10 อันดับ ข่าวเด่น toptenthailand ประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2555

update :26/11/2013 19:25
views : 696
ที่มา : เครดิต : ครอบครัวข่าว 3 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์ผู็จัดการ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันนี้พุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555 พวกเราชาว toptenthailand จะขอนำเสนอสิบอันดับข่าวสารที่น่าสนใจประจำวัน เพื่อให้ทุกท่านได้อัพเดตข่าวสารโดยไม่ตกยุคแน่นอน ข่าวสารที่คุณจะได้อ่านนี้เป็นข่าวที่อยู่ในหน้าหนึ่งของสำนักข่าวชั้นนำของเมืองไทย ที่อ่านแล้วดูน่าสนใจจนทีมงาน toptenthailand อดไม่ได้ที่จะจัดอันดับ "สิบสุดยอดข่าวประจำวัน" ที่เป็นเรื่องไกล้ตัวคุณและเรื่องนั้นยังเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสของวันนี้ครับ
10. ชาวทองผาภูมิแตกตื่นแผ่นดินยุบ
เรามาเริ่มจากอันดับที่ 10 ในเรื่องที่เราเคยคิดว่าแปลก แต่กำลังจะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเหตุดินยุบจนเป็นหลุมกว้างนั้นเกิดขึ้นบ่อยขึ้น แต่เราเองก็ไม่ควรประมาท เพราะบางครั้ง มันอาจจะเกิดโดยไม่คาดฝันได้ เมื่อเวลา 11.00 น.วันนี้(3ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555ที่ผ่านมา หลังจากที่ฝนได้ตกหนักติดต่อมาหลายวัน ทำให้เกิดเหตุดินยุบเป็นหลุมกว้างบริเวณข้างถนนสายทองผาภูมิ-บ้านไร่ป้า บ้านปากลำปิล็อก หมู่ที่ 2 ต.ห้วยเขย่ง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยขนาดหลุมมีความกว้างขนาด 5 เมตรครึ่ง และลึก 3 เมตรครึ่ง ซึ่งหลุมดังกล่าวอยู่บริเวณด้านหน้าสวนยางพาราของชาวบ้าน และห่างจากถนนสายหลักที่ชาวบ้านในหมู่บ้าน ใช้สัญจรไปมาประมาณ 1 เมตร อีกทั้งยังอยู่ตรงข้ามบ้านของประชาชนทำให้ประชาชนในละแวกนั้นกลัวว่าดินจะยุบกว้างมากขึ้นและทำให้ถนนสายดังกล่าวขาดไปด้วย นายทนงศักดิ์ ลิมปิยะกุล นายช่างโยธาองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเขย่ง กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าเกิดเหตุดินยุบ จึงได้เข้ามาทำการตรวจสอบและได้ทำเชือกกั้นเป็นเขตแนวอันตราย ไม่ให้ประชาชนที่สัญจรไปมาเข้ามาใกล้และแจ้งไปยังกรมทรัพยากรธรณี จ.ปทุมธานี เข้ามาตรวจสอบ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาดินยุบโดยนำดินมาถม ซึ่งเหตุดินยุบนี้เคยยุบมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ปี พ.ศ. 2549 ส่วนสาเหตุ คาดว่าบริเวณใต้ดินเป็นทางน้ำไหลผ่านไปอีกฝั่งด้านหนึ่งของถนน เมื่อฝนตกหนักทำให้เกิดเหตุดินยุบดังกล่าว Credit: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่มา: http://www.dailynews.co.th

9. คลังเผย 9 เดือนแรกรัฐบาลขาดดุล 2.56 แสนล้าน
อันดับที่ 9 ยกให้กับปัญหาไกล้ตัวอย่างปัญหาขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งปัญหานี้ทางทีมงานมองว่า เราควรจับตามอง เพราะหากเป็นการขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ถือว่าเรายอมรับได้ว่าเพื่อให้ประเทศเดินต่อไป แต่ถ้าขาดดุลในการบริหารงาน เราต้องมาพิจารณาอีกทีครับ

คลังเผย 9 เดือนแรกรัฐบาลขาดดุล 2.56 แสนล้านบาท หรือ 2.2% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นกว่า 40.9% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผย ฐานะการคลังของภาครัฐบาล (รัฐบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ตามระบบ สศค. (Government Finance Statistics : GFS) ในไตรมาสที่ 3 เกินดุล 1.4 แสนล้านบาท เป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 ดุลการคลังภาครัฐบาลขาดดุล 2.5 แสนล้านบาทไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2555 (เมษายน - มิถุนายน 2555) ดุลการคลังภาครัฐบาลเกินดุล 143,979ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.2 ของ GDP สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 16,484 ล้านบาท โดยรัฐบาลมีรายได้ทั้งสิ้น 837,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 21,314 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีรถยนต์ และอากรขาเข้าได้เพิ่มขึ้นมาก นอกจากนี้บัญชีเงินนอกงบประมาณมีรายได้เพิ่มขึ้นจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เนื่องจากได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลและรายได้ที่ อปท. จัดเก็บเองลดลง สำหรับการเบิกจ่ายของภาครัฐบาลรวมทั้งสิ้น 693,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 4,830 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 เป็นผลจากการเบิกจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 34,623 ล้านบาท จากรายจ่ายเพื่อการลงทุนและรายจ่ายประจำ ในขณะที่การเบิกจ่ายของรัฐบาลลดลง 27,751 ล้านบาท เป็นผลจากการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ลดลง ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 ดุลการคลังภาครัฐบาลขาดดุล 256,723 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของ GDP) สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 40.9 ส่วนดุลการคลังเบื้องต้นของรัฐบาล (Primary Balance) ซึ่งเป็นดุลการคลังที่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของรัฐบาลและทิศทางของนโยบายการคลังของรัฐบาลอย่างแท้จริง โดยไม่นับรวมรายได้และรายจ่ายจากดอกเบี้ยและการชำระคืนต้นเงินกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 157,691 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของ GDP) ขาดดุลสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 65,426 ล้านบาท "การขาดดุลการคลังของภาครัฐบาล ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 เป็นไปตามนโยบายการคลังของรัฐบาลในปีนี้ที่เป็นงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ นอกจากนี้การดำเนินมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยขยายตัวอย่างยั่งยืน Credit: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
8. โพลชี้ 'ญาญ่า-ณเดชน์-คริส หอวัง' พรีเซ็นเตอร์ขนมขบเคี้ยวได้ใจโจ๋ไทย
ไม่มีใครที่ไม่รู้จักดารา 3 ท่านนี้ ญาญ่า-ณเดชน์-คริส หอวัง ซึ่งแอแบคโพลก็ยกให้เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าที่โดนใจวัยรุ่น ทางเราทีมงาน toptenthailand ขอยกให้เป็นข่าวน่าสนใจอันดับที่ 8

เอแบคโพล เผยเด็กเยาวชนอายุตั้งแต่ 12-25 ปี ส่วนใหญ่หมดเงินซื้อขนมกรุบกรอบไม่เกิน 50 บาท นิยมกินมันฝรั่งทอดกรอบมากสุด ชอบสินค้าที่เพิ่มปริมาณหรือซื้อ 1 แถม 1 ส่วนพรีเซ็นเตอร์ขนมที่ชื่นชอบอันดับ 1 "ญาญ่า" อันดับ 2 "ณเดชน์" และอันดับ 3 "คริส หอวัง" ... เมื่อวันที่ 3 ต.ค.2555 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ เอแบคโพล เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง "ประมาณการจำนวนเงินที่เด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 12-25 ปี ใช้ซื้อขนมกรุบกรอบ" พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.5 มีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 50 บาท ร้อยละ 24.9 ระบุระหว่าง 51-100 บาท และร้อยละ 6.6 ระบุเกินกว่า 100 บาทขึ้นไป ส่วนประเภทขนมกรุบกรอบที่ชอบทานมากที่สุด พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 47.5 ระบุมันฝรั่งทอดกรอบ รองลงมาร้อยละ 16.1 ระบุปลาเส้น ร้อยละ 9.0 ระบุสาหร่ายทะเลทอดอบกรอบ ร้อยละ 6.5 ระบุเวเฟอร์ ร้อยละ 5.8 ระบุข้าวเกรียบ และรองๆ ลงไปคือ คุกกี้ ถั่วเคลือบรสต่างๆ แครกเกอร์ ขนมพองอบกรอบ และป๊อปคอร์น ตามลำดับ ขณะที่รูปแบบการส่งเสริมการขายที่ทำให้ชอบซื้อทาน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.6 ระบุเพิ่มปริมาณ ราคาเท่าเดิม ร้อยละ 51.4 ระบุ ซื้อ 1 แถม 1 ร้อยละ 27.5 ระบุลดราคาปริมาณเท่าเดิม ร้อยละ 22.4 ระบุแจกให้ชิม และรองๆ ลงไป คือ แถมของเล่น มีของแถม และส่งชิงโชค ตามลำดับ นอกจากนี้ การเลือกซื้อขนมกรุบกรอบมากที่สุด พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 32.6 ระบุ รสชาติ ร้อยละ 19.8 ระบุ ราคา ร้อยละ 14.1 ระบุยี่ห้อ ร้อยละ 8.1 ระบุหาซื้อง่าย และร้อยละ 6.3 ระบุโปรโมชั่น เช่น ซื้อ 1 แถม 1 และของแถม รองๆ ลงไป ได้แก่ คุณค่าทางอาหารที่ได้รับจากวัตถุดิบ ขนาดของบรรจุภัณฑ์ ความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ เห็นจากโฆษณา กรรมวิธีการผลิต เช่น ใช้การอบกรอบแทนการย่าง แทนการทอด และอื่นๆ เช่น มีการระบุจำนวนแคลอรี่ คำเตือนผู้แพ้อาหาร และข้อมูลสำคัญต่อสุขภาพอื่นๆ ตามลำดับ ทั้งนี้ ได้เจาะลึกกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มผู้ปกครอง พบว่า พรีเซ็นเตอร์ขนมกรุบกรอบที่ชื่นชอบมากที่สุดในกลุ่มวัยรุ่น อันดับที่ 1 คือ ญาญ่า อันดับที่ 2 คือ ณเดชน์ และอันดับที่ 3 คือ คริส หอวัง โดยพรีเซ็นเตอร์มีผลทำให้เกิดการจดจำแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือ และแรงจูงใจในการซื้อได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ปกครองกลับห่วงใยเรื่องของความอ้วน และคำเตือนเรื่องการแพ้อาหารที่เป็นส่วนของขนมกรุบกรอบ เช่น การแพ้ไข่ แพ้นม แพ้แป้งสาลี ที่ต้องการให้กลุ่มธุรกิจผู้ผลิตขนมกรุบกรอบให้แสดงความรับผิดชอบติดเครื่องหมายคำเตือนให้ชัดเจน และระบุวันเวลาที่หมดอายุให้ทราบชัดเจนอีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็กและเยาวชนยิ่งมีอายุเพิ่มสูงขึ้น ยิ่งมีความมั่นใจต่อ อย.ลดน้อยลง จากร้อยละ 83.7 ของช่วงอายุ 12-15 ปี มาอยู่ที่ร้อยละ 68.4 ในช่วงอายุ 16-19 ปี และร้อยละ 49.0 ในช่วงอายุ 20 -25 ปีที่มั่นใจ อย.ระดับมากถึงมากที่สุดในการกำกับดูแลผู้ผลิตขนมกรุบกรอบ นอกจากนี้ ร้อยละ 21.2 ดูส่วนผสม วันหมดอายุของขนมกรุบกรอบทุกครั้ง ในขณะที่ร้อยละ 58.1 ดูบางครั้ง และที่น่าห่วงคือ ร้อยละ 20.7 ไม่ดูเลย Credit: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่มา http://www.thairath.co.th
7. รองนายกฯ ควงผบ.ทบ.ลงใต้
ปัญหาที่สะสมมานานก็ต้องรอทางการแก้ ข่าวอันดับที่ 7 ยกให้กับข่าวนี้ที่ทางผู้ใหญ่ของบ้านเมืองให้ความใส่ใจไปเยี่ยมเยียน แก้ปัญหา กับพี่น้องสามจังหวัดชายแดน

รองนายกรัฐมนตรี พร้อม ผู้บัญชาการทหารบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปจังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ภาคใต้ ขณะที่ ผบ.ทบ.เรียกร้องประชาชนอย่ายอมทำตามคำข่มขู่ แนะให้รวมตัวกันขายของวันศุกร์ จะส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปดูแลวันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 25 พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตรืการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กปต. พร้อมด้วย นายภานุ อุทัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปจังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ไปดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เนื่องจากเดือนตุลาคมมีวันสำคัญในอดีตหลายเหตุการณ์ จึงกำชับให้ระมัดระวังมากขึ้น นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเป็นห่วงคำขู่ของคนร้ายที่ไม่ให้ขายของในวันศุกร์ ซึ่งต้องเร่งทำความเข้าใจ โดยตนเองได้สั่งการไปยังแม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว ซึ่งการทำให้พื้นที่ปลอดภัย นอกจากปัจจัยความพร้อมของตัวบุคคล ต้องอาศัยอุปกรณ์ในการตรวจสอบพื้นที่ที่ทันสมัยด้วย ขณะเดียวกัน ขอให้ประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันประณามและอย่ายอมฟังคำข่มขู่ของผู้ก่อความไม่สงบ เพราะหากหยุดขายของจะทำให้ขาดรายได้ และ รู้สึกว่าบ้านเมืองไร้กฎหมาย ดังนั้นให้รวมตัวกันแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะไปขายของที่ใด เจ้าหน้าที่จะไปดูแลความปลอดภัยให้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนขององค์กรสิทธิมนุษยชน ที่ไม่ใช่ของทางราชการ ควรไปศึกษายุทธศาสตร์การแก้ปัญหาทั้ง 9 ข้อของรัฐบาล ก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ ขณะที่การรักษาความปลอดภัยของครูในพื้นที่ยังเป็นตามปกติ ไม่ต้องปรับแผน และคงไม่สามารถให้เจ้าหน้าที่ประจำตามเส้นทางได้ทั้งหมดจนถึงที่หมาย เพราะกำลังมีไม่เพียงพอ ซี่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับครู มักเกิดจากการออกนอกเส้นทางที่กำหนด หรือคิดว่าเป็นคนในพื้นที่จึงชะล่าใจ สำหรับการเข้าพบของ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวานนี้ ที่กองทัพบกนั้น ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมเพราะถือเป็นการให้เกียรติกัน ระหว่างทหารกับตำรวจ ที่ซึ่งผ่านมาก็มีการพบปะพูดคุยการทำงานร่วมกันอยู่แล้ว Credit: ครอบครัวข่าวสาม ที่มา: http://www.krobkruakao.com/
6. นราธิวาส-บุกยิงผู้ใหญ่บ้านรือเสาะตายคาบ้าน
สำหรับอันดับที่ 6 ยกให้กับปัญหาเรื้อรังในสามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นเรื่องน่าเศร้าทุกครั้งที่เราได้ยินข่าวว่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำไมต้องมาทำร้ายกันด้วยเหตุผลในเรื่องของความเชื่อ

โจรใต้บุกยิงผู้ใหญ่บ้านรือเสาะเสียชีวิตคาบ้านพัก ก่อนหลบหนีฉกปืนไปด้วย 1 กระบอก เหตุเกิดเมื่อเวลา 07.00 น.วันนี้ ( 3 ต.ค.) ขณะที่นายอนันต์ อาหะแม อายุ 46 ปี ผู้ใหญ่บ้านตาเปาะ ม.7 ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และนางซีตีตีเมาะ อาหะแม อายุ 43 ปี ภรรยา อยู่ที่บ้านซึ่งเปิดเป็นร้านขายอาหาร กำลังเปิดร้าน ได้มีคนร้าย 2 คน ขี่รถ จยย.มาจอดหน้าร้าน จากนั้นได้เดินมานั่งที่โต๊ะ ฝ่ายภรรยาจึงตะโกนถามเป็นภาษายาวีว่าจะกินข้าวแกงอะไร ส่วนสามีก็ถามสวนไปว่าแล้วจะดื่มน้ำชาหรือกาแฟ ทันใดนั้น 1 ใน 2 คนร้ายได้ชักอาวุธปืนพกสั้นออกมาจากเอว สามีเห็นจึงได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในห้องโถงเพื่อจะไปหยิบอาวุธปืนลูกซองยาวยิงต่อสู้กับกลุ่มคนร้าย แต่คนร้ายวิ่งตามไปใช้อาวุธปืนยิงใส่สามี 6 นัดซ้อน จนล้มทั้งยืน ท่ามกลางชาวบ้านที่นั่งกินข้าวแกงและน้ำชาเกือบ 10 คน ต่างพากันวิ่งหลบหนีออกจากร้าน และก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีได้หยิบอาวุธปืนลูกซองยาว 5 นัด ของสามีไปด้วย 1 กระบอก เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ เชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เนื่องจากผู้ตายได้ประกาศจะร่วมต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอบายมุข และสิ่งชั่วร้ายทุกชนิดในพื้นที่ให้หมดไป เพื่อต้องการสร้างหมู่บ้านให้เป็นพื้นที่สีเขียว Credit : ครอบครัวข่าวสาม ที่มา: http://www.krobkruakao.com/
5. พ่อรับศพพริตตี้นำชุดขาวที่ลูกชอบมาให้ใส่
การศัลยกรรมในปัจจุบันถือเป็นแฟชั่นที่กำลังมาแรงจากฝั่งเกาหลีสู่ประเทศไทย ใครๆก็อยากมีรูปร่างหน้าตาที่ดีขึ้น แน่นอนความสวยงามนั้นก็แฝงไปด้วยภัยเงียบที่เราอาจคาดไม่ถึง อันดับที่ 5 ยกให้เรื่องน่าเศร้าของครอบครัวคุณพริตตี้ที่ต้องเสียลูกสาวไป

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่สถาบันนิตเวชฯ รพ.จุฬา นาย ละเมียด เขตขันฑ์ พร้อมด้วยน.ส.ระเบียบ ผินกลับ พ่อและแม่ของน.ส.อาทิตยา เอี่ยมใหญ่ หรือน้องกระแต พริตตี้สาววัย 33 ปี ที่มีอาการช็อกหมดสติ สมองขาดออกซิเจนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หลังเข้ารับการทำศัลยกรรมฉีดฟิลเลอร์เข้าสะโพกกับหมอเถื่อน ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านลาดพร้าว ที่เสียชีวิตเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังพักรักษาตัวอยู่กว่าครึ่งเดือน โดยทางครอบครัวเดินทางมายื่นเอกสารเพื่อขอรับศพหลังถูกนำมาตรวจพิสูจน์ที่รพ.จุฬาฯ นาย ละเมียด เปิดเผยว่า วันนี้ตนและภรรยาได้นำเสื้อผ้าชุดสีขาวที่ลูกสาวชอบมาเปลี่ยนให้ เนื่องจากลูกสาวเป็นคนชอบทำบุญ ถือศีลกินเจ และเคยบวชชีพราหมณ์อยู่หลายครั้ง โดยวันนี้ได้ประสานกับทางวัดมงคลประชารามต.คลองโย อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นเวลา 5 วัน โดยจะมีพิธีรดน้ำศพเวลา16.00 น.วันเดียวกัน และมีพิธีฌาปนกิจช่วงเย็นของวันที่ 7 ต.ค.นี้ โดยตนได้คุยกับทางนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ว่าจาร่วมงานในวันประกอบพิธีฌาปนกิจด้วย เบื้องต้นยังไม่ได้รับการติดต่อจากนาย ธนัช ณัชวีระกุล หรือ "หมอป๊อป"ว่าจะมาร่วมงานศพแต่อย่างใด ทั้งนี้ตนไม่มีอะไรจะพูดถึงคู่กรณีทั้งนั้น เพราะกลัวจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ส่วนเรื่องคดีได้มอบหมายให้ทางทนายของครอบครัวเป็นคนดำเนินการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีหรือว่าจะเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด Credit: เดลินิวส์ ที่มา: http://www.dailynews.co.th/
4. เปิดใจราชบัณฑิตฯ “อยากเขียนแบบผิดๆ ก็เรื่องของพวกคุณ”
การเปลี่ยนแปลงทางภาษานั้นมีความยากพอๆกับการเรียนรู้ภาษาใหม่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่อันดับที่ 3 ทางทีมงาน toptenthailand จะยกให้กับเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้

โล่งอก! กันไปทั้งประเทศเมื่อท้ายที่สุดทางราชบัณฑิตยสถานก็ยอมล่าถอย หยุดโปรเจกต์ “แก้ไขคำยืมทั้งหมด 176 คำ” ลงเสียที เนื่องจากทานกระแสคัดค้านอย่างหนักหน่วงจากภาคประชาชนไม่ไหว หลายคนรับไม่ได้ที่ต้องเห็นคำที่เขียนกันจนคุ้นชินอย่าง “คอมพิวเตอร์” ต้องแปรเปลี่ยนเป็น “ค็อมพิ้วเต้อร์”, “คอร์ด” ต้องกลายเป็น “ขอร์ด” หรือคำว่า “เทคโนโลยี” ที่ต้องเติมแต่งเครื่องหมายให้ออกเสียงได้อย่างถูกต้องตามหลักเป็น “เท็คโนโลยี่” ฯลฯ พานให้เกิดกระแสสังคมตอบกลับมาแรงๆ ว่า “ทำไปเพื่ออะไร-ไร้สาระ-เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม?” วันนี้คนต้นคิดอย่าง ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตฯ สำนักศิลปกรรม ประเภทวรรณศิลป์ สาขาภาษาไทย พร้อมเปิดใจ ถามตอบทุกข้อสงสัยอยู่ตรงนี้แล้ว จู่ๆ อะไรดลใจให้ลุกขึ้นมาปฏิวัติการเขียนครั้งใหญ่ขนาดนี้? ไม่ใช่ว่าเพิ่งลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงนะคะ จริงๆ แล้วกรรมการราชบัณฑิตฯ มีมติเรื่องนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว เพียงแต่ว่าเรายังไม่ได้พิมพ์พจนานุกรมเล่มใหม่ ก็เลยยังไม่ได้แก้ไขอย่างเป็นทางการ แต่ในพจนานุกรมฉบับเดิมนั้นก็มีคำทับศัพท์กว่า 200 คำแล้วที่ใส่วรรณยุกต์และเขียนได้ถูกต้อง นี่ก็เหลือแค่คำไม่กี่คำที่ยังไม่ได้แก้ ยังไม่ได้ใส่วรรณยุกต์ ก็เลยคิดว่าจะแก้ให้เสร็จไป ทางเราเองทำงานตรวจสอบและแก้ไขคำผิดมาตลอด ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเพิ่งจะมาเป็นประเด็นอะไรกันในสังคมตอนนี้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถึงได้มีคนลุกขึ้นมาโวยวายอะไรกันนักกันหนา ก็แปลกดีเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย แค่เรื่องเขียนหนังสือให้ถูกต้อง ทำไมไม่บัญญัติคำที่ถูกต้องไปตั้งแต่แรก มาแก้ให้จำใหม่ทีหลังยิ่งยาก? ตอนแรกเรายังไม่แน่ใจไงคะว่าจะเขียนยังไงจึงจะถูกต้อง เพราะมันเป็นคำที่รับมาจากต่างประเทศ เลยใช้แบบนั้นไปพลางๆ ก่อน แต่ยอมรับว่าก็ใช้กันมานานพอสมควร มาถึงตอนนี้ ทุกคนสามารถออกเสียงได้ตรงกันแล้ว เสียงไม่เปลี่ยนแล้ว ก็ควรจะเขียนให้ถูกด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ คำว่า “เฟซบุ๊ก” ทุกคนก็ออกเสียงได้ตรง ไม่มีใครออกว่า “เฝด-บุก” ในเมื่อเรามีระบบการเขียนตามอักขรวิธีที่ถูกต้องของเราอยู่ เราก็แค่เขียนให้มันตรงกับที่ออกเสียงมา มันก็เท่านั้นเอง เราเป็นมนุษย์นี่คะ จะให้เรารู้ทุกอย่างทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์มันคงเป็นไปไม่ได้ เราไม่ใช่พระพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ได้ทุกอย่าง มันก็ต้องมีผิดบ้าง-พลาดบ้าง ตอนที่ยังไม่รู้ว่าผิดก็ทำตามที่เข้าใจว่าถูกไปก่อน แต่พอเวลามันผ่านไป รู้แล้วว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็ลงมือแก้ไข มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนี่คะ ไม่ใช่ว่ารู้ว่าผิดแล้วยังจะดึงดันไม่แก้ ถ้าเป็นอย่างนั้นน่ะเสียหาย อย่างคำว่า “วงศ์” เมื่อก่อนก็มีทั้งคนที่เขียนว่า “วงษ์” และ “วงศ์” เราก็ประกาศแก้ไขให้เขียนว่า “วงศ์” เป็นมาตรฐานเดียวกันหมดและใช้กันมาถึงทุกวันนี้ ครั้งนี้ก็เหมือนกันค่ะคำยืมที่ประกาศก็มีแค่ร้อยกว่าคำ คนอาจจะตกใจว่ามันเยอะ แต่จริงๆ แล้วเทียบกับคำทั้งหมดเป็นหมื่นๆ คำในภาษาไทย มันแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ ถ้าประกาศใช้ตามนั้นจริงๆ ก็จะสร้างความสับสนให้สังคมอย่างมาก เพราะทุกคนเขียนแบบเดิมจนชินแล้ว ถึงใช้กันมานานแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่ามันถูกต้องนี่คะ ต้องถามว่าคุณจะเลือก “ความเคยชิน” หรือ “ความถูกต้อง” ถ้าใช้ด้วยความเคยชินแต่มันผิด แล้วทำไมไม่แก้ให้มันถูกล่ะคะ เคยทำมาผิดๆ แล้วจะปล่อยให้ผิดต่อไปอย่างนั้นหรือ หรือว่าเห็นว่าผิดแล้วก็ควรแก้ให้ถูกต้อง ตามที่ควรจะเป็น ถ้าเรายังจะใช้แบบผิดๆ กันต่อไปแบบนี้อีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เด็กเล็กที่ต้องเรียนหนังสือก็จะอ่านคำผิดๆ เหล่านั้นไม่ถูก อ่านไม่ออก เราจะปล่อยให้เด็กๆ จดจำสิ่งผิดๆ จากที่ผู้ใหญ่ทำเอาไว้และใช้กันต่อไปอย่างนั้นเหรอคะ สำหรับคนที่คัดค้าน อยากให้ลองถามตัวเองดูสิคะว่า มีเหตุผลดีๆ สักข้อไหมที่จะไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ที่เห็น-ที่เป็น-ที่ใช้กันอยู่ มันผิดตรงไหน? ถ้าคุณออกเสียงว่า “สะ-นุ้ก-เก้อ” คุณก็ต้องเขียนว่า “สะนุ้กเก้อร์” จะมาเขียน “สนุกเกอร์” มันก็ออกเสียงว่า “สะ-หนุก-เกอ” น่ะสิคะ มันไม่ถูกต้อง ภาษาเรามีกฎของเราอยู่ อาจารย์ท่านวางรูปแบบไว้ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว มีทั้งอักษรสูง-กลาง-ต่ำ มีสระสั้น-ยาว มีวรรณยุกต์ที่ผสมออกมาเป็นคำ ถ้าผสมอย่างถูกต้อง ทุกคนก็สามารถออกเสียงได้เหมือนกันหมด จะอยู่เหนือจดใต้ อยู่สุไหงโก-ลก ก็ออกเสียงเหมือนกันได้หมด แล้วทำไมเราไม่รักษากฎกันล่ะคะ ทำไมไปเอาความเคยชินที่ผิดๆ มาเป็นบรรทัดฐาน มันเป็นหน้าที่ของราชบัณฑิตฯ อยู่แล้วที่จะต้องคอยดูแลภาษาให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ไม่เปลี่ยนไปในทางเสื่อม แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราเขียนภาษาต่างประเทศโดยไม่ใส่เครื่องหมายกำกับ ทั้งการสะกดการันต์ การใส่พยัญชนะ วรรณยุกต์ทั้งหมด เขียนผิดๆ ก็เป็นการทำลายระบบอักขรวิธีของเราเอง ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เราทุกคนเรียนกันมาตั้งแต่ ป.1-ป.2 แล้ว อ่านออก-สะกดถูก-ผันวรรณยุกต์กันได้ แต่พอมาเขียนกลับเขียนไม่ถูก เขียนไม่ตรงกับเสียง เราใช้แบบผิดๆ กันมานานมากแล้ว มันก็น่าจะปรับให้ถูกต้อง แค่นั้นเอง อย่างคำว่า “คอมพิวเตอร์” ถึงจะมาจากภาษาอังกฤษ แต่เมื่อเอามาเขียนด้วยตัวอักษรไทย ในประโยคภาษาไทย ก็ต้องเขียนให้ถูกตามหลักภาษาไทย ถ้าออกเสียงว่า “ค็อม-พิ้ว-เต้อ” ก็ต้องเขียนว่า “ค็อมพิ้วเต้อร์” หรือถ้าออกเสียงว่า “คอม-พิว-เตอ” ก็ต้องเขียนว่า “คอมพิวเตอร์” ถ้าเขียนกันถูกต้องตามเสียงที่ออกมา มันจะทำให้การเรียนการสอนง่ายขึ้นด้วย คนส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้วว่าคำคำนั้นออกเสียงยังไง จะเขียนเหมือนเดิมหรือเขียนแบบใหม่ ก็ไม่น่าจะใช่ประเด็น แล้วคนที่เขาไม่รู้คำภาษาอังกฤษล่ะคะ เขาไม่รู้หรอกว่าคำว่า “คอมพิวเตอร์” ต้องออกเสียงว่า “ค็อม-พิ้ว-เต้อ” เขาก็จะอ่านตามตัวสะกดเป็น “คอม-พิว-เตอ” ไปโดยเฉพาะเด็กต่างชาติที่มาเรียนภาษาไทย เขาเจอคำแบบนี้เยอะมากแล้วเขาก็อ่านไม่ออก ไม่เข้าใจ อ่านออกมาก็ผิดหมด เด็กต่างชาติหลายคนถามเลยว่า เขียนว่า “เรดาร์” ทำไมให้อ่านว่า “เร-ด้า” ทำไมไม่ให้อ่านว่า “เร-ดา” ตามตัว เขาเรียนมาว่า “ด เด็ก + สระอา” ต้องอ่านว่า “ดา” มันก็เลยเป็นปัญหามากสำหรับเด็กต่างชาติ พูดอย่างนี้ อาจถูกมองว่าใส่ใจความรู้สึกชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยด้วยกันเอง? ไม่ใช่ว่าสนใจเด็กต่างชาติมากกว่าเด็กไทยนะคะ นั่นเป็นแค่เหตุผลหนึ่ง เพราะวัตถุประสงค์หลักของเราก็คือภาษาไทยเพื่อคนไทย เพื่อคนที่ใช้ภาษาไทยนี่แหละค่ะ เราต้องรักษาไว้ไม่ให้ภาษาถูกทำลาย ซึ่งเขียนกันอย่างทุกวันนี้มันคือการทำลาย มันป่วนไปหมด เขียนอีกแบบแล้วไปออกเสียงอีกแบบ คนที่ไม่เข้าใจก็จะสับสนว่าเมื่อไหร่จะต้องออกเสียงโท-เสียงเอก เขียนโดยที่ไม่บอกวรรณยุกต์ ไม่บอกอะไรเลย แล้วให้รู้ให้จำเองเนี่ย มันจะถูกได้ยังไงล่ะคะ ก็เหมือนเรามีช้อนส้อมวางอยู่ที่โต๊ะ มีเครื่องมือให้พร้อมอยู่แล้วทุกอย่างในการกิน แต่ถ้าคุณอยากลำบาก คุณก็เปิบมือ ใช้ปากกินไปก็ได้ค่ะ แต่ถามว่าในเมื่อเรามีเครื่องมือทางภาษาที่ดีอยู่แล้ว แล้วทำไมเราต้องหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้ด้วยล่ะคะ พอไม่ใช้แล้วมันก็ป่วนไปหมด เขียนก็ไม่ถูก อ่านก็ไม่ถูก แล้วยังจะดื้อใช้ต่อไปอีก ทำไมยังต้องดื้อแพ่งต่อไปอีก ก็อยากรู้เหมือนกันค่ะว่ามีเหตุผลอะไรที่จะไม่ใช้สิ่งที่ถูกต้อง ขอเหตุผลดีๆ สักข้อหนึ่งสิคะ อยากรู้จริงๆ ภาษาไทยของเราเป็นภาษาที่มหัศจรรย์มาก เราสามารถเขียนทุกคำพูดให้ตรงตามที่ออกเสียงได้แบบไม่ผิดเพี้ยนเลย แล้วทำไมเราต้องทิ้งคุณสมบัติดีๆ เหล่านี้ไปด้วยล่ะคะ เราจะไปเขียนตามภาษาอื่นที่เขาไม่มีวรรณยุกต์ ไม่มีสระที่แน่นอน จะไปเขียนเละเทะตามเขา ให้ทำลายภาษาของเราเองทำไม เรามีหลักของเราอยู่ เราก็ควรจะรักษาหลักเอาไว้ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่อาจจะยากสำหรับเด็กไทย เพราะเด็กไทยอ่อนเรื่องการผันวรรณยุกต์มาก เขียน “นะคะ” กับ “ค่ะ” ยังสลับกันเป็น “นะค่ะ” อยู่เลย แต่ยิ่งคุณไปเอาภาษาเละๆ มาใช้ในภาษาเรา มันก็จะยิ่งยากเข้าไปใหญ่ การรักษากฎภาษาเราเอง มันไม่ยากหรอกค่ะ วรรณยุกต์ไทยมันก็มีแค่ 5 เสียงเท่านั้น จะจำไม่ได้กันเลยหรือ มันยากนักหนาหรือสำหรับเด็กไทยที่จะเรียน มันไม่ยากหรอกค่ะ แต่ในทางตรงข้าม ยิ่งเราไปเขียนไม่ตรงวรรณยุกต์ มันยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เด็กก็ยิ่งจะไม่รู้ว่าจะเขียนยังไง จะออกเสียงกันยังไง ยิ่งเสียหายไปกันใหญ่เลยคราวนี้ ที่คนส่วนใหญ่รับการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะมองว่าใส่วรรณยุกต์กำกับมากไป ทำให้ดูรก บั่นทอนความสวยงามของภาษาลงไปอีก คำทับศัพท์ที่ตั้งใจจะให้เขียนแบบใหม่ทั้งหมด 176 คำ มันก็เหมือนคำทุกคำที่อยู่ในภาษาไทยนั่นแหละค่ะ คำว่า “แม่” “บ้าน” “พี่น้อง” ก็มีวรรณยุกต์ทั้งนั้น แค่เพิ่มคำเหล่านี้เข้าไปในประโยคนิดหน่อย มันคงไม่ทำให้ดูรกเพิ่มขึ้นหรอกค่ะ ถ้าบอกว่าใส่ไม้เอก-ไม้โท เพิ่มลงไปในคำฝรั่งพวกนี้แล้วมันไม่สวย มันรกหูรกตา ก็แสดงว่าคุณต้องเลิกใช้วรรณยุกต์ทั้งหมดทุกคำที่มีอยู่สิคะ ส่วนตัวแล้วมองว่ามันสวยจะตาย มันคือเครื่องมือทางภาษาของเรา ทำไมเราต้องไปตามชาติอื่นที่เขาไม่มีวรรณยุกต์กำกับด้วยล่ะคะ มันเรื่องอะไร สุดท้ายแล้ว สังคมก็ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และราชบัณฑิตฯ ก็ยุติการแก้แล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง? ส่วนตัวก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับกระแสสังคมอยู่แล้ว รู้สึกเฉยๆ ค่ะ ภาษาเนี่ยนะคะ มันเป็นเรื่องของสังคม สังคมคือคนส่วนใหญ่ คนทุกคนไม่ได้พูดเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีถูกบ้าง-ผิดบ้าง ทุกคนก็มีความเห็นของตัวแต่เราแค่ออกมาบอกสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราบอกแล้ว คุณยังไม่อยากรับเอาสิ่งที่ถูกต้อง มันก็เป็นเรื่องของคุณ ทุกวันนี้ก็มีคนเขียนหนังสือผิดอีกมากมาย ตามหน้าหนังสือพิมพ์เองก็มีออกเยอะแยะไป ถ้าคุณอยากทำตามสิ่งที่ถูก ก็ทำตาม แต่ถ้าไม่อยากทำตาม ก็ทำสิ่งที่ผิดไป ก็เท่านั้นเอง มันเป็นเรื่องของคุณค่ะ เครดิต: ผู้จัดการออนไลน์ ที่มา: http://www.manager.co.th
3. นครสวรรค์-ผงะ!! พระเผาศพทารกนับร้อยชีวิต
อันดับที่ สาม ทางทีมงาน toptenthailand ขอยกให้ข่าวปัญหาทางสังคมที่นับวันจะเป็นเรื่องที่มีความรุนแรงขึ้น คือปัญหาการทำแท้ง หรือการทำร้ายเด็กทารกไม่ว่าทางตรงหรืออ้อมจากความไม่รับผิดชอบของคนบางกลุ่ม ซึ่งทีมงานเราขอไว้อาลัยกับทารกที่มีโอกาสลืมตาบนโลกนี้ได้ไม่นาน

วัดวรนาถบรรพต เทศบาลนครนครสวรรค์ จัดพิธีเผาศพทารกกว่า 100 ศพ ต้องใช้เวลานานกว่า 10 ชั่วโมงจึงจะเผาหมด พระเผยเป็นศพไร้ญาติที่ รพ.ขอให้ช่วยจัดพิธีทางศาสนาให้ในวันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ผู้สื่อข่าวซึ่งไปร่วมงานศพชาวบ้านรายหนึ่งที่วัดวรนาถบรรพต (วัดกบ) เขตเทศบาลนครนครสวรรค์ ได้พบเห็น พระภิกษุและสามเณร กว่า 10 องค์ กำลังช่วยกันนำโลงศพ 4 โลง และถุงพลาสติกขนาดใหญ่อีกหลายถุงขึ้นเมรุวัด เพื่อเตรียมเผา ด้วยความสงสัยว่าเผาศพใคร ทำไมไม่มีญาติมาร่วมงาน จึงได้เข้าไปสังเกตการณ์ดูใกล้ๆ ถึงกับต้องผงะ เมื่อสิ่งที่เห็นอยู่ภายในถุงพลาสติก เป็นซากอวัยวะชิ้นส่วนของมนุษย์ ทั้งมือ แขน ขา ในสภาพมีกลิ่นเน่าเหม็น ส่วนภายในโลงศพ พบถุงพลาสติกหลายถุงบรรจุซากศพทารกมากมายเกิน 100 ศพ อีกทั้ง ยังมีศพมนุษย์วัยกลางคนอีก 2 ศพด้วย โดยจากการสอบถามพระและเณรในเบื้องต้น ทราบว่า ศพและอวัยวะของมนุษย์ เป็นของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ ส่งมาให้เผาทำลาย ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 10 ชั่วโมง จึงจะเผาหมด จากการสอบถามอย่างละเอียด ได้รับคำตอบจากพระแอ็ดว่า ศพที่เห็นทั้งหมด จำนวน 121 ศพ เป็นศพไร้ญาติที่ทางโรงพยาบาลเก็บรวบรวมไว้ภายในห้องแช่เย็นมานานกว่า 6 เดือน โดยศพผู้ใหญ่ 2 ศพ เป็นศพที่เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนศพทารกวัย 1-2 วัน อีกจำนวน 119 ศพ บางส่วนเป็นเสียชีวิตในครรภ์มารดา แต่แม่ของเด็กมีฐานะยากจน จึงขอร้องทางโรงพยาบาลให้ช่วยทำบุญทางศาสนาให้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเด็กแรกเกิดที่มาคลอดก่อนกำหนดและเสียชีวิตเช่นกัน แต่ผู้เป็นแม่กลับหลบหนีออกจากโรงพยาบาล ไม่สามารถติดต่อหรือติดตามได้ จึงจำเป็นต้องนำศพเด็กเหล่านี้ มาเก็บไว้เพื่อรอการจำหน่ายให้ทางวัดจัดการตามพิธีทางศาสนาพุทธ ขณะที่ชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์ เป็นของผู้ที่เกิดโรค เช่น เบาหวาน หรือเกิดอุบัติเหตุ จนต้องถูกตัดอวัยวะดังกล่าวทิ้ง ซึ่งซากมนุษย์ทั้งหมดที่นำมาเผาทำลายนี้ จะมีการเก็บเถ้าอัฐิ นำไปทำพิธีลอยอังคารที่บริเวณต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงวันออกพรรษาต่อไป อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ในรอบ 6 เดือน ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ มีทารกที่เสียชีวิตจากการคลอดก่อนกำหนด และเสียชีวิตภายในครรภ์มารดา ถึง 119 คน ซึ่งจากข้อมูลเชิงลึก ยิ่งทำให้น่าตกใจด้วยว่า นอกจากจะมีเด็กทารกที่เสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ในแต่ละปี ยังมีเด็กที่ไม่เสียชีวิต แต่ถูกมารดาวัยรุ่นใจร้าย คลอดทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลอีกเป็นจำนวนมากด้วย Credit คอบครัวข่าว 3 ที่มา http://www.krobkruakao.com/
2. ศูนย์เตือนภัยพิบัติย้ำเตือนพายุ"แกมี"ผ่านไทย
สำหรับอันดับสองนี้ทางทีมงาน toptenthailand ขอยกให้กับเรื่องภัยไกล้ตัว ซึ่งคือภัยธรรมชาติที่กำลังจะเข้ามายังประเทศไทย ตอนนี้ประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องระวังภัยธรรมชาติกันนะครับ

ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ คาดการณ์ พายุ"แกมี"อาจอ่อนกำลังเป็นดีเปรสชั่นเมื่อผ่านประเทศไทย แต่ยังต้องเฝ้าระวังที่จังหวัดชัยภูมิ สระแก้ว และปราจีนบุรี ที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วม ขณะที่ กทม.เชื่อว่าสามารถระบายน้ำได้ทัน นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในภาพรวมขณะนี้ หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายอย่างต่อเนื่อง ส่วนพายุโซนร้อน "แกมี" ที่พาดผ่านเวียดนามอยู่ในขณะนี้ จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยในทางอ้อม ซึ่งตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และตอนล่าง โดยเฉพาะ จังหวัด.ชัยภูมิ ที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ รวมถึง สระแก้ว และปราจีนบุรี จึงขอเตือนประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อพายุโซนร้อน "แกมี"พาดผ่านประเทศไทย จะอ่อนตัวเป็นพายุดีเปรสชั่น หรือ อาจเป็นเพียงหย่อมความกดอากาศต่ำเท่านั้น และจะส่งผลต่อประเทศไทย บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนกลาง และตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึง กทม. โดยจะมีฝนตกต่อเนื่องทั้งวัน ในปริมาณที่ไม่มาก หรือไม่เกิน 60 มิลลิเมตร ดังนั้น การระบายน้ำ ในพื้นที่กทม. น่าจะรับมือได้ ประกอบกับ ระหว่างวันที่ 5 - 15 ตุลาคมนี้ ระดับน้ำทะเลลดลงต่ำสุด ดังนั้นการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยจะทำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยเก็บขยะมูลฝอยตามคูคลอง ไม่ให้กีดขวางทางระบายน้ำ หรือ แจ้ง เรื่องร้องเรียนผ่านทางสายด่วน 1111 กด 5 ได้ สำหรับการเตือนภัยน้ำท่วมขณะนี้ยังเป็นการเฝ้าระวัง จึงมีการเตือนล่วงหน้าได้ในเวลา 24 ชั่วโมง และจะเพิ่มระดับความเข้มข้นของการเตือนภัยมากขึ้น หากเห็นว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการเพิ่มเครื่องสูบน้ำ ในพื้นที่ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ เพื่อระบายน้ำลงคลองรังสิตประยูรศักดิ์ และเตรียมเรือผลักดันน้ำ 26 ลำ ผลักดันน้ำลงสู่อ่าวไทย และในเวลา 15.00 น. จะมีการประชุมคณะทำงาน โดยเชิญผู้รับผิดชอบพื้นที่ด้านตะวันตกของ กทม. อาทิ หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง เข้ารับทราบสถานการณ์ เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันในการรับมือกับสถานการณ์น้ำ และพายุ "แกมี"ที่กำลังจะพาดผ่านประเทศไทย Credit: ครอบครัวข่าว 3 ที่มา: http://www.krobkruakao.com/
1. องคมนตรีเชิญดอกไม้พระราชทาน ถวายสมเด็จพระสังฆราช
สำหรับข่าวอันดับหนึ่งต้องยกให้กับลข่าวที่องคมนตรี เชิญดอกไม้พระราชทาน ถวายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติพระชันษา 99 ปี วันนี้เวลา 09.15 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เชิญแจกันดอกไม้พระราชทาน ถวายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายก ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 3 ตุลาคม 2555 ซึ่งปีนี้ทรงเจริญพระชันษา 99 ปี โอกาสเดียวกันพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ผู้แทนพระองค์เชิญแจกันดอกไม้ไปถวายด้วย รวมทั้งพุทธศาสนิกชน ศิษยานุศิษย์ และประชาชนทั่วไปได้ไปลงนามถวายพระพร ซึ่งจะเปิดให้ลงนามได้จนถึงวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ในโอกาสนี้ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บำเพ็ญพระราชกุศลถวายด้วย ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายก ประสูติเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2456 ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ 19 ของกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นพระมหาเถระที่ทรงภูมิธรรม ทั้งด้านปริยัติธรรม และด้านปฏิบัติ ที่ยังประโยชน์ต่อศาสนาและพุทธศาสนิกชน ทั้งนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดหน่วยแพทย์พิเศษมาตรวจรักษาภิกษุสามเณร แม่ชี และประชาชนทั่วไป และมีการออกโรงทานแก่ทุกคน ที่มาร่วมงานเพื่อถวายเป็นพระกุศล และที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดโครงการ "พุทธศาสนิกชนชาวไทย ร่วมใจบริจาคโลหิต ฉลองพระชันษา 99 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" เพื่อเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระกุศล ตลอดเดือนตุลาคม 2555 ทั้งเพื่อกระตุ้นให้มีการบริจาคโลหิตเป็นประจำสม่ำเสมอ ช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนโลหิตในช่วงปิดภาคเรียน ผู้ที่ไปบริจาคโลหิตจะได้รับโปสการ์ดพระรูปสมเด็จพระสังฆราช

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น