10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 255

update :26/11/2013 19:14
views : 1140
ที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555"
เครดิต : เรียบเรียงโดย toptenthailand
10. แม่มะกันอุ้มลูกชายวัย 2 ขวบชมหมาป่า พลัดตกกรง ถูกรุมฟัดดับ
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน สำนักข่าวบีบีซีรายงานเรื่องน่าสลดใจเกิดขึ้นที่สวนสัตว์ในรัฐเพนซิลวาเนีย หลังคุณแม่วัย 34 ปี อุ้มลูกชายวัย 2 ขวบ ชูสูงติดขอบลูกกรงเพื่อชมหมาป่าแอฟริกา แต่เด็กน้อยกลับพลัดตกลงไปในกรง จนถูกฝูงหมาป่ารุมฟัดดับอนาถ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วง 11.45 น. ของวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่สวนสัตว์และอุทยานสัตว์น้ำพิตส์เบิร์ก ในรัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐฯ เหยื่อคือเด็กชายวัย 2 ชวบ ไม่เปิดเผยนาม ซึ่งมาเที่ยวที่สวนสัตว์พร้อมกับคุณแม่และญาติ ๆ โดยในเวลาเกิดเหตุ คุณแม่พาเด็กชายไปดูหมาป่าแอฟริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ และอุ้มลูกชายขึ้นชิดขอบรั้ว ซึ่งยังมีตาข่ายกั้นอยู่อีกชั้น แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อลูกชายเกิดพลัดตกลงไปในกรง หมาป่าทั้ง 11 ตัวด้านในตรงเข้ามารุมฟัดเด็กชาย ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้เป็นแม่และผู้เห็นเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่สวนสัตว์มาถึงที่เกิดเหตุในเวลาต่อมา ยิงลูกดอกเข้าใส่กลุ่มหมาป่า ทำให้กลุ่มหมาป่าแตกฝูงไป 7 ตัว แต่ตัวที่เหลือยังคงรุมทึ้งเด็กชายต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาถึงภายหลังตัดสินใจยิงกระสุนเข้าใส่หมาป่าตัวที่มีอาการก้าวร้าวที่สุดจนเสียชีวิต จึงสามารถเข้าไปกู้ร่างเหยื่อได้ แต่ก็ไม่ทันการณ์ เด็กชายเสียชีวิตเสียแล้ว อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่าเด็กชายเสียชีวิตเพราะถูกฝูงหมาป่าแอฟริการุมกัด หรือว่าเสียชีวิตตั้งแต่ตอนที่ตกลงจากรั้วสูง 11 ฟุตกันแน่ ส่วนรั้วตาข่ายที่ขึงไว้เหนือลูกกรงคอกของหมาป่านั้น ทางสวนสัตว์ระบุว่า เป็นตาข่ายที่ขึงเพื่อป้องกันวัตถุชิ้นเล็ก ๆ อย่างเช่น กล้องถ่ายรูป ไม่ให้ร่วงหล่นลงไปในกรงเท่านั้น ไม่สามารถรับน้ำหนักตัวคนได้ อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุทางสวนสัตว์ได้ประกาศปิดทำการอย่างไม่มีกำหนดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หมาป่าแอฟริกา เป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์จากทางตอนใต้ของแอฟริกา เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 80 ปอนด์ (ราว 36 กิโลกรัม) ลำตัวยาวประมาณ 100 เซนติเมตร มีนิสัยก้าวร้าว ดุร้าย หากินเป็นฝูง และนับเป็นผู้ล่าที่ประสบความสำเร็จในการล่าเหยื่อสูง แม้เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ปกครองที่พาบุตรหลานเล็ก ๆ ไปเที่ยวชมสวนสัตว์ได้เป็นอย่างดี ว่าไม่ควรให้เด็กอยู่ชิดริมขอบรั้ว อาจเกิดความสูญเสียที่คาดไม่ถึงได้
9. อ่วม! พายุหิมะซัดถล่มปักกิ่ง แรงสุดในรอบ 60 ปี
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เว็บไซต์แชนแนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า เกิดเหตุพายุหิมะพัดถล่มในหลายพื้นที่ของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน, ทางด้านตะวันตกของมณฑลเหอเป่ย มณฑลซานซี และเทือกเขาทางด้านตะวันตกของกรุงปักกิ่ง ทำให้หลายเมืองเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวจัดและหิมะตกหนัก โดยสำนักงานอุตุนิยมฯ จีน เปิดเผยว่า ระดับความรุนแรงของพายุหิมะ ทำให้ขณะนี้ได้ปรับเพิ่มระดับเตือนภัยจากสีน้ำเงินเมื่อวันเสาร์ (3 พฤศจิกายน) ซึ่งเป็นความรุนแรงระดับต่ำสุดจากสี่ระดับที่กำหนด มาเป็นสีส้มซึ่งรุนแรงระดับสองในวันอาทิตย์ (4 พฤศจิกายน) โดยเมื่อเวลา 10.00 น. ของวันอาทิตย์ กรุงปักกิ่งมีหิมะตก ปริมาณหนามากกว่า 58 มม. มากสุดเป็นสถิติฯ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 หรือในรอบ 60 ปี และได้มีสั่งการให้เปิดเครื่องทำความร้อนสาธารณะก่อนกำหนดไปแล้ว จากเดิมที่กำหนดให้เปิดในวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี ขณะที่เขตไห่เตี้ยน มีหิมะตกตลอดกว่า 40 ชั่วโมง วัดได้ปริมาณหนาถึง 96 มม. นอกจากนี้ ทางด้านกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จะเฝ้าระวังและดูแลเส้นทางจราจรเป็นพิเศษเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยจัดเจ้าหน้าที่กว่า 7,000 นาย คอยให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอดเวลา เช่นเดียวกับตัดสินใจปิดถนนบางสายในพื้นที่บางส่วนของกรุงปักกิ่ง เหอเป่ย ซานซี และมองโกเลียใน รวมถึงทางด่วนปักกิ่ง-ทิเบต กับ ชิงเต่า-หยินชวน ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเปิดเส้นทางได้อีกเมื่อไร โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานสภาพการจราจรตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีรายงานข่าวระบุด้วยว่า พายุหิมะที่พัดถล่มจีนดังกล่าว ทำให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น 2 คน เสียชีวิต ขณะที่อีกคนสูญหายไป หลังติดพายุหิมะอยู่บนเทือกเขาแนวกำแพงเมืองจีน มณฑลเหอเป่ย ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นฯ ได้รุดส่งทีมกู้ภัยออกไปให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแล้ว
8. ล้อมจับหนุ่มเมากระทืบภรรยาปางตาย ตบลูกเลี้ยง 6 ขวบ เจ็บ
ชาวบ้านอ่างทองรุมจับหนุ่มเมาตบและกระทืบภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัส ซ้ำยังตบลูกเลี้ยงวัย 6 ขวบ จนบาดเจ็บ วันนี้ (5 พฤศจิกายน) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ของคืนที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในจังหวัดอ่างทองว่า พบชายคนหนึ่งกำลังทำร้ายหญิงสาวคนหนึ่งด้วยการตบหน้า และกระทืบซ้ำ พร้อมกับทำร้ายเด็กอีกคนหนึ่ง ชาวบ้านจึงเข้าไปช่วยกันจับชายคนดังกล่าวไว้ ก่อนจะแจ้งตำรวจ และแจ้งให้กู้ภัยนำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอ่างทอง ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุตรงบริเวณใกล้แยกไฟแดง หมู่ 1 ต.ป่างิ้ว อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง พบ นายมนตรี คุ้มครอง อายุ 37 ปี ยืนอยู่กับรถจักรยานยนต์ในอาการเมาสุรา จึงได้เข้าไปสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ผู้หญิงที่ถูกนายมนตรีทำร้าย คือ นาง บี (นามสมมติ) ภรรยาของนายมนตรี อายุ 24 ปี ส่วนเด็กคนดังกล่าว คือ ด.ช.เอ (นามสมมติ) เป็นลูกติดของภรรยา อายุ 6 ขวบ ทั้งนี้ นายมนตรี ให้การในสภาพที่มีอาการเมาสุราว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถจักรยานยนต์มารับภรรยากับลูกเลี้ยงมานั่งทานอาหารที่ร้านอาหารบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ แต่ช่วงนั้นภรรยามีอาการเมามายจึงมีปากเสียงกัน ก่อนที่รถจักรยานยนต์จะล้ม ทำให้ภรรยาได้รับบาดเจ็บและสลบไป โดยตนไม่ได้ลงไม้ลงมือกับภรรยาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ได้สอบถาม ด.ช.เอ วัย 6 ขวบ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของนายมนตรี กลับระบุว่า ผู้เป็นพ่อเลี้ยงได้ทะเลาะกับแม่ ก่อนจะลงมือตบและเตะแม่ จากนั้นยังมาตบลูกเลี้ยง และยกตัวเด็กขึ้นมาทุ่มลงกับพื้นจนได้รับบาดเจ็บ สอดคล้องกับคำให้การของชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์และมาช่วยกันล้อมจับ นายมนตรี ที่ยืนยันว่า เห็นนายมนตรีตบและกระทืบภรรยาจนสลบ และยังพยายามจะลากตัวภรรยาขึ้นรถจักรยานยนต์ แต่ลากไม่ไหว จึงเรียก ด.ช.เอ ให้มาขึ้นรถกลับบ้าน แต่ ด.ช.เอ ห่วงแม่ที่นอนสลบอยู่จึงไม่ยอมกลับไปขึ้นรถ ทำให้ นายมนตรี โกรธ เข้ามาตบ ด.ช.เอ ก่อนจะยกตัว ด.ช.เอ ขึ้นมาแล้วทุ่มลงกับพื้นจนเด็กร้องไห้และวิ่งหนี ชาวบ้านจึงรีบวิ่งเข้ามาช่วย ก่อนจะโทรศัพท์แจ้งให้หน่วยกู้ภัยรีบส่งตัวผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาล ขณะที่ ล่าสุด นางบี ยังคงมีอาการสาหัส เป็นตายเท่ากัน และยังไม่รู้สึกตัว ส่วน ด.ช.เอ มีบาดแผลตามร่างกาย โดยเฉพาะที่กกหูขวา เข้าไปนั่งร้องไห้จับมือแม่อยู่ตลอดเวลา เป็นภาพที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก
7. งานเข้า! บริษัทแอปเปิล โดนแฉเลี่ยงภาษี เสียแค่ 1.9%
วันนี้ (5 พฤศจิกายน) เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า แอปเปิล บริษัทไอทีชื่อดังรายใหญ่ของโลก จ่ายค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลนอกประเทศ น้อยกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นบริษัทที่เสียภาษีต่างแดนในอัตราต่ำมาก รายงานระบุว่า แอปเปิล ชำระภาษีของตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึง 29 ตุลาคมที่ผ่านมา จำนวน 713 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21,390 ล้านบาท) จากผลกำไรราว 368,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 11,040,000 ล้านบาท) หรือคิดเป็นอัตราเพียง 1.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ชี้ว่าแอปเปิลหลีกเลี่ยงภาษีอย่างผิดกฎหมายแต่อย่างใด ทั้งนี้ จากตัวเลขดังกล่าวทำให้แอปเปิลกลายเป็นบริษัทล่าสุดที่ถูกระบุว่า จ่ายภาษีในต่างประเทศในอัตราที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เช่นเดียวกับสตาร์บัคส์ เฟซบุ๊ก และกูเกิล ซึ่งมีรายงานว่า สตาร์บัคส์จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลในช่วง 14 ปี ของการดำเนินธุรกิจในอังกฤษเพียง 8.6 ล้านปอนด์เท่านั้น (ประมาณ 430 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ บริษัท แอปเปิล เคยถูกหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส แฉเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากช่องโหว่เรื่องภาษี โดยแอปเปิลใช้วิธีตั้งสำนักงานในประเทศหรือเมืองที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำหรือเป็นศูนย์ เช่น ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ฯลฯ ซึ่งเป็นวิธีทางกฎหมายที่แอปเปิลใช้ลดจำนวนภาษี ที่จะต้องจ่ายให้แก่รัฐบาลทั่วโลกนั่นเอง
6. ท่านผู้หญิงยสวดี เจ้าของโรงเรียนอัมพรไพศาล ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว
ท่านผู้หญิงยสวดี อัมพรไพศาล เจ้าของโรงเรียนอัมพรไพศาล ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ด้วยวัย 105 ปี รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เวลา 17.00 น. ลูกศิษย์ร่วมอาลัย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บุคลากรผู้ทุ่มเทให้กับการศึกษาของประเทศอย่าง ท่านผู้หญิงยสวดี อัมพรไพศาล เจ้าของโรงเรียนอัมพรไพศาล ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ด้วยวัย 105 ปี ลูกศิษย์ร่วมอาบน้ำศพ วันนี้ 15.00 น. ณ หอประชุมพรวดี โรงเรียนอัมพรไพศาล ปากเกร็ด และรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเวลา 17.00 น. โดยแหล่งข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้ท่านผู้หญิงยศวดีตื่นลงมารับประทานอาหารเช้าตั้งแต่เวลาก่อน 07.00 น. เพื่อที่จะไปให้โอวาทกับนักเรียนโรงเรียนอัมพรไพศาล เนื่องในวันเปิดภาคเรียน แต่ในขณะที่กำลังเดินไปนั่งรถเพื่อเดินทางไปโรงเรียน ท่านผู้หญิงมีอาการวูบแต่ยังไม่ถึงกับล้ม มีพยาบาลเข้ามาประคองทัน แต่ด้วยวัยที่มากแล้วจึงไม่สามารถยื้อชีวิตท่านผู้หญิงเอาไว้ได้ ท่านจึงจากไปอย่างสงบ สำหรับประวัติท่านผู้หญิงยสวดี บูรณะสัมฤทธิ อัมพรไพศาล เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2450 ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นปูชนียบุคคลแวดวงการศึกษาของไทย เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโรงเรียนอัมพรไพศาล ย่านติวานนท์ ซึ่งนักเรียนโรงเรียนอัมพรไพศาลจะเรียกท่านว่า "คุณยายหญิง" โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนมากว่า 50 ปีแล้ว และท่านผู้หญิงยสวดี ยังคงทำงานจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ทั้งนี้ ท่านผู้หญิงยสวดี มีความเชี่ยวชาญการใช้ภาษาอังกฤษ เป็นผู้เขียนหนังสือและแต่งตำราเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งยังมีความเคร่งครัดในการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องกับลูกศิษย์ทุกคนก่อน จึงจะไปเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้
5. ผลสำรวจชี้ คนไทยเกือบ 80% เชียร์ โอบามา ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ
ดุสิตโพล เผย คนไทยอยากเห็นโอบามาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะชื่นชอบการทำงาน เชื่อการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผลต่อประเทศไทย เพราะเป็นประเทศใหญ่-คู่ค้าหลัก ในวันพรุ่งนี้ (6 พฤศจิกายน) ตามเวลาของประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างนายบารัก โอบามา จากพรรคเดโมแครต กับ นายมิตต์ รอมนีย์ จากพรรครีพับลิกัน ดังนั้น สวนดุสิตโพล จึงได้ทำผลสำรวจเกี่ยวกับการเลือกตั้งดังกล่าว ว่าคนไทยมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยผลความคิดเห็นของคนไทย ออกมาเป็นดังนี้ คนไทยเชียร์ใครให้ชนะการเลือกตั้ง ร้อยละ 78.55 เชียร์ให้โอบามาชนะ เนื่องจากผลงานในการบริหารประเทศที่ผ่านมา ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อีกทั้งมีการวางตัวและวิธีการทำงานที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุแซนดี้ ร้อยละ 21.45 เชียร์ให้รอมนีย์ชนะ เนื่องจากอยากลองคนใหม่ ๆ มาทำงานบ้าง มีความรู้ในเรื่องธุรกิจ เรื่องกฎหมาย และเคยเป็นผู้ว่าการรัฐอีกด้วย คิดว่าตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีผลต่อไทยมากน้อยเพียงใด ร้อยละ 53.16 คิดว่า มีผลอยู่บ้าง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลักของไทย ร้อยละ 35.88 คิดว่า มีผลมาก เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศใหญ่ การบริหารใด ๆ ก็ล้วนมีผลต่อโลกและประเทศไทย ร้อยละ 7.64 คิดว่า ไม่ค่อยมีผล เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเล็กที่ไม่ได้รับความสนใจเท่าใด ร้อยละ 3.32 คิดว่า ไม่มีผล เนื่องจากไทยบริหารประเทศด้วยตัวเอง ฉะนั้นต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรไม่น่าเกี่ยวข้อง คนไทยอยากบอกอะไรแก่ผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ร้อยละ 36.02 บอกว่า ขอให้ตั้งใจทำงานและคำนึงเรื่องมนุษยชนเป็นหลัก ร้อยละ 34.28 บอกว่า ขอให้ไทยและสหรัฐฯ เป็นมิตรที่ดีต่อกันตลอดไป ร้อยละ 29.70 บอกว่า ขอแค่ไม่แทรกแซงการทำงานของประเทศอื่นก็เพียงพอแล้ว
4. สุดอาย! เจ้าโลกแข็งตัวบ่อย หนุ่มจีนใจเด็ดคว้ามีดเฉือนทิ้ง
หนุ่มจีนใจกล้าคว้ามีดฟันอวัยวะเพศทิ้ง เหตุแข็งตัวง่าย ไม่เว้นแม้แต่ในที่สาธารณะ ทำอับอายมานานแล้ว วันนี้ (5 พฤศจิกายน) สำนักข่าวซินหัวของประเทศจีน รายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลหมิงเสวี่ยน ในเขตอันซี ของเมืองฉวนโจว มณฑลฝูเจี้ยน ทางภาคตะวันออกของประเทศจีน ได้รับตัวคนไข้หนุ่มรายหนึ่งไว้รักษาตัวที่โรงพยาบาล หลังจากเข้าใช้มีดเฉือนอวัยวะเพศของตัวเองทิ้ง สำนักข่าวซินหัว ระบุว่า ชายคนดังกล่าว ชื่อ เสี่ยวจวิน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ยอมรับว่า ตัวเองเป็นคนใช้มีดเฉือนอวัยวะเพศของตัวเองทิ้ง เนื่องจากอวัยวะเพศของเขามีอาการแข็งตัวบ่อยอย่างผิดปกติ ไม่เว้นแม้แต่ในที่สาธารณะต่อหน้าธารกำนัล ทำให้เขารู้สึกแย่ และอับอายอย่างมากมาเป็นเวลานานแล้ว ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจคว้ามีดมาหั่นอวัยวะเพศทิ้ง ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังจากพ่อแม่ได้ยินเสียงเขาร้องลั่นไปทั่วบ้าน อย่างไรก็ตาม เมื่อไปถึงโรงพยาบาล แพทย์ได้พยายามห้ามเลือดให้ แต่อาการของเสี่ยวจวินอยู่ในขั้นโคม่า เพราะเสียเลือดไปมาก ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เขาจึงถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งในมณฑลฝูเจี้ยนแทน ซึ่งเมื่อเสี่ยวจวินไปถึง แพทย์แผนกระบบทางเดินปัสสาวะได้รีบผ่าตัดต่ออวัยวะเพศให้เขาทันที และโชคดีที่การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทางด้านจิตแพทย์ กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เรื่องนี้เกิดจากการที่เด็กไม่มีความรู้เรื่องเพศศึกษามากพอ อีกทั้งยังขาดการสื่อสารกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ดังนั้น จึงแนะนำให้พ่อแม่ควรเปิดใจพูดคุยเรื่องลักษณะนี้กับลูก ๆ วัยรุ่นด้วย เพราะไม่เช่นนั้น ลูก ๆ อาจจะหวาดกลัวและไม่เข้าใจเรื่องความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงวัยรุ่น จนเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นมาอีก
3. รวบได้ 1 ทีมอุ้ม ผอ. ซี 8 เผยให้ที่กบดาน-รับส่วนแบ่ง 1 หมื่น
ออกหมายจับ! น้องเขย อุ้ม ผอ.กองงานส่งเสริมวัฒนธรรม หลังพบเบาะแสกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ด้านคนขับรถเผย น้องเขย ฉุนเป็นตัวการหย่า ล่าสุดจับกุมคนร้ายได้ 1 คนแล้ว เผย เป็นคนให้ที่กบดาน ได้รับส่วนแบ่ง 1 หมื่นบาท จากกรณีที่กลุ่มคนร้าย 3 คน ได้บุกอุ้ม นางสาวเพลินตา ประดับสุข อายุ 56 ปี ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนาศิลปวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก (ข้าราชการ ระดับ 8) ไปจากบ้านพักเลขที่ 459/470 หมู่ที่ 7 ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยได้บังคับให้นางสาวเพลินตา พาขึ้นรถยนต์โตโยต้า รุ่นไทเกอร์ ซึ่งเป็นรถของนางเพลินตา ก่อนที่จะขับหลบหนีไปเมื่อบ่ายวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีดังกล่าว วานนี้ (4 พฤศจิกายน) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอหมายจับคนร้ายแล้ว คือ นายกิตติศักดิ์ คงอาจหาญ อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นน้องเขยของ นางสาวเพลินตา ในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ เนื่องจากพยานที่เห็นเหตุการณ์ให้การตรงกันว่า ในวันเกิดเหตุเห็นนายกิตติศักดิ์ลงมาพูดคุยกับนางสาวเพลินตา ก่อนถูกอุ้มตัวไป เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้จัดชุดเฉพาะกิจไว้แล้ว เพราะคดีดังกล่าวเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ นอกจากนี้ได้ประสานไปยังสถานีตำรวจในทุกเขตพื้นที่ และพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด ให้ทำการตั้งด่านตรวจค้นรถที่คนร้ายพา นางสาวเพลินตา หลบหนีไปด้วย อีกทั้งยังได้ตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินของ นางสาวเพลินตา หากมีความเคลื่อนไหวให้ประสานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ในช่วงค่ำของวันที่ 3 พฤศจิกายน มีการเบิกถอนเงินของนางสาวเพลินตาจากตู้เอทีเอ็มไปจำนวน 4 หมื่นบาท ในพื้นที่ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจดูกล้องวงจรปิด ก็พบว่า นางสาวเพลินตาพร้อมชายฉกรรจ์ 2 คน ลงมากดเงินจากตู้เอทีเอ็มดังกล่าว ด้านนายชัยพร ทองประดิษฐ์ อายุ 27 ปี คนขับรถและคนดูแลบ้านพัก ของนางสาวเพลินตา เปิดเผยว่า เมื่อประมาณกลางปี 2554 นางสาวเพลินตาได้ให้ตนขับรถไปรับ นางธิดา ประดับสุข น้องสาว ที่เป็นครูอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ มาดูแลที่บ้านพัก กระทั่งต่อมานางธิดาเสียชีวิต และนางสาวเพลินตา ได้เป็นคนดูแลจัดการเรื่องเงินมรดกที่มีอยู่เกือบ 2 ล้านบาท ซึ่งนางสาวเพลินตา เคยเล่าให้ตนฟังบ่อย ๆ ว่า นายกิตติศักดิ์ น้องเขย สามีของนางธิดา เคยพูดอาฆาตเอาไว้หลายครั้งว่า นางสาวเพลินตาเป็นต้นเหตุให้ทั้งสองคนต้องหย่าร้างกัน ทำให้เกิดปัญหาครอบครัว
2. เป็นงง! ถุงกระดาษห่อลูกชิ้นพับจากเอกสารลับมาก กองทัพบก
ชาวเน็ตตะลึง! พบถุงกระดาษห่อลูกชิ้นพับมาจากเอกสารลับมากของกองทัพบก วิจารณ์แซ่ด! ของจริงหรือมั่ว สังคมออนไลน์มีเรื่องให้ได้ฮือฮาอีกแล้ว เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในหน้าเพจเฟซบุ๊ก "ชุมชนผู้เล่น Facebook ระหว่างทำงาน" ได้มีการโพสต์ภาพถุงกระดาษห่อลูกชิ้นที่ถูกพับมาจากเอกสารที่ตีตราว่า "ลับมาก" ของกองทัพบก สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก สำหรับเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสาร "แผนพัฒนากองทัพบก ปี 2555-2559" หน้าที่ 28 จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2554 เพื่อชี้แจงนโยบายในการเตรียมกำลังของกองทัพบก ซึ่งระบุถึงการพัฒนาหน่วย การพัฒนาคน และพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ ฯลฯ โดยจัดพิมพ์กว่า 1,000 ชุด เพื่อแจกจ่ายหน่วยงานต่าง ๆ ของกองทัพบก ให้นำไปยึดถือปฏิบัติต่อไป แน่นอนว่า ภาพดังกล่าวถูกชาวไซเบอร์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยมุมหนึ่งมองว่า หากเอกสาร "ลับมาก" ฉบับนี้เป็นของจริง ทำไมทางกองทัพบกจึงสะเพร่าปล่อยให้เอกสารสำคัญหลุดออกมาภายนอกได้เช่นนี้ ขณะที่บางส่วนก็มองว่า อาจจะไม่ใช่เอกสารจริงก็เป็นได้ แต่มีผู้จงใจสร้างกระแสบิดเบือนขึ้น ทั้งนี้ ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ส่วนที่ 2 ได้กำหนดชั้นความลับของเอกสารทางราชการไว้ 3 ระดับ คือ ลับ ลับมาก และลับที่สุด โดยระดับ "ลับมาก" หมายถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของรัฐอย่างร้ายแรง
1. ตระการตา! ภาพพิธีซ้อมใหญ่กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค ครั้งที่ 1
เมื่อวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สองริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่มาเฝ้ารอชมการฝึกซ้อมใหญ่กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค ครั้งที่ 1 เพื่อเตรียมการจัดพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 ผู้คนจำนวนมากที่ได้มาร่วมชมกองทัพเรือฝึกซ้อมพระราชพิธีครั้งนี้ต่างรู้สึกปลาบปลื้มอย่างที่สุดที่ได้สัมผัสความงดงามของกระบวนเรือและพิธีการนี้อย่างใกล้ชิด แม้ในครั้งนี้จะเป็นเพียงพิธีซ้อมใหญ่เท่านั้น แต่ก็ทำให้ผู้คนที่มาเฝ้ารอเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพิธีที่จะเกิดขึ้นจริงในวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายนนี้

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น