10 อันดับ ข่าวเด่น toptenthailand ประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2555

update :26/11/2013 20:12
views : 1883
ที่มา : ที่มา http://www.thairath.co.th/today/ , เครดิต : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
วันนี้เป็นวันอังคาารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555 พวกเราชาว Toptenthailand จะขอนำเสนอสิบอันดับข่าวสารที่น่าสนใจประจำวันเพื่อให้ทุกท่านได้อัพเดตข่าวสารประจำวันโดยไม่ตกยุคแน่นอน มาพบกับสิบอันดับข่าวสารหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่น่าสนใจประจำวันที่กันเลยครับ
10. ปราบหนัก
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาฯ ป.ป.ส.ร่วมกันแถลงจับ 4 ผู้ต้องหาพร้อมยาบ้า 1,094,000 เม็ด โดย ร.ต.อ.เฉลิมบอกปีนี้จะปราบปรามอย่างหนัก
9. รู้ตัวแล้ว ศพฝรั่งนิรนาม
ภาพเหตุการณ์ จนท.กู้ภัยเก็บศพฝรั่งนิรนามถูกยิงกรอกปาก ทิ้งศพไว้เชิงเขาหมู่ 4 ต.ท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อเย็นวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดรู้แล้วว่าผู้ตายชื่อนายออสวาโล ไฮน์ริช ดูเวล ชาวแอฟริกาใต้ (รูปเล็ก) เป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าให้บริษัทน้ำอัดลมดัง.
8. น้ำท่วมตลาดท่าประชุม
สภาพตลาดท่าประชุม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ยังคงมีน้ำท่วมสูงประมาณ 60 ซม. ชาวบ้านที่สัญจรไปมาต้องจูงรถจักรยานยนต์ฝ่ากระแสน้ำ ส่วนร้านค้าต่างๆต้องปิดกิจการเนื่องจากน้ำไหลทะลักเข้าท่วมข้าวของเสียหาย
7. พงศพัศดันป.ป.ส. ปรับใช้แผนเชิงรุก เฝ้า12ชุมชนเสี่ยง
เลขาธิการ ป.ป.ส.คนใหม่-พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รับงานวันแรก แถลงนโยบายเปิดแผนเชิงรุก 90 วัน ตามโครงการชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน โดย ป.ป.ส.รับเป็นเจ้าภาพ ในพื้นที่ชุมชนเสี่ยง 12 แห่งทั่วประเทศ ส่วนการปฏิบัติงานของป.ป.ส. ในภาพรวมปี 56 จะยังทำหน้าที่บริหารจัดการอย่างบูรณาการ ส่งเสริมให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ เลขาฯ ป.ป.ส.แถลงนโยบายปราบยาเสพติด ใน 12 ชุมชนเสี่ยงทั่วประเทศ โดยเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ถนนดินแดง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวถึงนโยบายในการทำงานหลังรับมอบตำแหน่งวันแรกว่า ได้เปิดยุทธการปิดล้อมเอกซเรย์เชิงรุก 90 วัน ตามโครงการชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน ในพื้นที่ชุมชนเสี่ยง 12 แห่งทั่วประเทศ โดย ป.ป.ส. จะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.55 ทั้ง 12 แห่ง เป็นชุมชนนำร่องที่ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบ และทุกภาคส่วนในสังคมจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมนุมอย่างครบวงจร เข้าถึงพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถเอาชนะยาเสพติดได้อย่างยั่งยืน เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ ที่จะเข้าไปดำเนินการ และเป็นชุมชนนำร่อง เป็นชุมชนในพื้นที่ กทม. 3 แห่ง ได้แก่ ชุมชนคลองเตย 70 ไร่ ล็อกที่ 1-6 อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ท่าเรือ ชุมชนฟื้นนครร่มเกล้าระยะ 1 โซน 7 พื้นที่ สน.ร่มเกล้า และชุมชนบ้านสมเด็จ พื้นที่ สน.บางยี่เรือ สำหรับอีก 9 ชุมชน อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด ประกอบด้วย ชุมชนไผ่เขียว อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ชุมชนบ้านมาบสามเกลียว อ.เมืองชลบุรี ชุมชนบ้านหนองตะลุมปุ๊ก อ.เมืองนครราชสีมา ชุมชนบ้าน-หนองปลาเข็ง อ.เมืองขอนแก่น ชุมชนบ้านโป่งน้อย อ.เมืองเชียงใหม่ ชุมชนเสือทิม อ.เมืองพิษณุโลก ชุมชนบ้านแหลมชะอุย อ.บางเลน จ.นครปฐม ชุมชนบ้านเหนง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี และชุมชนบ้านทุ่งโพธิ์ อ.นาหม่อม จ.สงขลา พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวด้วยว่า ชุมชนทั้ง 12 แห่ง นี้ ถือเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่ ป.ป.ส. จะต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ยังมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในระดับที่น่าเป็นห่วง มีพ่อค้ารายย่อยที่จะต้องเร่งรัดปราบปรามจับกุม ส่วนผู้เสพที่ถือว่าเป็นผู้ป่วย จะต้องคัดกรองเพื่อนำไปบำบัดรักษาและฟื้นฟูโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ผู้ที่ผ่านกระบวนการการบำบัดฟื้นฟู และกลับเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนจำเป็นจะต้องติดตามดูแลและให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีอาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่กลับไปเสพยาเสพติดอีก “จะติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่โดยรอบชุมชน มีตำรวจสายตรวจออกตรวจตราระมัดระวังดูแลเหตุร้ายตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งระดมกำลังกวาดล้างจับกุมผู้ค้ารายย่อย การคัดกรองผู้เสพที่เป็นผู้ป่วยเพื่อการฟื้นฟูบำบัดรักษา การดูแลเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงเพื่อหลีกพ้นยาเสพติด การติดตามดูแลผู้ป่วยหลังการบำบัด และช่วยเหลือเกี่ยวกับการจ้างงานในระดับต่างๆ เพื่อยุติสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนในชุมชนมีความอุ่นใจมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ลูกหลานที่เคยตกเป็นทาสของยาเสพติด หรือที่เคยเข้าไปข้องแวะเกี่ยวกับยาเสพติดในทุกกรณีได้กลับคืนมาสู่อ้อมอกของพ่อแม่ และเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไปในอนาคตด้วย” พล.ต.อ.พงศพัศกล่าว พล.ต.อ.พงศพัศยังกล่าวด้วยว่า สำหรับการปฏิบัติงานของ ป.ป.ส. ในภาพรวมปี 56 จะยังคงทำหน้าที่บริหารจัดการอย่างบูรณาการ เพื่อส่งเสริมให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยการปฏิบัติจะเป็นไปตามยุทธ-ศาสตร์ของศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศูนย์ฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ไว้ คือ “7 แผน 4 ปรับ 3 หลัก 6 เร่ง” รวมทั้งการสานต่องานของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ที่ได้วางแนวทางไว้เป็นอย่างดี วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายจำนงค์ เยอเบาะ อายุ 36 ปี นายสมบัติ ศรีสองสม อายุ 50 ปี นายนวสิทธิ์ สิทธิโชดก อายุ 38 ปี และนายนราธิปปอแฉ่ อายุ 33 ปี ทั้งหมดเป็นชาว จ.เชียงราย พร้อมยาบ้า 1,094,000 เม็ด จับกุมได้เมื่อเย็นวันที่ 29 ก.ย. บริเวณหมู่บ้านป่าไม้ ต.ป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ต่อเนื่องหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีเชียงรายและอู่นพทนงค์ ถนนพหลโยธิน อ.แม่จัน จ.เชียงราย พล.ต.ท.สุเทพกล่าวว่า เบื้องหลังการจับกุม ได้รับแจ้งมาจากตำรวจสันติบาลว่า กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจะลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปส่งให้ลูุกค้าในพื้นที่ กทม.จึงประสาน ป.ป.ส. บก.สส.บช.ภ.5 และ บช.ปส. วางแผนจับกุมได้ สำหรับยาบ้าของกลางถ้าถูกส่งสู่ท้องตลาด จะมีมูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท ด้าน ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ในปีนี้จะปราบปรามอย่างหนักที่สุดทุกหน่วยงานจะต้องร่วมมือกัน วางแผนกันไว้แล้วว่าจะเน้นชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก โดยต้องทำงานเชิงรุกม้วนเดียวจบต้องทำทุกรูปแบบ แต่จะยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ยึดหลักกฎหมาย นักโทษคดียาเสพติดเมื่อคดีสิ้นสุดแล้วต้องประหารชีวิตภายใน 15 วัน
6. ซิ่งจมคลอง ดับคาเบนซ์
ตัวเต็ง‘นายก’ อบต.ดอนตูม ฝ่าฝนตกหนัก อดีตนายก อบต.ดอนตูม 2 สมัยดวงถึงฆาต ซิ่งรถเบนซ์ฝ่าพายุมาจากกำแพงแสน มุ่งหน้าจะกลับบ้านที่ดอนตูม ถึงถนนเลียบคลองชลประทานกระถินแดง เจอถนนเป็นหลุมเป็นบ่อแถมมีฝนตกหนักถนนลื่น รถเสียหลักแฉลบตกคลองจมน้ำหายไปทั้งคัน ส่วนศพโชเฟอร์หลุดออกจากซากรถแล้วถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากซัดไปไกลกว่า 20 เมตร ญาติพี่น้องสุดอาลัย เพราะเป็นตัวเต็งที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.ดอนตูม สมัยที่ 3 เร็วๆนี้ อดีตนายก อบต. 2 สมัย ซิ่งเบนซ์เสียหลักตกคลองชลประทานดับอนาถรายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 1 ต.ค. พ.ต.ต.สมจิตร ยศหนองทุ่ม ร้อยเวร สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม รับแจ้งมีรถยนต์ตกคลองชลประทานกระถินแดง หมู่ 2 ต.ห้วยหมอนทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม จุดเกิดเหตุเป็นถนนเลียบคลองชลประทาน ภายในคลองมีน้ำเต็มคลอง พบรถเบ็นซ์ รุ่นอี 300 สีน้ำเงิน ทะเบียน กท 3251 นครปฐม จมน้ำเหลือแต่ไฟท้าย โผล่ขึ้นมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้รถยกลากรถเบนซ์คันดังกล่าวขึ้นจากคลอง สภาพตัวถังรถด้านซ้ายพังยับ กระจกหลังแตก ภายในซากรถไม่พบคนขับ ต่อมาเวลา 06.30 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม พร้อมญาติช่วยกันงมหาร่างคนขับ ซึ่งคาดว่าน่าจะถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากภายในคลองชลประทานกระถินแดงซัดหลุดจากตัวรถ ลอยตามน้ำไป กระทั่งห่างจากจุดพบรถราว 20เมตร พบศพนายเชษฐา หรือเก๋ วงษ์ชื่น อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28/4 หมู่ 4 ต.ดอนตูม อ.บางเลน จ.นครปฐมสภาพศพ สวมเสื้อยืดคอโปโลแขนสั้นสีเหลือง-น้ำตาล สวมกางเกงขายาวสีดำ พ.ต.ต.สมจิตร ยศหนองทุ่ม พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี กล่าวว่า จากการสอบปากคำพยานแวดล้อมทราบว่า รถเก๋งคันดังกล่าวมุ่งหน้ามาจากถนนมาลัยแมน อ.กำแพงแสน ด้วยความเร็ว คาดว่านายเชษฐาผู้ตาย รีบขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านใน ต.ดอนตูม อ.บางเลน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถนนเลียบคลองชลประทานกระถิน–แดงพังเป็นหลุมเป็นบ่อ ประกอบกับขณะเกิดเหตุมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้รถเสียหลักแฉลบลงคลองจมน้ำ ขณะที่ญาติไม่ติดใจในสาเหตุการตายเพราะ มั่นใจว่าเกิดจากอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่จึงมอบศพให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลโดยจะตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดดอนยอ อ.บางเลน จ.นครปฐม ประวัติของนายเชษฐา ผู้ตายเป็นอดีตนายก อบต.ดอนตูม 2 สมัย ล่าสุดเพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบต.ดอนตูม สมัยที่ 3 ได้หมายเลข 1 ซึ่งจะมี การเลือกตั้งในวันที่ 7 ต.ค.นี้ และคาดว่านายเชษฐาจะได้รับเลือกตั้งอีกสมัย เนื่องจากไม่มีคู่แข่งขันทางการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ แต่เป็นที่น่าเสียดายต้องมาจบชีวิตก่อนวัยอันควร
5. เจ๊แดงป่วนครม.ปู3
ต่อรองขอเพิ่มรมต. ‘ชิดชัย’โผล่แย่งมท.1 ‘อ๋อย-เพ้ง’ชิงดำศธ. “แม้ว-ปู” เคาะเร่งปรับ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 3” ขีดเส้นเดือน ต.ค.นี้ จัดระเบียบโยกย้ายปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่กราวรูด กลาโหม-มหาดไทย-คมนาคม-ศึกษาธิการ-พลังงาน-ยุติธรรม “เจ๊แดง” ป่วนขอเพิ่มโควตารัฐมนตรี ตั้งเงื่อนไขห้ามปลดคนใกล้ชิด เป็นไปได้สูงนายกฯนั่งควบ รมว.กลาโหม “จาตุรนต์-พงษ์ศักดิ์” ลุ้นชิงดำ รมว.ศึกษาฯ มท.ยังไม่นิ่ง “ภูมิธรรม” มาแรงคั่ว มท.1 “โภคิน-ชิดชัย-เสริมศักดิ์” ร่วมวงแคนดิเดต ปชป.เสี้ยมยุโละทิ้งรัฐมนตรีไร้ผลงาน โลกลืม รัฐบาลส่งซิก มท.ลุยไฟชงโผผู้ว่าฯชุดเดิมเข้า ครม. 2 ต.ค. วิปฝ่ายค้านลงมติยื่นรายชื่อ 50 ส.ส. ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความสถานภาพ ส.ส.“ยงยุทธ” ไล่บี้หนักจี้รัฐบาลทวงคืนที่ดินอัลไพน์คืนเป็นของหลวง “ถาวร” จ่อฟ้องศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งเดิม หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรียืนยันแล้วว่า การลาออกจากรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ไม่เป็นเหตุ นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งแรงกระเพื่อมจากกลุ่มก๊วนในพรรคเพื่อไทยที่เคลื่อนไหวกดดันให้มีการปรับ ครม. ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เห็นควรเร่งปรับ ครม.ภายในเดือน ต.ค.นี้ “เหลิม” การันตี พท.ไม่กระเพื่อม เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีแทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ลาออกจากการเป็นรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ว่า นายกฯยังไม่มีบัญชาหรือสั่งการอะไร ส่วนตนต้องทำหน้าที่ปกติเหมือนเดิม ส่วนการลาออกของนายยงยุทธไม่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคเพื่อไทย แถวตรงเรียบร้อยหมด เว้นแต่พวกที่ไปซุบซิบ ส่วนการปรับ ครม. นายกฯ ยืนยันแล้วว่าไม่ปรับ ไอ้พวกที่ไปออกข่าวว่าปรับไป ออกข่าวทำไม เรื่องนี้ต้องอยู่ที่นายกฯ เมื่อถามว่ามีคนอยากเป็นรัฐมนตรีถึงได้มีการขย่มเรื่องนี้อยู่เรื่อย ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า พอดีว่ารัฐบาลแข็งแรง ขย่มไม่ได้ ขย่มยาก ขย่มก็ไม่ทรุด ถ้าไม่ทุจริตอยู่ครบ 4 ปี และอยู่ต่ออีก 4 ปี พรรคประชาธิปัตย์ก็ค้านยาว หรือเรียกว่าค้านซึม รอ “ปู” เคาะรักษาการรองนายกฯ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวจะทำหน้าที่รักษาการรองนายกฯแทนนายยงยุทธว่า ต้องให้นายกฯเป็นคนสั่งก่อน ตำแหน่งต้องมีแน่นอน ส่วนการปรับ ครม.ไม่จำเป็นต้องปรับในเวลาที่รวดเร็ว กระทรวงมหาดไทยก็มีรัฐมนตรีช่วยว่าการถึง 2 คนแล้ว ต้องแต่งตั้งเพิ่มหรือไม่ ต้องรอฟังนายกฯตัดสินใจ คนมาแทนนายยงยุทธต้องดูหลายอย่าง ทั้งการประสาน งาน การบริหารงาน เพราะกระทรวงมหาดไทยกำกับดูแล ผวจ.แกนหลักสำคัญขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ประชาชน ส่วนนายโภคิน พลกุล อดีตรองนายกฯ เหมาะสมนั่ง รมว.มหาดไทย หรือไม่ แล้วแต่ท่านนายกฯ สำหรับการแถลงผลงานรัฐบาล 1 ปีต่อรัฐสภาอีก 2 วัน จะหารือกัน เพื่อขออนุมัติต่อ ครม.กลางเดือน ต.ค.แล้วจัดพิมพ์ น่าจะแล้วเสร็จอย่างเร็วปลายเดือน ต.ค. ช้าสุดต้นเดือน พ.ย. จะแถลงต่อรัฐสภาเมื่อใด อยู่ที่ประธานรัฐสภากำหนดวาระ “วราเทพ” ปัด 111 บีบ “ปู” ปรับ ครม. นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง และอดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว กลุ่มบ้านเลขที่ 111 กดดันนายกฯให้ปรับ ครม.ว่า สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไม่เคยหารือกันเพื่อกดดันนายกฯให้ปรับ ครม.ตามที่เป็นข่าว และไม่เคย ได้ยินว่ามีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 คนใดเรียกร้องขอตำแหน่งให้ตัวเองมีที่ยืนอยู่ใน ครม. เพราะขณะนี้ หลายคนช่วยงานรัฐบาลอยู่แล้ว ส่วนกระแสข่าวที่ ตนจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรียังไม่ได้รับการติดต่อมา และไม่เคยเรียกร้องขอตำแหน่งอะไร พอใจจะช่วยงานพรรคเพื่อไทย และการปรับ ครม.ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกฯ ไม่เกี่ยงงอนว่าต้องอยู่ในตำแหน่งใด ทั้งนี้ แม้ขณะนี้รัฐบาลจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ยังเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ ไม่มีปัญหาหนักหนาอะไรถึงขั้นต้องปรับ ครม. แต่ขึ้นอยู่กับนายกฯจะปรับ ครม.ช่วงใด ยันไม่ปรับ ครม.หนีซักฟอก นายภูมิธรรม เวชยชัย ผอ.พรรคเพื่อไทย กล่าว ถึงกระแสข่าวนายกฯจะปรับ ครม.หลังพรรคประชาธิปัตย์ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ขึ้นอยู่กับนายกฯ จะตัดสินใจปรับ ครม.เมื่อใด อำนาจการตัดใจเป็นของนายกฯคนเดียว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาธิปัตย์ และไม่เป็นความจริงว่าสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กดดันนายกฯให้ปรับ ครม. ทุกคนมีภารกิจที่นายกฯมอบหมายให้อยู่แล้ว ไม่มีการไปกดดันใดๆ สำหรับกระแสข่าวว่าตนจะ ได้นั่งเก้าอี้ รมว.มหาดไทย ไม่อยากให้คาดเดากันจนเกินไป อย่าไปพูดเรื่องอนาคต วันนี้ขอทำหน้าที่เป็น กองหลังของรัฐบาลช่วยให้รัฐบาลเข้มแข็ง ขณะนี้รัฐมนตรีทุกคนยังทำหน้าที่ได้ดี เมื่อถามว่า การให้นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการ รมว.มหาดไทย จะไหวหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ทำไหว เพราะการทำงานใน ครม.เป็นระบบ มีทีมงาน และที่ปรึกษาสนับสนุนการทำงานอยู่แล้ว นั่ง ปธ.คณะทำงาน มท.แล้วแต่นายกฯ นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตเลขานุการ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวจะมาเป็นประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย ว่า เป็นเพียงข่าวตอนนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อ ที่ผ่านมาตนเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาของ รมว.มหาดไทย ไม่ได้มีอำนาจเซ็นงานใดๆ เมื่อนายยงยุทธลาออกตำแหน่งเลขานุการ รมว.มหาดไทยก็ต้องหมดหน้าที่ไปด้วย ส่วนจะกลับมาอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับนายกฯ แต่ส่วนตัวประเมินว่านายกฯจะยังไม่แต่งตั้งใครมาทำหน้าที่ดังกล่าว ระหว่างนี้นายกฯคงให้ รมช.มหาดไทยรักษาการไประยะหนึ่งก่อน งานกระทรวงมหาดไทย ระดับปลัด อธิบดี สานงานเดิมต่อไป เพราะมีกลไกชัดเจนอยู่แล้ว เชื่อปรับ ครม.หลังซักฟอก นายผดุงกล่าวว่า ส่วนการปรับ ครม.เชื่อว่าจะยังไม่มีการปรับ ครม. นายกฯจะรอดูสถานการณ์โดยเฉพาะการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อน หากปรับ ครม.จริงเชื่อว่าจะปรับหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยเลยทีเดียว ไม่ใช่มาทูลเกล้าฯกันบ่อยๆ ส่วนที่มีชื่อนายภูมิธรรม นายโภคิน จะมาเป็น รมว.มหาดไทย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. จะมาเป็น รมช.มหาดไทยเป็นเพียงการคาดการณ์ ทั้งหมดอยู่ที่นายกฯ และนายกฯคนนี้เดาใจยาก ไม่เหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ วันนี้งานกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ใหญ่เหมือนในอดีต งานถูกผ่องถ่ายไปให้กระทรวงอื่นเยอะแล้ว และ รมว.มหาดไทยคนเดิมก็ทำหน้าที่เป็นอย่างดี เพียงแต่เจออุบัติเหตุ วันนี้กลไกของกระทรวงมหาดไทยทุกอย่างดี ยกเว้นยังอ่อนการประชาสัมพันธ์ ดังนั้น คนที่จะมาดำรงเป็น รมว.มหาดไทย ต้องเข้ามาแก้ไขจุดอ่อนตรงนี้ด้วย เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลายฝ่ายเห็นว่าไม่ควรทิ้งว่างไว้นาน หึ่งชงนายกฯทำหน้าที่ มท.1 ไปก่อน ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า หลังจากที่นายยงยุทธลาออกแล้ว และมีชื่อรัฐมนตรีหลายคนจะมารักษาราชการแทน แต่ยังไม่ได้ข้อยุติที่เหมาะสม ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งทำงานเบื้องหลังให้กับพรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง ผลักดันเสนอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิบัติหน้าที่ รมว.มหาดไทยไปพลางก่อน ระหว่างที่ยังไม่มีการปรับ ครม.เพื่อตัดปัญหาความไม่ลงตัว และเพื่อให้การบริหารงานเดินหน้าต่อไปได้ไม่สะดุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการตัดสินใจของนายกฯ ปูด “ชิดชัย” โผล่ลุ้น รมว.มหาดไทย ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า วันที่ 1 ต.ค. เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย มีการประเมินรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย โดยวิเคราะห์ว่าชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร.นั้น พ.ต.ท.ทักษิณไม่ค่อยสบายใจที่จะทำงานด้วย เนื่องจากมองว่าสั่งการไม่ได้ ส่วนนายโภคินแม้เป็นมือกฎหมายอันดับต้นของประเทศ และเคยอยู่กระทรวงมหาดไทยมาก่อน แต่ที่ผ่านมานายโภคินป่วย และห่างหายไปจากพรรค เมื่อจะกลับเข้ามา พ.ต.ท.ทักษิณจึงไม่เห็นด้วย ขณะที่นายภูมิธรรมมีภารกิจนำพาพรรคค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะการสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้น คาดว่าบุคคลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะให้การสนับสนุนน่าจะเป็น พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกฯ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่คุ้นเคยครอบครัวชินวัตร นอกจากนี้ ยังมีการอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณค่อนข้างไม่พอใจการที่ ร.ต.อ.เฉลิมออกมาแอ็กชั่นเล่นการเมือง เปิดบ้านแถลงข่าวปฏิเสธไม่อยากรับตำแหน่งรักษาการ รมว.มหาดไทย “เหวง” ทวงเก้าอี้ รมต.ให้ “จตุพร” นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ให้นายจตุพรมาเป็น รมช.มหาดไทยว่านายจตุพรไม่มีข้อเสียหาย มีแต่ปัจจัยบวกที่พรรคควรพิจารณาให้ เพราะทำงานให้พรรคตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน มาถึงพรรคเพื่อไทย พิสูจน์ตัวเองมาตลอด มีความสามารถ ซื่อสัตย์ สร้างคุณงามความดีให้พรรค ถึงเวลาที่พรรคควรพิจารณาตำแหน่งให้เสียที จะเป็นตำแหน่งใดอยู่ที่นายกฯพิจารณา เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวโควตารัฐมนตรีคนเสื้อแดงมีเพียงตำแหน่งเดียว หากปรับนายจตุพรเข้า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องหลุดจาก รมช.เกษตรฯ นพ.เหวงตอบว่า ไม่ขอก้าวล่วงการปรับ ครม.ของนายกฯ แต่การพิจารณาคนเป็นรัฐมนตรีต้องพิจารณาจากผู้มีความสามารถ ทำงานให้พรรคมานาน ซื่อสัตย์ ซึ่งนายจตุพร นายณัฐวุฒิมีคุณสมบัติครบถ้วน “แม้ว–ปู” กดปุ่มปรับ ครม. 11 ตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า สำหรับความคืบหน้าการปรับ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 3” มีความชัดเจนมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง หลังจากนายยงยุทธวิชัยดิษฐ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย โดยล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้หารือร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จนได้ข้อยุติร่วมกันในเบื้องต้นว่าจะเร่งปรับ ครม.ให้เสร็จสิ้นภายในเดือน ต.ค. เพื่อเตรียมรับสถานการณ์การเมืองและเตรียมรับงานพระราชพิธีสำคัญๆในช่วงปลายปี ทั้งนี้จะมีการปรับ ครม.รวม 10-11 ตำแหน่ง ทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล โดยสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย กระทรวงที่จะปรับเปลี่ยน ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพลังงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย และ รมต.ประจำสำนักนายกฯคนใดคนหนึ่ง ระหว่างนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล หรือนางนลินี ทวีสิน สำหรับบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีประกอบด้วย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายโภคินพลกุล นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายวราเทพ รัตนากร นอกจากนี้ยังมีชื่อของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่จะเข้ามารับตำแหน่งใน ครม. ภายใต้เงื่อนไขว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์จะต้องถูกปรับออก เหลือโควตารัฐมนตรีของคนเสื้อแดงเพียงเก้าอี้เดียว “เจ๊แดง” ป่วนขอเพิ่ม รมต.ในสังกัด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้มีความเคลื่อนไหวจากนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะแกนนำพรรคคนสำคัญ ที่จะขอเพิ่มโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีให้เด็กในสังกัด โดยไม่ตัดโควตาเดิมที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ นั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่แต่ยินยอมให้ถูกโยกสลับเก้าอี้ไปตำแหน่งอื่นได้ เมื่อนำนายวราเทพเข้าร่วม ครม. อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ตอบตกลงในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับตำแหน่ง รมว.กลาโหมนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์มีแนวโน้มสูงที่จะมานั่งควบด้วยตนเอง สำหรับกระทรวงศึกษาธิการนั้นมีรายชื่อของนายพงษ์ศักดิ์ กับนายจาตุรนต์ขับเคี่ยวชิงดำกันอยู่ โดยนายพงษ์ศักดิ์ถือเป็นตัวแทนสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่มีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีท่าทีสนับสนุนนายจาตุรนต์มากกว่า เนื่องจากมองว่าจะสามารถประสานงานกับนายจาตุรนต์ได้ดีกว่า ขณะที่กระทรวงยุติธรรมมีการวางตัวไว้ระหว่างนายพงศ์เทพกับนายโภคิน ด้านกระทรวงมหาดไทยโผยังไม่นิ่งมีชื่อทั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย ผอ.พรรคเพื่อไทย สายตรง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เบียดสูสีมากับนายโภคิน และยังมีชื่อนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ร่วมชิงตำแหน่งด้วย “เทวัญ–สนธยา” ตามคิวร่วมวง ครม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเป็นไปตามเงื่อนไขของการสลับตัวโดยพรรคชาติพัฒนา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ จะมาเป็นรมว.อุตสาหกรรม แทน ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ พรรคพลังชล นายสนธยา คุณปลื้ม จะมาเป็นรมว.วัฒนธรรม แทนนางสุกุมล คุณปลื้ม พลังชลพร้อมทำงานตามนายกฯมอบ รัฐบาลส่งซิก มท.ลุยแต่งตั้งผู้ว่าฯ สำหรับความคืบหน้าการเสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย วันเดียวกัน ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อเวลา 07.30 น. นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมรองปลัดกระทรวงและอธิบดีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงมหาดไทยในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยมีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงรอต้อนรับอย่างคับคั่ง นายวิบูลย์ให้สัมภาษณ์ว่า การบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องทำให้เกิดผล ส่วนนโยบายรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติ สำหรับการแต่งตั้งโยกย้าย ผวจ.ภายหลัง รมว.มหาดไทยได้ลาออกจากตำแหน่งไปแล้วมี 2 ส่วน คือการโยกย้ายสลับสับเปลี่ยนระดับจังหวัด ในขั้นนี้จะต้องเสนอ ครม.ให้พิจารณาต่อไป ส่วนตำแหน่ง ผวจ.และตำแหน่งผู้ตรวจราชการที่ว่าง ต้องคัดสรรตาม ระเบียบกระทรวงมหาดไทย คาดว่าส่วนนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้ได้รับคำสั่งว่าแม้บางตำแหน่งจะมีผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทน แต่รัฐบาลเห็นว่าตำแหน่งผู้ว่าฯ เป็นตำแหน่งสำคัญต้องเร่งพิจารณาโดยเร็วที่สุด ชงโผเดิมยกแผงเข้า ครม. 2 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อประกอบด้วย นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผวจ.อำนาจเจริญ เป็นผู้ตรวจฯ นายจรินทร์ จักกะพาก ผวจ.สกลนคร เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็น ผวจ.สกลนคร นายเสนีย์ จิตตเกษม ผวจ.ระยอง เป็น ผวจ.อุดรธานี นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผวจ.จันทบุรี เป็น ผวจ.ระยอง นายธนน เวชกรกานนท์ ผวจ.สมุทรสงคราม เป็น ผวจ.เพชรบุรี นายสุรชัย ขันอาสา ผวจ.ลำพูน เป็น ผวจ.จันทบุรี นายวินัย บัวประดิษฐ ผวจ.เพชรบุรี เป็น ผวจ.นครราชสีมา นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็น ผวจ.ขอนแก่น นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผวจ.บึงกาฬ เป็น ผวจ. ชัยภูมิ นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็น ผวจ.นครปฐม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคณิต เอี่ยมระหงษ์ ผวจ.บุรีรัมย์ เป็น ผวจ.สมุทรปราการ นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล ผู้ตรวจฯ เป็น ผวจ.ปทุมธานี นายธานินทร์ สุภาแสน ผวจ.เชียงราย เป็น ผวจ.เชียงใหม่ นายไมตรี อินทุสุต ผวจ.พะเยา เป็น ผวจ.ภูเก็ต นายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ตรวจฯ เป็น ผวจ.อุบลราชธานี นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผวจ.ระนอง เป็น ผวจ.ชุมพร นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผวจ.น่าน เป็น ผวจ.เชียงราย นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผวจ.สุโขทัย เป็น ผวจ.พิจิตร นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม ผู้ตรวจฯ เป็น ผวจ.ร้อยเอ็ด นายประมุข ลมุล ผู้ตรวจฯ เป็น ผวจ.ปัตตานี นายปรีชา เรืองจันทร์ ผวจ.นครสวรรค์ เป็น ผวจ.พิษณุโลก นายชัยโรจน์ มีแดง ผวจ.พิษณุโลก เป็น ผวจ.นครสวรรค์ “วิบูลย์” โยนการเมืองแก้ปมอัลไพน์ ที่กระทรวงมหาดไทย นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์มีความกังวลหรือไม่ เนื่องจากมารับหน้าที่ในช่วงที่มีปัญหาว่าไม่มีข้อกังวลใจ แต่ต้องให้ความสนใจเนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและความสนใจของประชาชน จะดำเนินการไปตามกระบวนการ อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ดินอัลไพน์ ผู้ที่ดูแลเหนือจากตนก็ยังมีอยู่ ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นเหมือนแม่บ้าน จะดูในส่วนของระเบียบกฎหมายและข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อนำเสนอให้ผู้บริหารตัดสินใจ ฝ่ายค้านยื่นตีความ ส.ส. “ยงยุทธ” ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติให้ ส.ส.ของฝ่ายค้านเข้าชื่อ 50 คน ตามรัฐธรรมนูญ 91 เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็น ส.ส.ของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะรวบรวมรายชื่อได้ครบและยื่นต่อประธานสภาฯ ได้ในวันที่ 2 ต.ค. ซึ่งมีเหตุผลทางข้อกฎหมายว่าเมื่อนายยงยุทธถูกไล่ออกจากราชการต้องถือว่าขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีและ ส.ส. รวมทั้งไม่เข้าข่ายการใช้ พ.ร.บ.ล้างมลทิน แต่เมื่อนายยงยุทธยืนยันอยู่ในตำแหน่ง ส.ส.ต่อไปถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 (6 และ) มาตรา 174 (4) เรื่องคุณสมบัติความเป็น ส.ส.และรัฐมนตรี ส่วนที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า ฝ่ายค้านดำเนินการเรื่องนี้เป็นเพียงเกมการเมือง เพราะมีผู้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีความแล้ว ฝ่ายค้านยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมาย และผู้ที่ยื่นเรื่องให้ กกต. ก็คือนายยงยุทธ เป็นการยื่นเรื่องแก้เกี้ยวเท่านั้น รวมทั้งยังไม่มีใครทราบว่านายยงยุทธยื่นข้อมูลอะไรให้ กกต.พิจารณา วิปฝ่ายค้านวิเคราะห์ว่าการที่นายยงยุทธ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย เพราะต้องการตัดปัญหาให้พ้นจากตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยให้คนที่ขาดคุณสมบัติทำหน้าที่ ยุโละทิ้ง รมต.ไร้ผลงาน–โลกลืม นายจุรินทร์กล่าวว่า สำหรับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบสนธิสัญญาต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ม.190 ในวันที่ 2 ต.ค. หลายฝ่ายกังวลว่ารัฐบาลจะสอดแทรกวาระให้รัฐสภา โหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 ในวาระ 3 ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้บรรจุอยู่ในวาระการประชุม และหากจะมีการโหวตจริงต้องบรรจุในวาระการประชุมและนัดหมายเป็นกิจจะลักษณะ แต่หากมีการโหวตจริง ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ร่วมโหวตด้วยแน่นอน สำหรับเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี รัฐบาลไม่ควรเอาเรื่องนี้มาเล่นเกมการเมืองว่าจะปรับก่อนหรือหลังการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ โดยรวมของประเทศ และควรมีการปรับรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงานการบริหารหรือรัฐมนตรีโลกลืมออก ไม่ใช่ จะรอการอภิปรายไม่ไว้วางใจ บี้รัฐคืนหลวงที่ดินอัลไพน์ ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวว่า ส่วนกรณีที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วินิจฉัยว่าการนำที่ดินธรณีสงฆ์ไปทำเป็นสนามกอล์ฟอัลไพน์ มีการทุจริตนั้น ฝ่ายค้านมีมติว่าเรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จะต้องนำที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นที่ดินของรัฐ ฝ่ายค้านจะติดตามต่อให้เกิดความถูกต้องและให้มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับมติของ ป.ป.ช. ด้วย จ่อฟ้องศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ช่วงที่ตนเป็น รมช.มหาดไทย ได้มีหนังสือ 8 ฉบับถึงปลัดกระทรวงว่าให้ใช้อำนาจสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองของนายยงยุทธ เพื่อให้เป็นไปตามที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกาที่วินิจฉัยแล้วว่าเป็นธรณีสงฆ์ แต่ปลัดกระทรวงขณะนั้นเพิกเฉย ตนจะนำที่ดินดังกล่าวมาเป็นของวัดให้ได้ จะยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งทางปกครองให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยปัจจุบันเปลี่ยนแปลงคำสั่งของนายยงยุทธว่าอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น และคนที่ต้องรับผิดชอบในเบื้องต้นคือนายเสนาะ เทียนทอง ในฐานะ รมช.มหาดไทยที่กำกับดูแลกรมที่ดินขณะนั้น ที่ไม่อนุญาตให้ที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นของวัด โดยยึดมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทั้งที่มาตรา 84 บัญญัติให้รัฐมนตรีมีส่วนอนุญาตหรือไม่อนุญาตการรับที่ดินมาเป็นของวัดในกรณีที่ดินยังไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด เนื่องจากบางแปลงอาจมีภาระผูกพันเรื่องการซื้อขายหรือการครอบครองปรปักษ์ หรือภาวะจำยอม ทำให้วัดมีปัญหาหากรับที่ดินมา แต่กรณีที่ดินอัลไพน์เป็นที่ของวัดโดยอัตโนมัติตามพินัยกรรม เด็กรามยื่นถอดถอน “สันติ” ที่รัฐสภา นายเดชาธร สงศรี ประธานเครือข่ายรักรามฯ นำนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง 10 คน เข้ายื่นรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 23,129 คน ต่อนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอนนายสันติ พร้อมพัฒน์ ออกจากตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมฯ ระบุข้อกล่าวหากระทำการฝ่าฝืน ไม่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม การเป็นข้าราชการการเมืองที่ดี ไม่ทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการเป็นพลเมือง ไม่วางตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน และใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซง ครอบงำการทำงานของเจ้าหน้าที่และผู้บริหารการเคหะแห่งชาติ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง นายนิคมกล่าวว่า ขอให้ยื่นข้อกล่าวหาที่ชัดเจนกว่านี้เพื่อให้มีน้ำหนัก แต่จะรับเรื่องไว้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 จากนี้จะส่งให้สำนักทะเบียนกลางตรวจสอบคุณสมบัติบุคคล ก่อนส่งรายชื่อไปยัง กกต.ตรวจสอบคาดว่าไม่เกิน 30 วัน ตีกลับอ.นิด้ายื่นใหม่ ล้มจำนำข้าว นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รวบรวมรายชื่อคณาจารย์สถาบันนิด้า ม.ธรรมศาสตร์ และตัวแทนนักศึกษา 146 คน ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 และ 81 (1) หรือไม่ ว่า เบื้องต้น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบเอกสารพบว่าไม่ครบถ้วนเป็นไปตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย เพราะคำร้องเดิมไม่ได้ระบุว่ายื่นตามมาตราใดหรือช่องทางใด และไม่ได้จัดทำสำเนาเอกสารคำร้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ 9 ชุด จึงแจ้งให้ผู้ร้องทราบให้แก้ไขคำร้องและยื่นมาเพิ่มเติม และต้องรอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าอยู่ในอำนาจรับไว้พิจารณาหรือไม่ คาดว่าการประชุมตุลาการศาล รธน.วันที่ 3 ต.ค.จะยังไม่นำเรื่องนี้เข้าพิจารณา “พงศพัศ” ปัด พท.จีบลงผู้ว่าฯ กทม. ส่วนความคืบหน้าการสรรหาบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า มีแกนนำของพรรคบางคนทาบทามพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.และรักษาการเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)ให้มาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นายภูมิธรรม เวชยชัย ผอ.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะส่ง พล.ต.อ.พงศพัศลงสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ว่า ยังไม่ทราบ ต้องรอผลโพลสรุปความต้องการของประชาชน กทม.ก่อน จากนั้นจะชัดเจน ที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินว่า พ.ต.ท.ทักษิณพูดเรื่องการส่ง พล.ต.อ.พงศพัศเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชื่อของ พล.ต.อ.พงศพัศเป็นเพียงชื่อที่เพิ่มขึ้นมาจากรายชื่อที่ปรากฏมาก่อนหน้านี้ ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยทาบทามให้ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ว่า ไม่มีใครทาบทาม ตนอยากเป็นตำรวจอยู่ พท.กำชับ ส.ส.เข้าประชุมร่วมรัฐสภา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า ที่ประชุมกำชับให้ ส.ส.ทุกคนเข้าประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 2 ต.ค. เพื่อพิจารณากรณีนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภามาสำรวจสภาพชั้นบรรยากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเดือน มี.ค.-ก.ย.ปี 2556 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมวิปรัฐบาล ว่า วิปรัฐบาลกำชับให้ ส.ส.ร่วมกันอภิปราย เตรียมข้อมูลตอบโต้ฝ่ายค้านกรณีนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภา และได้สอบถามตัวแทนกระทรวงกลาโหม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯได้รับคำยืนยันว่านาซาเข้ามาขอศึกษาชั้นบรรยากาศเท่านั้น เครื่องบินที่่มาสำรวจไม่มีการติดอาวุธ ขวางรัฐให้นาซาเช่าอู่ตะเภา วันเดียวกัน ที่รัฐสภา กลุ่ม 12 เครือข่ายภาคประชาชน นำโดย พญ.กมลพรรณ ชีวะพันธ์ศรี ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนายกฯผ่านประธานรัฐสภา เพื่อขอให้รัฐบาลระวังการนำประเด็นนาซาขอเช่าสนามบินอู่ตะเภาเข้า ครม.ก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนักวิชาการอย่างทั่วถึงตามรัฐธรรมนูญ โดยมีนายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานสภาฯ ออกมารับหนังสือแทน พญ.กมลพรรณกล่าวระหว่างยื่นเรื่องว่า ทราบว่ารัฐบาลจะนำประเด็นองค์การนาซาขอเช่าสนามบินอู่ตะเภา เข้าสู่วาระการประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 2 ต.ค. เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 เป็นห่วงว่าการสำรวจก้อนเมฆจะแอบแฝงด้านข้อมูลการสำรวจแหล่งพลังงานหรือการทหารหรือไม่ อยากให้แจ้งไปยังรัฐบาลเพื่อหยุดยั้งการนำนาซาเข้ามาในไทย เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและความมั่นคงต่อรัฐ ปชป.จับตานาซาดันทุรังใช้พื้นที่ไทย วันเดียวกัน ที่ประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้ประชุมหารือถึงการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาเรื่องที่องค์การนาซาขอเข้ามาใช้พื้นที่ของสนามบินอู่ตะเภา โดย ส.ส.หลายคนเห็นว่าการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 2 ต.ค.มีเรื่องนี้อยู่ด้วย แสดงว่านาซาพยายามเข้ามาใช้พื้นที่ในไทยอีก ต้องจับตามองเป็นพิเศษ และโยงถึงธุรกิจพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่คนใกล้ชิดของ พ.ต.อ.ทักษิณไปลงทุนด้านพลังงานหรือไม่ ที่สำคัญต่างเป็นห่วงความมั่นคงของชาติอาจถูกจารกรรมข้อมูลจากเครื่องบินของสหรัฐฯที่จะเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานสำรวจ วุฒิสภาเห็นชอบ “สถาพร” เป็น ป.ป.ช. วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ ผู้ได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงพิจารณาตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติเทียบเท่าระดับอธิบดีหรือไม่ หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ก.พ.ยืนยันว่าเทียบเท่าระดับอธิบดีต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติฯแล้ว แต่ ส.ว.กลุ่ม 40 ส.ว.อภิปรายท้วงติงไม่น่าจะเทียบเคียงระดับอธิบดีได้ อาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคสอง ในที่สุดที่ประชุมลงมติลับด้วยเครื่องลงคะแนน เห็นชอบให้ พล.ต.อ.สถาพรดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.ด้วยคะแนน 76 ต่อ 43 งดออกเสียง 8 นายสมชาย แสวงการ ส.ส.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว.กล่าวภายหลังการประชุมว่า เราจะหารือกันถึงเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความประเด็นการเทียบเท่าระดับอธิบดีหรือไม่ต่อไป
4. รอลุ้น7วัน นิติเวชจุฬาฯ ไขปม3ศพ
ตรวจซ้ำ‘กระดูก’ในไร่ แจ้งเพิ่มหมอสุพัฒน์ “หมอสุพัฒน์” อ่วมเจออีก 1 ข้อหา พนักงานสอบสวน สภ.ท่าไม้รวก บุกเรือนจำเพชรบุรีแจ้งข้อหาเพิ่มเติม หลังศาลอนุมัติหมายจับในคดีครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต “หมอพรทิพย์” ระบุยังตรวจดีเอ็นเอโครงกระดูกต้องสงสัยให้ญาติเหยื่อไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ขณะที่ตำรวจชิงนำแม่ของ 2 ผัวเมียมาตรวจดีเอ็นเอซ้ำอีกรอบกับแพทย์ รพ.จุฬาฯ เพื่อให้หายข้องใจ ลุ้นอีก 7 วัน รู้ผลใช่หรือไม่ ด้านศึกสายเลือด 2 พี่น้องตระกูล “เลาหะวัฒนะ” ดุเดือดเข้มข้น “สุเทพ” ขึ้นเบิกความซัดน้องชายให้การเท็จต่อศาลในคดีขอเป็นผู้อนุบาลมารดา ยันตัวเองมีฐานะการเงินมั่นคง ไม่ได้มีหนี้สินท่วมหัวตามที่ถูกกล่าวหา ยอมรับหลังน้องถูกจับไม่เคยไปเยี่ยมอ้างกลัว ตำรวจยังคงใช้ทุกวิถีทางในการขุดค้นไร่ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อดีตแพทย์ รพ.ตำรวจ ในพื้นที่ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี อย่างไม่ลดละเพื่อค้นหาศพนายสามารถ นุ่มจุ้ย และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ 2 ผัวเมียชาวเพชรบุรี แต่ยังไม่มีวี่แววจะพบเบาะแสเพิ่มเติม ขณะที่สังคมยังเฝ้าจับตาศึกสายเลือดตระกูล “เลาหะวัฒนะ” ที่ลุกลามบานปลายกลายเป็นคดีฟ้องร้องกันไปมา โดยทีมทนายของหมอสุพัฒน์ประกาศจะฟ้องนายสุเทพ เลาหะวัฒนะ พี่ชายหมอสุพัฒน์ ที่ออกมาแฉพฤติกรรมน้องชายผ่านสื่อ ขณะที่นายสว่าง นุ่มจุ้ย บิดาของผู้สูญหาย ก็เข้าแจ้งความดำเนินคดีทีมทนายของหมอสุพัฒน์ในข้อหาหมิ่น ประมาทแล้ว หลังกล่าวหาว่าลูกชายและลูกสะใภ้ติดคุกอยู่ในประเทศพม่า ความคืบหน้าในคดีการหายตัวไปของ 2 ผัวเมีย เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 ต.ค. พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พร้อมด้วยพนักงานสอบสวนในคดีการหายตัวไปของนายสามารถ นุ่มจุ้ย และนางอรษา เกิดทรัพย์ 2 ผัวเมียชาวเพชรบุรี ได้เดินทางเข้าพบกับนายสุรสิทธิ์ จิตรชอบใจ ผบ.เรือนจำกลางเพชรบุรี เพื่อ ขอแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อดีตแพทย์ รพ.ตำรวจ ผู้ต้องหาคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ และข้อหาลักทรัพย์ หรือรับไว้ซึ่งของโจร ซึ่งถูกฝากขังผัดแรกอยู่ในเรือนจำกลางเพชรบุรี โดยล่าสุดศาลจังหวัดเพชรบุรี อนุมัติออกหมายจับในข้อหามีไว้ซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ครอบครองได้ ทั้งนี้ ผบ.เรือนจำกลางเพชรบุรี ได้เบิกตัว พ.ต.อ. นพ.สุพัฒน์ ออกมาจากแดน 1 แรกรับ และให้เข้ารับ ทราบข้อกล่าวหาที่ห้องทนายซึ่งแยกมาจากห้องเยี่ยมญาติเฉพาะ โดยไม่อนุญาตให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสื่อมวลชนติดตามเข้าไป ใช้เวลากว่า 40 นาที พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก กล่าวว่า เบื้องต้น พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาและไม่ขอให้การใดๆ อ้างว่า ขอรอทนายความส่วนตัวก่อน และจะแจ้งให้ตำรวจมาสอบปากคำภายหลัง ส่วนการค้นไร่ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์นั้น ในวันเดียวกันนี้ตำรวจจะขอหมายค้นศาลจังหวัดเพชรบุรีอีกครั้ง และพร้อมจะดำเนินการในวันที่ 2 ต.ค.นี้ เพื่อตรวจสอบท่อปูนซีเมนต์ที่พบจมอยู่ในสระน้ำ รวมถึงบริเวณกอไผ่จุดใกล้เคียงด้วย นายสุรสิทธิ์ จิตรชอบใจ ผบ.เรือนจำกลางเพชรบุรี เผยว่า ตั้งแต่หมอสุพัฒน์มาอยู่ที่เรือนจำก็ไม่ได้ก่อปัญหาอะไร ส่วนมากผู้ต้องหาหมดเวลาไปกับการอ่านหนังสือ และมีผู้ต้องขังบางส่วนมาปรึกษา เรื่องอาการป่วย แต่เรือนจำไม่อนุญาตให้หมอสุพัฒน์ รักษาผู้ต้องขังได้ ซึ่งเป็นกฎระเบียบของเรือนจำ วันเดียวกัน น.ส.วิมล นุ่มจุ้ย พี่สาวนายสามารถเปิดเผยว่า จะเดินทางเข้าพบ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อประสานขอให้ช่วยตรวจดีเอ็นเอกระดูก 1 ใน 3 โครงที่ขุดพบในไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ ภายหลังแพทย์ รพ.ตำรวจ แถลงว่ากระดูก ทั้ง 3 โครง ไม่ใช่นายสามารถ และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ น้องชายและน้องสะใภ้ที่หายสาบสูญไป แต่ครอบครัวยังมีความเชื่อมั่นว่า หนึ่งในโครงกระดูกที่พบเป็นของนายสามารถอย่างแน่นนอน จึงต้องการให้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ ต่อมา เวลา 11.00 น. พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า นายสว่าง นุ่มจุ้ย บิดาของนายสามารถ ได้ติดต่อมา โดยตรงเมื่อเย็นวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา และยืนยันอีกครั้ง เมื่อวันเสาร์ว่าจะเข้าหารือเรื่องการตรวจดีเอ็นเอโครงกระดูกต้องสงสัยที่พบในไร่หมอสุพัฒน์ แต่เมื่อถึงเวลานัดในวันนี้ไม่สามารถติดต่อนายสว่างได้ อย่างไรก็ตาม ได้คุยกับนายสว่างเบื้องต้นทราบว่า ไม่ไว้ใจเพราะคนต้องสงสัยเป็นตำรวจ ผู้ทำสำนวนเป็นตำรวจ และผู้ตรวจหลักฐานเป็นตำรวจ แต่กรณีนี้ นายสว่างยังไม่มีสิทธิ์ส่งกระดูกต้องสงสัยที่ขุดเจอในไร่มาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบดีเอ็นเอ ได้เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่ในกรณีนี้เจอศพนิรนามค่อนข้างมาก ควรมีการตรวจพิสูจน์โดยสมบูรณ์ และควรเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน ไม่ควรใช้รถแบ็กโฮขุดเพราะมันจะเปลี่ยนสภาพหมด พญ.คุณหญิงพรทิพย์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันศพนิรนามยังถูกเผาทำลาย จำเป็นต้องบริหารจัดการเรื่องศพนิรนาม โดยกระทรวงยุติธรรมได้เสนอออกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสนับสนุนการปฏิบัติงานติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม เพื่อให้ทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมกันตรวจดีเอ็นเอและลายพิมพ์นิ้วมือ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้จัดเก็บฐานข้อมูลของศพนิรนามไว้ประมาณ 90,000 ข้อมูล ในแต่ละปีมีการร้องเรียนเรื่องศพนิรนามมาที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ปีละเกือบ 2,000 เรื่อง เชื่อว่าทั้งประเทศจะมีเรื่องศพนิรนามเป็นแสนราย ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกเผาโครงกระดูกนิรนามในป่าช้าที่เป็นศพไร้ญาติและนิรนาม กระบวนการเผาศพไร้ญาติทำได้เฉพาะมีชื่อที่ญาติอนุญาตยืนยันเท่านั้น เชื่อว่ามูลนิธิที่ให้การช่วยเหลือสังคมคงเข้าใจ เที่ยงวันเดียวกัน ที่ตึกนิติเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ พ.ต.ท.ทัศนัย ทรัพย์สุข พงส.(สบ 3) สภ.ท่าไม้รวก จ.เพชรบุรี นำนางเอื้อน เกิดทรัพย์ อายุ 60 ปี มารดา น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ และนางเล็ก เฮงสุวรรณ อายุ 58 ปี มารดานายสามารถ นุ่มจุ้ย มาประสานกับเจ้าหน้าที่นิติเวช เพื่อเปรียบเทียบตรวจดีเอ็นเอกับโครงกระดูกทั้ง 3 โครง ที่พบจากไร่ของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ โดย พ.ต.ท.ทัศนัยกล่าวว่า ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้พาแม่ผู้สูญหายทั้ง 2 คนมาตรวจดีเอ็นเอซ้ำ เพราะญาติยังติดใจกับการตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบของ รพ.ตำรวจ พนักงานสอบสวนจึงประสานไปที่ รพ.ตำรวจ เคลื่อนย้ายกระดูกทั้ง 3 โครงมาที่ตึกนิติเวชศาสตร์ในเย็นวันเดียวกันนี้ เพื่อตรวจเทียบดีเอ็นเอซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ญาติผู้สูญหายหายข้องใจและคลายสงสัยในการทำงานของตำรวจ ต่อมาเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.สมเดช ฐิตะวัฒนะสกุล รอง ผบก.ภ.จ.เพชรบุรี ได้นำกล่องกระดาษ 2 กล่อง ภายในบรรจุโครงกระดูก 3 โครง ที่พบในไร่ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ และญาติสงสัยว่า 1 ในนั้นเป็นของ 2 สามีภรรยา ที่รับมอบมาจากนิติเวช รพ.ตำรวจ มาส่งมอบให้ นพ.ธีรโชติ จองสกุล ผอ.ศูนย์ชันสูตรพลิกศพ นิติเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ และหัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ รพ.จุฬาฯ ก่อนร่วมกันเปิดแถลงข่าว นพ.ธีรโชติกล่าวว่า หลังจากได้รับการร้องขอจากญาติให้ตรวจพิสูจน์โครงกระดูกทั้ง 3 โครง ทางสถาบันยินดีที่จะตรวจสอบให้ โดยไม่มีแรงกดดันและการเปรียบเทียบ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการตรวจสอบจากนิติเวช รพ.ตำรวจ มาแล้วก็ตาม เพราะที่ผ่านมาก็มีการตรวจลักษณะนี้เกิดขึ้น ยืนยันขั้นตอนการตรวจสอบเป็นไปตามหลักขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล และสามารถตรวจสอบโครงกระดูกที่ถูกฝังไว้นานได้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะนำตัวอย่างเลือดจากมารดาของผู้สูญหายทั้ง 2 คนมาตรวจสอบ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ด้านนางเล็ก เฮงสุวรรณ มารดานายสามารถ นุ่มจุ้ย กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วมั่นใจว่า 2 ใน 3 โครงกระดูกที่พบเป็นของลูกชายและลูกสะใภ้แน่นอน เนื่องจากจดจำเสื้อผ้าได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าผลการตรวจพิสูจน์ยืนยันตรงกับผลของนิติเวช รพ.ตำรวจ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป นางเล็กนิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนตอบว่า ขอให้ผลการตรวจออกมาก่อนถึงจะว่ากันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถามว่าข่าวว่าจะให้หมอพรทิพย์ตรวจทำไมถึงมาที่ รพ.จุฬาฯ เมื่อถามคำถามนี้ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้พาทั้ง 2 คนออกจากห้องแถลงข่าว และเดินเข้าห้องเจ้าหน้าที่ไปทันที ส่วนความคืบหน้าในคดีศึกสายเลือดตระกูล “เลาหะวัฒนะ” ยังคงดุเดือดเป็นหนังม้วนยาวต่อไป โดยช่วงสายวันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณา 802 ศาลอาญา ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ อายุ 63 ปี เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อายุ 57 ปี อดีตแพทย์ รพ.ตำรวจ เป็นจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาล โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 11 พ.ค.55 เวลากลางวัน จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จเบิกความต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนฯ ร้องขอให้นางถนิม เลาหะวัฒนะ มารดาวัย 97 ปี เป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถ และจำเลยยังแสดงพยานหลักฐานเท็จในสาระสำคัญของคดี ทำให้โจทก์ไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อนุบาลนางถนิม มารดา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ เบิกความเป็นพยานปากแรกว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค.54 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนฯเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้นางถนิม มารดาเป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถ และขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้อนุบาลมารดาเพียงคนเดียว ต่อมาวันที่ 28 พ.ย.54 พยานยื่นคำร้องคัดค้านว่า หากศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้อนุบาลมารดา ขอให้ตั้งพี่น้องทั้ง 4 คนของโจทก์ คือ พี่สาวต่างมารดา 2 คน จำเลย และตน ร่วมกันดูแลมารดา กระทั่งวันที่ 11 พ.ค.55 ศาลเยาวชนฯไต่สวนคำร้องครั้งแรก จำเลยได้เบิกความต่อศาลเยาวชนฯกล่าวหาว่า โจทก์ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างมากในการบริหาร ร.ร.นานาชาติแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ที่โจทก์ร่วมถือหุ้นอยู่กับผู้บริหาร ร.ร.นานาชาติดังกล่าว ซึ่งถูกฟ้องร้องบังคับคดีทางแพ่งอีกหลายคดี ซึ่งคำเบิกความจำเลยล้วนเป็นเท็จ เพราะความจริงแล้ว ร.ร.นานาชาติดังกล่าว เป็นนิติบุคคล มีทุนจดทะเบียน 109 ล้านบาท โดยพยานเป็นเพียงหนึ่งในผู้ถือหุ้นร่วมกับผู้อื่น นายสุเทพจึงไม่มีส่วนร่วมในการบริหาร และ ร.ร.นานาชาติดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกฟ้องร้องแต่อย่างใด นายสุเทพเบิกความต่อว่า จำเลยยังเบิกความกล่าวหาว่าโจทก์มีปัญหาด้านการเงินต้องนำบัตรเครดิต และเงินปากถุงจากการรื้อถอนและให้เช่าที่ดินจำนวน 50 ล้านบาท มาใช้จ่ายที่ ร.ร.นานาชาติ ซึ่งความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวมีชื่อมารดา พี่สาวต่างมารดา 1 คน จำเลย และโจทก์ร่วมกันเป็นเจ้าของ และมีการแบ่งผลประโยชน์ให้ทั้ง 4 คนเท่าๆกัน โดยจำเลยได้รับแคชเชียร์เช็คและลงลายมือชื่อไว้ด้วย นอกจากนี้จำเลยยังเบิกความกล่าวหาว่าโจทก์ขอยืมเงินจากจำเลย โดยจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ จำนวน 8.6 แสนบาท ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์จากการซื้อรถยนต์ นายสุเทพเบิกความอีกว่า เหตุที่ต้องนำคดีขึ้นฟ้องร้องครั้งนี้ เนื่องจากผู้อนุบาลต้องมีสถานภาพที่สามารถเลี้ยงดูมารดาได้ ถ้าหากศาลเชื่อว่าผู้อนุบาลเป็นผู้มีหนี้สินจำนวนมาก จะไม่แต่งตั้งให้เป็นผู้อนุบาล ทั้งนี้ โจทก์เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนหลายบริษัท โดยมีเงินเดือนสุดท้ายก่อนที่จะลาออกประมาณ 1 ล้านบาทต่อเดือน หลังจากนั้นโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็น ผอ.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ รับเงินเดือนเดือนละ 1 แสน 2 หมื่นบาท ต่อมาโจทก์ได้ยุติการทำงานที่ อ.อ.ป.เมื่อเดือน ต.ค.48 เพื่อมาดูแลมารดา โดยปัจจุบันนี้โจทก์มีฐานะมั่นคง สุขสบาย สามารถดูแลมารดาของโจทก์ได้เป็นอย่างดี ต่อมานายประเทือง เขียวเหมือน ทนายความ เบิกความเป็นพยานโจทก์ปากที่ 2 เบิกความสนับสนุนนายสุเทพถึงเรื่องฐานะว่านายสุเทพไม่มีหนี้สิน หรือประกอบธุรกิจล้มเหลวแต่อย่างใด ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งคดีมีมูลหรือไม่ในวันที่ 31 ต.ค.55 เวลา 09.00 น. ภายหลังเบิกความเสร็จ นายสุเทพเปิดเผยว่ามาเบิกความในคดีที่ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เบิกความเท็จ ขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้นางถนิม เลาหะวัฒนะ มารดา เป็นผู้ไร้ความ สามารถ ตนก็ให้การไปตามความจริง ผู้สื่อข่าวถามว่า ในคดีอุ้มฆ่า เชื่อหรือไม่ว่าน้องชายกระทำความผิด นายสุเทพตอบว่าจะเชื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับกระบวนการ ยุติธรรม ตำรวจต้องหาพยานหลักฐาน หลังเกิดเหตุน้องชายถูกจับก็ไม่เคยไปเยี่ยมและไม่กล้าไปเพราะกลัว ในฐานะที่เป็นพี่พร้อมยินดีให้ความช่วยเหลือ ที่ผ่านมาต้องใช้เวลาดูแลแม่ตลอดเวลา ส่วนคลิปที่ออกมาเผยแพร่นั้น ถ้าทุกคนได้ดูคลิปแล้วก็สามารถใช้วิจารญาณตัดสินเองว่าถูกบังคับหรือไม่
3. อุตุฯเตือนรับมือ พายุจ่อถล่มไทย
6-7ต.ค.เป็นลูกแรก หวั่นซ้ำรอยปีที่แล้ว อุตุฯเตือนพายุโซนร้อนลูกแรกถล่มไทย ลักษณะ คล้ายพายุกิสนาที่เคยกระหน่ำหนักจนเกิดมหาอุทกภัย เมื่อปี 54 แต่ไม่เลวร้ายเท่า เพราะพายุเคลื่อนตัวเร็ว คาดจะขึ้นฝั่งเวียดนามวันที่ 4-5 ต.ค. ก่อนเข้าลาวและไทยทางภาคอีสานและภาคกลาง วันที่ 6-7 ต.ค. ส่งผลให้ทั่วทุกภาคเจอฝนตกชุก เฉลี่ย มากกว่า 90.1 มิลลิเมตร แถมยังมีพายุอีก 1 ลูก จ่อซ้ำ ช่วงปลายเดือน ต.ค. ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ยังไม่พ้นวิกฤติ น้ำสูงถึง 60 ซม. ที่ จ.ระยอง เจอฝนตกสะสม น้ำในคลองทับมา ทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านจัดสรร 10 โครงการ จมบาดาลกว่า 1 เมตร กรมอุตุฯ จับตาพายุโซนร้อนพัดถล่มไทยลูกแรกในปีนี้ เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 ต.ค. นายสมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา แถลงเกี่ยวกับสภาพอากาศในขณะนี้ว่าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ต.ค. ได้เกิดพายุดีเปรสชันก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางมีศูนย์กลางห่างประมาณ 600 กม.ทางตะวันออกของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม มีความเร็วสูงสุดใกล้ศูนย์ กลางประมาณ 30 นอต หรือ 55 กม./ชม. แต่พายุเกือบจะไม่เคลื่อนที่ ลักษณะเช่นนี้มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนภายใน 2-3 ต.ค.นี้ จากนั้นช่วงวันที่ 4-5 ต.ค. คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งตอนกลางของประเทศเวียดนาม และในวันที่ 6-7 ต.ค. จะเคลื่อนผ่านประเทศลาวตอนล่างและเคลื่อนตัวมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของไทยประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนตกหนาแน่นสะสมเฉลี่ยมากกว่า 90.1 มิลลิเมตร บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ทั้งนี้ พายุดังกล่าวถือว่าเป็นลูกแรกที่เข้าประเทศไทยในปี 2555 และลักษณะคล้ายกับพายุกิสนา ซึ่งจะทำให้ในหลายพื้นที่มีน้ำเพิ่มขึ้นในลักษณะน้ำท่วมขังแต่จะไม่เลวร้ายเหมือนกับปี 54 เพราะการเคลื่อนตัวของพายุค่อนข้างเร็ว คาดว่าน่าจะอยู่ในประเทศไทยประมาณ 2-3 วัน นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบมีพายุก่อตัวเกิดขึ้นอีก 4 ลูก และมีแนวโน้มที่จะเข้าประเทศไทย 1 ลูกในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจะเป็นภาคใต้ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากสภาวะอากาศดังกล่าว ด้านสถานการณ์อุทกภัยใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ล่าสุดบริเวณตลาดท่าประชุมยังคงมีน้ำท่วมถนนประมาณ 60 ซม. บรรดาร้านค้ายังต้องปิดกิจการ เนื่องจากถูกน้ำท่วมร้าน ประกอบกับประชาชนไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้ หน่วยงานราชการต้องใช้รถบรรทุก 6 ล้อออกบริการรับส่งฟรี ส่วนบริเวณหมู่ 4 ต.หาดยาง ถนนภายในหมู่บ้านถูกน้ำเซาะขาด ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วม ต.ดงกระทงยาม ทั้ง 7 หมู่บ้าน ส่วนการช่วยเหลือชาวบ้านมีองค์กรจากภาครัฐและเอกชนต่างทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยนายสมนึก ใคร่ครวญ อายุ 47 ปี นำเรือไฟเบอร์ 2 ลำ ประกอบติดใช้เครื่องพารามอเตอร์ในการขับเคลื่อนเรือเข้ามาช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ในช่วงบ่ายวันที่ 1 ต.ค. เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ อ.นาดี และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี นานเกือบ 2 ชั่วโมง ทำให้น้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและหลากท่วมผิวการจราจรบนถนนทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 304 กบินทร์บุรี-นครราชสีมา ทั้งขาเข้าและขาออกบริเวณหลัก กม.9-10 หมู่ 9 ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี เป็นระยะทางยาวกว่า 500 เมตร ระดับน้ำสูง 30-50 ซม. ส่งผลให้รถติดยาวเหยียด รถเล็กต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษมวลน้ำดังกล่าวคาดว่าจะไหลลงสู่แควหนุมานทะลักเข้าตลาดเทศบาลตำบลกบินทร์ อ.กบินทร์บุรี ที่ยังคงมีน้ำท่วมขังเกือบ 30 ซม. ทำให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนอยู่แล้วกลับทุกข์ระทมเข้าไปอีก ที่ จ.ระยอง เกิดฝนตกหนัก ทำให้น้ำในคลองทับมาทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน เขตเทศบาลตำบลทับมา อ.เมืองระยอง ถนนถูกน้ำท่วมหลายสายการสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก หมู่บ้านจัดสรรกว่า 10 โครงการในพื้นที่หมู่ 3 ต.ทับมา ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร สำหรับน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากฝนตกสะสมหลายวัน น้ำสะสมในคลองทับมามาก ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นหลายโครงการปิดกั้นทางน้ำ หลังเกิดเหตุ นายประเสริฐ วงษ์ศรี นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับมาระดมเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือชาวบ้านโดยด่วน จ.กาญจนบุรี ยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้พุน้ำป่าบนเขาแหลมแตกไหลบ่าลงมาท่วมวัดถ้ำเขาแหลม หมู่ 2 ต.ปากแพรก อ.เมืองกาญจนบุรี น้ำยังท่วมบ้านเรือนราษฎรกว่า 10 หลัง และพืชไร่เสียหายจำนวนมาก ระดับน้ำสูงประมาณ 30 ซม. ขณะเดียวกัน เกิดเหตุต้นมะขามยักษ์อายุนับร้อยปีโค่นขวางถนนแสงชูโต และทับสายไฟขาด บริเวณหน้าร้านวิสุทธิ์ซาวด์ซิสเทม เขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ต้องนำเลื่อยมาตัดไม้ที่ขวางถนนและประสานการไฟฟ้าภูมิภาคกาญจนบุรี มาซ่อมสายไฟใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนคร-ศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วม 6 อำเภอ คือบางบาล ผักไห่ เสนา พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร ปริมาณน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่ง 1-5 ซม. ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำน้อย มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง สืบเนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนพระรามหก ลดการระบายน้ำในช่วงที่ผ่านมา บวกกับในพื้นที่ฝนหยุดตกแล้ว คาดว่ากลางเดือน ต.ค. สถานการณ์น้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติ จ.พิจิตร ระดับน้ำในแม่น้ำยมใน อ.สามง่าม และ อ.โพธิ์ประทับช้าง เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ส่งผลให้แม่น้ำยมที่ไหลผ่านไปยังพื้นที่ อ.บึงนาราง และ อ.โพทะเล ซึ่งเป็นเขตรอยต่อมีน้ำสูงตามไปด้วย ส่วนน้ำที่เอ่อล้นตลิ่งส่วนใหญ่ยังคงท่วมขังในพื้นที่การเกษตรกว่า 2 หมื่นไร่เริ่มทรงตัวและเน่าเสีย ทำให้ชาวบ้านกว่า 2,000 หลัง เดือดร้อนต้องทนทุกข์อยู่กับน้ำเน่าเหม็น ที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย แม่น้ำยมยังเอ่อท่วมพื้นที่การเกษตรใน ต.คลองกระจง และ ต.ย่านยาว แหล่งผลิตใบตองใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนานกว่า 1 เดือน ทำให้สวนกล้วยที่ชาวบ้านตัดใบตองขายกว่า 4,701 ไร่ เริ่มมีกลิ่นเหม็น ใบกล้วยกลายเป็นสีเหลืองซีดไม่สามารถเก็บขายได้ตามปกติ โดยนางนิชาภา สระพัง อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 30/1 หมู่ 1 ต.คลองกระจง กล่าวว่า มีอาชีพปลูกกล้วยตัดใบตองขายอย่างเดียว ตั้งแต่น้ำไหลท่วมสวนกล้วยที่ปลูกไว้ประมาณ 5 ไร่ สูงเกือบ 60 ซม. ทำให้ตัดใบตองขายไม่ได้จากที่เคยมีรายได้ตกวันละ 300-400 บาท ก็ต้องหยุด เพราะกล้วยใบเหลืองต้องตัดต้นกล้วยออกครึ่งต้นเพื่อให้แตกยอดใหม่ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 3 เดือน จึงเก็บใบตองได้ ส่วนน้ำท่วมในพื้นที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ที่แช่ขังมานานทำให้น้ำเน่าเสียเป็นสีดำ ยังไม่สามารถระบายออกได้ เนื่องจากแม่น้ำยมสายเก่าหรือคลองเมมที่ไหลมาจากบ้านแม่ระหัน หมู่ 10 ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก และ ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม เข้ามาสมทบกับแม่น้ำยมสายหลักที่ประตูระบายน้ำบางแก้วแล้ว ทำให้ชาวบางระกำที่อยู่ทางปลายน้ำเริ่มวิตกกังวลอย่างมากกลัวว่าน้ำจะท่วมบ้าน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีน้ำพังคันดินท่วมนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังว่า รัฐบาลต้องเร่งชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นที่อื่นอีก ต้องตรวจสอบว่ามีจุดบกพร่องตรงไหนอีก ขณะนี้ จ.ชลบุรี และ จ.ปราจีนบุรี ได้รับผลกระทบมาก พื้นที่เคยท่วมก็ยังประสบปัญหาซ้ำซากทั้งที่รัฐบาลเคยพูดก่อนหน้านี้ว่า มีระบบการบริหารจัดการ มีระบบข้อมูลและระบบเตือนภัยที่ชัดเจน ซึ่งฝ่ายค้านได้เรียกร้องว่าต้องแสดงให้เห็นว่าที่รัฐบาลใช้เงินไปแสนกว่าล้านบาท ผลที่ออกมาคืออะไร เท่าที่เห็นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงการบริหารจัดการและความสามารถในการป้องกันน้ำท่วม สิ่งที่เกิดขึ้นภาคธุรกิจและประชาชนต่างมีความหวั่นไหวไม่มั่นใจในสถานการณ์ ซึ่งไม่ส่งผลดีแน่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. กล่าวว่า ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตไม่หนักใจเพราะคดีลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้คือให้ทุก บก.ตั้ง ศปก.เพื่อเตรียมรับน้ำท่วม มีการขุดลอกท่อระบายน้ำร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ทำให้ผิวจราจรกลับคืนมา และเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด จุดที่มีน้ำท่วมขังก็ให้ไปแก้ไข สัปดาห์เศษที่ทำมาเห็นว่าฝนตกแล้วน้ำระบายได้เร็วขึ้นมาก ประชาชนเดือดร้อนน้อยลง รถติดน้อยลง ได้สั่งให้รอง ผบช.และ ผบก.ใหม่สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปดูพื้นที่ หากมีน้ำท่วมขังหรือจราจรติดขัด ผกก.ต้องไปดูแลด้วยตนเอง ที่สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ทำเนียบรัฐบาล นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำ ในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เผยว่าปัญหาน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนมากได้บริหารจัดการระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านคลองลาดกระบัง คลองบางโฉลง คลองบางเสาธง และคลองจระเข้ โดยเพิ่มเครื่องผลักดันน้ำคลองละ 2 จุด เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นแอ่งซึ่งเป็นผลมาจากดินทรุดตัวลง 50 ซม. หลังเกิดน้ำท่วมปี 54 และคลองคดเคี้ยว ทำให้ให้น้ำไหลลงทะเลลำบาก โดยสถานีสูบน้ำของกรมชลประทานทำงานได้แค่ 30% ของความสามารถที่มี การเพิ่มเครื่องผลักดันน้ำจะช่วยให้เพิ่มแรงสูบน้ำออกทะเลได้อย่างน้อย 50% ขณะนี้สามารถระบายน้ำลงอ่าวไทยได้วันละ 30 ล้าน ลบ.ม. ด้านนายวสันต์ มีวงษ์ โฆษก กทม. แถลงภายหลังประชุมผู้บริหาร กทม.ว่า กทม.ได้ขอติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่ม แต่ในพื้นที่ที่อยู่นอกประตูระบายน้ำอาจเป็นปัญหา ได้แก่ เขตคลองสามวา ลาดกระบัง มีนบุรี และหนองจอก เนื่องจาก กทม.ต้องการเปิดพื้นที่ท้องคลองเป็นแก้มลิง จึงต้องจำกัดปริมาณน้ำที่จะปล่อยเข้าเขตเมืองโดยพร่องน้ำในคลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบ เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน โดยประสานกรมชลประทานให้ช่วยระบายน้ำออกให้มากที่สุด เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 ต.ค. ที่ประตูระบายน้ำคลองสอง (สายใต้) เขตสายไหม กทม. ได้มีชาวบ้านจากชุมชนริมคลองหกวาตั้งแต่คลองหนึ่งถึงคลองสี่ ต.คูคต และ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นเขตรอยต่อ มารวมตัวกันประมาณ 70 คนโดยใช้เรือพายและรถเรียกร้องให้ กทม.เปิดประตูระบายน้ำ 3 แห่ง ประกอบด้วยประตูระบายน้ำคลองสอง (สายใต้) ประตูระบายน้ำคลองลำหม้อแตก และประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ โดยประตูระบายน้ำทั้งหมดอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ กทม. แต่มีการเปิดประตูน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้น้ำฝั่งลำลูกกากับเขตสายไหมต่างกัน 1.20 เมตร จึงต้องการให้ กทม.เปิดประตูระบายน้ำทั้ง 3 แห่ง เพิ่มขึ้นอีก30ซม.เพื่อลดความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมอยู่ในขณะนี้ ต่อมาเจ้าหน้าที่เขตสายไหมลงมารับเรื่อง โดยชาวบ้านยืนยันว่า หากเรื่องดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขก็จะมารวมตัวปิดถนนประท้วงต่อไป
2. ไอ้หื่นซาดิสต์ ข่มขืนแหม่ม
ทุบท้อง-กัดปาก นรกฟูลมูนพะงัน เมืองไทยฉาวกระฉ่อนโลกอีกแล้ว ไอ้หื่นซาดิสต์บุกฉุดนักท่องเที่ยว สาวอิสราเอลกลางงานฟูลมูนปาร์ตี้บนเกาะพะงันเหยื่อดิ้นรนขัดขืนกลับถูกกัดปากฉีกเลือดอาบ แถมตุ๊ยท้องทุบตีหน้าตาบวมปูดก่อนขยี้กาม แต่ยังไม่ทันสำเร็จความใคร่ โชคดีมีนักท่องเที่ยวผ่านมาเห็นเหตุการณ์ คนร้ายรีบผละจากร่างเหยื่อหายไปกับความมืด เพื่อนสาวร่วมชาติแค้นจัด ขู่จะนำเรื่องเลวร้ายไปประจานให้ชาวโลกรับรู้ และจะไม่กลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก ตำรวจเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั่วเกาะหวังล่าตัวให้ได้ เพราะก่อคดีอุกอาจกระทบการท่องเที่ยวและชื่อเสียงประเทศไทย คาดอาจเป็นฝีมือแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานรับจ้างในพื้นที่ แหม่มสาวชาวอิสราเอลถูกไอ้หื่นลากไปข่มขืนแถมทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัส หลังเข้าร่วมงาน “ฟูลมูนปาร์ตี้” บนเกาะพะงันรายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ต.ค. ร.ต.ต.จตุรงค์ นามคำ รอง สว.ส.ทท.7 กก.5 บก.ทท. สถานีตำรวจท่องเที่ยวเกาะสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งจาก รพ.บ้านดอนอินเตอร์สมุย ว่า ได้รับตัวผู้ป่วยเป็นนักท่องเที่ยวสาวถูกส่งตัวมาจากคลินิกแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงไปตรวจสอบร่วมกับ ด.ต.พิระเดช คงยศ และ ด.ต.สุพจน์ พงษ์ไทย ผบ.หมู่ ป.ส.ทท.7 กก.5 บก.ทท. เมื่อไปถึงโรงพยาบาลพบผู้เสียหายอยู่ในสภาพสวมเสื้อยืดสีฟ้า นุ่งกางเกงยีนส์ขาสั้น มีอาการหวาดผวาร่ำไห้โฮตลอดเวลา ใบหน้ามีร่องรอยถูกทุบตีจนบวมปูด บริเวณใต้ริมฝีปากล่างมีบาดแผลฉีกขาดจากการถูกทำร้าย ต้องเย็บประมาณ 3 เข็ม เสื้อผ้ามีคราบเลือดเปรอะเปื้อน แพทย์ตรวจร่างกายพบร่องรอยการถูกข่มขืน แต่ไม่พบคราบน้ำอสุจิในช่องคลอด ทราบชื่อผู้เสียหายคือ น.ส.แอน (นามสมมติ) อายุ 23 ปี สัญชาติอิสราเอล อ้างว่า ได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายและถูกข่มขืน เหตุเกิดภายในงานฟูลมูนปาร์ตี้เกาะพะงัน เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จากการสอบถาม น.ส.แอน ผู้เสียหายอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุเดินทางไปเที่ยวที่เกาะพะงัน เข้าพักโรงแรมกรีน เบย์ รีสอร์ต บนหาดริ้น หมู่ 6 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน คืนเกิดเหตุเดินทางออกไปเที่ยวในงานฟูลมูนปาร์ตี้ บริเวณหาดริ้น กับเพื่อนสาวชาติเดียวกันอีก 2-3 คน กระทั่งเวลา 03.30 น. ตนได้แยกกับเพื่อนและเดินไปที่ชายหาดข้างสระน้ำของบาร์ทอมมี่ โรงแรมทอมมี่รีสอร์ต น.ส.แอนอ้างต่ออีกว่า ระหว่างนั้นมีชายฉกรรจ์คล้ายคนไทย ผิวดำ สูงราว 170 ซม. อายุประมาณ 30-35 ปี ขอบตาเข้ม นุ่งกางเกงยีนส์ สวมเสื้อยืดสีดำ ปรี่เข้ามาหาฉุดกระชากเข้าไปที่ข้างสระน้ำ แล้วใช้กำลังถอดกางเกงตนออก พร้อมพยายามจูบปาก แต่ตนขัดขืนกัดปากคนร้าย จึงถูกคนร้ายกัดริมฝีปากล่างเลือดสาด พร้อมชกท้องและใบหน้าจนหมดแรงสู้ จากนั้นคนร้ายได้ข่มขืนตน แต่ยังไม่ทันสำเร็จความใคร่ ได้มีนักท่องเที่ยวเดินผ่านมา ทำให้คนร้ายตกใจวิ่งหนีหายไปในความมืด ต่อมาตนได้รับการช่วยเหลือนำตัวส่งคลินิกบนเกาะพะงัน ก่อนจะถูกนำตัวขึ้นเรือสปีดโบ๊ตข้ามมารักษาที่ รพ.บ้านดอนอินเตอร์สมุย พร้อมแจ้งให้ตำรวจท่องเที่ยวทราบ ขณะที่ น.ส.ยาเดน อมอร์ อายุ 23 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติเดียวกับผู้เสียหาย กล่าวว่า หลังทราบเรื่องเพื่อนสาวถูกคนไทยข่มขืน ได้รีบเข้ามาปลอบใจและประสานให้ความช่วยเหลือ รู้สึกเสียใจกับเพื่อนร่วมชาติที่ต้องมาพบชะตากรรมเช่นนี้ ยืนยันว่าจะนำเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเพื่อนสาวไปแจ้งเตือนให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับรู้ รวมทั้งจะไม่มาเที่ยวเกาะพะงันและเมืองไทยอีกแล้วเพราะรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หลังทราบเหตุ ตำรวจท่องเที่ยวเกาะสมุยได้ประสานงานไปยัง สภ.เกาะพะงัน ท้องที่เกิดเหตุให้เร่งลงพื้นที่พร้อมออกตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามบาร์และร้านอาหารต่างๆ เพื่อหาเบาะแสติดตามคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีโดยเร็ว เพราะหากเป็นเรื่องจริงตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง ถือว่าคนร้ายรายนี้ก่อเหตุอย่างอุกอาจ ทำให้กระทบต่อการท่องเที่ยวและชื่อเสียงของประเทศไทย ต่อมาตำรวจเข้าตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุพบเสื้อยืดสีดำ คาดว่าเป็นของคนร้ายถอดทิ้งไว้ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นแรงงานชาวพม่าที่มารับจ้างทำงานก่อสร้างในบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ จึงเร่งออกติดตามล่าตัวมาตรวจสอบเพราะหลังข่าวฉาวแพร่สะพัดออกไป ได้สร้างความหวาดกลัวและตื่นตระหนกให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างมาก
1. รู้ตัวแล้ว-ศพฝรั่ง โยงชู้สาว อุ้มยิงกรอกปาก
เป็นนักออกแบบอยู่น้ำอัดลมดัง หญิงคนสนิทเห็นข่าวโผล่ให้การ รู้ตัวแล้วศพชายฝรั่งผมทองถูกฆ่าหมกป่าแก่งคอย เหยื่อเป็นหนุ่มใหญ่ชาวแอฟริกาใต้ เข้ามาอยู่เมืองไทยกว่า 4 ปี ทำงานเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้บริษัทผลิตน้ำอัดลมยี่ห้อดัง เพื่อนสาวคนสนิทเผยขับกระบะเชฟโรเลตออกจากบ้านย่านซอยอารีย์ แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตำรวจตั้ง 2 ปมมรณะ ถูกแก๊งชิงรถปล้นฆ่าชิงทรัพย์ หรือเรื่องชู้สาว หลังพบผู้ตายเคยมีเมียคนไทยและยังแอบติดต่อกันอยู่ คาดอาจถูกหนุ่มที่มาติดพันอดีตภรรยาลวงไปสังหารทิ้งเพื่อขจัดเสี้ยนหนามหัวใจ จากเหตุสะเทือนขวัญ กรณีมีชาวบ้านออกหาของป่าไปพบศพชายต่างชาติแถบยุโรป ผิวขาว ศีรษะเถิก ผมสีทอง อายุประมาณ 45-50 ปี สูง 180 ซม. รูปร่างท้วม สวมนาฬิกาข้อมือสเตนเลส ถูกยิงกรอกปากด้วยกระสุนไม่ทราบขนาดทะลุท้ายทอย 3 นัด นอนเปลือยกายเหลือกางเกงในสีฟ้าเพียงตัวเดียว ศพถูกอุ้มมาทิ้งไว้เชิงเขาริมถนนสายบ้านนา-แก่งคอย กม.ที่ 12-13 หมู่ 4 ต.ท่ามะปรางค์ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อเย็นวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา แพทย์ระบุเสียชีวิตมาราว 8-10 ชั่วโมง เบื้องต้นตำรวจไม่ทราบเหยื่ออำมหิตเป็นใครมาจากไหนเพราะในตัวไม่มีหลักฐานใดๆเหลืออยู่ แต่คาดว่าน่าจะถูกฆ่าชิงทรัพย์มาจากที่อื่น ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว คดีฆาตกรรมปริศนาชายชาวต่างชาตินิรนามเริ่มคลี่คลายแล้ว โดยเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 1 ต.ค. พ.ต.อ.จักรกฤช วีระเดช ผกก.สภ.แก่งคอย จ.สระบุรี เปิดเผยกรณีพบศพฝรั่งถูกฆ่าทิ้งไว้ริมเขาในพื้นที่หมู่ 4 ต.ท่ามะปรางค์ อ.แก่งคอย ว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยหลังจากพบศพ ต่อมาเวลา 22.00น.ของคืนวันเกิดเหตุ ได้มีนางอารี นุชวงค์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46/2 ซอยอารีย์ 5 ฝั่งใต้ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. โทรศัพท์ติดต่อมาที่ตนแจ้งว่า เป็นเพื่อนสาวคนสนิทของผู้ตายและต้องการจะแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตายให้ตำรวจทราบ จึงประสานขอพบและสอบปากคำเบื้องต้นที่กองบังคับการตำรวจภูธร ภาค 1 ถนนวิภาวดีรังสิต ในช่วงดึกวันเดียวกัน จากการสอบปากคำนางอารีให้การกับตำรวจอ้างว่า ผู้ตายชื่อ นายออสวาโล ไฮน์ริช ดูเวล อายุ 50 ปี สัญชาติแอฟริกาใต้ เข้ามาอยู่เมืองไทยราว 4 ปี ทำงานเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าให้กับบริษัทผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อดัง ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนกับผู้ตายและกลุ่มเพื่อนๆ ออกมารับประทานอาหารและท่องราตรี จากนั้นตนกับผู้ตายได้กลับเข้าบ้านย่านซอยอารีย์ กระทั่งเช้าวันที่ 29 ก.ย. ผู้ตายได้ขับรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กจ 8946 ภูเก็ต ออกจากบ้านไป โดยบอกว่าจะไปทำธุระที่ จ.ปทุมธานี และให้ตนรออยู่ที่บ้าน เมื่อเสร็จธุระจะรีบกลับมา นางอารีให้การกับตำรวจอีกว่า รออยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืนจนถึงเช้าวันที่ 30 ก.ย. ก็ยังไม่เห็นผู้ตายกลับมา ปกติผู้ตายจะกลับบ้านทุกวัน หรือหากไม่กลับก็จะโทร.มาบอกทุกครั้ง แต่ครั้งนี้รู้สึกผิดสังเกต โทรศัพท์ไปหาก็ปิดเครื่องติดต่อไม่ได้ ด้วยความเป็นห่วง จึงให้เพื่อนออกมาแจ้งความคนหายที่ สน.บางซื่อ ในเวลา 16.00 น.วันเดียวกัน กระทั่งช่วง 4 ทุ่ม ได้ดูข่าวทางทีวีมีการรายงานว่าพบศพชาวต่างชาติถูกฆ่าที่แก่งคอย จ.สระบุรี ด้วยความสงสัย รีบประสานมาที่ สภ.แก่งคอย จนทราบว่าผู้ตายคือ นายออสวาโล เพื่อนชายคนสนิท ส่วนในเรื่องการเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุว่ามาจากเรื่องใดเพราะผู้ตายไม่เคยเล่าให้ฟังว่าไปมีเรื่องขัดแย้งกับใครอย่างไรบ้าง สำหรับทรัพย์สินที่หายไปมีกระเป๋าเอกสารและของมีค่าบางอย่าง พ.ต.อ.จักรกฤช วีระเดช ผกก.สภ.แก่งคอย เปิดเผยต่อไปว่า เบื้องต้นได้ตั้งประเด็นสังหารไว้ 2 ประเด็น คือ ถูกฆ่าชิงทรัพย์เพราะกระเป๋าเอกสาร ทรัพย์สินอื่นๆรวมทั้งรถกระบะของผู้ตายหายไป หรืออาจเกิดจากเรื่องชู้สาว อย่างไรก็ตาม คดีนี้ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.วิทยา วงศ์ใหญ่ สว.สส. สภ.แก่งคอย ออกติดตามหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีแล้ว ขณะที่พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุไปแล้ว 5 ปาก ซึ่งมีประโยชน์ต่อรูปคดีพอสมควร เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนายหนึ่งให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่าคดีนี้หากเป็นฝีมือของคนร้ายแก๊งชิงรถกระบะ ทำไมคนร้ายถึงลงมือโหดเหี้ยมกับเหยื่อที่ไม่มีทางสู้ด้วยการยิงกรอกปากถึง 3 นัด แล้วยังจับเปลื้องผ้าจนเหลือกางเกงในเพียงตัวเดียว ลักษณะคล้ายเป็นการประจานผู้ตาย โดยอำพรางคดีว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์ ทั้งนี้ ตามแนวทางการสืบสวนสอบสวนของตำรวจทราบว่า ผู้ตายเคยมีภรรยาเป็นคนไทยและปัจจุบันทั้งคู่ยังไปมาหาสู่กันอยู่ อาจเป็นไปได้ว่าชายคนใหม่ที่เข้ามาติดพันอดีตภรรยาของผู้ตาย จับได้ว่าผู้ตายยังเข้ามายุ่งเกี่ยวกับหญิงสาวที่หมายปองเลยเกิดความหึงหวงและโกรธแค้น กระทั่งสบโอกาสจึงวางแผนลวงผู้ตายออกจากบ้านไปสังหารทิ้งเพื่อขจัดเสี้ยนหนามหัวใจ โดยอุ้มศพไปทิ้งไว้ในที่เปลี่ยวเพื่อให้ตำรวจหลงทาง ในการสืบสวนก็เป็นไปได้ พล.ต.ต.ชลิต ปรีชาหาญ ผบก.ภ.จ.สระบุรี กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญ คนร้ายก่อเหตุอุกอาจ ถึงแม้ตำรวจเจ้าของพื้นที่คาดว่าเหยื่อจะถูกฆ่ามาจากที่อื่นแล้วนำศพมาทิ้งไว้ในจุดเกิดเหตุ แต่ก็ต้องสืบสวนคลี่คลายคดีให้กระจ่าง ตนได้สั่งกำชับให้เร่งสอบสวนและติดตามตัวคนร้ายอย่างเร่งด่วน โดยให้ประสานกับตำรวจทุกพื้นที่ที่ผู้ตายเคยอาศัยหรือเคยทำงาน เพื่อเป็นเบาะแสในการสืบสวนสอบสวน ขณะเดียวกัน ยังได้สั่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จ.สระบุรี เข้าร่วมคลี่คลายคดีด้วย พร้อมสั่งให้รายงานให้ตนทราบทุกระยะ สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา น.ส.ขณิษฐา ยอดพฤกษา อายุ 46 ปี เพื่อนของนางอารี หญิงคนสนิทของผู้ตาย เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.จิรภัทร แต้มทอง พงส.(สบ 2) สน.บางซื่อ ว่า เป็นเพื่อนของนายออสวาโล ไฮน์ริช ดูเวล อายุ 50 ปี ชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งขับรถกระบะเชฟโรเลต สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กจ 8946 ภูเก็ต ออกจากบ้านเลขที่ 46/2 ซอยอารีย์ 5 ฝั่งใต้ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย ปิดโทรศัพท์มือถือติดต่อไม่ได้ จึงมาแจ้งความเพื่อให้ตำรวจช่วยออกติดตามหาด้วย ซึ่งตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เนื่องจากขณะรับแจ้งนายออสวาโลยังหายตัวไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง กระทั่งมาพบตกเป็นเหยื่อถูกฆาตกรรมใน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ในช่วงค่ำวันเดียวกันนั้นเอง

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น