10 อันดับกีฬาประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2555

update :26/11/2013 18:22
views : 801
ที่มา : soccersuck , kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับกีฬาประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2555"
10. น้ามูคุยคว้าแชมป์ให้ราชันแค่จิ๊บๆ-บอกลูกทีมต้องสู้ถวายหัว
โฆเซ่ มูรินโญ่เทรนเนอร์"เดอะ โอลี่ วัน"ของ"ราชันชุดขาว"เรอัล มาดริดออกโรงชี้ว่าการที่เขาคว้าแชมป์ได้หลายรายการให้ต้นสังกัดเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ขณะเดียวกันก็บอกว่าใครจะมาเป็นลูกทีมของเขาต้องยอมสู้ถวายหัวจนหมดแรงเมื่อจบแมตช์การแข่งขัน นายใหญ่ชาวโปรตุกีสเพิ่งคว้าแชมป์ ลา ลีกาได้เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ประกอบกับแชมป์โคปา เดล เรย์ในปี 2011 และซูเปอร์โคปาในปีนี้แต่เขากลับมาว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยในประวัติศาสตร์ของสโมสรเท่านั้น "ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยในประวัติศาสตร์ของเรอัล มาดริดหรือไม่ก็มีส่วนน้อยมากๆ"มูรินโญ่กล่าว "ก็แค่คว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งที่ 32 และโคปาที่เราไม่ได้มาพักหนึ่งแล้วรวมถึงซูเปอร์โคปาด้วย มันเล็กน้อยมากๆ" ทั้งนี้สำหรับนักเตะของเรอัล มาดริดแล้วมีความคาดหวังอย่างมหาศาลและมูรินโญ่ก็กล่าวย้อนไปยกย่องลูกทีมในชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในแชมเปี้ยนส์ ลีก "นักเตะของเรอัล มาดริดต้องยอมตายทั้งคำพูดและการแสดงออกในสนาม" "นักเตะของเรอัล มาดริดจะต้องหมดแรงเลยเมื่อถึงตอนจบเกม"
9. หัวขิงเชื่อสิงโตรับมือได้แม้ไร้เงา"เทอร์รี่"
สตีเฟ่น เจอร์ราร์ดมิดฟิลด์ตัวเก๋าของทีมชาติอังกฤษออกโรงแสดงความคิดเห็นว่าทีมของพวกเขาจะสามารถรับมือได้อย่างแน่นอนกับสถานการณ์ที่จอห์น เทอร์รี่ปราการหลังตัวหลักประกาศอำลาทีมชาติไปแล้ว ดาวเตะกัปตันทีม"สิงโตน้ำเงินคราม"เชลซีประกาศอำลาทีมชาติหลังไม่พอใจเอฟเอที่พยายามเอาผิดเขาจากกรณีเหยียดผิวอันทอน เฟอร์ดินานด์เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของควีนปาร์ค เรนเจอร์ส อย่างไรก็ตามเจอร์ราร์ดก็ยังเชื่อว่านักเตะคนอื่นๆที่มีอยู่ในทีมอย่างโจลีออน เลสคอตต์,แกรี่ แคฮิลล์หรือฟีล จาเกียลก้าจะสามารถทดแทนการขาดหายไปของเทอร์รี่ได้ "ผมยอมรับว่าเขาเป็นการขาดหายไปที่สำคัญมากเพราะเขาเป็นผู้เล่นที่สุดยอดซึ่งเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับเชลซีและทีมชาติอังกฤษ"เจอร์ราร์ดกล่าว "แต่เราทั้งหมดจะก้าวต่อไปจากการตัดสินใจของเทอร์รี่เพราะเราต้องเคารพมันและหวังว่าเราจะได้นักเตะที่ดีคนอื่นๆที่จะก้าวเข้ามาแทนและทำผลงานให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเลสคอตต์,เคฮิลล์หรือจาเกียลก้า" "เราไม่ได้ขาดแคลนในตำแหน่งนั้นและหวังว่าจอห์นจะไม่ถูกคิดถึงมากเกินไป"
8. หล่อเลือกได้!โมรัตติบอกโค้ชเป๊ปไม่ต้องโกอินเตอร์
มัสซิโม โมรัตติ ประธานอินเตอร์ มิลานฝากบอกไปถึง เอซี มิลาน ไม่ต้องกลัวจะตัดหน้าชิง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยืนกรานสโมสรไม่จำเป็นต้องใช้บริการเพราะมีของดีอยู่ในมือก็คือ อันเดรีย สตรามัชโชนี่ โค้ชคลื่นลูกใหม่มาแรง หัวเรือใหญ่เนรัซซูรี่ตอบคำถามผ่านสื่อถึงความเห็นที่ว่า ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ประธานรอสโซ่เนรี่เตรียมว่าจ้างอดีตกุนซือบาร์เซโลนาที่กำลังว่างงานเข้ามาเทคโอเวอร์แทน มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ซีซั่นหน้า "ผมได้ยินมาว่า มิลาน ต้องการ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แต่เรามีโค้ชที่เจ๋งอยู่ในทีมแล้ว" โมรัตติกล่าว "สำหรับ อันเดรีย เขาเป็นโค้ชที่มีความมุ่งมั่นทุ่มเท,มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล,มุมมองใหม่ๆและฉลาดหลักแหลม "
7. ด่าไปเหอะ...ตอร์เรสทำซึ้งบอกหงส์อยู่ในใจเสมอ
เฟร์นานโด ตอร์เรสหัวหอกแก้มน้ำเงินทีมชาติสเปนให้สัมภาษณ์เปิดเผยความรู้สึกในใจส่วนลึกว่าเขายังคงมีความผูกพันและความห่วงใยให้กับลิเวอร์พูล อดีตต้นสังกัดของเขาอยู่เสมอ ตอร์เรสย้ายจากลิเวอร์พูลแบบทำให้แฟนบอลต้องเจ็บช้ำ เมื่อโยกไปอยู่กับเชลซี สโมสรในพรีเมียร์ ลีกด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ซึ่งเขาได้เผยถึงเหตุการณ์ฮิลส์เบอร์เรอห์ ที่เพิ่งมีการเปิดเผยความจริงเมื่อไม่นานมานี้ "ในตอนที่ผมได้ยินเรื่องราวของฮิลส์เบอร์เรอห์ ผมรู้สึกตื่นเต้นเพราะว่าผมรู้จักกับคนหลายๆคนที่ต้องมีชีวิตทนอยู่กับสิ่งนี้ และก็ต้องร้องไห้กับสิ่งนี้...อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของผมด้วย" "ผมติดค้างลิเวอร์พูลเยอะมากๆ, แฟนบอลของพวกเขา, เบนิเตซ...ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของชีวิตผม" "ผมรู้ว่าตอนนี้ผมไม่ได้รับการจดจำที่ดีมากนัก แต่ผมมั่นใจว่ามันจะเปลี่ยนไปในอนาคต" "ในท้ายที่สุดแล้ว ผมได้ตัดสินใจย้ายออกจากทีมเพราะมันเป็นการก้าวต่อไปในอาชีพการค้าแข้งของผม" "มันไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการเดินจากมาของผม แต่มันไม่ใช่แนวทางการขายตัวผม" "ในบางวัน ผู้คนจะได้รู้ความจริง"
6. อดีตหอกสิงห์ฟันธง"แข้งนอก"นำเทรนด์ขี้พุ่ง
ทอเร่ อังเดร โฟลอดีตหัวหอก"สิงโตน้ำเงินคราม"เชลซีออกโรงชี้ว่าการที่นักเตะในพรีเมียร์ ลีกหันมาพุ่งล้มกันมากขึ้นเป็นเพราะการกระทำของนักเตะต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงหลังประเด็นการพุ่งล้มเพื่อเรียกฟาวล์หรือจุดโทษถูกจับตามองมาเป็นพิเศษและได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในเวทีพรีเมียร์ ลีก อย่างไรก็ตามโฟลกลับมองว่าประเด็นการพุ่งล้มในอังกฤษยังเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นหากนำไปเปรียบเทียบกับลีกต่างๆของประเทศอื่น "ผมคิดว่าบางทีมันไม่ใช่วัฒนธรรมของคนอังกฤษในการพุ่งล้มเมื่อคุณเล่นฟุตบอล"โฟลกล่าว "ผมคิดว่ามันมาจากประเทศอื่นแม้ว่ามันจะมีนักเตะอังกฤษบางคนที่ล้มได้ง่ายมากแต่มันก็ยังน้อยกว่าแข้งต่างชาติมาก" "ลีกอังกฤษเป็นลีกที่มันเกิดขึ้นน้อยที่สุดแล้ว" "แม้ว่ามันจะเกิดขึ้นในอังกฤษ ผมก็ยังคิดว่ามันเกิดขึ้นมากกว่าในลีกอื่นนะ"
5. น้ามูคุยคว้าแชมป์ให้ราชันแค่จิ๊บๆ-บอกลูกทีมต้องสู้ถวายหัว
โฆเซ่ มูรินโญ่เทรนเนอร์"เดอะ โอลี่ วัน"ของ"ราชันชุดขาว"เรอัล มาดริดออกโรงชี้ว่าการที่เขาคว้าแชมป์ได้หลายรายการให้ต้นสังกัดเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ขณะเดียวกันก็บอกว่าใครจะมาเป็นลูกทีมของเขาต้องยอมสู้ถวายหัวจนหมดแรงเมื่อจบแมตช์การแข่งขัน นายใหญ่ชาวโปรตุกีสเพิ่งคว้าแชมป์ ลา ลีกาได้เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ประกอบกับแชมป์โคปา เดล เรย์ในปี 2011 และซูเปอร์โคปาในปีนี้แต่เขากลับมาว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยในประวัติศาสตร์ของสโมสรเท่านั้น "ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยในประวัติศาสตร์ของเรอัล มาดริดหรือไม่ก็มีส่วนน้อยมากๆ"มูรินโญ่กล่าว "ก็แค่คว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งที่ 32 และโคปาที่เราไม่ได้มาพักหนึ่งแล้วรวมถึงซูเปอร์โคปาด้วย มันเล็กน้อยมากๆ" ทั้งนี้สำหรับนักเตะของเรอัล มาดริดแล้วมีความคาดหวังอย่างมหาศาลและมูรินโญ่ก็กล่าวย้อนไปยกย่องลูกทีมในชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในแชมเปี้ยนส์ ลีก "นักเตะของเรอัล มาดริดต้องยอมตายทั้งคำพูดและการแสดงออกในสนาม" "นักเตะของเรอัล มาดริดจะต้องหมดแรงเลยเมื่อถึงตอนจบเกม"
4. หงส์,ปืนกดบัตรคิว!สิงห์จ่อเลหลัง ‘สเตอร์ริดจ์’ 15 ลป.
เชลซีเตรียมที่จะปล่อยตัวดาเนียล สเตอร์ริดจ์ดาวเตะผิวสีออกจากทีม ถ้าหากว่ามีสโมสรใดยอมจ่ายเงิน 15 ล้านปอนด์ที่พวกเขาตั้งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำเอาไว้ได้ สเตอร์ริดจ์กลายเป็นส่วนเกินในการทำทีมของโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ จนเจ้าตัวเองก็เหมือนจะรู้ชะตากรรมได้แต่ก้มหน้ายอมรับการก้นด้านไปก่อนเท่านั้น อีดตแข้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไม่ได้ลงเล่นตัวจริงให้กับต้นสังกัดในฤดูกาลนี้เลยแม้แต่นัดเดียว ถึงจะบอกว่ามีปัญหาบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังต้นขาก็เถอะ และดิ มัตเตโอก็มีท่าทีที่ชัดเจนเลยว่าเขาต้องการปล่อยสเตอร์ริดจ์ออกไปในช่วงปีใหม่ เพื่อที่จะนำเข้านักเตะที่มีอนาคตในทีมแน่นอนและยาวไกลมาเสริมแทน
3. เลี้ยงหลานเหอะลุง!ตำนานโปลิชหยามแครอทบอกเด็ก8ขวบเก่งกว่า
ซบิกนิว โบเนียคตำนานดาวเตะทีมชาติโปแลนด์ ให้สัมภาษณ์ดูถูกแอนดี้ แคร์โรลล์หัวหอกทีมชาติอังกฤษสุดๆ โดยบอกว่าหลานชายวัย 8 ขวบของเขานั้นเคลื่อนไหวในสนามได้ดีกว่ากองหน้าอีแพงรายนี้เสียอีก โบเนียคที่กำลังจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นประธานสมาคมฟุตบอลของประเทศโปแลนด์ เชื่อว่าแคร์โรลล์ที่กำลังค้าแข้งให้กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดด้วยสัญญายืมตัวนั้นไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย "มัทเทโอ หลานชายของผมสามารถเคลื่อนไหวในสนามได้ดีกว่าแอนดี้ แคร์โรลล์ซะอีก" "และการไปกับบอลของเขาก็ยังดีกว่าด้วย"
2. ลูกเมียน้อย!ไทยเปลี่ยนสนามอาเซี่ยนคัพใช้“เอสซีจี”
สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯแจ้งเปลี่ยนแปลงสนามแข่งขันฟุตบอลอาเซี่ยน ซูซูกิ คัพ 2012 รอบแรกนัดสุดท้าย, รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ จากราชมังฯเป็นเอสซีจี สเตเดี้ยมเหตุสนามหลักทั้งราชมังฯและศุภชลาศัยติดใช้งานจากต้นสังกัด โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลอาเซี่ยน ซูซูกิ คัพ 2012 มีการเปลี่ยนแปลงรอบแรกนัดสุดท้ายวันที่ 30 พฤศจิกายน คู่ระหว่างเมียนมาร์กับฟิลิปปินส์จากเดิมเตะที่สนามศุภชลาศัยเปลี่ยนเป็นสนามเอสซีจี สเตเดี้ยมของเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เนื่องจากสนามศุภฯติดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนไทยชิงแชมป์อาเซียนซึ่งถูกจองยาวจากกรมพละเจ้าของสนาม นอกจากนั้นรอบรองชนะเลิศวันที่ 8-9 ธันวาคม หากทีมชาติไทยผ่านเข้ารอบจะย้ายสังเวียนแข่งขันจากราชมังคลากีฬาสถานมาเป็นสนามเอสซีจี สเตเดี้ยมเนื่องจากวันดังกล่าวสนามราชมังฯภายใต้การดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทยติดใช้งานรถแข่ง "เรดบูล สิงห์ เรซ ออฟ แชมเปี้ยน" ซึ่งรวมถึงนัดชิงชนะเลิศหากทีมชาติไทยผ่านเข้ารอบจะเตะที่สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม “บิ๊กเปี๊ยก”องอาจ ก่อสินค้าเลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯเปิดเผยว่าสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียนหรือ “เอเอฟเอฟ”เข้าใจถึงปัญหาและไม่ติดขัดอะไรเนื่องจากสนามเอสซีจีเป็นสนามที่ได้มาตรฐาน ส่วนสาเหตุที่ไม่ย้ายไปเตะที่สนามต่างจังหวัดที่สามารถรองรับแฟนบอลได้หลายหมื่นคนนั้นเป็นเพราะการขนย้ายป้ายโฆษณาอาจมีปัญหา “หากนัดชิงชนะเลิศมีแฟนบอลมากเกินความจุของสนามเอสซีจี สเตเดี้ยมเราก็จะติดตั้งจอโปรเจคเตอร์ยักษ์ไว้รองรับแฟนบอลแน่นอน” สำหรับสนามเอสซีจี สเตเดี้ยมจุแฟนบอลได้ประมาณ 15,000 คน และสามารถขยายได้ถึง 17,000 คน (เปิดอัฒจรรย์ชั้น 2) โดยมีลานกว้างหน้าสนามและธันเดอร์โดมไว้สำหรับจัดตั้งจอโปรเจคเตอร์ยักษ์ได้อย่างสบาย ทั้งนี้โปรแรกมการแข่งขันในรอบแรกของทีมชาติไทย ประกอบไปด้วย วันที่ 24 พฤศจิกายน พบฟิลิปปินส์, วันที่ 27 พฤศจิกายนพบเมียนมาร์ และวันที่ 30 พฤศจิกายนพบเวียดนาม เตะที่สนามราชมังฯทั้งหมด
1. บัวขาว มึน ไม่รู้ต่อย ปาเกียว ขณะผู้จัด ยัน งานนี้มีจริง!
บัวขาว มึน ไม่รู้ว่าต้องขึ้นชกกับ แมนนี่ ปาเกียว บอกเป็นนักมวยใครให้ต่อยก็ต่อยอยู่แล้ว ลั่นเตรียมพร้อมเสมอ ขณะผู้จัด ยืนยัน งานนี้มีจริง เผยวางเงินมัดจำปาเกียวไปแล้ว จากกระแสข่าวการขึ้นสังเวียน ระหว่าง "บัวขาว" สุดยอดนักชกชื่อดังของไทย กับ "แมนนี่ ปาเกียว" นักชกซูเปอร์สตาร์ แชมป์โลกมวยสากลอาชีพ 7 รุ่น โดยข่าวระบุว่า ทั้งคู่จะขึ้นชกกันในวันที่ 21 ธันวาคม ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุด วันนี้ (16 ตุลาคม) บัวขาว ได้เปิดเผยเกี่ยวกับข่าวดังกล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่รู้เรื่องรายละเอียดใด ๆ เลย เห็นคนเขาคุยกันว่าตนไปต่อยกับคนโน้นคนนี้มั่วซั่วไปหมดแล้ว ทั้งนี้ หากอยากรู้รายละเอียดคงมาถามตนไม่ได้ ต้องไปถามคนให้ข่าว แต่หากมีไฟต์นี้จริง ๆ ตนก็พร้อมขึ้นชก ไม่ว่าจะเป็นมวยไหน ตนต่อยได้หมด ตนเป็นนักมวย มีมวยไหนให้ต่อยก็ต้องต่อยอยู่แล้ว ขณะที่ นายวรุฒม์ นกยูงทอง รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยเทเลวิชั่น จำกัด ในฐานะฝ่ายประสานงานศึกครั้งนี้ กล่าวยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นความจริง เราวางแผนงานกันมาตั้งแต่ 5 เดือนที่แล้ว และได้วางเงินมัดจำกับทางปาเกียวไปแล้วด้วย ถึงแม้จะมีหลายฝ่ายออกมาให้ข่าว หรือแสดงความคิดเห็นกันไปต่าง ๆ นานา แต่ตนยืนยันว่าทุกอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 ตุลาคม ตนพร้อมทีมงาน 3 คน จะเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้ง เพื่อกลับมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอย่างยิ่งใหญ่

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น