10 อันดับ สัตว์ลึกลับหลอกลวง

update :26/11/2013 18:36
views : 4330
ที่มา :
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ สัตว์ลึกลับหลอกลวง"
10. รอดซ์ (Rods)
รอดซ์ (บางครั้งก็เรียกว่าปลาฟ้า) เป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างยาวเป็นปล่องที่ถูกจับภาพโดยกล้องถ่ายรูปแบบไม่ได้ตั้งใจ โดยส่วนมากมักบินเหมือนแมลง เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วผ่านอากาศ ซึ่งส่วนมากมักถูกอ้างอิงว่ามันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ต่างดาวหรือยานยูเอฟโอลำเล็กๆ แต่การทดลองที่ผ่านมาได้การพิสูจน์แล้วว่ารอดซ์ที่ปรากฏในกล้องถ่ายเป็นเพียงภาพลวงตาแสงทฤษฏีสมคบคิดเท่านั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบันทึกวีดีโอด้วยความเร็วสูง) นักวิเคราะห์ได้พิสูจน์แน่ชัดแล้วว่าว่ารอดซ์เป็นเพียงลูกเล่นของแสงซึ่งเป็นผลมาจากเทคนิคการถ่ายภาพ (ส่วนใหญ่เป็นภาพกล้องวีดีโอ) ของแมลงที่บินผ่านก่อนที่จะถูกบันทึกและเล่นกลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่แมลงกระพือปีกบินผ่านเลนส์และถูกบันทึกไว้ด้วยความเร็วสูงของกล้อง จนทำให้เกิดภาพเบลอต่อเนื่องขึ้นและกลายเป็นรูปร่างของสิ่งที่คล้ายร็อดซ์ไป
9. แฮกกิสป่า (Wild Haggis)
แฮกกิสป่า เป็นสิ่งมีชีวิตในตำนาน กล่าวกันว่ามีถิ่นกำเนิดที่ราบสูง ที่คนสกอตแลนด์มักนำมาเป็นเรื่องตลกที่หลอกคนภายนอกว่าได้นำเนื้อของสัตว์ชนิดนี้มาทำเป็นอาหารประจำชาติดั้งเดิม ที่เรียกว่า แฮกกัส (Haggis) ซึ่งรูปร่างคล้ายไส้กรอก ซึ่งความจริงแล้วอาหารดังกล่าวทำจากอวัยวะภายในของแกะ (รวมไปถึงหัวใจ ปอดและตับ) ตามแหล่งที่มา แฮกกิสป่ามีขาข้างซ้ายและข้างขวายาวต่างกัน ทำให้มันวิ่งอย่างรวดเร็วตามภูเขาสูงชันและเนินเขาซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของมัน แต่ไปทิศทางเดียว อีกทั้งยังกล่าวอีกว่ามีแฮกกิสป่ามีสองสายพันธุ์ คือพันธุ์ขาซ้ายยาวกว่าและพันธุ์ขาขวายาวกว่า อีกพันธุ์สามารถวิ่งตามเข็มนาฬิการอบภูเขา ในขณะที่อีกพันธุ์วิ่งตามทวนเข็มนาฬิกา สองสายพันธุ์อยู่กันอย่างสงบสุข แต่ไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ มันไม่สามารถผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติได้ เนื่องจากเวลาที่แฮกกิสจะผสมพันธุ์กัน มันจะต้องหันหน้าไปทางเดียวกัน แต่เพราะมีขาที่ยาวกันคนละข้าง ทำให้ตัวผู้เสียการทรงตัว ก่อนจะผสมพันธุ์ได้ ด้วยเหตุนี้ เรื่องแฮกกิสขายาวไม่เท่ากันจึงเป็นที่กล่าวขวัญถึง
8. ปลาเทราท์ขนแบริ่ง (Fur-bearing Trout)
ปลาเทราท์ขนแบริ่ง (หรือปลาเทราท์ขนยาว) เป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานพื้นเมืองทางภาคเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศแคนาดา, รัฐมอนแทนา, ไวโอมิงโคโลราโด และที่แม่น้ำเกรตเลกส์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหลักปลาชนิดนี้ กล่าวกันว่าน้ำของทะเลสาบเย็นมากทำให้ปลาเทราท์วิวัฒนาการให้มีขนหนาตามตัวเพื่อรักษาอุณหภูมิความร้อนในร่างกายของมัน หรืออีกทฤษฏีหนึ่งบอกว่ามันเกิดจากยาบำรุงผมสี่เหยือกหกใส่แม่น้ำอาร์คันซอ ความจริงแล้วที่มาของปลาเทราท์ขนแบริ่งมาจากความเข้าใจผิด เพราะตัวจริงของขนแบริ่งก็คือเชื้อแซโพรเลกเนีย (Saprolegnia sp.) ซึ่งเป็นโรคอันตรายต่อปลา เมื่อปลาเป็นโรคจะมีเส้นใยคล้ายปุยลำสีปรากฏตามร่างกาย เมื่อติดเชื้อหนักจะส่งผลทำให้ปลาตาย หากแต่เชื้อรายังคงเจริญเติบโตต่อไป จนคลุมปลาทั้งตัว และเมื่อซากปลาถูกน้ำพัดจนคนไปพบเห็นก็เข้าใจผิดว่าปลามีขนสัตว์ไป
7. ซควาเดอร์ (Skvader)
ซควาเดอร์ เป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานสวีเดนที่สร้างขึ้นในปี 1918 โดยรูดอล์ฟ แกรนเบิร์ก (Rudolf Granberg) นักทำหุ่นเสมือนจริง จึงปัจจุบันตัวของมันยังคงถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Norra Berget ในซันด์วาลล์ โดยมันมีหัว ขาหน้าและขาหลังเหมือนกระต่าย แต่มีปีกแบะหางด้านหลังเหมือนนก (Western Capercaillie) ซึ่งความจริงแล้วมันเป็นเรื่องตลกที่ถูกสร้างขึ้น ซควาเดอร์มาจากการเล่านิทานล่าสัตว์ของชายคนหนึ่ง ฮาคาน ดาห์ลมาร์ก (H?kan Dahlmark) ในระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ร้านอาหารในซันด์วาลล์ ในระหว่างศตวรรษที่ 20 ที่ต้องการให้คนเข้าพักเกิดความเพลิดเพลิน โดยได้อ้างว่าในปี 1874 เขาได้ยิงสัตว์ดังกล่าวระหว่างล่าสัตว์ทางเหนือของซันด์วาลล์ ต่อมาในวันเกิดของเขาในปี 1907 แม่บ้านได้พูดติดตลกให้เขาวาดภาพให้หลานชายและไม่นานเขาก็เสียชีวิตลง ต่อมาในปี 1912 ภาพของเขาก็รับบริจาคไปยังพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ในระหว่างจัดแสดงในนิทรรศการในเอิร์นเชิลส์วีกปี 1916 ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ได้พูดคุยกับรูดอล์ฟ แกรนเบิร์กซึ่งทั้งคู่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว จากนั้นเขาจึงถามรูดอล์ฟว่าเขาสามารถสร้างสัตว์ดังกล่าวได้หรือไม่ และในปี 1918 รูดอล์ฟก็ได้สร้างซควาเดอร์ และมันก็ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีภาพวาดของมันบนจอแสดง และมันก็เป็นที่นิยมมากจนหลายคนคิดว่ามันคือของจริง อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งมีชีวิตคล้ายกันที่เรียกว่า “กระต่ายนก” ซึ่งได้บรรยายโดยพลินีย เอลเดอร (Pliny Elder) ในประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ว่าสิ่งมีชีวิตที่หัวเป็นกระตายและร่างเป็นนกถูกอ้างว่ามันอาศัยอยู่ในเทือกเขาแอลป์
6. แจ็คคาโลปส์ (Jackalope)
แจ็คคาโลปส์เป็นสัตว์ในตำนานของชาวบ้านในอเมริกาเหนือ ตามที่บรรยายไว้ว่า เป็นสัตว์รูปร่างเหมือนกระต่าย แต่มีเขาเหมือนกวาง หรือละมั่งแอละมีหางเหมือนไก่ฟ้า โดยคำว่า “แจ็คคาโลปส์” มีที่มาจจากคำว่า “กระต่ายแจ็ค” (jackrabbit) และ “ละมั่ง” (antelope) เป็นไปได้ว่านิทานของแจ๊คคาโลปส์มีแรงบันดาลใจจากลักษณะของกระต่ายติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Shope papilloma ทำให้ผิวหนังเกิดเป็นหูดแข็งยืดยาวออกมาจากส่วนหัว (และร่างกาย) ของกระต่ายทำให้เหมือนเขากวาง ซึ่งกระต่ายที่ติดเชื้อดังกล่าวขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ซึ่งตามตำนานได้กล่าวว่าแจ๊คคาโลปส์วิ่งเร็วมากและมีนิสัยขี้อายไม่ชอบให้คนอื่นเข้าใกล้ อีกทั้งยังเล่ากันว่าน้ำนมของแจ๊คคาโลปนี้มีพลังในการรักษาโรค (ต้องให้ผู้หญิงรีดนมมันในขณะมันหลับ) มันยังสามารถเลียนแบบเสียงของกวางรวมไปถึงเสียงมนุษย์ และว่ากันว่าเขาของมันมีฤทธิ์มากสามารถใช้เป็นอาวุธและเรียกพายุฟ้าผ่าได้ ปัจจุบันยังคงมีเว็บการซื้อขายซากและหัวของแจ็คคาโลปส์ ซึ่งมันได้รับความนิยมประดับบ้าน
5. ต้นไม้แห่งมาดากัสการ์ (The Madagascar tree)
ในปี 1881 คาร์ล ลิช (Karl Liche) นักสำรวจชาวเยอรมัน ได้เขียนบันทึกในช่วงที่เขาไปเที่ยวออสเตรเลียใต้และได้พบเห็นการสังเวยมนุษย์ของชนเผ่าฮึมโกโด (Mkodo)ในมาดากัสการ์ ที่แปลกประหลาด เพราะพวกเขาจับหญิงสาวไปให้ต้นไม้กินคนกิน โดยบรรยายไว้ว่า “รยางค์เรียวบอบบางอ้อนแอ้นสั่นระริกความโกรธเกรี้ยวเหมือนงูที่หิวโหย มันอยู่เหนือตัวของเธอ ด้วยสัญชาตญาณของปีศาจ มันรัดรอบคอ แขนขาของเธอรอบแล้วรอบเล่าและในขณะที่เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเธอดังลั่น และเสียงหัวเราะน่ากลัวยังที่เพิ่มขึ้นอย่างดุร้ายได้รัดคอจนเสียงเธอแผ่วลง กลายเป็นเสียงครวญครางกลั้นคอข้างใน มือพันที่ดูเหมือนงูสีเขียวตัวใหญ่ที่โหดร้ายและป่าเถื่อนเหมือนงูอนาคอนดารัดเหยื่อของมันไม่มีผิด” ต่อมา เรื่องราวของต้นไม้กินคนประหลาดนี้ได้รับการเผยแพร่ในหนังสือปี 1924 โดยเชส ออสบอร์ (Chase Osborn) อดีตผู้ว่ารัฐมิแกนอุตส่าห์ลงทุนไปมาดากัสการ์เพื่อไปหาต้นไม้กินคน และได้อ้างว่าเขาได้พบชนพื้นเมืองและมิชชันนารีล้วนรู้จักต้นไม้ชนิดนี้เหมือนบันทึกของคาร์ลที่บรรยายเอาไว้ข้างต้น ในปี 1955 ได้มีการตีพิมพ์หนังสือวิทยาศาสตร์ซาลาแมนเดอร์และมหัศจรรย์อื่นๆ (Salamanders and other Wonders) ของผู้เขียนวิลลี่ ลีย์ (Willy Ley) ได้ระบุว่าทั้งเผ่าฮึมโกโดและต้นไม้กินคนนี้ไม่มีอยู่จริง
4. สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบธีทิส (Thetis Lake Monster)
สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบธีทิส เป็นสัตว์เลื้อยคลานลึกลับที่อ้างว่าพบเห็นในปี 1972 ในทะเลสาบธีทิส บริติช โคลัมเบีย ประเทศแคนาดา (ทะเลสาบดังกล่าวเป็นที่นิยมไปตั้งแคลมป์และทำกิจกรรมผ่อนคลาย) โดยตอนหลังพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องหลอกลวง โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 22 สิงหาคม 1972 เมื่อไทม์สวิคตอเรียรายวันได้รายงานว่าวัยรุ่นสองคนในท้องถิ่นได้อ้างว่าพวกเขาได้หนีสัตว์ประหลาดคล้ายมนุษย์ป่าที่เหมือนหลุดจากภาพยนตร์เรื่องสิ่งมีชีวิตจากทะเลดำ (Creature from the Black Lagoon) ซึ่งหนึ่งวัยรุ่นได้อ้างว่าถูกมันทำร้ายโดยมือครีบของมันโดยบรรยายว่ารูปร่างเหมือนมนุษย์แต่มีใบหน้าเหมือนปลาหูใหญ่มาก มีผิวสะเก็ตเงินและสีฟ้า พวกเขาทั้งสองพบสิ่งมีชีวิตบนฝั่งตรงข้าม “มันออกจากน้ำและมองไปรอบๆ แล้วมันก็กลับไปในน้ำ จากนั้นเราก็วิ่ง!!” หลังจากข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไปก็มีรายงานการพบสัตว์ประหลาดในพื้นที่ดังกล่าวมากมาย บางคนบอกว่าสัตว์เลี้ยงดังกล่าวถูกสัตว์ประหลาดจับกิน หากแต่เมื่อตรวจสอบดูแล้วก็พบว่าตัวจริงของสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาปธีทิสที่กินสัตว์เลี้ยงก็คือจิ้งจกลิซาสซึ่งมีขนาดใหญ่นั่นเอง
3. คาไซเร็กซ์ (Kasai Rex)
คาไซเร็กซ์เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่อ้างว่ามันมีชีวิตอยู่ในทวีปแอฟริกา อย่างไรก็ตามจากคำกล่าวอ้างของผู้พบเห็นและรายงานบางฉบับก็พบว่ามันมีพิรุธ ในปี 1932 จอห์น จอห์นสัน (John Johnson) เจ้าของไร่ชาวสวีเดนได้เดินทางไปกับคนใช้ของเขาเข้าไปในหุบเขาคาไซ (Kasai Valley) ในเบลเจียนคองโกคองโก (ตอนนี้กลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก) ระหว่างทางพวกเขาพบแรดและในขณะที่พวกเขากำลังเลี่ยมหลบมันโดยไม่ให้มันตื่นอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่วิ่งออกมากจากพงและโจมตีแรด พวกคนรับใช้ต่างหนีจ้าระหวั่นในขณะที่จอห์นสันเป็นลม พอเขาตื่นขึ้นมาอีกทีก็เห็นสัตว์ดังกล่าวกินแรด “มันมีสีแดงเรื่อ มีลายดำพาดเป็นสันทางยาว” เขากล่าวในภายหลัง “มันมีจมูกยาวและฟันแหลมจำนวนมาก” เขาประมาณว่าสิ่งมีชีวิตนี้มียาวประมาณ 13 เมตร รูปร่างเหมือนไดโนเสาร์พันธุ์ทาร์โบซอรัส (Tarbosaurus) ในปีเดียวกัน โรดีเซีย เฮอรัลด์ (Rhodesia Herald) ได้อ้างว่าพบเห็นคาไซเร็กซ์ในหุบเขาคาไซเช่นกัน โดยมันเป็นสัตว์ประหลาดยาว 16 เมตรมีหัวเป็นจิ้งจกและมีหาง กินแรดที่ตายแล้ว และมันอยู่ห่างจากเขาเพียง 25 เมตร ก่อนที่มันจะวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นเขาได้ถ่ายรูปมันเอาไว้ อย่างไรก็ตามเรื่องราวของโรดีเซียมีความคล้ายคลึงกับเรื่องแรกมาก ไม่ว่าจะเป็นกินแรดและทั้งสองเป็นลมเหมือนกันเหมือนเห็นคาไซเร็กซ์ ทำให้เชื่อว่าเรื่องราของโรดีเซียมาจากแหล่งเดียวกัน ส่วนเรื่องรูปดังกล่าวก็ถูกตรวจสอบและพบว่ามันเป็นของปลอมที่ตัดแปะจากนิตยสารธรรมชาติมากกว่า
2. โฮด้าค (Hodag)
ในปี 1893 หนังสือพิมพ์รายงานการพบโฮด้าค สัตว์ลึกลับที่มีรูปร่างแปลกประหลาด ในไรน์แลนเดอร์ รัฐวิสคอนซิน “มันมีหัวเหมือนกบ ใบหน้าแยกเขี้ยวเหมือนช้างยักษ์ ขาสั้นหนา กรงเล็บใหญ่โต มีแผงกระดูกอยู่ด้านหลังคล้ายไดเสาร์ และหางยาวปลายหอก” รายงานเล่าไว้กลุ่มคนในท้องถิ่นรวมตัวกันเพื่อตามล่าสัตว์ประหลาด ซึ่งความจริงแล้วเป็นการเล่นพิเรนโดยยูจิน เชอร์พาร์ด (Eugene Shepard) ซึ่งได้รายงานว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าสัตว์ดังกล่าว ต่อมามีการถ่ายภาพซากสัตว์ประหลาดดังกล่าว ลงหนังสือพิมพ์ พร้อมรายงานมันเป็นอสูรกายดุร้ายและแปลกประหลาดที่สุดบนพื้นพิภพ เชอร์พาร์ดได้อ้างว่าเขาได้จับโฮด้าคได้อีกในปี 1896 และหนึ่งในนั้นยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเขาได้จัดแสดงมัน จนหลายคนแห่เข้ามาดู เมื่อข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian) ในวอชิงตันได้เดินทางเพื่อเข้ามาตรวจสอบ ผลสรุปก็ออกมาประกาศว่าโฮด้าคเป็นเรื่องหลอกลวง
1. ยักษ์แห่งคาร์ดิฟฟ์ (The Cardiff Giant)
ยักษ์แห่งคาร์ดิฟฟ์เป็นการสร้างเรื่องโกหกโดยจอห์น ฮัลล์ (George Hull) คนขายซิการ์ที่ได้ตัดสินใจที่จะสร้างยักษ์ขึ้น หลังจากมีการโต้เถียงกับบาทหลวงถึงบทหนึ่งในไบเบิลปฐมกาล 0640 ได้ระบุว่าเคยมียักษ์ใหญ่อาศัยอยู่บนโลก จอห์นได้ว่าจ้างคนแกะสลักยักษ์ขนาด 10 ฟุต (3 เมตร) ในฟอร์ทดอดจ์ รัฐไอโอวา โดยเขาบอกคนแกะสลักว่าจะทำเป็นอนุสาวรีย์ของอับราฮัม ลินคอล์นในนิวยอร์ก จากนั้นเขาส่งรูปปั้นไปชิคาโกและว่าจ้างเอ็ดเวิร์ด เบิร์กฮาร์ด (Edward Burghardt ) นักตัดหินชาวเยอรมัน ทำตกแต่งรูปปั้นให้เหมือนมนุษย์ด้วยการเอาคราบและกรดต่างๆ มาราดยักษ์ให้ดูเหมือนของเก่า และปักฝังเข็มลงไปให้ดูเหมือนรูขุมขน ในเดือนพฤศจิกายน 1868 ฮัลล์ได้ขนส่งยักษ์ทางรถไฟไปที่ฟาร์มของวิลเลียม นิวเวล (William Newell) ลูกพี่ลูกน้องของเขา ในเมืองคาร์ดิฟฟ์ รัฐนิวยอร์ก จากนั้นเขาก็จ้างเงิน 2,600 ดอลลาร์ เพื่อแต่งเรื่องหลอกลวงนี้ขึ้น วันที่ 16 ตุลาคม 1869 วิลเลียมและเฮนรี นิโคลส์ (Henry Nichols) ก็ได้ทำการขุดและทำเป็นว่าพวกเขาได้พบยักษ์แห่งคาร์ดิฟฟ์ และข่าวก็แพร่กระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งจนมีคนแห่มาดูจนล้มหลาม วิลเลียมจึงตั้งเต็นท์เก็บค่ายบริการ 25 เซ็นต์สำหรับผู้ที่ต้องการจะเห็นมัน สองวันต่อมาเขาก็เพิ่มราคาไปอีก 50 เซ็นต์ ในขณะที่นักวิชาการโบราณคดีและนักธรณีวิทยาต่างออกมาบอกเสียงเดียวว่ามันเป็นยักษ์ปลอม และแล้วยักษ์แห่งคาร์ดิฟ์ก็มีชื่อเสียงไปทั่วสหรัฐ จนกระทั้ง พีที. บาร์นัม (PT Barnum) นักสะสมของแปลก ได้เสนอเงินกว่า 50,000 ดอลลาร์เพื่อขอซื้อยักษ์ แต่ได้รับการปฏิเสธกลับมา เขาจึงสร้างของเลียนแบบและอ้างว่าเป็นยักษ์คาร์ดิฟฟ์ของจริง จนทำให้มีเรื่องกันถึงขั้นฟ้องศาล และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1870 เรื่องของยักษ์คาร์ดิฟฟ์ทั้งสองตัวก็มาความแตกในการพิจารณาคดีนี่เอง

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น