้ายของงานแสดงสินค้า ผู้ชมงานชาวอเมริกันคนหนึ่งได้เข้ามาหยิบดูตุ๊กตาหมีของเขา และสั่งซื้อในปริมาณมาก และนี่คือต้นกำเนิดที่ทำให้ตุ๊กตาหมีที่เขาอกแบบแพร่หลายไปยังประเทศอื่น ๆ
1. Barbie
บุคคล ที่เป็นผู้คิดค้นตุ๊กตา 'บาร์บี้' มีชื่อว่า 'รูธ แฮนเลอร์' ประธานบริษัทเมดเทล ผู้จัดจำหน่ายของเล่นชื่อดังแห่งแดนลุงแซม เจ้าของลิขสิทธิ์ตุ๊กตา 'บาร์บี้' นั่นเอง 'แฮนเลอร์' ได้รับแรงบัลดาลใที่จะประดิษฐ์ตุ๊กตาบาร์บี้ หลังจากเธอสังเกตเห็นว่า 'บาร์บารา' ลูกสาวของเธอชอบเล่นตุ๊กตากระดาษที่มีลักษณะเป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่เป็นเด็ก จึงทำให้เธอเกิดไอเดียขึ้นมาว่า อยากจะผลิตตุ๊กตาพลาสติกที่มีรูปโฉมเป็น ผู้ใหญ่ออกวางขาย ทว่าในตอนแรกคนรอบกายของเธอไม่เห็นด้วย ต่อมาเมื่อ 'แฮนเลอร์' มีฮดกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวในยุโรปในปี 1956 เธอก็ไปสะดุดตากันตุ๊กตา 'ไบลด์ ลิลลี่' ของเยอรมนี (ตุ๊กตารูปหญิงสาววัยทำงานที่วางจำหน่ายครั้งแรกในเยอรมนีปี 1955 โดยเป้าหมายทางการตลาดในตอนแรกต้องการเจาะกลุ่มผู้ใหญ่ แต่กลับได้รับความนิยมในหมู่เด็กๆ มากกว่า) ซึ่งวางขายอยู่ในร้านขายของของสวิตเซอร์แลนด์ และได้ซื้อกลับบ้านมา 3 ตัว โดยที่ตัวหนึ่งให้ลูกสาว ส่วนที่เหลือนำมาเป็นต้นแบในการผลิตตุ๊กตา 'บาร์บี้' จากนั้น 'แฮนเลอร์' ก็ได้ดัดแปลงเปลี่ยนโฉมตุ๊กตาลิลลี่ใหม่หมด พร้อมกับตั้งชื่อให้ว่า 'บาร์บี้' ตามชื่อลูกสาวเธอ ก่อนที่จะนำไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานมหกรรมของเล่นของมหานคร นิวยอร์ค เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1959 ซึ่งถือเป็นวันเกิดของ 'บาร์บี้' ด้วย นับนิ้วดูตอนนี้ 'บาร์บี้' อายุ 50 ปีแล้ว และเพิ่งจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น