10 อันดับ ข่าวเด่น toptenthailand ประจำวันที่ 30 กันยายน 2555

update :26/11/2013 20:22
views : 1198
ที่มา : ที่มา http://www.thairath.co.th/today/ , เครดิต : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
วันนี้เป็นวันอังคาารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555 พวกเราชาว Toptenthailand ขอกล่าวอรุณสวัสดิ์กับผู้อ่านที่ติดตามเรื่องราวดีๆกับเรา Toptenthailand.com ครับ ซึ่งวันนี้จะขอนำเสนอสิบอันดับข่าวสารที่น่าสนใจประจำวันเพื่อให้ทุกท่านได้อัพเดตข่าวสารประจำวันโดยไม่ตกยุคแน่นอน มาพบกับสิบอันดับข่าวสารหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่น่าสนใจประจำวันที่กันเลยครับ
10. ตัดเบี้ยรักษา "ขุน"
ที่สุดก็ต้องโบกมือลาจากตำแหน่งรัฐมนตรี “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” มิอาจฝืนโชคชะตา หากยังดึงดัน ต่อไป ดีไม่ดี อาจจะไปกันทั้งรัฐบาลได้ กกต.เดินหน้าตีความ ไล่เบี้ย อาจจะมีใครติดร่างแหด้วย ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ ครบ วาระครบวงจรแห่งความเปลี่ยนแปลงในระบบราชการว่าด้วยการเกษียณอายุราชการเมื่ออายุครบ 60 ปี นั่นเป็นเรื่องของกฎกติกาของระบบราชการไทย ก็ขออวยพรให้บรรดาข้าราชการที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งทุกคนก็คงเตรียมตัวเตรียมใจกันเอาไว้แล้วว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร แล้วก็ขอแสดงความยินดีกับบุคคลที่ขึ้นมารับตำแหน่งต่างๆแทน ใครจะขึ้นด้วยวิธีการไหนก็ตาม แต่ควรจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก บทเรียนที่เห็นๆกันอยู่ ใครทำอะไรไว้และมีบทลงท้ายอย่างไร น่าจะเป็นเรื่องที่ควรจดจำกันเอาไว้เพื่อเป็นการเตือนสติตัวเอง แต่ที่ไปแน่ๆแล้วก็คือ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” เมื่อประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ อันดับ 1 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.55 เป็นต้นไป แต่ยังคงดำรงตำแหน่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยต่อไป ก้าวชีวิตทางการเมืองเรียกว่าเดินมาสูงสุด เหลือก็แค่เก้าอี้นายกฯเท่านั้น นายยงยุทธไม่ได้ให้รายละเอียดถึงเหตุผลที่ต้องลาออก เพียงแต่บอกว่ามีปัญหาในข้อกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งเห็นถูกต้อง อีกฝ่ายเห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงคิดว่าการลาออกน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ส่วนใครจะเข้ามาทำงานรักษาการในตำแหน่งที่ว่างลงคงต้องรอนายกฯตัดสินใจว่าจะให้ใครเข้ามาทำหน้าที่แทน ให้ใส่ชื่อ “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯเอาไว้ก่อนได้เลย เพราะทั้ง 2 ตำแหน่ง มีความสำคัญต่อนายกฯ และรัฐบาล ที่ผ่านมาเป็นที่รับรู้กันดีว่านายนิวัฒน์ธำรงนั้นทำงานใกล้ชิดนายกฯมาตลอด ถือเป็นคู่คิดและได้รับความไว้วางใจ ถือว่าเป็น “คนใน” ก็ว่าได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้นเป็นตำแหน่งสำคัญหากแต่งตั้งใครเข้าไปรับผิดชอบ ด้านหนึ่งก็ต้องเป็นที่พอใจของข้าราชการ ด้านที่ 2 ก็คือต้องไว้วางใจได้ สั่งการได้ พูดง่ายๆ นายกฯต้องคุมได้...ว่างั้นเถอะ เพราะขอบเขตอำนาจที่กว้างขวาง ดูแลรับผิดชอบต่อประชาชนทั้งประเทศและเป็นกระทรวงที่จะเสริมอำนาจและบารมีของผู้นำประเทศด้วย ถ้าตั้งนักการเมืองที่กุมสภาพไม่ได้ มันอาจจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาภายหลังได้ อำนาจนั้นไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว ว่ากันถึงการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งของนายยงยุทธนั้น ประเด็นหนึ่งน่าจะมาจากข้อกฎหมายที่ไม่มีใครจะชี้ขาดได้ว่าเมื่อถูกปลดออกจากราชการแล้วจะใช้ พ.ร.บ.ล้างมลทินโทษมาล้างผิดได้ แม้ ก.พ.หรือกฤษฎีกาจะชี้ว่าทำได้ก็ตาม ประเด็นต่อมาเมื่อยังไม่แน่ชัดในเรื่องนี้ การทำหน้าที่รัฐมนตรีจึงมีปัญหา หากไปสั่งการหรือไปทำอะไรเข้า แล้วมีการชี้ว่าต้องพ้นจากตำแหน่ง นั่นแหละจะยุ่งทั้งนายกฯ ครม. และตัวเอง อีกประเด็นหนึ่งน่าเชื่อว่าจะมาจากแรงกดดันภายใน เมื่อทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยเห็นว่าควรจะลาออกดีกว่าดันทุรังต่อไป นอกจากจะมีปัญหาด้านกฎหมายแล้ว ยังมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและนายกฯด้วย จึงเท่ากับเป็นการตัดตอนเพื่อทำให้สถานการณ์ต่างๆที่รุมเร้าเกิดความผ่อนคลายไม่กระทบต่อรัฐบาล เนื่องจากปัญหาต่างๆในขณะนี้ก็วุ่นวายไปหมด เป็นความจำเป็นที่จะต้องรักษา “ขุน” เอาไว้ จากนี้ไปก็ต้องรอว่า กกต.จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร โดยแนวทางก็คือ จะมีการเรียกอดีต ปลัดกระทรวงมหาดไทย หลังจากนายยงยุทธพ้นจากตำแหน่งราชการแล้วมาสอบถาม เหตุผลที่ต้องการก็คือ เมื่อมีการชี้แล้วว่าที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์เป็นที่ธรณีสงฆ์จะนำไปทำอะไรไม่ได้ แล้วทำไมจึงไม่มีการยกเลิกคำสั่งของนายยงยุทธ สงสัยจะต้องว่ากันยาว ดีไม่ดีจะมีคนติดร่างแหตามไปด้วย!!! “ลิขิต จงสกุล"
9. ยังไม่ปรับ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ นั่งแถลงข่าวคู่กับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ที่ห้องแถลงข่าวสนามบินสุวรรณภูมิ โดยนายกฯขอเวลาคิดก่อนตัดสินใจปรับ ครม.หลังจากนายยงยุทธประกาศไขก๊อก
8. 'จ๋า'ซึ้งเลิฟ 'กึ้ง'ดีเยี่ยม รักรอวิวาห์!
จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี กินกาแฟ จน “หัวใจค้าง” รอเวลาพิสูจน์รักแท้แล้วค่อยเริ่มต้นใหม่ รอความจริงใจ มาแลกกับคำว่า “แฟน” เพียงแค่นี้ที่ “สาวเซ็กซี่จ๋า” ต้องการ! ตอนนี้ จ๋า ควงแขนไฮโซหนุ่ม ทายาทเนสกาแฟ กึ้ง–เฉลิมชัย มหากิจศิริ ไปไหนมาไหนในฐานะ “เพื่อนใจ” สนิทเกินกว่าใคร แต่ จ๋า ไม่กล้าใช้คำว่า “แฟน” เป็นเพราะอะไร...คงต้องล้วงลึกหาคำตอบจาก หัวใจจ๋า เท่านั้นถึงจะพบกับความจริง อาจจะเพราะ จ๋า นั้นเริงร่า!! ผ่านเหตุการณ์รัก และ การเลิก มาหลายหน เธอเลยไม่รีบร้อนที่จะมีรัก แต่ จ๋า ก็ไม่ปล่อยให้ “ความเหงา” เข้ามาครอบงำจิตใจ เลิกแฟนที่เปิดเผยคือ หนุ่มรุ่นน้อง หลุยส์–พงษ์พันธ์ ไปตั้งนาน มีหนุ่มเข้ามาแวะเวียนขายขนมจีบก็ตั้งหลายหน แต่ จ๋า เหมือนจะเปิดใจให้ กึ้ง เพียงคนเดียว ที่ได้เข้ามาคบหาในฐานะแฟน แต่ไม่ใช่แฟน (ไม่ต้องงง!! คนดังในวงการทำแบบนี้บ่อยๆ) แต่ หนุ่มกึ้ง เอง ที่ผ่านมายังล่องลอยเป็น “พ่อพวงมาลัย” เลยมีข่าวกับสาวๆตกเป็นข่าว เป็นหนุ่มทางเลือก ของ อั้ม–พัชราภา ไชยเชื้อ ตอนที่ อั้ม ยังไม่มีแฟน กึ้ง ก็เลยลงแข่งแย่งหัวใจ อั้ม กับ ตี๋กฤษณ์ ช่วงที่เกิดศึก “กึ้งปะทะกฤษณ์พิชิตใจอั้ม” คาดว่า ทำให้ จ๋า ซึ่งกำลังเป็น “สาวในความลับ” ของกึ้ง ไม่ค่อยพอใจ แต่ จ๋า ก็พูดอะไรมากไม่ได้ เจอแบบนี้ “สาวซ่าส์” อย่าง จ๋า เลยหัวใจสะออน ร้อนใจแต่ต้องทำใจเย็น เป็นแม่พระ แต่ให้เดาหัวใจ จ๋า ในตอนนั้นเป็น “พระเพลิง” ซะมากกว่า ที่ต้องทนรับสภาพ กึ้ง โผล่ไปกินข้าว ช็อปปิ้งกับ อั้ม แต่พอ จ๋า ถามว่ายังไง “กึ้ง” ก็บอกให้สบายใจว่า “ไม่มีอะไร เพื่อนกัน” แถมแว่วว่า กึ้ง ทำตัวเป็นนายสถานีรถไฟ สับราง วิ่งรอก กลางวันกินข้าวอั้ม ตกเย็นกินข้าวกับ จ๋า “ผู้หญิง” ไม่ว่าจะใคร เจอลูกอ้อนแบบนี้เข้าไป พร้อมเข้าใจ เพราะรักอย่างแน่นอน อุปสรรครักของ จ๋า ยังไม่หมดแค่นั้น พอหมดจากข่าว กึ้ง ตามจีบ อั้ม ทำเอา กึ้ง ปีกหัก กลับมารัก จ๋า แต่รักเริงร่าไม่นานก็มีข่าว แตงโม–ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ ดอดเฝ้าไข้ หนุ่มกึ้ง ถึงขอบเตียง ถึง แตงโม จะแสดงความบริสุทธิ์ใจ ฝากบอก จ๋า ว่า “สบายใจได้ ไม่มีนโยบายแย่งของใคร” แต่ใจ จ๋า ก็ร้อนเหมือนไฟสุมทรวง เพราะไม่เคยรู้เรื่อง แตงโม ไปเฝ้าไข้มาก่อน เพราะ กึ้ง ไม่ยอมบอก!! ตอนนี้ จ๋า คงสบายใจขึ้นเยอะ เพราะ “บรรดาสาวที่ตกเป็นข่าวกับ กึ้ง” ก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนไปหมดแล้ว อั้ม เป็นแฟน แอมป์–พิธาน องค์โฆษิต, แตงโม เป็นแฟน อ้วน–รังสิต จ๋า ก็เลยยอมต่อ “โปรเลิฟ” ให้ กึ้ง เพราะซึ้งใจที่ไม่ว่าจะมีกี่สาว แต่ กึ้ง ก็ยังให้ จ๋า เป็นตัวหลัก ที่คิดจะรักในวันที่ไม่มีใคร กึ้ง เอง ก็ต้องคิดเยอะ หากจะต้องเสีย จ๋า ไป เพราะผู้หญิงอย่าง จ๋า น่าพิสมัย ฉลาด เรียนเก่ง เซ็กซี่ จ๋า สลัดผ้าถ่ายแฟชั่นวาบหวิว หวือหวา ใน “MARS” เนื้อตัวขาวโพลน นวลเนียน โพสท่าถึงใจ แล้ว กึ้ง จะไปไหนเสีย แต่ใครบอกว่า จ๋าคบกึ้งเผื่อเลือก!! จ๋า บอกว่าไม่ใช่ เธอไม่ได้ดูใจหลายคน แต่ จ๋า ชัดเจนว่า “เธออยู่ตรงนี้ทำตัวเองให้ดี ถ้าเกิดว่า คนที่เขาอยากอยู่กับจ๋าจริงๆก็คงคนนั้นแหละ” พอ กึ้ง หันมาทำตัว “รักสงบ” จ๋า ก็เลยเปิดใจมากขึ้น แต่แทงกั๊กไม่ใช้คำว่า แฟน เพราะ จ๋า เข็ดการรีบเปิดปากบอกว่าคบใคร ไม่เป็นผลดี จ๋า เลือกใช้คำโบราณ “ช้าๆได้พร้าเล่มงาม” แต่ก็ยอมรับว่ามีไปไหนมาไหนกันจริง จ๋า บอกเลยว่า “ถ้าไม่เดินห้าง จะไปเดินไหน ก็มีทานข้าวบ้างนิดหน่อย” จ๋า ให้ กึ้ง ช่วยแนะนำเรื่องการทำงาน เธอปล่อยให้รักไหลไปแบบไม่กำหนด ยังไม่โฟกัส ขอศึกษาไปเรื่อยๆ ในตอนนี้ จ๋า รออยู่ 2 อย่าง รอเรียนจบด็อกเตอร์ ก่อน จ๋า เรียนปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ ม.รามฯภาคอินเตอร์ อีกนิดเดียวก็ได้ เป็น “ด็อกเตอร์จ๋า” สมใจเธอ และอีกหนึ่งสิ่งที่ จ๋า รอคอย คือ “คนรัก” หาก กึ้ง สอบผ่านต่างมั่นใจในกันและกัน คำว่า “แฟน” ที่รอคอย คงอยู่ไม่ไกล และหากสมปรารถนา ฝันต่อไปของ จ๋า น่าจะคือ เรื่องงานแต่งงาน เพราะตอนนี้ เพื่อนๆ จ๋า สละโสดไปใช้ชีวิตคู่กันเกือบหมดแล้ว ถึงปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่เรื่อง “แต่งงาน” กับผู้หญิง เป็นของคู่กัน เมื่อเจอ “รักแท้” ก็หวังว่าจะกลายเป็น “คู่แท้” รักกันดูดดื่มถึงวันวิวาห์ไม่ต้องบอกก็พอรู้ว่า ผู้หญิงอย่างจ๋า รอวันวิวาห์กะเค้าเหมือนกัน
7. ใต้เดือดไล่ฆ่า-วางบึม ดต.-นายช่าง-ชาวบ้าน
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังร้อนระอุ โจรใต้อาละวาดทั้งฆ่าทั้งลอบวางระเบิด รายแรกประกบยิง ด.ต.ตายอนาถ ขณะขี่รถ จยย.ออกไปหาข่าว รายที่ 2 บุกยิงอาสาสมัครแจ้งข่าวอาชญากรรมดับกลางเมืองปัตตานี รายที่ 3 ไล่ยิงนายช่างชลประทาน กระสุนถูกเมียเสียชีวิต ส่วนนายช่างบาดเจ็บ แต่ยังแข็งใจชักปืนยิงสู้คนร้ายเผ่นกระเจิง รายที่ 4 ใช้เอ็ม16ไล่ถล่มยิง 2 ผัวเมียชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน กระสุนถูกเมียดับคารถ ส่วนผัวชักปืนยิงสู้จนคนร้ายต้องล่าถอย อีกรายไล่ฆ่าพ่อเฒ่าวัย 74 ปี พร้อมทิ้งใบปลิวเป็นการฆ่าล้างแค้น นอกจากนี้ ยังลอบวางระเบิดใน 2 จุด พร้อมปักธงสัญลักษณ์พูโล โจรใต้ก่อเหตุรุนแรงในหลายจุด โดยรายแรกเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 29 ก.ย. ขณะที่ ด.ต.มุสตอฟา แลแฮ อายุ 43 ปี ตำรวจสายสืบ ภ.จ.ปัตตานี ขี่รถ จยย.ออกจากบ้านพักไปพบแหล่งข่าว ถึงบริเวณถนนสายเตราะบอน-ทุ่งยางแดง หมู่ 4 ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ถูก 2 โจรใต้ขี่รถ จยย.ตามประกบยิงด้วยปืนพกบริเวณกกหูขวาทะลุท้ายทอย 1 นัด ไปเสียชีวิตที่ รพ.ศูนย์ยะลา รายที่ 2 เวลา 08.00 น. โจรใต้ลอบวางระเบิดแสวงเครื่องริมถนน หมู่ 1 ต.มะนังดาลำ อ.สายบุรี หมายสังหารทหารพรานที่ 46 แต่โชคดีไม่มีใครได้รับอันตราย โดยทั้ง 2 เหตุการณ์เชื่อว่าเป็นการตอบโต้ของโจรใต้ หลังนายอาลือซู นาแว อายุ 40 ปี ถูกจับในคดี “คาร์บอมบ์” ใน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี รายที่ 3 เวลา 12.00 น. คนร้าย 2 คน ใช้รถ จยย.เป็นพาหนะบุกยิงนายอาหะมะ อาแว อายุ 43 ปี อาสาสมัครแจ้งข่าวอาชญากรรม รหัส “เหยี่ยวเวหา” เสียชีวิตกลางตลาดนัดเทศบาลเมืองปัตตานี แล้วชิงเอาปืน 9 มม. คาดเป็นฝีมือแนวร่วมโจรใต้ต้องการสร้างสถานการณ์ รายที่ 4 ขณะที่ น.ส.ดวงเนตร คำสี อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 361/2 หมู่ 3 ต.ถ้ำทะลุ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ขี่รถ จยย.ออกไปซื้อของในตลาด ถึงถนนสายยะลา-เบตง หมู่ 5 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา ถูกคนร้ายเป็นวัยรุ่น 2 คน ขี่รถ จยย.ตามประกบยิงด้วยปืนพกบาดเจ็บ พลเมืองดีช่วยเหลือนำส่ง รพ.บันนังสตา ส่วนสาเหตุคาดเป็นการสร้างสถานการณ์ของแนวร่วมโจรใต้ รายที่ 5 วันเดียวกัน ขณะที่นายปริญญา สิทธิพันธ์ อายุ 31 ปี เป็นนายช่างชลประทานยะลา ขี่รถ จยย.พานางเสาวลักษณ์ สิทธิพันธ์ อายุ 29 ปี ภรรยา นั่งซ้อนท้ายไปซื้อกับข้าวในตัวเมืองยะลา ถึงถนนสายยะลา-บ้านเนียง หมู่ 6 ต.ท่าสาป อ.เมืองยะลา ถูก 2 โจรใต้ขี่รถ จยย.ตามประกบยิงด้วยปืนพก กระสุนถูกนางเสาวลักษณ์เสียชีวิต ส่วนนายปริญญาบาดเจ็บ แต่ยังแข็งใจชักปืนพกยิงตอบโต้จนคนร้ายเผ่นหนีไป รายที่ 6 กลุ่มโจรใต้ขับรถกระบะประกบยิงนายเกื้อม สุขการ อายุ 74 ปี เสียชีวิตบนถนนสายยะหา-ตาชี หมู่ 6 ต.ยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา ขณะขี่รถ จยย.นำหมากแห้งไปขายในตลาด พร้อมทิ้งใบปลิวมีข้อความว่าต้องการล้างแค้นให้กับนายมูดอ มะลี และนางสะมา โซะซู สองสามีภรรยาซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา อีกราย เวลา 13.30 น. ร.ต.ท.วันชัย รักษ์บุญเมือง ร้อยเวร สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ไปตรวจสอบเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านบาโงปาแต หมู่ 1 ต.โคกสะตอ พบรถกระบะถูกยิงเป็นรูพรุน โดยมีร่างนางจิตติมา นักทอง อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/1 หมู่ 6 ต.โคกสะตอ เสียชีวิตอยู่ที่เบาะหน้าคู่คนขับ ส่วนผู้บาดเจ็บทราบชื่อนายสุนทร นักทอง อายุ 50 ปี สามีนางจิตติมา พลเมืองดีนำส่ง รพ.รือเสาะ สอบสวนได้ความว่าทั้งคู่เป็นอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ก่อนเกิดเหตุขับรถออกจากบ้านไปซ้อมยิงปืน ถึงที่เกิดเหตุมีโจรใต้ 4 คน ขี่รถ จยย. 2 คันตามประกบยิงด้วยปืนเอ็ม 16 กระสุนถูกนางจิตติมาเสียชีวิต ส่วนนายสุนทรบาดเจ็บ แต่แข็งใจชักปืน 9 มม.ยิงสู้คนร้ายจนต้องล่าถอยไป นอกจากนี้ เมื่อช่วงค่ำของคืนวันที่ 28 ก.ย.เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดตู้ควบคุมไฟฟ้าแรงสูงริมถนนผังเมืองนราธิวาส เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ไฟฟ้าในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาสดับเป็นช่วงๆ ต่อมาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบในเหล็กแป๊บกระจายเกลื่อน นอกจากนี้ ยังพบธงสัญลักษณ์ขององค์การปลดปล่อยรัฐปัตตานี หรือพูโล ที่คนร้ายนำมาปักไว้ที่ข้างแผงควบคุมไฟฟ้าด้วย จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายพยายามก่อเหตุเพื่อแสดงศักยภาพ ไม่ให้พ่อค้าแม่ค้าเปิดค้าขายในวันศุกร์ตามที่เคยข่มขู่เอาไว้ ด้านนายศุภฤกษ์ กลั่นกล้า นายก อบต.สามเรือน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เผยว่าได้ร่วมกับวัดสามเรือนจัดสร้างเหรียญหลวงพ่อแก้ว “รุ่นคุ้มภัยใต้” โดยมีพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ นิมนต์เกจิชื่อดัง 11 รูป มีพระพรหมสุธี (เจ้าคุณเหนาะ) เจ้าคณะภาค 12 ประธานฝ่ายสงฆ์ พล.อ.ณพล บุญทับ รองราชสมุหองครักษ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประธานฝ่ายฆราวาส ณ พระอุโบสถวัดสามเรือน เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยล่าสุดพระอธิการสามารถ กิตติญาโณ เจ้าอาวาสวัดสามเรือน ได้มอบเหรียญดังกล่าว 30,000 เหรียญ ให้กับ พล.อ.ณพล เพื่อมอบให้แก่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้คุ้มภัยต่อไป
6. อ้าง2ราย เป็นตำรวจ ชิงรถจยย. ไถ1.5แสน
รวบแก๊งนอกรีตอ้างเป็นตำรวจรีดไถชาวบ้าน 2 รายรายแรกเป็น 2 ตำรวจบ้าน แต่อ้างเป็น พ.ต.ท. ขับรถปาดหน้าขอตรวจฉี่แถมยกรถ จยย.ป้ายแดงของผู้เสียหายใส่กระบะท้ายแล้วขับหนีแต่ไม่รอดถูกสกัดจับได้ทั้งคู่ อีกรายเป็นเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.อ้างชื่อเล่นของ พ.ต.ท.ไปไถเงิน 1.5 แสนบาทจากผู้ต้องหาคดีอนาจารช่วยล้มคดีจ่ายไปแล้ว 5 หมื่น เรื่องถึงหูของนายตำรวจเจ้าของชื่อที่ถูกแอบอ้างออกหาข่าวด้วยตัวเองจนทราบตัว วางแผนล่อให้ออกมารับเงินที่ยังค้างจ่ายอีก 1 แสนบาท หลวมตัวโผล่มารับเงินเลยถูกรวบคาหนังคาเขา โจรอ้างเป็นตำรวจจับชาวบ้านยึดรถรายนี้เปิดเผยเมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 29 ก.ย. ที่ห้องสืบสวน สภ.ดอนหัวฬ่อ อ.เมืองชลบุรี พ.ต.ท.วิโรจน์ แย้มปราศรัย สว.สส.สภ.ดอนหัวฬ่อ กับพวกแถลงข่าวจับกุมนายมนต์ชัย ยาวะโนภาส อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 1 ต.น้ำคำใหญ่ อ.เมืองยโสธร กับนายไพทูล คืนดี อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16-99/77 หมู่ 4 ต.หนองไม้แดง อ.เมืองชลบุรี ทั้งสองเป็นตำรวจอาสา สภ.เมืองชลบุรี พร้อมปืน 9 มม. 1 กระบอกกับกระสุน 5 นัด และรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน ฌญ 9892 กรุงเทพมหานครและรถ จยย.ยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ ป้ายแดง 1 คัน ข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์ผู้อื่น พ.ต.ท.วิโรจน์กล่าวถึงพฤติกรรมของ 2 ผู้ต้องหาว่า เมื่อตีสองวันเดียวกันรับแจ้งจาก น.ส.รุ่งนภา พันมัย อายุ 23 ปี ขณะขี่รถ จยย.ยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ ป้ายแดงโดยมี น.ส.ปิยะวรรณ กันเฉย อายุ 23 ปี เพื่อนสาวซ้อนท้ายกลับจากเที่ยวผับใกล้นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ผ่านถนนสัตตพงษ์-ดอนหัวฬ่อ บริเวณหน้าร้านเซเว่นฯ สาขาดอนพฤกษา หมู่ 4 ต.ดอนหัวฬ่อ ถูกคนร้าย 2 คนขับรถกระบะอีซูซุ ทะเบียน ฌญ 9892 กรุงเทพมหานคร ปาดหน้าบังคับให้จอด อ้างเป็น พ.ต.ท.สังกัด สภ.เมืองชลบุรี เพิ่งย้ายมาใหม่ขอตรวจบัตรประชาชนและตรวจฉี่ แถมยังลวนลามพร้อมช่วยกันยกรถ จยย.ของผู้เสียหายใส่กระบะหลังโดยจะพาไปโรงพัก จังหวะนั้นมีชาวบ้านเริ่มมามุงดูเหตุการณ์ คนร้ายเห็นท่าไม่ดีเลยขับรถหนี หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังสกัดจับได้ที่สี่แยกไฟแดงทางเข้าวัดท้องคุ้ง ถนนศุขประยูร หมู่ 12 ต.นาป่า อ.เมืองชลบุรี สอบสวนทั้งสองให้การรับสารภาพและยื่นข้อเสนอจะจ่ายค่าเสียหายกับผู้เสียหายแต่ น.ส.รุ่งนภากับเพื่อนไม่ยอมรับ ยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะถ้ายินยอมรับเงิน คนร้ายจะไปก่อเหตุกับชาวบ้านคนอื่นอีก ส่วน พ.ต.ท.คมน์สรณ์ มาบำรุง รอง ผกก.(ป.) สภ.เมืองชลบุรีเปิดเผยว่าเมื่อทั้งสองทำผิดกฎหมายต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมายและปลดออกจากการเป็นตำรวจอาสา สภ.เมืองชลบุรีทันที อีกรายเมื่อเวลา 12.00 น.วันเดียวกัน พ.ต.อ.เสถียร บุญค้ำ ผกก.สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พ.ต.ท.พีระพงษ์ เหล่าธนาวิน รอง ผกก.(ป.) และชุดสืบสวนจับกุมนายบรรชา ทองแสน อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/70 หมู่ 6 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ พร้อมของกลางเงินสดที่มีการถ่ายสำเนาเป็นหลักฐาน 100,000 บาท โดย พ.ต.ท.พีระพงษ์ เหล่าธนาวิน รอง ผกก.ป. เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมามีชาวบ้านใน ต.นาจอมเทียน พูดกันหนาหูว่า “รองแป๊ะ” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของตนเรียกรับเงิน 150,000 บาท จากผู้ต้องหารายหนึ่งเพื่อปิดคดีอนาจารในท้องที่ สภ.นาจอมเทียน สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับตนและตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เป็นอย่างมาก พ.ต.ท.พีระพงษ์ หลังทราบดังนั้นได้ลงพื้นที่สืบคดีนี้ด้วยตัวเองจนทราบว่าผู้ที่นำชื่อตนไปแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์คือนายบรรชา ทองแสน เป็นข้าราชการฝ่ายข่าวของ กอ.รมน.ในพื้นที่สัตหีบ และผู้ต้องหาในคดีอนาจารได้จ่ายเงินปิดคดีไปแล้ว 50,000 บาท ยังเหลืออีก 100,000 บาท เลยวางแผนให้เจ้าของเงินติดต่อกับนายบรรชาให้มารับเงินที่เหลือ 100,000 บาท โดยนัดส่งเงินกันที่ร้านต้มเลือดหมู ถนนสุขุมวิท ย่านพัทยากลาง แต่ภายหลังนายบรรชาขอเปลี่ยนสถานที่เป็นปั๊มน้ำมันปิโตรนาส ข้างโรงเรียนเมืองพัทยา 5 ถนนสุขุมวิท หลังรับเงินจึงจู่โจมเข้าจับกุมทันทีพร้อมเงินของกลาง
5. แป้ง-อรจิราปลื้ม แต่ง'ผู้กองต้อม'
สุดชื่นมื่น ดาราสาว “แป้ง-อรจิรา” เข้าพิธีหมั้น-วิวาห์กับ “ผู้กองต้อม” ลูกชาย “ชัจจ์ กุลดิลก” รมช.คมนาคม ด้วยบรรยากาศอบอุ่น เพื่อนฝูงทั้งในและนอกวงการแห่ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยฝ่ายชายถือฤกษ์ 09.09 น. ยกขบวนขันหมากมาสู่ขอ พร้อมสวมแหวนเพชรหนัก 5.5กะรัตให้เจ้าสาว ขณะที่ดาราสาวถึงกับน้ำตาร่วงด้วยความตื้นตัน เปิดใจพ่อแม่อวยพรให้ใจเย็นๆ และขอให้เจ้าบ่าวอดทน หลังจากบ่มรักมาได้ 2 ปี ในที่สุดนางเอกสาวผิวโอโม่ แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล วัย 27 ปี ก็ได้ฤกษ์ดี วันที่ 29 ก.ย. สละโสดกับผู้กองต้อม-ร.ต.อ.ทรงพันธุ์ กุลดิลก วัย 30 ปี ลูกชายของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม โดยมีการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานในวันเดียวกัน ณ ห้องเลิศวนาลัย บอลรูม โรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค ท่ามกลางญาติพี่น้องผู้ใหญ่และเหล่าเพื่อนในและนอกวงการ อาทิ วุ้นเส้น- วิริฒิพา-ชาคริต แย้มนาม, เมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร, ไหม-วิสา สารสาส, เต้-สันติ ภิรมย์ภักดี ฯลฯ มาร่วมงาน และเป็นสักขีพยานรักในครั้งนี้อย่างคับคั่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศพิธีการเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ คู่บ่าวสาวใส่บาตรพระร่วมกันเพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตคู่ โดยฝ่ายชายถือเคล็ดจับทัพพีเหนือมือฝ่ายหญิง หลังจากนั้นทั้งคู่ต่างแยกย้ายผลัดเปลี่ยนชุดไทยเพื่อเข้าสู่พิธีหมั้น โดยถือฤกษ์ 9.09 ตั้งขบวนขันหมากเดินเข้าสู่ห้องพิธี ซึ่งเจ้าบ่าวเดินถือช่อดอกไม้ โดยมีเพื่อนเจ้าสาวกั้นประตูเงิน ประตูทอง ร่วมสร้างสีสัน หลังจากฝ่าด่านไปได้ ผู้กองต้อมเดินถือช่อดอกไม้และรับตัวเจ้าสาวที่ห้องแต่งตัว ซึ่งพอเจอหน้ากัน ผู้กองต้อมได้เข้าหอมแก้มเจ้าสาวที่สวยเป็นพิเศษหนึ่งที ก่อนจูงมือประกอบพิธีหมั้นต่อไป โดยสินสอดประกอบด้วย แหวนหมั้นเพชร 5.5 กะรัต เงินสดกว่า 10 ล้านบาท เครื่องเพชรและทองจำนวนหนึ่ง กระทั่งได้ฤกษ์สวมแหวนหมั้นในเวลา 09.39 น. ผู้กองต้อม เจ้าบ่าว สวมแหวนหมั้นให้แป้ง-อรจิรา ต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคือ นายอภิชาต และ นางจงกลรัตนา แหลมวิไล พล.ต.ท.ชัจจ์ และนางวิมลรัตน์ กุลดิลก ซึ่งเมื่อสวมแหวนหมั้นเสร็จ ดาราสาวต้องก้มกราบตามธรรมเนียม เสมือนเป็นการฝากเนื้อ ฝากตัวแก่เจ้าบ่าว ปรากฏว่าสาวแป้งมีอาการเขินเล็กน้อย ก่อนหลุดหัวเราะร่วน โดยเพื่อนๆ ที่ร่วมเป็นสักขีพยานต่างตะโกนแซวว่า “คงเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้าย” ที่จะเห็นภาพฝ่ายหญิงกราบว่าที่สามี เรียกเสียงหัวเราะให้กับคู่บ่าวสาวและแขกเหรื่อในงาน ตามด้วยการจดทะเบียนสมรส ซึ่งปรากฏว่าสาวแป้งยังคงใช้คำนำหน้าว่า “นางสาว” แต่เปลี่ยนมาใช้นามสกุลกุลดิลก ของฝ่ายชาย จากนั้นจึงเป็นพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงแรกที่ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเข้ามาอวยพร คู่บ่าวสาวก็รับคำสอนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม น้อมรับคำสอน กระทั่งถึงคิวเพื่อนๆ เข้ามาอวยพร จู่ๆสาวแป้งก็น้ำตาไหลด้วยความซึ้งใจจนเพื่อนๆเจ้าสาวต้องช่วยกันซับน้ำตาให้ ในขณะที่เจ้าบ่าวได้แต่นั่งอมยิ้ม หลังจากนั้นเป็นงานเลี้ยงภายในครอบครัว และพิธีส่งตัวเข้าเรือนหอ ย่านเหม่งจ๋าย ขณะที่งานฉลองมงคลสมรสจะมีขึ้นในวันที่ 7 ต.ค.นี้ ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ต่อมาผู้สื่อข่าวโทร.สัมภาษณ์ แป้ง-อรจิรา เจ้าสาวหมาดๆ ที่เปิดใจว่า จริงๆตนตั้งใจอยากจัดงานแต่งงานเล็กๆ แต่สุดท้ายงานก็ไม่เล็กจนได้ ยอมรับเหนื่อยมาก พอลงจากเวทีได้ไม่คิดว่าจะง่วงมากขนาดนี้ เพราะต้องตื่นตี 4 มีเวลานอนน้อยมาก ถามว่า ตื่นเต้นมั้ย ก็มีบ้างนิดหนึ่ง ไม่ค่อยเท่าไหร่ อย่างที่เคยให้สัมภาษณ์ไปว่าการแต่งงานตนทำเพื่อพ่อแม่ รู้สึกเป็นหน้าที่เป็นธรรมเนียม ประเพณีมากกว่า จะกังวลในเรื่องการจัดงาน แขกประทับใจและรู้สึกดีกับงานมากน้อยแค่ไหน มีอะไรขาดตกบกพร่องหรือเปล่า ส่วนความรู้สึกกับการเริ่มต้นชีวิตคู่ในวันนี้ตนยังบอกไม่ได้เหมือนกัน เพราะยังไม่ได้เริ่มใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเลย ขอให้ผ่านไประยะหนึ่ง อาจจะหนึ่งเดือนก็น่าจะบอกได้บ้าง เมื่อถามว่า พ่อแม่อวยพรอย่างไรบ้าง ดาราสาวบอกว่า พ่อแม่สอนให้ตนใจเย็นๆ และบอกกับผู้กองว่าให้อดทน
4. ผัวเมียปล้นทอง หาเงินลงอบต.
'เจ๊พร’เจ้าแม่เงินกู้ ต้องการใช้หาเสียง โดนจับพร้อมสามี ตำรวจรวบแล้ว “เจ๊พร” เจ้าแม่ปล่อยเงินกู้พร้อมลูกสมุน หลังร่วมกับสามีรุ่นลูกอดีตผู้สมัครนายก อบต.วางแผนปล้นร้านทองกลางตลาดบ้านผือ กวาดทองคำรูปพรรณไปมูลค่ากว่า 3.5 ล้านบาท รับสารภาพต้องการนำเงินไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ตำรวจตามรวบเจ้าแม่เงินกู้ได้ขณะหนีไปกบดานใน อ.ชัยบาดาล ส่วนสามีตามรวบได้ขณะหนีกบดานย่านปากเกร็ด พร้อมของกลางจำนวนหนึ่ง ในขณะที่ลูกสมุนหนีจนมุมในจังหวัดภาคใต้ ตำรวจรวบสาวใหญ่พร้อมพวกหลังก่อเหตุปล้นร้านทองรายนี้เปิดเผยเมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 29 ก.ย. พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง ผบก.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ สุขเกษม พ.ต.อ.สุรินทร์ ชัยชมภู รอง ผบก.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.อารี สินธุรา ผกก.สส.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.อรรคพงษ์ พิมลศิริ ผกก.สภ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมคนร้ายคดีปล้นทอง “ร้านพรเจริญ” อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ประกอบด้วย นายพงษ์พันธ์ หรืออุ๊ก เป้าอิ่ม อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 11 ต.ผาจุก อ.เมือง อุตรดิตถ์ และนางนภาพร หรือ “เจ๊พร” กวางอิ่ม อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 128 หมู่ 2 ต.ม่วงค่อม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยกล่าวหาร่วมกันปล้นทรัพย์ พร้อมของกลางสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 2 เส้น เงินสด 300,000 บาท ปืน 11 มม.พร้อมกระสุน 7 นัด คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 10.04 น. วันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.องอาจ ปลัดขวา พงส. (สบ 2) สภ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งมีคนร้ายก่อเหตุปล้นร้านทองพรเจริญ ตั้งอยู่เลขที่ 223/3 ถนนพลับผือ ต.บ้านผือ นำกำลังรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบนายชัยยุทธ อรัญพาสนุ อายุ 35 ปี ลูกชายเจ้าของร้าน อยู่ในอาการตื่นตกใจ พร้อมให้การว่า ขณะเกิดเหตุอยู่หน้าร้านเพียงคนเดียว ระหว่างนั้นมีคนร้ายเป็นชาย 2 คน สวมเสื้อคลุมชุดดำ สวมถุงมือ และสวมหมวกไหมพรม ขับรถกระบะนิสสัน นาวาร่า สีดำ ทะเบียน บล 3482 ไม่ทราบจังหวัด ไปจอดหน้าร้าน ก่อนที่ทั้งคู่จะบุกเข้าไปในร้านชักปืนพกออกมาขู่บังคับไม่ให้ขัดขืน กวาดเอาทองคำรูปพรรณหนัก 144 บาท มูลค่า 3.5 ล้านบาท ใส่กระเป๋าสะพายแล้วพากันกลับไปขึ้นรถขับหลบหนี ตำรวจกระจายกำลังออกหาเบาะแสของคนร้าย กระทั่งทราบว่า 1 ในคนร้ายรายนี้คือนายพงษ์พันธ์ จึงติดตามจับกุมเอาไว้ได้ขณะหนีไปกบดานอยู่ใน อ.นาทวี จ.สงขลา สอบสวนให้การรับสารภาพว่าร่วมกับนายตรีรัตน์ วงเวียน อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 259 หมู่ 9 ต.ทมนางาม อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี อดีตผู้สมัครนายก อบต.ทมนางาม และนางนภาพร หรือ “เจ๊พร” อาชีพปล่อยเงินกู้ ภรรยาของนายตรีรัตน์ วางแผนปล้นร้านทองจริง เนื่องจากนายตรีรัตน์ ต้องการเงินไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งนายก อบต. ประกอบกับตนต้องการตอบแทนบุญคุณ 2 ผัวเมียที่เคยให้ความช่วยเหลือเมื่อครั้งที่ครอบครัวตกทุกข์ได้ยาก โดยหลังก่อเหตุนายตรีรัตน์แบ่งทองให้จำนวนหนึ่งนำไปขายเป็นค่ารถหลบหนีไปกบดานในจังหวัดภาคใต้ และบอกว่าจะแบ่งเงินส่วนที่เหลือให้หลังเสร็จเลือกตั้ง กระทั่งมาถูกจับกุม ต่อมาตำรวจติดตามจับกุมนางนภาพรเอาไว้ได้ ขณะหนีไปกบดานในพื้นที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี นำตัวไปสอบสวนให้การรับสารภาพว่าเดิมมีอาชีพปล่อยเงินกู้ รู้จักกับนายตรีรัตน์สามีรุ่นลูกขณะมาบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.ชัยบาดาล ตกลงปลงใจอยู่กินฉันสามีภรรยา และเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมานายตรีรัตน์ลงสมัครเลือกตั้งนายก อบต. ด้วยความรักสามีกู้เงินเพื่อนมาให้ใช้จ่ายในการหาเสียง พร้อมซื้อปืนให้ 1 กระบอก เพื่อป้องกันตัว แต่ขณะออกหาเสียงเงินหมด นายตรีรัตน์จึงวางแผนปล้นร้านทองเพื่อนำเงินมาใช้ในการหาเสียง โดยแบ่งให้ตนจำนวนหนึ่งนำไปซื้อบ้านน็อกดาวน์และใช้หนี้ กระทั่งมาถูกจับกุมอีกคน ส่วนนายตรีรัตน์ ล่าสุดตำรวจตามรวบตัวได้แล้วเช่นกันเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 29 ก.ย.ขณะหลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมทองคำรูปพรรณจำนวนหนึ่ง อยู่ระหว่างนำตัวไปสอบสวน
3. 'ปู'ไม่ต้องขอ ยงยุทธ ทำให้สุดชีวิต
ยันไม่เคยถูกบังคับ นายกฯยื้อปรับครม. ปชป.แฉมีใบสั่งออก ชงศาลรธน.วินิจฉัย “นายกฯปู” ติดเบรกปรับ ครม. ดึงจังหวะให้สถานการณ์คลายร้อนบอกขอเวลาคิดอีกครั้ง สั่งเกลี่ยงานรองนายกฯ มอบ รมช.มหาดไทย แบกงาน มท.1 ไปพลางก่อน แบ่งรับแบ่งสู้บ้าน 111 ร่วม ครม.ปู 3 “ยงยุทธ” อารมณ์ดีส่งจูบสื่อ ยันอีกยกไร้แรงกดดันจากคนในพรรคบีบไขก๊อก ป้อนคำหวานถึงจะตกที่นั่งลำบากแค่พลเมืองธรรมดาก็จะมานั่งอยู่ที่พรรคเพื่อไทยจนกว่าจะเดินไม่ไหว นายกฯออกปากใช้อะไร จัดให้สุดชีวิต “ประชาธิปัตย์” จับไต๋มีใบสั่งจากคนแดนไกลบีบให้ออก “เทพไท” รู้มากเก็ง “ตู่-โจ้” เต็งจ๋ารมต. “ชวนนท์” ปล่อยของเปิดคลิปแฉชายชุดดำ จวก “เหลิม-ธาริต” ปกปิด จี้ถาม “เหวง-ธิดา” ไหนว่าไม่มีจริง ภายหลังนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป เพื่อลดแรงกดดันที่อาจกระทบต่อรัฐบาลโดยรวมจากกรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งนี้ส่งผลให้การปรับ ครม.ที่นิ่งมานานเริ่มมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น “นายกฯปู” เล่าภารกิจเวทียูเอ็น เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 29 ก.ย. รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนทางช่อง 11 เป็นการบันทึกเทปสัมภาษณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 67 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินรายการ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เวทีสหประชาชาติที่เราได้พูดถึงความร่วมมือของประเทศไทยที่ร่วมมือกับนานาประเทศ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความมั่นคง ความสงบ รวมไปถึงดูแลสวัสดิภาพเด็กและสตรี ที่ได้อาศัยเวทีนี้ชี้แจงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามความร่วมมือของอนุสัญญาเกี่ยวกับสิทธิเด็ก ที่ให้ประโยชน์กับเด็กที่ถูกละเมิดสิทธิ สามารถมาร้องเรียนได้ เป็นเรื่องที่หลายๆประเทศหันมาสนใจในเรื่องนี้ อีกทั้งยังได้อาศัยเวทีนี้พบปะหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศยูเออีและประธานาธิบดีพม่า เพื่อต่อยอดความก้าวหน้าที่ได้มีการลงนามความร่วมมือของท่าเรือน้ำลึกทวาย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ นครนิวยอร์กเป็นเมืองเศรษฐกิจมีโครงสร้างผังเมือง ในการดูแลของท้องถิ่น ตนได้มีโอกาสคุยกับนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก จะนำไปประยุกต์ใช้กับ กทม.และจังหวัดอื่นๆต่อไป และได้ดูเรื่องไฮไลน์พาร์ก คือเอาเส้นทางรถไฟเก่ามาปรับใช้ในสวนสาธารณะ ถือเป็นความคิดที่ดีสำหรับการนำมาประยุกต์กับเมืองใหญ่ๆที่มีประชากรหนาแน่นและหาพื้นที่สีเขียวยาก ที่เราจะนำมาประยุกต์ใช้กับ กทม. “ยงยุทธ” ส่งจูบสื่อรับนายกฯกลับไทย เมื่อเวลา 09.30 น. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางมารอรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ภายหลังนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากเสร็จสิ้นภารกิจการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยนายยงยุทธมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ยกมือไหว้รับสื่อ ในขณะสื่อที่ไปรอสัมภาษณ์นายกฯได้กล่าวทักทายนายยงยุทธว่า “รู้สึกสบายใจขึ้นหรือยังคะ” โดยนายยงยุทธได้เพียงแต่ยิ้มพยักหน้า และพร้อมกับส่งจูบที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ที่จะปฏิเสธในการให้สัมภาษณ์ ขณะที่สื่อพยายามซักถามต่อถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ด้วย ขณะที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.และในฐานะเลขาธิการป.ป.ส. ได้กล่าวระหว่างเดินตามนายยงยุทธว่า “ตำรวจรู้สึกชื่นชมในการตัดสินใจลาออกของท่าน” “ปู” ยอเป็นคนทุ่มเท–เสียสละ จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้นั่งคู่กับนายยงยุทธแถลงข่าว โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวถึงกรณีที่นายยงยุทธลาออกจากตำแหน่งว่า สำหรับการแต่งตั้งรัฐมนตรีรักษาการแทนนายยงยุทธ จริงๆแล้วจะเป็นเรื่องของการมอบหมายงานมากกว่า ซึ่งจะมี 2 ส่วนคืองานของรองนายกรัฐมนตรี โดยจะมีการแบ่งงานในส่วนต่างๆให้กับรองนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมเข้าไป ส่วนงานของกระทรวงมหาดไทย ซึ่ง ณ วันนี้มีรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย ทำงานอยู่แล้ว 2 ท่าน โดยทั้งหมดจะสรุปเป็นมติคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง “โดยส่วนตัวรู้สึกเสียดาย เพราะว่าท่านยงยุทธเองได้ทุ่มเททำงานให้กับคณะรัฐบาลรวมถึงการดูแลพี่น้องประชาชน ตั้งแต่เริ่มทำงานมากว่า 1 ปี ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน โดยเจตนารมณ์นี้ถือว่าท่านเองมีความเสียสละ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลใจ จึงได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะขอพักไป ก็รู้สึกเสียดาย แต่อย่างไรก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของท่าน” นายกฯกล่าว ลั่นขอคิดอีกครั้งยังไม่ปรับ ครม. เมื่อถามว่า นายกฯ จะถือโอกาสในการปรับ ครม.เลยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า วันนี้คงยังไม่ได้ทำ เพราะว่าคงต้องขอจัดงานก่อนเพราะเดี๋ยวจะไม่มีเวลาเพื่อให้งานต่อเนื่อง ส่วนเรื่องจะปรับ ครม.หรือไม่อย่างไรจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ถามต่อว่าคิดว่าช่วงเวลาไหนที่จะเหมาะสมในการปรับ ครม. นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ทราบเลย ตอนนี้คงยังไม่ได้ปรับทำงานตรงนี้ก่อนคงจะเป็นลักษณะมอบหมายงานก่อนและการที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยก็สามารถทำงานได้ อยู่ที่ ครม.จะมีความเห็นชอบอย่างไร ในการที่จะมอบหมายงาน ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าจะมีผลต่อเนื่องในตำแหน่ง ส.ส.ของนายยงยุทธ ด้วยนั้น คงต้องว่ากันในแง่ของข้อกฎหมายและตามหลักก็เป็นไปตามที่นายยงยุทธ ได้ชี้แจงไปแล้ว คณะกรรมการต่างๆ ได้ชี้แจงแล้ว วันนี้จริงๆ เป็นเรื่องของเจตนารมณ์ของนายยงยุทธมากกว่า ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ ส่วนจะมีผลกระทบกับพรรคหรือไม่ตนว่ายังไปไม่ถึงตรงนั้นและโดยข้อกฎหมาย นายยงยุทธก็ชี้แจงไปหมดแล้ว แบ่งรับแบ่งสู้ 111 ร่วม “ปู 3” ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เหมือนจะมีแรงกระเพื่อมภายในพรรคให้มีการปรับ ครม. นายกฯ ย้อนถามว่า ทำไมล่ะคะ ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะดูแลปัญหานี้อย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่หรอกค่ะ ทุกอย่างเป็นไปตามที่บอกไปว่าตำแหน่ง ครม.ต้องพิจารณาตามความสามารถด้วยไม่ใช่เป็นเรื่องของการแบ่งหรือจากการวิ่ง ความคิดเห็นเรารับ เคารพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย แต่การตัดสินใจอย่างไรนั้นต้องอยู่ในความเหมาะสม ดูช่วงเวลา ดูตำแหน่ง ผู้ที่จะมารับผิดชอบด้วย แม้แต่ในกลุ่มของ 111 เองก็ตาม เราเองก็บอกแล้วว่า แต่ละคนมีความสามารถโดยเฉพาะในกลุ่ม 111 ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เยอะ ผ่านงานการเมืองมาเยอะ แต่ก็ต้องอยู่ที่องค์ประกอบที่ว่า บุคคลนั้นสมัครใจ ซึ่งบางคนก็พร้อมจะมาช่วยงานพรรคบ้าง งานสังคมบ้าง หรือบางท่านก็พร้อมที่จะพักอยู่บ้าน ก็แล้วแต่ รวมถึงตำแหน่งมีเก้าอี้ว่างหรือเปล่า ความสามารถตรงกันหรือเปล่า ไม่ได้เป็นปัจจัยว่ามีทั้งหมดแล้วต้องรับพิจารณาทั้งหมด จริงๆ แล้วเราเองต้องบอกว่าทุกท่านสมาชิกพรรคและทางด้าน 111 ได้ดูแลช่วยเหลือพรรคประชาชนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะบทบาทไหน สำหรับตนก็พร้อมเปิดรับ แต่วันนี้ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้วันนี้เอาในเรื่องของงานที่จะทำในส่วนของกระทรวงมหาดไทยก่อน “ยงยุทธ” ยันอีกยกไร้แรงกดดัน ขณะที่นายยงยุทธให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการลาออกแรงกดดันในพรรคและจากคนบ้านเลขที่ 111 ว่า ไม่ได้ยืนอย่างเดียว จะยันยังไงก็ได้ทุกรูปแบบว่าพรรคที่ตนอยู่ ไม่ใช่พรรคที่อยู่ๆ จะไปบังคับคนนั้นคนนี้ ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนั้นตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มาจนกระทั่งพรรคพลังประชาชน และมาพรรคเพื่อไทย ก็จะมีสภาพที่เป็นพรรคการเมืองที่พี่น้องประชาชนนิยมไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย แต่ทีนี้ภายในพรรคถ้าพวกเราสังเกตดูให้ดีเวลาพูดก็จะไปกันคนละทิศคนละทาง เพราะนั่นคือว่างดงามของพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อเวลาที่มีมติก็จะมีมติไปในทิศทางเดียวกัน “ถ้าผมถูกบังคับจะมานั่งอยู่บนนี้ทำไม ก็ไปแฉโพยกับสื่อว่าถูกบังคับ ผมไม่ได้อยากออกเลย ผมอยากอยู่ ท่านายกฯ ยิ่งลักษณ์บังคับผม ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นสักคำ ผมอยู่ในพรรคถึงไม่มีตำแหน่งใดก็ตามเป็นสมาชิกธรรมดา และหากบอกว่าเป็นสมาชิกธรรมดาไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายก็จะเป็นพลเมืองที่มานั่งอยู่ที่พรรค จนกระทั่งผมเดินไม่ไหว แล้วอย่างนี้หรือสภาพของผมที่ถูกบังคับ ทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านนายกฯ ไม่ต้องออกปาก ผมทำให้ และถ้าท่านออกปากผมยิ่งทำให้สุดชีวิต แล้วนี่หรือคือสภาพของคนที่ถูกบังคับ” นายยงยุทธกล่าว ยกเคส “อดีต ส.ว.สัก” เป็นเกราะกำบัง เมื่อถามต่อว่า ในเรื่องของตำแหน่ง ส.ส.จะมีปัญหาตามมาหรือไม่ หากมีการตีความว่าผิดรัฐธรรมนูญ นายยงยุทธ กล่าวว่า พูดไปก็เหมือนกับตนมาป้องกันตัวเอง อย่างกรณีของนายสัก กอแสงเรือง ที่ถูกศาลชี้ขาดว่าขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ว. ก็ไม่ส่งผลย้อนหลังต่อการทำหน้าที่ที่ผ่านมา เมื่อทำงานไปจนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งก็ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของนายสักที่แล้วมาในอดีตก็ถูกต้องหมด แต่หลังจากที่ศาลมีคำสั่งแล้วต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ศาลก็ไม่ได้เอาผิดต่อคณะกรรมการกลั่นกรองในการเลือกนายสักมาเป็น ส.ว. ซึ่งเป็นไปตามหลักของกฎหมายในรัฐธรรมนูญด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขึ้นรถออกจากสนามบิน ผู้สื่อข่าวได้พยายามที่จะสอบถามความชัดเจนเรื่องปรับ ครม. นายกฯกล่าวพร้อมยิ้มว่า “อะไรยังไม่ได้บอกอะไรเลย พอแล้ว ไปทำข่าวได้แล้ว พอแล้ววันนี้พูดเยอะแล้ว” จากนั้นระหว่างที่นายยงยุทธเดินมาส่งนายกฯขึ้นรถยนต์เพื่อที่จะเดินทางกลับบ้านพัก ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับนายยงยุทธ อีกครั้ง โดยถามว่าเมื่อคืนนอนหลับสบายดีใช่ไหมคะ นายยงยุทธกล่าวยิ้มแย้มว่า นอนหลับสบายสิ ดูสิดูหน้าว่าใสไหม ผมยังหล่อเหมือนเดิมใช่ไหม ก๊วน กทม.ใจปํ้าไม่ขอเพิ่ม รมต. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ยุติการเคลื่อนไหวใดๆเกี่ยวกับกรณีนายยงยุทธได้แล้ว เพราะนายยงยุทธลาออกจากตำแหน่งแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์อีก เพราะจะส่งผลเสียหายต่อการบริหารงานของรัฐบาลได้ พรรคประชาธิปัตย์ควรยุติการเล่นเกมการเมืองแล้วหันมาร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประเทศจะดีกว่า ส่วนการปรับ ครม. ภาค กทม.ไม่กดดันให้มีการปรับ ครม.เพื่อเพิ่มสัดส่วนของภาค กทม. และพร้อมยอมรับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทยที่จะพิจารณาในเรื่องตัวบุคคล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะยังไม่ปรับ ครม.ในขณะนี้ โอดอย่าทึกทัก “แม้ว” กดรีโมตสั่ง นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งของนายยงยุทธ ควรได้รับคำชมเชย ทำให้รัฐบาลไม่ต้องเสียเวลา มีสมาธิในการทำงานต่อไป หากในอนาคตมีคำตัดสินแล้วนายยงยุทธไม่มีปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย ก็มีโอกาสกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้ง การตัดสินใจของนายยงยุทธไม่น่าจะมีการกดดันตามกระแสข่าว โดยเฉพาะจากสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เพราะคนที่จะมารับตำแหน่งต่อไปก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งยังไม่รู้ว่าท่านจะเสนอชื่อใคร ถ้าบ้านเลขที่ 111 เล่นเกมกดดันก็ไม่รู้ว่าจะได้เก้าอี้หรือเปล่า ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณนั้นไม่ว่าเหตุการณ์อะไรก็ถูกโยงทุกเรื่องอยู่แล้ว ยืนยันว่าท่านไม่เกี่ยวข้องหรือกดดันอะไร ฝ่ายค้านพยายามกล่าวหาแต่ไม่เคยมีหลักฐาน และยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะดิสเครดิตการตัดสินใจของนายยงยุทธ พอท่านแสดงสปิริตก็บอกว่าจนมุม ถูกกดดัน ไม่เคยมองอะไรในแง่ดีเลย พท.ฟุ้งกวาด 55% ซิวผู้ว่าฯ กทม. ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท บีช ชะอำ จ.เพชรบุรี พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนา ส.ส.-ส.ก. และ ส.ข.พรรคเพื่อไทย เพื่อระดมความคิดเห็นและวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. รวมทั้งพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วย โดยตั้งเป้าว่า ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคจะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ของผู้มาใช้สิทธิในแต่ละเขตเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงปัญหาน้ำท่วมใน กทม.ด้วย ทั้งนี้ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้สมาชิกพรรคเร่งลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และขอให้ตรวจสอบดูว่า ยังมีท่อระบายน้ำหรือคูคลองต่างๆ พื้นที่ใดที่ยังไม่ได้ขุดลอกบ้าง จะได้ประสานไปยังผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้พรรคเคยยื่นหนังสือถึง กทม.แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยเฉพาะการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไปขุดลอกคูคลอง โดย กทม.อ้างว่า ไม่มีเครื่องมือเพียงพอ จึงอยากเรียกร้องให้ กทม.จ้างบริษัทเอกชนมาช่วยดำเนินการดีกว่าปล่อยปละละเลยจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ปชป.เสี้ยมภายใน พท.บีบคั้น ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความจริงแล้วทันทีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้ว่าการกระทำของนายยงยุทธมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง นายยงยุทธก็ขาดคุณสมบัติเลยโดยไม่ต้องลาออก แต่การฝืนทำงานต่อนั้นเป็นกรรมวิธีทางการเมืองที่ให้ดูดี และการที่นายยงยุทธฝืนดำรงตำแหน่งอยู่ต่อก่อนหน้านี้ แต่กลับลาออกภายหลัง ทั้งที่ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ไฟเขียวให้ออก ตนมองว่าเป็นเรื่องการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย แต่ก็มีการนินทากันทั้งตลาดว่านายยงยุทธถูกการเมืองภายในพรรคเพื่อไทยบีบให้ลาออกไม่ใช่หรือ จับไต๋มีใบสั่งจากคนแดนไกล นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นการลาออกที่ยอมจำนนต่อเหตุผลและข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งการลาออกของนายยงยุทธอาจเป็นผลดีต่อรัฐบาลที่จะทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากการอยู่ในตำแหน่งต่อไป ซึ่งถือเป็นการตัดอวัยวะออกไปเพื่อรักษารัฐบาลให้อยู่และคงอำนาจให้อยู่นานที่สุด แต่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่านายยงยุทธไม่น่าจะตัดสินใจลาออกเอง แต่ผ่านการหารือหลายฝ่าย โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและผู้มีบารมีนอกประเทศ จึงมีใบสั่งออกมาว่าต้องลาออก หลังจากนายกรัฐมนตรีกลับจากต่างประเทศแล้ว จึงให้มีผลวันที่ 1 ต.ค. ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าการลาออกของนายยงยุทธเกิดจากสาเหตุใบสั่ง 4 ประการ ได้แก่ 1.นายกรัฐมนตรีไม่มั่นใจว่านายยงยุทธเป็นรัฐมนตรีต่อได้หรือไม่ 2.รัฐบาลได้รับแรงกดดันจากพรรคในรัฐบาลอย่างมาก 3.พรรคประชาธิปัตย์และองค์กรต่างๆเคลื่อนไหวโดยการยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบคุณสมบัติ และ 4.รัฐบาลไม่สามารถทนกระแสเรียกร้องกดดันจากสังคมได้อีกต่อไป ลุยยื่นศาล รธน.ตีความคุณสมบัติ ส.ส. นายองอาจกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคุณสมบัติความเป็น ส.ส.ของนายยงยุทธเพื่อจะเป็นบรรทัดฐานต่อไป และการดำเนินการของพรรคนั้นก็เป็นการตรวจสอบตามปกติของฝ่ายค้าน ที่ต้องการชี้ให้สังคมเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น และพรรคไม่ได้จงเกลียดจงชังนายยงยุทธ เราไม่มีเป้าหมายขับไล่รัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง แต่เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านและ ส.ส. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล “เทพไท” รู้มาก “ตู่–โจ้” เต็ง รมต. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากดูท่าทีคนในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ชื่นชมสปิริตนายยงยุทธอย่างออก หน้าออกตา ทั้งที่การลาออกของนายยงยุทธ ไม่ได้เป็นสปิริตแต่อย่างใด แต่ลาออกเพราะเกิดจากแรงกดดันภายในพรรคมากกว่านอกพรรค หลังจากนี้พรรคเพื่อไทยก็ต้องหาคนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อไป โดยมีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 รอคิวเข้ามาดำรงตำแหน่งหลายคน และไม่นับคนภายนอกอื่นอีกจำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าหลังจากนี้จะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ และจะเกิดแรงกระเพื่อมเป็นอย่างมาก เมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี ขอฟันธงว่าคนที่มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีอย่างแน่นอน คือนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เพราะได้ตกลงกับนายใหญ่ไว้แล้วว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี ขณะเดียวกันขอให้จับตาหลังจากนี้ต่อไปในเรื่องของการแทงข้างหลัง รวมทั้งยุทธการเลื่อยขาเก้าอี้และการเคลื่อนไหวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นพิเศษด้วย “ชวนนท์” เปิดคลิปแฉใครคือชายชุดดำ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กับนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ปฏิเสธการมีอยู่ของชายชุดดำ และปฏิเสธรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่า ขณะนี้คนไทยทั้งประเทศ เชื่อว่ามีชายชุดดำแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจริง และการ์ด นปช.ก็สนับสนุนให้ความร่วมมือปฏิบัติการ แต่ขณะนี้มีการเบี่ยงเบนว่าชายชุดดำเป็นพวกทหาร ซึ่งวันนี้ถ้าแกนนำคนเสื้อแดงปฏิเสธว่าไม่มีชายชุดดำอยู่จริงนั้น ตนก็ขอเปิดเผยว่าจากการตรวจสอบคลิปภาพของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ที่พบกลุ่มบุคคลใส่ชุดทหารพรานพร้อมอาวุธสงคราม อยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยาม ซึ่งพบข้อมูลภายหลัง ทราบชื่อว่าคนดังกล่าวคือนายศรชัย ศรีดี อาสาสมัครทหารพรานค่ายปักธงชัย ซึ่งได้ถูกจับเมื่อ 7 มี.ค.2553 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แต่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. เข้าให้การช่วยเหลือประกันตัว นอกจากนี้ ยังมีภาพชายคนนี้เป็นการ์ดอยู่บนเวทีการชุมนุม และอยู่ในเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงเข้าช่วยเหลือนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ที่โรงแรมเอสซีปาร์คด้วย ซัด “เฉลิม–ธาริต” แกล้งทำเป็นไม่รู้ นายชวนนท์กล่าวต่อว่า ตนอยากถาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าไม่ทราบเลยหรือแกล้งปกปิด แต่หากไม่ทราบจะนำภาพทั้งหมดส่งให้ ร.ต.อ.เฉลิม เพื่อสั่งการไปยังนายธาริต และเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ติดตามสืบสวนสอบสวน ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมจะได้ไม่ต้องลำบากในการทำงาน ใช้เวลาของราชการให้เป็นประโยชน์ดีกว่าเอาเวลาไปตามล้างตามเช็ดคดีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในข้อหาที่ไม่ได้เป็นความจริง ขณะที่อยากฝากไปยัง นพ.เหวง และนางธิดา ว่าไม่ต้องมานั่งเถียงกันออกรายการ ว่าชายชุดดำไม่มีจริง เพราะทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว วุฒิฯนัดโหวตเลือก ป.ป.ช.คนใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภาวันที่ 1 ต.ค.นี้ มีวาระสำคัญคือ การให้ความเห็นชอบ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังจากที่คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรีเป็นประธานฯ ได้พิจารณาเสร็จแล้ว นายดิเรกกล่าวว่า สำหรับปัญหาเรื่องคุณสมบัติของ พล.ต.อ.สถาพร ที่มี ส.ว.บางคนเห็นว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 246 วรรค 2 เพราะตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติไม่เทียบเท่าระดับอธิบดี แต่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯเห็นว่า พล.ต.อ.สถาพรไม่ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากพิจารณาจากหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเทียบเคียงตำแหน่งอย่างอื่น เท่ากับการดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แล้ว พบว่าตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติถือเป็นผู้บริหารระดับสูงมีเงินประจำ ตำแหน่งเทียบเท่าระดับอธิบดี จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด “เรืองไกร” ยื่นสอบ สนช.ออก ก.ม.ไม่ชอบ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ในวันที่ 1 ต.ค. จะยื่นเรื่องให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบการตรากฎหมายโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 126 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังจากรัฐธรรมนูญปี 50 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2550 การลงมติในวาระ 2-3 ของ พ.ร.บ.กว่าร้อยฉบับ มีองค์ประชุมสนช.ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทั้งที่สมาชิกหลายคนมีความรู้ทางกฎหมายเป็นอย่างดี แต่ก็มีข้อผิดพลาดต่อเนื่อง รวมไปถึงการนำร่างกฎหมายที่ตราโดยไม่ชอบขึ้นทูลเกล้าฯ ก็เป็นลักษณะการกระทำที่ขาดความระมัดระวัง ไม่มีการตรวจตราว่า สนช.ได้ตรากฎหมายโดยไม่ชอบขัดรัฐธรรมนูญ รวมทั้งในขั้นตอนการกลั่นกรองร่างกฎหมายเพื่อถวายคำความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ก็อาจถูกละเลย จึงขอให้ตรวจสอบว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดองค์พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 8 หรือไม่ และเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ โดยมีแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน และได้แนบรายงานการประชุม สนช.เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย ปปง.ไม่แฮปปี้ ป.ป.ช.บี้แจงทรัพย์ ร.ต.อ.หญิงสุวนีย์ แสวงผล รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปปง.ยื่นใบลาออก เนื่องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกข้อกำหนดให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า ขณะนี้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปปง.ได้ยื่นใบลาออกเพียง 3 คน ประกอบด้วย ศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์พล.ต.อ.สมชาย ประภัสภักดี และ รศ.จารุพร ไวยนันท์โดยเหตุผลในการลาออกนั้นระบุว่ามีปัญหาเกี่ยวกับกรณีที่ ป.ป.ช.กำหนดให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ปปง.ต้องยื่นบัญชีหนี้สินและทรัพย์สิน จึงทำให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าคณะกรรมการบอร์ด ปปง.ไม่ได้ดำเนินงานเกี่ยวกับการยึดอายัดทรัพย์สิน แต่ทำไม ป.ป.ช.ต้องให้ไปรายงานแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วย ซึ่งถ้าจะให้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินจริงๆ ทั้ง 3 ท่าน ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่เกรงว่าจะมีความผิดพลาดตามมา เพราะบัญชีทรัพย์สินบางรายการอาจจะตกหล่นและหายไป ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยมีมาแล้วจึงไม่อยากจะมีปัญหาตามมาภายหลัง อย่างไรก็ตาม ในวันจันทร์ที่ 1 ต.ค. ปปง.จะชี้แจงเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง แดง-เหลืองปะทะแค่ 2 สีคิดต่าง วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กรณีการปะทะกันของคนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง หน้ากองปราบฯ จำนวน 1,094 คน ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางสังคมและแสวงหาฐานข้อมูลด้านความคิดเห็นของประชาชน สรุปผลดังนี้ 1.ความคิดเห็นของประชาชน กรณีเหตุการณ์การปะทะกันของคนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง หน้ากองปราบฯ อันดับ 1 เป็นเรื่องของคน 2 กลุ่ม ที่มีแนวคิดมุมมองที่แตกต่างกัน ยากที่จะห้ามไม่ให้มีการกระทบกระทั่งกันได้ 42.04% อันดับ 2 มีแต่ผลเสียตามมา ภาพลักษณ์ประเทศดูแย่ลง ทรัพย์สินราชการเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 29.21% อันดับ 3 ทางกองปราบฯน่าจะรับมือกับผู้ชุมนุมได้ดีกว่านี้ ไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์บานปลาย 18.87% อันดับ 4 การปะทะกันครั้งนี้อาจมีผู้ไม่หวังดีเข้ามาปลุกปั่นยั่วยุหวังให้กลุ่มผู้ชุมนุมเกิดความโกรธแค้น 9.88% 2.จากเหตุการณ์การปะทะกันของคนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง สะท้อนให้เห็นถึงภาพการเมืองไทย ณ วันนี้ เป็นอย่างไร? อันดับ 1 การเมืองไทยยังขาดเสถียรภาพ ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นต้นเหตุสำคัญให้ประชาชนทะเลาะกัน 53.12% อันดับ 2 ตราบใดที่การเมืองไทยยังไม่สามารถปรองดองกันได้ ก็ไม่สามารถเดินหน้าบริหารบ้านเมืองในด้านอื่นๆ ให้พัฒนาได้ 19.23% อันดับ 3 ภาพลักษณ์ของ การเมืองไทยดูแย่ลง/ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น/นักลงทุนไม่ไว้วางใจ 17.56%
2. น้ำทะลักกาญจน์
ชายชราดับสังเวย ลอกท่อในกทม. ซัดเป็นการเมือง ระทึกน้ำป่าทะลักเมืองกาญจน์ 10 อำเภอจมบาดาล ชายชราเซ่นสังเวยรายแรก กระโดดช่วยลูกวัวถูกกระแสน้ำพัดจมหาย ด้านสวนผึ้งอ่วมน้ำซัดบ้านพังหมู่บ้านกะเหรี่ยงถูกตัดขาด เปิดศึกลอกท่อเมืองหลวง “ธีระชน” ชี้เกมการเมืองปูดข่าวลอกท่อหวังสร้างกระแสตัดกำลัง “สุขุมพันธุ์” ลงศึกผู้ว่าฯ กทม. “เพื่อไทย” ไล่บี้ตอบแท่งปูนอุดท่อตำรวจยันประสานปลัด สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ยังวิกฤติ ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศพบร่องมรสุมกำลังแรงยังคงพาดผ่านบริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออกมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่แล้ว ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากในระยะ 1-2วันนี้ ล่าสุดพายุไต้ฝุ่น “เจอลาวัต” บริเวณเกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น คาดจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้กรุงโตเกียว ในวันที่ 30 ก.ย. โดยไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เมืองกาญจน์อ่วมน้ำป่าทะลัก ที่ จ.กาญจนบุรี ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันทำเกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมหลายพื้นที่โดยเฉพาะ ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา น้ำป่าที่ไหลบ่ามาจาก อ.เลาขวัญ เมื่อวานนี้มีระดับน้ำสูงประมาณ 50-80 เซนติเมตร สถานการณ์ล่าสุดปรากฏว่าระดับน้ำที่ไหลเข้าท่วมพื้นที่เพิ่มระดับสูงขึ้นกว่าเดิมมีระดับ 1-1.50 เมตร ด้าน รท.ทศพล ไชยโกมินทร์ นายอำเภอห้วยกระเจา และนายอนุชา สุขเชิงชาย นายกเทศมนตรีตำบลสระลงเรือ นำกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 19 กองพลทหารราบที่ 9ออกช่วยเหลือประชาชน เบื้องต้นพบมีพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมสูงในพื้นที่ 9 หมู่บ้าน ขณะที่บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 300 ครัวเรือน โดยเฉพาะพื้นที่หมู่ 3, 8 และหมู่ 10 ต.สระลงเรือ ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก บางจุดระดับน้ำสูงกว่า 1.50 เมตร พื้นที่การเกษตรอย่างนาข้าว ไร่มันสำปะหลัง ได้รับความเสียหายกว่า 7,000 ไร่ ถนนในหมู่บ้านหลายสายได้รับความเสียหาย รถยนต์ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ส่งผลให้ชาวบ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถยูนิม็อกของทหารและรถกระบะยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ ขับฝ่ากระแสน้ำเข้าไปช่วยเหลือคนชราและผู้พิการที่ติดอยู่ภายในบ้านออกมาจากพื้นที่ไปพักอาศัยที่ศาลาประชาคมประจำหมู่บ้านเป็นการชั่วคราว พื้นที่ 10 อำเภอจมบาดาล นายไชโย ฤทธิรงค์ ปภ.กาญจนบุรี เปิดเผย สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี จำนวน10 อำเภอ คือ อ.เลาขวัญ น้ำป่าไหลหลากท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ ต.หนองประดู่ และน้ำท่วมผิวการจราจรถนนสายห้วยกระเจา-เลาขวัญ ระดับน้ำสูง 20 เซนติเมตร และน้ำกระจายไหลบ่าครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบล ขณะที่ อ.ห้วยกระเจา อ.ท่ามะกา อ.ท่าม่วง อ.ด่านมะขามเตี้ย อ.ไทรโยค อ.เมืองกาญจนบุรี อ.บ่อพลอย อ.หนองปรือ และ อ.พนมทวน ประสบสภาวะฝนตกหนักในพื้นที่และเกิดเหตุน้ำป่าไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมเช่นกัน ในส่วน อ.ทองผาภูมิ อ.สังขละบุรี และ อ.ศรีสวัสดิ์ ที่เป็นพื้นที่เขาสูงชันได้แจ้งเตือนให้ระมัดระวังเกี่ยวกับดินสไลด์มาทับผิวการจราจร ด้านนายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ ผวจ.กาญจนบุรี ได้วิทยุด่วนสั่งการไปยังนายอำเภอต่างๆให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อม 24ชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือประชาชนหากเกิดกรณีน้ำท่วม ชายชราเซ่นน้ำป่าพัด เมื่อเวลา 07.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.บุญชาญ หอชะเอม พงส. (สบ 3) สภ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ไปตรวจสอบเหตุชายชราถูกกระแสน้ำลำห้วยวังยาว หมู่ 4 ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย พัดจมหายไปพร้อมกู้ภัยมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ช่วยกันค้นหาตัวนายทองเติม เก้าแพ อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ 4 ต.หนองกุ่ม ถูกกระแสน้ำพัดหายไปในลำห้วยดังกล่าว สอบสวนนายเจริญ เหมือนจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ให้การว่า ขณะที่นายทองเติมนำลูกวัวมากินหญ้าที่ฝั่งตรงข้ามลำห้วยตามปกติ ก่อนไล่ลูกวัวเดินข้ามห้วยบริเวณเขื่อนน้ำล้น เหตุไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อมีน้ำป่าไหลทะลักมาอย่างรวดเร็วพัดลูกวัวตกลงไปในลำห้วยนายเติมจึงกระโดดลงไปช่วย แต่เนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลแรงทำให้หมดแรงถูกกระแสน้ำพัดจมหายไป ล่าสุดค้นหาร่างยังไม่พบประกอบกับกระแสน้ำยังไหลแรงมาก น้ำป่าซัดบ้านพังที่สวนผึ้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวันบนเทือกเขาตะนาวศรี เขตชายแดนติดต่อไทย-พม่า ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากพัดบ้านเรือนราษฎรในหมู่ 3 ต.ตะนาวศรี พังเสียหายทั้งหลังและอีก 3 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงถูกตัดขาดไม่สามารถออกมาจากหมู่บ้านได้ เนื่องจากปริมาณน้ำลึกและไหลแรง ต่อมานายณรงค์ ครองชนม์ รอง ผวจ.ราชบุรี พร้อมคณะเข้าตรวจสอบพื้นที่พร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำป่าซัดบ้านพัง ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ริมชายแดนและถูกน้ำป่าซัดถนนขาดทำให้ไม่สามารถออกมาติดต่อกับโลกภายนอกได้ การส่งน้ำดื่มต้องใช้เชือกสลิงชักข้ามฟากไปให้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ปภ.ราชบุรีได้ประกาศให้ ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง เป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว มูลนิธิราชประชาฯช่วยแปดริ้ว ที่อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลเกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มูลนิธิราช–ประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดหน่วยสงเคราะห์เคลื่อนที่ออกไปช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย โดยนายประสงค์ พิทูรกิจจา เลขาธิการมูลนิธิฯและคณะ ร่วมกับนายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผวจ.ฉะเชิงเทรา ไปมอบเครื่องอุปโภค บริโภคแก่ราษฎรที่ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.พนมสารคาม อ.บางคล้า และในเขต อ.บางน้ำเปรี้ยว ยังความปลาบปลื้มแก่ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ด้านนายรส มะลิผล ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ อ.ท่าตะเกียบ อ.สนามชัยเขต และ อ.พนมสารคาม ถือว่าท่วมซ้ำซากทุกปีการแก้ปัญหาถาวรคือการสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่ม ปราจีนรับมือน้ำรอบสอง ที่บริเวณตลาดท่าประชุม จ. ปราจีนบุรี ระดับน้ำยังคงท่วมสูง 20 เซนติเมตร รถเล็กสัญจรไปมาไม่ได้ ชลประทานปราจีนบุรีได้เปิดประตูระบายน้ำ 2 ฝั่งแม่น้ำปราจีนบุรี เพื่อลดปริมาณน้ำในแม่น้ำ โดยเฉพาะประตูน้ำหาดยาง มวลน้ำทั้งหมดได้กระจายเต็มทุ่ง และไหลเข้าสู่พื้นที่ทางการเกษตร ต.กระทุ่มแพ้ว ต.บางปลาร้า ต.บางขาม อ.บ้านสร้าง ซึ่งรับน้ำมาจาก อ.ศรีมโหสถ และ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลา ปลานิล ปลายี่สก ปลาสวาย ถูกน้ำท่วมคันบ่อต้องเร่งจับกุ้ง ปลา ก่อนกำหนด ขณะที่ยังต้องเฝ้าระวังน้ำรอบสองที่จะไหลเข้ามาในพื้นที่ ต่อมาที่วัดกระทุ่มแพ้ว อ.บ้านสร้าง นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข พร้อมนางสาวจิตรา พรหมชุติมา ผวจ.ปราจีนบุรี และคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมมอบถุงยังชีพ และชุดป้องกันโรคประจำบ้าน 500 ชุด ให้ผู้ประสบภัย พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้พบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นไข้หวัด น้ำกัดเท้า และพบผู้มีความเครียดจากภาวะน้ำท่วมบ้านสูง จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่กระทบเขตอุตสาหกรรม ด้านนางสาวจิตรา ผวจ.ปราจีนบุรี กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมปราจีนบุรีว่า ขณะนี้ระดับน้ำในบางพื้นที่ลดลง โดยเฉพาะ อ.กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ และเริ่มเข้ามาที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี และ อ.บ้านสร้าง บ้างเล็กน้อยซึ่งต้องเฝ้าจับตาดู น้ำท่วมครั้งนี้ไม่มีผลกระทบกับพื้นที่เขตอุตสาหกรรมแต่อย่างใด มีเพียงบ้านเรือนราษฎรที่อยู่ริมแม่น้ำปราจีนบุรีได้รับผลกระทบ และจากการที่มีพนังที่กั้นนํ้าแตกที่ อ.ศรีมหาโพธินั้นได้ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่ วัดบางกระเบา อ.บ้านสร้าง ซึ่งเป็นวัดอารามหลวงมีระดับน้ำสูงขึ้น 50 เซนติเมตร ทำให้กุฏิ ศาลาการเปรียญ พระอุโบสถถูกน้ำท่วม ส่งผลให้พระภายในวัดต้องเดินลุยน้ำแต่ออกไปบิณฑบาตไม่ได้ โรงเกลือน้ำลดขยะเพียบ ที่ตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา น้ำที่ ท่วมขังได้ลดลงใกล้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว พ่อค้าแม่ค้ากลับมาค้าขายของตามปกติ เหลือเพียงอาคารค้าขายล็อก ค.6, ค.7, ค.8, ค.9 และล็อก ข.8, ข.9 ยังคงมีน้ำท่วมขังประมาณ 10-20 ซม. ร้านค้ากว่า 200 ร้านค้า สามารถเปิดค้าขายได้ตามปกติ ขณะที่ระดับน้ำในลำคลองลึกบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ พบว่าระดับน้ำลดลงไปกว่า 1.50 เมตร แต่กลับพบขยะจำนวนมากลอยติดเป็นแพอยู่บริเวณใต้สะพานและป่าละเมาะกลางลำคลอง ทำให้น้ำไม่ไหลลงสู่คลองพรหมโหดได้ คาดเป็นสาเหตุของน้ำท่วมขังในตลาดโรงเกลือ เพราะท่อระบายน้ำไหลไม่ทันมีการอุดตันของเศษขยะ ซึ่งการแก้ไขนั้นหน่วยงานของไทยไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากเป็นคลองเชื่อมพรมแดนไทย-กัมพูชา ต้องได้รับคำยินยอมหรือความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา พระบรมฯพระราชทานถุงยังชีพ เที่ยงวันเดียวกัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ร.อ.ไพบูลย์ สุขเจตนี รอง ผอ.กองงานพระวรชายาฯ เป็นผู้แทนพระองค์นำถุงยังชีพพระราชทานไปมอบให้กับผู้ประสบภัย 1,000 ชุด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ราษฎรที่วัดวังเฉลา หมู่ 9 บ้านยมราช ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยสร้างความปลื้มปีติแก่ราษฎร ต่อมาช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงโปรดให้ผู้แทนพระองค์ นายอภัย จันทนจุลกะ รองประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นผู้แทนพระองค์มอบถุงยังชีพประทานแก่ราษฎรที่วัดวังไม้แก่น หมู่ 2 บ้านวังไม้แก่น ต.วังวน อ.พรหมพิราม และที่โรงเรียนบ่อวิทยบางระกำ หมู่ 7 อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก พิจิตรแม่น้ำน่านเพิ่มสูง ที่ จ.พิจิตร ยังคงมีฝนตกในหลายพื้นที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.บึงนาราง และ อ.โพทะเล สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และบางแห่งระดับน้ำสูงไหลล้นตลิ่งออกสู่พื้นที่ทางการเกษตรที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวไปก่อนหน้านี้ ส่วนที่ อ.สามง่าม และ อ.โพธิ์ประทับช้าง ที่มีน้ำหนุนมาจาก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ระดับน้ำยังคงทรงตัว ส่วนใหญ่น้ำได้ไหลลงสู่ท้องนาขยายวงกว้าง ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำน่านยังคงสูงขึ้นเช่นกัน เพราะทางชลประทานผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน นายกฤชเพชร เพชรบูรณิน ปภ.พิจิตร สรุปสถานการณ์น้ำยังท่วมใน 4 อำเภอ ตำรวจคุมนักโทษลอกท่อ วันเดียวกัน พ.ต.อ.ชยุต รัตนอุบล รอง ผบก.น.9 พ.ต.อ.มานะ กลัดเข็มเพชร ผกก.สน.เพชรเกษม และนายธวัชชัย ไชยวัฒน์ ผอ.เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร นำกำลังนักโทษชั้นดี 26 คนออกขุดลอกท่อระบายน้ำภายในซอยวัดนิมมานรดี ถนนบางแค-บางบอน แขวงและเขตบางแค ระยะทาง 2 กิโลเมตร เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังบนพื้นผิวการจราจรหลังฝนตกหนักที่ผ่านมาและรอรับเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจจะส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อน ด้าน พ.ต.อ.ชยุตเผยว่า เมื่อปีที่ผ่านมาในเขตรับผิดชอบ บก.น.9 ประสบปัญหาอุทกภัยทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 50% ดังนั้นหลังจากหามาตรการบรรเทาปัญหาจุดนี้ร่วมกับกรมราชทัณฑ์แล้ว จะไปขุดลอกท่อในพื้นที่เสี่ยงเกิดปัญหาอุทกภัยอีกหลายจุด อาทิ หมู่บ้านการเคหะหลังห้างโลตัส พระราม 2 ซอยเพชรเกษม 63 และชุมชนต่างๆ “ธีระชน” ซัดเกมการเมืองลอกท่อ ด้านนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม.รับผิดชอบงานด้านการโยธาและจราจร เปิดเผยถึงกรณีที่กรมราชทัณฑ์ ซึ่งได้รับการประสานจากตำรวจนครบาลให้ส่งผู้ต้องขังมาขุดลอกท่อตามถนนสายหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังกระทบการจราจร ต่อมาได้มีการแจ้งว่า ขุดพบถุงทรายในท่อระบายน้ำอุดอยู่กว่า 100 ลูกในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานเขตมีนบุรี ทั้งนี้ ตนในฐานะที่นักวิชาการด้านวิศวกรรมมองว่าเรื่องดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อยมาก โดยเฉพาะกรณีที่ถุงบรรจุทรายจำนวนมากถึงขนาดนั้นจะไหลลงไปในท่อระบายน้ำได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆนี้ กทม.ได้รับหนังสือรายงานผลการขุดลอกทำความสะอาดท่อระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ จากกรมราชทัณฑ์ ลงวันที่ 7 ก.ย.55 ระบุว่าได้ดำเนินการเสร็จแล้วเป็นระยะทางรวม 3,983 กิโลเมตร โดยมีการประสานงานกับชุมชนและมีตัวแทนชุมชนร่วมตรวจสอบการทำงานตลอดเวลา และเมื่องานเสร็จก็มีตัวแทนชุมชนรับส่งมอบงานจากกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมีหลักฐานในการลงนามรับมอบอีกด้วย ขณะเดียวกันเรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้ว หลังฝ่ายตรงข้ามวางแผนไว้เพื่อต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของ กทม.โดยเฉพาะตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยในนามพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นการสร้างกระแสให้คนบางคนที่พยายามทำตัวให้เป็นข่าวแทบทุกวัน เพื่อให้ประชาชนสนใจหรือเรียกคะแนนในการลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ คนใหม่สังกัดพรรคฝ่ายตรงข้าม บี้ “สุขุมพันธุ์” ตอบแท่งปูนอุดท่อ ส่วนนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพบกระสอบทราย ก้อนหิน แท่งปูนซีเมนต์อยู่ในท่อระบายน้ำจำนวนมาก ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่คนรอฟังเหตุผล ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ต้องมีคำตอบให้สังคม รัฐบาลก็ให้งบสนับสนุน กทม. 1,960 ล้านบาท ในขุดลอกท่อระบายน้ำ เมื่อฝนตกหนักแต่ละครั้งการระบายน้ำยังไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆที่ไม่ได้มีน้ำเหนือหรือน้ำทะเลหนุน จึงตั้งข้อสังเกตให้ช่วยกันตรวจสอบดูว่า เป็นการลอกท่อแบบดัมมี่ หรือมีการทุจริตคอรัปชันในโครงการลอกท่อของ กทม.หรือไม่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส. กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคมอบให้ตนไปหาข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีที่ กทม.ระบุว่า ฝนที่ตกใน กทม.จนเกิดเหตุน้ำท่วมหลายพื้นที่ในช่วงเดือน ก.ย.นั้น เป็นปริมาณฝนมากที่สุดในรอบ 100 ปี แต่นายสมชาย ใบม่วง อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กลับระบุว่า สิ่งที่ กทม.พูดไม่เป็นความจริง ดังนั้นในวันที่ 1 ต.ค.จะไปหาข้อมูลกรณีดังกล่าวเพื่อดูว่าใครเป็นฝ่ายโกหก ปชป.โต้กลับรัฐดูแลลอกท่อ ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าในอีกไม่กี่เดือนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว แต่ขณะนี้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยหยิบยกเรื่องปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครมาเป็นประเด็นทางการเมือง โจมตีกรุงเทพมหานครในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทั้งที่การขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำก่อนหน้านี้นั้น กทม.จะมีการทำบันทึกความร่วมมือหรือเอ็มโอยูกับกรมราชทัณฑ์ แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 รัฐบาลก็ได้นำเรื่องนี้ไปดูแลเองพร้อมทำเอ็มโอยูกับกรมราชทัณฑ์ด้วย ตำรวจยันประสานปลัด กทม. ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผกก.สน.ทองหล่อ นายสัจจะ คนตรง ผอ.สำนักงานเขตวัฒนา และเจ้าหน้าที่เขตวัฒนา นำนักโทษชายชั้นดีจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเรือนจำคลองด่าน จ.สมุทรปราการ 120 คนพร้อมเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่องมาทำการขุดลอกท่อระบายน้ำภายในซอยสุขุมวิท 39 (ซอยพร้อมพงษ์) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.คำรณวิทย์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.มีฝนตกทำให้มีปริมาณน้ำสะสมจำนวนมากส่งผลให้มีน้ำท่วมขังหลายจุดในพื้นที่ดังกล่าว สาเหตุเกิดจากท่อระบายน้ำอุดตัน ก่อนประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังอย่างเร่งด่วน ส่วนกรณีที่ กทม.มีข้อท้วงติงว่า ตำรวจไม่ประสานความร่วมมือการทำงานกับ กทม.นั้น บช.น.มีการประสานกับปลัด กทม.มาตลอด โดยร่วมกันทำงานเพื่อประชาชน ส่วนตัวแล้วตนไม่เคยคิดโจมตีใคร อย่ามาจ้องจับผิดการทำงาน ด้าน พ.ต.อ. สุชาติกล่าวว่า จากการตรวจสอบถนนดังกล่าว ท่อระบายน้ำทั้งฝั่งซ้ายและขวาของถนนมีขนาดไม่เท่ากัน กรมราชทัณฑ์จึงได้ร่วมมือกับ กทม.ทำการลอกท่อ คราบไขมันที่อยู่ในท่อออกจนหมด โดยคาดว่าถ้ามีฝนตกลงมาอีกก็จะสามารถระบายน้ำออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ค้นซ้ำไร่หมอพตอ. พบกระดูก เป็นชิ้นส่วนต้นคอ
เจออีกกระดูกชิ้นส่วนในไร่ของนายแพทย์คนดัง หลังตำรวจระดมขุดค้นหลายจุด นอกจากนี้ยังพบเสื้อสีขาวถูกฝังในดินอีก 1 ตัว ขณะที่พี่ชายหมอโทร.ยืนยันทั้งสองถูกฝังในไร่อย่างแน่นอน เพราะน้องบุญธรรมที่เคยอยู่ในไร่ยืนยันเห็นผัวเมียนั่งรถเข้าไปในไร่กับหมอแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น และทั้งสองไม่ได้กลับออกมา มีเพียงรถกระบะของเหยื่อที่หมอขับออกมา ขณะที่ ผบช.ภ.7 ยันหากญาติไม่พอใจผลตรวจของนิติเวชสามารถส่งพิสูจน์ใหม่ได้ทั้ง รพ.จุฬาฯหรือ รพ.รามาธิบดี ภายหลังที่แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจยืนยันผลการตรวจดีเอ็นเอ 3 โครงกระดูกที่ขุดพบในไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ นายแพทย์ (สบ 5) อดีตอายุรแพทย์ รพ.ตำรวจพื้นที่หมู่ 2 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ไม่ใช่นายสามารถ นุ่มจุ้ย กับนางอรษา เกิดทรัพย์ 2 ผัวเมียเจ้าของไร่สับปะรด ที่หายตัวปริศนา เจ้าหน้าที่ตำรวจเลยต้องเดินหน้าขุดหาศพ 2 ผัวเมียกันอีกครั้ง ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก ท้องที่เกิดเหตุยันแม้ไม่พบศพของ 2 ผัวเมีย แต่การดำเนินคดีกับนายแพทย์ยังมีหลายข้อหารวมทั้งคดีพบโครงกระดูกในไร่สามารถดำเนินคดีได้แล้ว รวมทั้งคดีอาวุธปืน แรงงานต่างด้าว คดีค้ามนุษย์และอื่นๆ นอกจากนี้กองปราบปรามได้ส่งกำลังร่วมคลี่คลายคดีด้วย เนื่องจากเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง โดยนำหลักการสืบสวนเชิงวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในคดี ต่อมาเวลา 11.00 น. วันที่ 29 ก.ย. พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก นำหมายศาลพร้อมกำลังและเครื่องจักรขุดค้นหาวัตถุพยาน หลักฐานเพิ่มเติมบริเวณท้ายไร่ของนายแพทย์ชื่อดัง โดยก่อนลงมือขุด แม่ของนางอรษา เกิดทรัพย์ ได้ทำพิธี ไหว้เจ้าที่ขอให้ขุดพบศพลูกสาวและลูกเขย ขณะที่ พ.ต.อ.พิชัยกล่าวว่า การตรวจค้นหาวัตถุพยานครั้งนี้ใช้เครื่องมือพิเศษเข้าสแกนหาโลหะ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษานำเครื่องตรวจเรดาร์จีพีอาร์มาช่วยค้นหา นอกจากนี้ ยังมีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หน่วยตรวจพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างสรรเพ็ชญธรรมสถานช่วยขุดค้นหาด้วย เริ่มการขุดตั้งแต่จุดที่พบโครงกระดูกแรก ระหว่างตรวจค้นมีนายสว่าง นุ่มจุ้ย พ่อของนายสามารถ และญาติร่วมสังเกตการณ์ตลอด จุดแรกขุดพื้นลานคอนกรีตลึกประมาณ 3 เมตร พบเสื้อยืดสีขาว 1 ตัว แต่ไม่พบวัตถุอื่น เลยย้ายไปขุดบริเวณโคนต้นไม้ริมแนวกอไผ่ริมแม่น้ำเพชร แต่ยังไม่พบอะไรเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ พี่ชายของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ได้โทร.เข้ามาหานายสว่าง สอบถามความคืบหน้าในการขุดค้นหา และนายสุเทพแจ้งว่า 2 ผัวเมียถูกฝังอยู่บริเวณท้ายไร่อย่างแน่นอน เพราะ น.ส.ศศิธร หรืออ้อย แซ่ตั้ง น้องบุญธรรมที่เคยอยู่ในไร่ ยืนยันว่าเห็นเหยื่อทั้งสองนั่งรถเข้าไปกับ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ จากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนและไม่เห็น 2 คน กลับออกมาอีก มีเพียงหมอขับรถของเหยื่อออกมา หลังทราบดังนั้น ชุดค้นหาใช้เครื่องสแกนหาจุดขุดอีกครั้งใกล้กับจุดที่พบโครงกระดูกแรกปรากฏว่า พบชิ้นส่วนกระดูก 1 อัน คล้ายกับกระดูกต้นคอ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกระดูกของมนุษย์หรือสัตว์ต้องนำส่งพิสูจน์อีกครั้ง สำหรับ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ล่าสุดถูกแจ้งความเพิ่มเติมอีก 2 คดี คือข้อหาค้ามนุษย์ โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบุรีเป็นผู้แจ้งความ กับข้อหารับไว้ซึ่งแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานโดยผิดกฎหมาย โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดเพชรบุรีเป็นผู้แจ้ง ต่อมานายสว่างเปิดเผยว่า อยากเรียกร้องให้ น.ส.วิลสา จันทรบัญชร เมียคนที่ 3 ของหมอเข้ามอบตัวกับตำรวจเพื่อบอกความจริงทั้งหมด หลบหนียังไงก็หนีไม่พ้น และต้องหนีตลอดชีวิต หากออกมารับความจริงและให้ข้อมูลจุดที่ฝังศพลูกชายกับลูกสะใภ้เพื่อจะนำไปทำพิธีทางศาสนา ส่วนหมอน่า จะเป็นลูกผู้ชาย ยอมรับความจริงและบอกที่ซ่อนเร้น ศพ และตนจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทีมทนายของหมอด้วยข้อหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว เพราะ 1 ในทีมทนายเคยให้สัมภาษณ์ว่า ลูกชายกับลูกสะใภ้ของตนหายไปเพราะถูกจับที่ประเทศพม่า แสดงว่าทีมทนายต้องรู้ว่าทั้งสองอยู่ที่ไหนทั้งที่หมอไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 เปิดเผยถึงกรณีญาติยังไม่ปักใจเชื่อผลการตรวจดีเอ็นเอของสถาบันนิติเวช ว่า ยินดีส่งโครงกระดูกทั้ง 3 โครงไปตรวจดีเอ็นเอซ้ำที่นิติเวช รพ.จุฬาลงกรณ์ หรือ รพ.รามาธิบดี หากเอกสารพร้อมและญาติยินยอมโดยจะส่งไปตรวจได้ภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ส่วนการติดตามจับกุมตัว น.ส.วิลสา จันทรบัญชร ภรรยา ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้ผู้อื่นสูญเสียอิสรภาพ และลักทรัพย์ หรือรับของโจร เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์นั้น ขณะนี้ตำรวจกำลังติดตามจับกุมคาดจะได้ตัวในเร็วๆนี้

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น