10 อันดับ ความแตกต่างของ iPhone 5 และ Samsung Galaxy S III

update :27/11/2013 01:50
views : 1011
ที่มา :
ตอนนี้ iPhone5 กำลังมาแรงมีข่าวมาแทบทุกวัน ทางทีมงาน toptenthailand เลยนำข้อมูลมาเปรียบเทียบสเปค และ ฟีเจอร์ของมือถือตัวท็อปของค่ายคู่แข่งคนสำคัญเลยทีเดียวกันบ้าง นั่นก็คือ Samsung Galaxy S III นั่นเอง ซึ่งทำยอดขายที่เรียกได้ว่า ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีเดียว แถมยังมาพร้อมกับความสามารถที่โดดเด่นตามสไตล์ของ Android และยังมีฟีเจอร์ และลูกเล่นใหม่ๆ ให้เล่น แต่ทาง Apple iPhone 5 ก็มาพร้อมกับ iOS 6 ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้เล่นเช่นกัน รวมถึงรูปร่างดีไซน์ที่เปลี่ยนไปด้วย ดูแล้วช่างสูสียิ่งนัก ดังนั้นเราลองมาเปรียบเทียบฟีเจอร์ และสเปคเบื้องต้นของมือถือ 2 เครื่องนี้กันดูครับว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง ไปติดตามกันเลยครับ
10. ความแตกต่างเรื่อง NFC (การเชื่อมต่อไร้สายระยะใกล้)

อันดับที่ 10 ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ ของการเชื่อมต่อไร้สายระยะใกล้ หรือที่เรียกว่า NFC นั่นเอง เราไปอ่านกันดีกว่าครับว่าเป็นอย่างไร


iPhone 5 ไม่มีฟีเจอร์การเชื่อมต่อไร้สายระยะใกล้ใส่เข้ามาในตัวเครื่อง ทั้งๆที่เป็นรุ่นใหม่ ทำให้กลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายอื่นโจมตีพอสมควร


Samsung Galaxy S III มีการรองรับ NFC เป็นการแตะเครื่องสองเครื่องเพื่อแชร์ข้อมูลให้กันอย่างง่ายๆ ทำให้สะดวกต่อการส่งข้อมูลให้กันเป็นอย่างมาก


สรุปความแตกต่าง : Samsung Galaxy S III ได้เปรียบในข้อนี้เพราะว่าจุดขายคือ S-Beam ที่แตะเครื่องสองเครื่องเพื่อแชร์ข้อมูลให้กันอย่างง่ายดาย ทาง iPhone 5 ก็คงจะสู้ตรงนี้ลำบากซักหน่อยเพราะไม่มีเหมือนกับ Samsung Galaxy S III
9. ความแตกต่างเรื่อง LTE และการเชื่อมต่อเครือข่าย

อันดับที่ 9 ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ เรื่องของ LTE และการเชื่อมต่อเครือข่ายนั่นเอง


iPhone 5 รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูง 4G LTE อย่างที่ทางผู้ให้บริการเครือข่ายต่างเคยออกมาฟันธงไว้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ Apple จะต้องมีฟังก์ชั่นนี้ ในขณะนี้ทาง Verizon, AT&T และ Sprint กำลังขยายเครือข่าย LTE ออกไป Apple iPhone 5 เป็นรุ่นแรกที่ทาง Apple ตัดสินใจใส่ LTE เข้าไป โดยดีไซน์แบบทูโทนถือเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของเสารับสัญญาณและชิป LTE(ต้องรอการทดสอบการใช้งานจริง ว่า LTE ในสมาร์ทโฟนเครื่องไหนจะสามารถรับสัญญาณได้ดีที่สุดและไม่หลุดบ่อย)


Samsung Galaxy S III นั้น โทรศัพท์ของ Samsung มีฟีเจอร์นี้มาในมือถือหลายๆ รุ่นก่อนหน้านี้แล้ว


สรุปความแตกต่าง : สำหรับ “การเชื่อมต่อ” ที่แม้จะดูแตกต่างกันสำหรับคำว่า “LTE” แต่เอาเข้าจริง พอมาเมืองไทยก็ยังคงไม่มีอะไรแตกต่าง หากแต่ยังใช้ได้แค่ความเร็วระดับ 3G แบบปกติ ส่วน Wi-Fi ที่ iPhone 5 ประกาศการรองรับมาตรฐานทั้ง a/b/g และ n ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ตรงนี้ Samsung เองก็เคยประกาศการใช้ Wi-Fi แบบ Dual Band มาก่อนหน้านี้ ทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบแทบจะไม่มีเลย
8. ความแตกต่างเรื่องราคา

อันดับที่ 8 ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ เรื่องของที่ทุกคนกำลังรอคอยราคาของ "ไทย" เรานั้นว่าจะอยู่ที่เท่าไร เพราะตอนนี้มีแต่ราคาของต่างประเทศออกมาแค่นั้นเอง

iPhone 5 เปิดราคา รุ่น 16GB มาเท่ากับราคาเดิมตอนเปิดตัวของ iPhone 4S คือประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท (อ้างอิงจากราคาในประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง)


Samsung Galaxy S III รุ่น 16GB ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 21,900 บาท ซึ่งก็ถือว่าสูสีกันกับ iPhone 5


สรุปความแตกต่าง : “ราคา” ที่ได้เห็นกันตอนนี้คือ "ราคา" ในต่างประเทศ แต่ " ราคา " ของประเทศไทยเรายังคงเป็นปริศนากันต่อไป เพราะเชื่อเหลือเกินว่า “ประเทศไทย” จะถูกจัดให้ไปอยู่ในประเทศลำดับหลัง ที่อาจจะได้วางจำหน่ายกันจริงๆ ในเดือนธันวาคม 2555 นี้ แต่การคาดเดาที่พอจะเป็นไปได้คือ การสวมราคาเดิมของรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ Samsung Galaxy S III ก็จะมีราคาที่ถูกกว่า 1,000 บาททันที
7. ความแตกต่างเรื่อง การถ่ายภาพ และบันทึกวีดีโอ

อันดับที่ 7 ของทีมงาน toptenthailand คือ เรื่องที่ทุกคนในโลกนี้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ต่างรอคอยกันมากที่สุดว่า สองเจ้านี้จะมีฝั่งใดดีกว่าหรือเหนือกว่า อยากรู้ลองไปติดตามกันเลยครับ

iPhone 5 นั้น ทางApple ได้เพิ่มความสามารถด้านการถ่ายภาพบน iPhone 5 แต่ก็ถือว่าไม่มากขึ้นจากเดิมเท่าไหร่นัก โดยมีโหมด dynamic low-light mode ที่สามารถถ่ายภาพในที่มืดได้ดีขึ้น มี 5-element lens และ f/2.4 aperture และเพิ่มโหมด Panorama หรือโหมดถ่ายภาพมุมกว้างเป็นครั้งแรกสำหรับมือถือ iPhone โดยสามารถถ่ายภาพได้ถึง 360 องศาด้วยความละเอียดภาพ 28 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ CPU A6 ยังช่วยในการโฟกัสภาพ และจับภาพให้เร็วขึ้น รวมถึง smart filter ที่ช่วยให้สีสันของภาพสมจริง และลด noise ได้ดียิ่งขึ้น และยังมี Shared Photo Streams ที่ให้คุณแชร์ภาพที่คุณถ่ายให้เพื่อนได้ทันทีผ่านทาง iCloud กล้องหน้าความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล บันทึกภาพระดับ HD 720p


Samsung Galaxy S III มาพร้อมกับระบบกล้องถ่ายภาพความละเอียด 8 ล้านพิกเซลที่น่าประทับใจมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเริ่มต้นถ่ายภาพด้วยความเร็ว 990ms และสามารถถ่ายได้ที่ความเร็ว 3.3 ภาพต่อวินาที ถ่ายต่อเนื่องได้สูงสุด 20 ภาพต่อครั้ง, Best Shot หรือโหมดเลือกภาพที่ดีที่สุด พร้อม Zero Shutter Lag หรือการถ่ายภาพแบบไร้ซึ่งการหน่วงเวลา, ระบบจดจำใบหน้าเพื่อนเวลาถ่ายภาพ ซึ่งสามารถแชร์ภาพให้เพื่อนได้ทันที, มีฟีเจอร์ HDR, Panorama, Smile Shot, Beauty Mode มาเต็มบนเครื่อง, กล้องหน้าความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซล ด้านการบันทึกวีดีโอ สามารถบันทึกที่ระดับ Full HD 1080p พร้อมระบบกันสั่น กล้องหน้าบันทึกภาพระดับ HD 720p


สรุปความแตกต่าง : iPhone นั้นได้ยกระดับมาตรฐานกล้องบนโทรศัพท์ขึ้นมาและได้มีการปรับปรุงระบบถ่ายภาพ ใน iPhone 5 ที่สามารถถ่ายได้เร็วขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งเพิ่มโหมดพาโนราม่าแบบใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วน Samsung Galaxy S3 นั้นก็ไม่น้อยหน้า มีเซ็นเซอร์ที่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เช่นเดียวกับ iPhone 5 โดยชูจุดขายที่ลูกเล่น พาโนราม่า, ถ่ายภาพต่อเนื่อง และอื่นๆ อีกมากมาย แม้ว่าขณะนี้ยังไม่ได้จับกล้องใน iPhone 5 แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำได้ดีเช่นเดียวกับที่ Samsung Galaxy S3 เคยทำไว้ ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องรอการพิสูจน์หลังจากที่ iPhone5 จำหน่ายออกมาแล้ว
6. ความแตกต่างเรื่อง ซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่น

อันดับที่ 6 ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ เรื่องของซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ จะเป็นอย่างไรบ้างลองไปอ่านกันครับ

iPhone 5 นั้นใช้แอพพลิเคชั่นของ iOS ใน App Store ซึ่งผู้ใช้นั้นรู้ๆ กันดีอยู่แล้วว่า มีแอพดีมากกว่าแอพไม่ดี เพราะว่า iOS มีใช้กับอุปกรณ์ของ Apple เท่านั้น ไม่เหมือนกับทาง Android ที่มีมือถือหลากหลายรุ่น ทำให้นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นพัฒนาได้ลำบากกว่า ส่วนฟีเจอร์พิเศษของ iPhone 5 (iOS 6) นั้นมาพร้อมกับ Siri คือแอพเลขาสุดฉลาด (แต่เธอยังไม่เก่งภาษาไทย), ตัด Google Maps ออกไป และใช้แผนที่ของตัวเอง แต่ยังมีการจัดเรียงแอพแบบโบราณอยู่ คือ เรียงเป็นแถวๆ เหมือนเดิม ไม่สามารถจัดได้เองเหมือน Android


Samsung Galaxy S III ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice-Cream Sandwich แต่จะอัพเป็น Android 4.1 Jelly Bean ได้เดือนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม แอพ Android นั้นดูเหมือนจะด้อยกว่า iOS อยู่พอสมควรตามเหตุผลที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ แต่ข้อดีของ Android OS ก็คือ คุณสามารถปรับแต่งหน้าจอ หรือตัวเครื่องได้อย่างที่ใจคุณต้องการ สามารถโหลด Widgets สวยๆ มาแต่งตัวเครื่องของคุณได้ นอกจากนี้ S III ยังมีฟีเจอร์พิเศษพกติดตัวมาด้วย นั่นก็คือ Pop-up Play, S Bean หรือการส่งข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในเวลาอันสั้นผ่าน NFC ที่ iPhone 5 ไม่มี, Smart Stay ระบบตรวจจำดวงตาผู้ใช้ หน้าจอจะไม่ดับถ้าหากว่าเรามองหน้าจออยู่, และ S Voice ระบบตอบคำถาม และเลขาส่วนตัว เหมือนกับ Siri



สรุปความแตกต่าง : จะเห็นว่าในด้านซอฟเเวร์นั้น iPhone 5 ถือว่ายังทำได้ดีกับเเอพลิเคชันเเนว 3rd Party ที่หลากหลายเเละคุณภาพค่อนข้างดีกว่าของ Android ในขณะเดียวกันถ้าเเอพลิเคชันที่เราใช้หลักๆ ใน Android นั้นเราพอใจอยู่เเล้ว เเอพลิเคชันลูกเล่นต่างๆ ใน iOS อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเราก็ได้ ในขณะเดียวกัน จุดเเข็งของ Galaxy S III นั้นจะเป็นเรื่องของตัวเลขมากกว่า คือ ราคา ขนาดหน้าจอ ความละเอียดหน้าจอ เเบตเตอรี่ความจุสูง เเละเพิ่ม microSD ได้ ซึ่งเเน่นอนทำให้ Galaxy S III นั้นดูคุ้มค่ากว่าในเกือบทุกกรณี เเต่ Galaxy S III เองก็มีข้อจำกัดในหลายด้าน อย่างเช่นอินเตอร์เฟซ หรือความรู้สึกดีเเละประณีตในงานประกอบเเละตัวซอฟเเวร์นั้นดูเเล้วยังคงเป็น รองของ iPhone 5 อยู่ดี รวมไปถึงถ้าเน้นเรื่องกล้องนั้น Galaxy S III ทำออกมาได้ไม่น่าประทับใจนักเมื่อเทียบกับ iPhone 5 ถึงเเม้สเปคกล้องจะสูสีกัน เเต่ที่ต่างกันคือตัว ISP ที่ใช้ทำการปรับเเต่งภาพที่ iPhone 5 ทำได้ดีกว่านั้นเอง
5. ความแตกต่างเรื่องแบตเตอรี่

อันดับที่ 5 ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ เรื่องของแบตเตอรี่ เรื่องที่หลายๆคนที่มีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดไวนั้นอาจจะเฝ้ารออ่านเรื่องนี้อยู่ ไม่ต้องรอช้า ไปอ่านกันเลยครับ

iPhone 5 สามารถสแตนด์บายต่อเนื่องได้นาน 225 ชั่วโมง, สนทนาต่อเนื่องผ่าน 3G หรือ LTE ได้ 8 ชม., เล่น Wi-Fi ต่อเนื่องได้ 10 ชม. แต่ไม่มีรายงานเรื่องความจุแบตของ iPhone 5 ออกมา ซึ่งเชื่อว่าแบตเตอรี่ถ้าใช้งานจริงๆ ก็จะเป็นแบบวันต่อวัน คล้ายกับ iPhone 4S ที่มีเวลาสแตนด์บายใกล้เคียงกัน

Samsung Galaxy S III มาพร้อมกับแบต 2100mAh ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะดูเยอะ แต่การที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่กว่า และใช้ CPU Quad-Core ทำให้ Galaxy S III เป็นมือถือที่ต้องชาร์จวันต่อวันเช่นกัน

สรุปความแตกต่าง : เรื่องของแบตเตอรี่ ที่ตัวเลขทั้งข้างต้นของทั้งสองรุ่นได้แสดงไว้ คงต้องให้ผู้ใช้งานพิสูจน์กันว่า ถึงเวลาใช้งานจริงๆ ใครจะดีกว่ากันต่อไป เพราะตอนนี้ยังไม่มีเครื่องของ iPhone5 ออกมาเปรียบเทียบแต่ถ้ามีออกมาให้ได้ใช้ จะรีบนำมาเปรียบเทียบกันทันทีครับ
4. ความแตกต่างเรื่องหน่วยความจำ

อันดับที่ 4 ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ เรื่องของหน่วยความจำของทั้ง 2 รุ่น แถมแต่ละแบรนด์ก็มีหน่วยความจำเสริมที่เด็ดไม่แพ้กันซะด้วย ตามไปดูกันเลยครับ

iPhone 5 มีหน่วยความจำให้เลือก 3 รุ่น คือ 16GB, 32GB, และ 64GB ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำนอกได้ แต่ก็มี iCloud ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลบน cloud storage ได้

Samsung Galaxy S III มีหน่วยความจำให้เลือกเหมือนกับ iPhone 5 แต่สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ด้วย microSD Card ได้สูงสุดถึง 64GB แถมยังมีพื้นที่ Dropbox แถมให้อีก 50GB


สรุปความแตกต่าง : ส่วนของความจุของ “หน่วยความจำภายใน” iPhone 5 อาจจะได้เปรียบ หากมองเฉพาะหน่วยความจำที่มากับตัวเครื่อง ส่วน Samsung Galaxy S III ที่วางจำหน่ายในบ้านเรา จะมีเพียง 16 GB แต่หากพูดถึงในเรื่องความได้เปรียบของการรองรับหน่วยความจำภายนอก และความสะดวกเวลาโอนย้ายข้อมูลด้วย “การ์ดหน่วยความจำภายนอก” สาวก Samsung คงยิ้มออกได้บ้างแน่นอนครับ
3. ความแตกต่างเรื่องการประมวลผล

อันดับที่ 3 ของทีมงาน toptenthialned คือ เรื่องของการประมวลผลที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ จากทั้ง 2 เครื่อง A6 กับ Quad-Core 1.2 GHz Exynos จะมีความแตกต่างกันอย่างไรไปดูกันครับ


iPhone 5 มาพร้อมกับ CPU ตัวใหม่ล่าสุดจาก Apple คือ A6 processor ซึ่งทาง Apple บอกว่าเร็วกว่าตัวเดิมที่ใช้อยู่บน iPhone 4S ถึง 2 เท่า แต่ก็ไม่ได้บอกจำนวน Core ที่ใช้อยู่ภายในไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะประมวลผลได้เร็วขึ้น แต่ก็กินไฟน้อยลง

Samsung Galaxy S III จัดเต็มด้วย CPU Quad-Core 1.4GHz Exynos ซึ่งทำให้การทำงานมีความลื่นไหล ไม่สะดุด (หรือมีก็น้อยลงกว่ารุ่นก่อนๆ มาก) และด้วยชิปประมวลผลที่ทรงพลัง ทำให้ S III มีฟีเจอร์พิเศษที่เรียกว่า Pop-up Play หรือเปิดดูภาพยนตร์หน้าจอขนาดเล็ก พร้อมกับใช้งานแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ไปได้พร้อมๆ กัน รวมถึงสามารถเล่นไฟล์หนังแบบความละเอียดสูงได้เต็มตา เต็มจอไม่มีกระตุก

สรุปความแตกต่าง : สำหรับความเร็วในการประมวลผล โดยเทียบจาก “CPU” นั้น ออกจะลำบากสักหน่อย หากจะต้องบอกกันตอนนี้ คงต้องรอให้เครื่องออกวางจำหน่าย และมีคนนำมาทดสอบ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วย “Operating System” ที่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบอาจจะดูลำบากไปเสียหน่อย ถ้ายังไงคงต้องลองด้วยตัวเองน่าจะได้รับคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองกันครับ
2. ความแตกต่างเรื่อง หน้าจอ การแสดงผล

อันดับที่ 2 ของทีมงาน toptenthialned จะนำไปหาความรู้เกี่ยวกับหน้าจอหน้าจอของทั้ง 2 เครื่องนี้กัน

iPhone 5 พกพาหน้าจอแบบ Retina Display ขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136x640 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซลที่ 326 ppi ที่ถูกพัฒนาด้านการแสดงสีสันให้ดีขึ้น 44% จากรุ่นก่อน และยังเป็นหน้าจอลดแสงสะท้อนได้ดีขึ้น แม้จะใช้กลางแดดก็ตาม

Samsung Galaxy S III มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 4.8 นิ้ว แบบ Super AMOLED HD 1280x720 พิกเซล (309ppi) เรื่องการแสดงผล หน้าจอ AMOLED สามารถแสดงสีสันได้สดกว่า แต่ก็มีความหนาแน่นของพิกเซลที่น้อยกว่า iPhone 5


สรุปความแตกต่าง : ถ้าให้ดูกันเรื่องขนาดของหน้าจอที่ใหญ่กว่า ความละเอียด และสีสันสดใส ทางฝั่ง Samsung Galaxy S III นั้นกินขาด ส่วนเรื่องของพิกเซลที่หนาแน่นนั้นต้องยกให้กับ iPhone 5 แต่จริงๆ แล้วถ้ามองด้วยตาเปล่า ก็มองไม่ออกกันหรอกครับ - -"
1. ความแตกต่างเรื่อง ดีไซน์

อันดับที่ 1 ของทีมงาน toptenthailand นั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ณ เวลานี้เลยก็ว่าได้ เพราะคนส่วนใหญ่ต่างเฝ้ารอชมหน้าตาของมือถือรุ่นใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดังนั้นตอนนี้เราจะมาทำการเปรียบเทียบ ดีไซน์ของทั้ง 2 เครื่องให้อ่านกันครับ

ดีไซน์ของ iPhone 5 iPhone 5 มาพร้อมกับดีไซน์ที่เรียกได้ว่า All-New Design เลยก็ว่าได้ ถึงแม้จะมีกลิ่นอายของ iPhone Gen ก่อนหน้านี้มาบ้าง แต่พอดูแล้วก็น่าจะแยกออกว่า iPhone รุ่นนี้แหละ ที่เป็น iPhone 5 ตัวล่าสุด (ไม่เหมือนตอนที่เปิดตัว iPhone 4S ที่คล้าย iPhone 4 อย่างมาก) โดย iPhone 5 จะมีให้เลือกทั้งหมด 2 สี คือ ขาวกับดำ ฝาหลังมีสีสันแบบทูโทน ตัวเครื่องบาง 7.6 มม. หนัก 112 กรัม มีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นเป็น 4 นิ้ว ตัวเครื่องที่ยาวขึ้น จับถนัดขึ้นเมื่อเทียบกับตัวเก่า วัสดุเป็นอลูมิเนียมผสมกระจก ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม หรูหรามีระดับ

ดีไซน์ของ Samsung Galaxy S III Samsung Galaxy S III มาพร้อมกับความบาง 8.6 มม. หนัก 133 กรัม มีสีมาตรฐาน 2 สีคือ Pebble Blue และ Marble White (มีสีพิเศษมากมาย) ตัวเครื่องเน้นความโค้งมนซึ่งทาง Samsung บอกว่า เป็นการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ตัวเครื่องเป็นพลาสติกมันเงา


สรุปความแตกต่าง : ทั้ง 2 เครื่องนี้ต่างมีข้อดีข้อเสียเรื่องดีไซน์แตกต่างกันไปครับ ถ้าให้เทียบกันจริงๆ ก็คงกินกันไม่ลง แต่น้ำหนักที่เบากว่าเล็กน้อย ก็อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ iPhone 5 เข้าวินไปได้ ( แม้จะแค่ 20 กรัมก็ตาม ) ยังไงก็ขอสรุปเป็นว่า ถ้ารักและศรัทธาข้อดีของ iPhone 5 หรือ Samsung Galaxy S III สิ่งไหนมากกว่ากัน ก็จัดตัวนั้นไปครับผม ^^

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น