10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2555

update :26/11/2013 18:16
views : 1490
ที่มา :
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2555"
10. พัฒนาไปไกล! อังกฤษตั้งทีมวิจัยศึกษา 5G แล้ว
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555 เว็บไซต์เทเลกราฟของอังกฤษรายงานว่า รัฐบาลอังกฤษร่วมกับมหาวิทยาลัยประจำเมืองเซอร์รีย์ และบริษัทชั้นนำในอุตสาหกกรรมโทรคมนาคม อาทิ Huawei, Samsung, Telefonica Europe และ Fujitsu Labs ในการวิจัยพัฒนาและทดลองโครงการ "5G Innovation Centre" มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่ 5 (5th Generation cellular communications) เพื่อออกแบบสร้างมาตรฐาน เตรียมพร้อมในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต ซึ่งขณะนี้มีการตั้งศูนย์วิจัยแห่งใหม่เพื่อศึกษาเครือข่าย 5G โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ข่าวการวิจัย 5G สร้างความสงสัยให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยทีเดียว เนื่องจากมองว่า เทคโนโลยี 4G LTE ก็เพิ่งเปิดตัวไม่นาน อีกทั้งมีเพียงไม่กี่ประเทศที่มีการใช้งาน ขณะที่อังกฤษเองก็จะเริ่มให้บริการ 4G ในปีหน้า ดังนั้นจะเร่งรีบพัฒนาไปทำไม เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ราฮิม ทาฟาซอลลี หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบการสื่อสารโทรคมนาคม จากมหาวิทยาลัยเซอร์รีย์ เปิดเผยว่า การเติบโตของแอพพลิเคชั่นใหม่ที่ใช้ทำงานบนเครือข่ายพัฒนาไปรวดเร็วมาก ยิ่งมีมือถือมากขึ้นก็หมายความว่าความต้องการเข้าอินเทอร์เน็ตก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้อัตรา Data Traffic เติบโตอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี 5G ที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ก็เพื่อให้ใช้คลื่นวิทยุที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งตอนนี้การศึกษาเรื่อง 5G ได้เริ่มต้นไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าสำเร็จก็อาจทำให้อังกฤษมี 5G ใช้ก่อนประเทศอื่น ไม่เหมือนกับ 4G ที่เพิ่งจะได้ใช้หลังประเทศอื่น ทั้งนี้ ทางรัฐบาลอังกฤษจะเป็นฝ่ายออกงบประมาณแรกเริ่มให้ก่อนเป็นจำนวน 35 ล้านปอนด์ และอีก 24 ล้านปอนด์นั้นจะมาจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นเพียงแค่ก้าวแรก ๆ เท่านั้น และคาดว่าโครงการจะมีกำหนดเสร็จสิ้นพร้อมใช้งานได้จริงในเบื้องต้นในปี 2020 (พ.ศ. 2563) โดยมีความเร็วสูงสุด 10Gpbs หรือเฉลี่ยความเร็วในขณะเคลื่อนที่ต่อคนอยู่ที่ 200Mbps
9. มติ ศาล รธน. ไม่รับคำร้องจำนำข้าว ชี้ผู้ร้องไม่ถูกละเมิด
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้องขอให้ยุติโครงการรับจำนำข้าวไว้วินิจฉัย เหตุ ไม่อยู่ในอำนาจศาล และผู้ยื่นฟ้องไม่ได้ถูกละเมิดสิทธิ์ วันนี้ (10 ตุลาคม) ภายหลังการประชุมองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาคำร้องของ นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของนิด้า ที่ได้ยื่นเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยเพื่อให้ยับยั้ง หรือ ยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ทั้งนี้ นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ได้เป็นผู้แถลงว่า ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ได้ อีกทั้งผู้ร้อง ไม่ได้เป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิและและเสรีภาพ อันสืบเนื่องมาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมิใช่เป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คำร้องดังกล่าว จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยมีมติเป็นเอกฉันท์และครบองค์คณะประชุม
8. หนุ่มป่วยประสาทหลอน คว้ามีดเฉือนนิ้ว-เจ้าโลกขาดวิ่น
วันนี้ (10 ตุลาคม) เวลา 02.00 น. ศูนย์วิทยุกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งมีชายก่อเหตุใช้ของมีคมทำร้ายตัวเองจนได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านพรทิพย์ ห้องเช่าเลขที่ 229/28 ว.เทพประสิทธิ์ 13 ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงนำกำลังเจ้าหน้าที่รุดไปช่วยเหลือทันที โดยที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าห้องเลขที่ 3 พบผู้บาดเจ็บเป็นชาย ทราบชื่อภายหลังคือ นายอนุชา สมคะเน อายุ 29 ปี ชาวบุรีรัมย์ สภาพถูกของมีคมเฉือนจนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณนิ้วโป้งขวา และนิ้วชี้จนขาด ที่อวัยวะเพศถูกเฉือน และตามร่างกายเป็นบาดแผลหลายแห่ง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลบางละมุง โดยมีแฟนสาวดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ จากการตรวจสอบภายในห้องพักพบกองเลือดเป็นจำนวนมากไปจนถึงหลังบ้าน และในห้องยังพบมีดและเขียงเปื้อนเลือดวางอยู่กลางห้อง
7. สลด! เด็ก ม.3 ช็อกดับ หลังอดข้าว ดื่มน้ำอัดลม ลดความอ้วน
สลด! เด็ก ม.3 อดข้าว ดื่มแต่น้ำเปล่า-น้ำอัดลม เพื่อลดความอ้วน สุดท้ายลดได้ 10 กก. ใน 1 เดือน แต่จู่ ๆ ปวดหัวหนักจนช็อกเสียชีวิต พบน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานว่า พบเด็กหญิงอายุ 14 ปี ในจังหวัดหนองบัวลำภูเสียชีวิต หลังจากพยายามลดความอ้วนด้วยการอดอาหาร ดื่มแต่น้ำเปล่า และน้ำอัดลมมานานนับเดือน ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านในอำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ทั้งนี้ เมื่อไปถึงบ้านหลังดังกล่าวก็พบ นายเดือน (ขอสงวนนามสกุล) และนางลำไย (ขอสงวนนามสกุล) พ่อและแม่ของเด็กหญิงเอ (นามสมมติ) จึงสอบถามเรื่องราวดังกล่าวจากนางลำไย ทราบว่า น้องเอ ลูกสาว เรียนอยู่ชั้น ม.3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง มีผลการเรียนปานกลาง โดยที่ผ่านมา ลูกสาวมีน้ำหนัก 53 กิโลกรัม เพราะชอบดื่มน้ำอัดลม ดื่มวันละหลายขวด แต่ก็ไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยอะไร กระทั่งหนึ่งเดือนที่ผ่านมา น้องเอ พยายามจะลดน้ำหนัก จึงไม่ค่อยทานข้าว ดื่มแต่น้ำเปล่า แต่ก็ยังดื่มน้ำอัดลมเหมือนเดิม จนน้ำหนักลดไปถึง 10 กิโลกรัม ภายในหนึ่งเดือน จาก 53 กิโลกรัม เหลือ 43 กิโลกรัม แต่ร่างกายก็ไม่มีอะไรผิดปกติ นางลำไย เล่าต่อว่า กระทั่งโรงเรียนปิดเทอม น้องก็หยุดอยู่ที่บ้าน จนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา น้องเอ บ่นว่ารู้สึกปวดหัวข้างเดียว จึงพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลหนองบัวลำภู ซึ่งพยาบาลก็ถามว่า น้องได้ทานยาลดความอ้วนหรือไม่ น้องก็บอกไปว่าไม่ได้ทาน พยาบาลจึงเจาะเลือดไปตรวจดู ผลเลือดก็ออกมาปกติ ทางโรงพยาบาลจึงให้ยามา ตนจึงพาลูกสาวกลับมาที่บ้าน กระทั่งช่วงตี 4 ของวันอาทิตย์ น้องรู้สึกปวดหัวอีก จน 9 โมงเช้า อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จึงพาน้องไปโรงพยาบาลอีกครั้ง พยาบาลก็ถามย้ำอีกว่าได้ทานยาลดความอ้วนหรือไม่ เพราะถ้าทานจะได้ให้ยารักษาได้ถูกต้อง น้องก็ย้ำว่าไม่ได้ทาน ทางโรงพยาบาลจึงให้ยาแก้ไมเกรนมา เพราะคาดว่าน้องคงจะปวดหัวเพราะเครียด อย่างไรก็ตาม เมื่อ น้องเอ กลับมาถึงบ้านอาการก็ยังไม่ดีขึ้นอีก จนตอนเย็นครอบครัวรู้สึกใจไม่ดี จึงพาน้องไปพบหมอที่คลินิก หมอก็ถามอีกว่าน้องได้ทานยาลดความอ้วนหรือไม่ น้องก็ยืนยันว่าไม่ได้ทาน หมอจึงฉีดยาให้ 2 เข็ม ก่อนจะให้กลับบ้าน แต่จนกระทั่งเวลา 2 ทุ่ม อาการน้องก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ครอบครัวจึงพาไปโรงพยาบาลหนองบัวลำภูอีกครั้ง แพทย์ได้ให้น้องเอนอนพักดูอาการ จนเวลาประมาณเที่ยงคืน จู่ ๆ น้องก็มีอาการแน่นหน้าอก ช็อกหมดสติไป แพทย์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจช่วยเหลือ ขณะที่เมื่อตรวจเลือดก็พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 600 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แพทย์จึงส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ซึ่งแพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีบอกว่า โอกาสรอดมีเพียง 50-50 เท่านั้น และในที่สุดน้องก็เสียชีวิต ทั้งนี้ นางลำไย บอกว่า รู้สึกเสียใจมากที่ต้องเสียลูกสาวเพียงคนเดียวไป แต่ก็จะไม่โทษใคร และขอให้กรณีที่เกิดขึ้นกับลูกสาวเป็นอุทาหรณ์เตือนคนที่ชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำให้ระมัดระวังด้วย
6. อีกราย! แจ้งจับครูหื่น ลูก ผอ.โรงเรียน ทำอนาจารเด็ก ป.6
ผู้ปกครองอีกรายโร่แจ้งความ ครูคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นลูกของผู้อำนวยการโรงเรียนดังในอ่างทอง บังคับทำอนาจารลูกชาย ด้านตำรวจเผย มีเด็กแจ้งดำเนินคดีกับครูรายนี้เป็นคนที่ 3 แล้ว จากกรณีที่ก่อนหน้านี้มีผู้ปกครองเข้าแจ้งความ หลังทราบว่า ครูคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นลูกของผู้อำนวยการโรงเรียนดัง ในตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง บังคับเด็กชาย 6 คน อมนกเขา-สำเร็จความใคร่ ตั้งแต่เด็กอยู่ ป.6 จนขึ้น ม.1 และข่มขู่ไม่ให้เด็กบอกใคร ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุด วันนี้ (10 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ปกครองนำบุตรชาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอแสวงหา เข้าแจ้งความว่าครูคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนบังคับทำอนาจารบุตรชาย โดยพันตำรวจเอกชูเดช กองกันภัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง สถานีตำรวจสีบัวทองเป็นผู้รับเรื่อง และมีนายนันทภพ เคหา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษา หรือ สพป.อ่างทอง เข้ารับฟังเรื่องราวร้องทุกข์นี้ด้วย โดยเด็กชายคนดังกล่าว บอกว่า ช่วงที่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครูคนดังกล่าวได้เรียกเข้าไปในห้องดนตรีในช่วงพักเที่ยง และได้จับอวัยวะเพศ กระทำอนาจาร จากนั้นได้ปล่อยออกจากห้อง ตนอายไม่ได้บอกกับผู้ปกครอง กระทั่งมีเด็กนักเรียนแจ้งความดำเนินคดีกับครูคนนี้ หลังถูกกระทำคล้าย ๆ กัน ประกอบกับถูกผู้ปกครองเค้นความจริง จึงบอกว่าถูกกระทำเหมือนกัน ผู้ปกครองจึงได้พามาแจ้งความดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทางตำรวจแจ้งว่า ได้มีนักเรียนที่ถูกกระทำอนาจารเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับครูรายนี้เป็นรายที่ 3 แล้ว โดยรายแรกเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ทางตำรวจได้สอบสวนพยานไปหลายปาก และแจ้งข้อกล่าวหากับครู ว่ากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งครูคนดังกล่าวได้เข้ามอบตัว และประกันตัวออกไปแล้ว โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ทางเขตการศึกษาอ่างทอง ได้มีคำสั่งให้ครูคนดังกล่าวไปช่วยราชการที่ สพป.อ่างทอง พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง คาดว่าจะทราบผลในสัปดาห์หน้า
5. ทหารลาวจับ 6 คนไทย อ้างล้ำแดน ขอค่าปรับคนละ 3 หมื่น
ทหารลาวจับ 6 คนไทยขึ้นไปหาของป่า อ้างรุกล้ำแดน ขอเก็บค่าปรับคนละ 3 หมื่นบาท ขณะที่ 1 คนไทยที่หนีรอดมาได้ ยัน ไม่ได้เข้าเขตลาวแน่นอน ด้านเจ้าหน้าที่เร่งประสานงานช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม มีรายงานว่า คนไทยจำนวน 6 คน ได้ถูกทหารลาวจับกุมไว้ หลังจากขึ้นไปตัดหวาย และหาของป่าบนเทือกเขาพนมดงรักชายแดนไทย-ลาว ตั้งแต่เช้าวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยจากการสอบถาม นายสมใจ บัวหอม ผู้ใหญ่บ้านหนองบัวพัฒนา หมู่ 14 ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ทราบว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม มีคนไทย 7 คน ประกอบด้วย นายบุญโฮม บัวหอม อายุ 48 ปี, นายเปิง โคสี อายุ 42 ปี, นายรัน โคสี อายุ 40 ปี, นายอุดม กลางจันทา อายุ 39 ปี, นายวุฒิเกียรติ เครือคำ อายุ 20 ปี, นายวีระศักดิ์ บุประเสริฐ อายุ 20 ปี และนายแสง ชนะชาญ อายุ 31 ปี ขึ้นไปตัดหวายและหาของป่าทางบ้านโนนสูง ก่อนจะหยุดพักแรมในช่วงค่ำที่บริเวณพลาญขี้หมา ห่างจากชายแดนลาวประมาณ 500 เมตร แต่ในตอนเช้า กลับถูกทหารลาวจากบ้านมูลป่าโมก เมืองสุขุมา แขวงจำปาสัก ประมาณ 10 คน ควบคุมตัวไว้ แต่ในจำนวนนั้น มี นายแสง ชนะชาญ ที่หลบหนีออกมาได้ ทั้งนี้ นายแสง ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า ตนและเพื่อนบ้านอีก 6 คน ได้เดินขึ้นเขาไปหาของป่า ก่อนจะพักค้างแรมที่พลาญขี้หมา กระทั่งรุ่งเช้าได้ออกเดินทาง โดยตนเดินห่างออกมาจากกลุ่มประมาณ 100 เมตร จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น จึงซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้เพื่อดูเหตุการณ์ ก็เห็นทหารลาวกำลังคุมตัวเพื่อนบ้านให้เดินลงจากเขาไปทางบ้านมูลป่าโมก ประเทศลาว เมื่อเห็นดังนั้นตนจึงรีบหลบหนีกลับมาแจ้งผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้เข้าไปช่วยเหลือ ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า จุดที่ทหารลาวเข้ามาจับกุมเพื่อนบ้านของตนนั้นยังอยู่ในเขตแดนประเทศไทย พวกตนไม่ได้รุกล้ำเขตแดนประเทศลาวแน่นอน เพราะคุ้นเคยกับพื้นที่ดี เนื่องจากขึ้นมาเก็บของป่าตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ขณะที่ล่าสุด ทางฝ่ายลาวแจ้งเข้ามาว่า สาเหตุที่จับกุมคนไทย จำนวน 6 คนไว้ เนื่องจากรุกล้ำเขตแดน พร้อมกับเรียกค่าปรับจากการล้ำแดนคนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเจราจา และประสานงานกับทางลาว เพื่อช่วยเหลือคนไทยทั้งหมด
4. เหลือเฟือ-ภรรยา โต้กันแหลก! ต่างอ้าง โดนทำร้าย
ความคืบหน้าจากเหตุการณ์ที่ นางสาวตรีทิพยนิภา โนจา หรือไก่ พร้อมลูกชาย อายุ 4 ขวบ ได้เดินทางไปร้องเรียนต่อมูลนิธิปวีณาว่า ถูกสามีคือ "เหลือเฟือ มกจ๊ก" ทำร้ายร่างกายมานานหลายปี และหลังจากนั้นเพียงวันเดียว นางสาวตรีทิพยนิภา ก็เปลี่ยนใจไม่แจ้งความกับสามีแล้ว โดยระบุว่าจะขอกลับไปคิดดูก่อน ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุด วานนี้ (9 ตุลาคม) เหลือเฟือ มกจ๊ก ได้แถลงข่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมี นางสาววนิดา ทิพย์นาง หรือน้องมิ่ง และเด็กหญิงมุกรินทร์ ทิพย์นาง หรือน้องมุก บุตรสาวที่เกิดกับอดีตภรรยา ที่เลิกรากันไปกว่า 10 ปี ร่วมเข้าแถลงข่าวด้วย ทั้งนี้ ตลกเหลือเฟือ ได้เปิดใจว่า ตนรู้สึกงงมากที่ภรรยาเดินทางมาร้องเรียนว่าถูกตนทำร้ายร่างกาย เพราะในคืนนั้นเราสองคนยังนอนกอดกันอยู่เลย ส่วนในวันที่ภรรยาไปร้องเรียน ตนได้ถามเขาว่าจะไปไหน เขาก็ตอบตนว่าจะออกไปทำบุญที่วัด ส่วนตนก็รับทราบและอยู่บ้านเลี้ยงลูกตามปกติ และพอช่วงเย็น ๆ ตนก็ถามเขาว่าอยู่ไหน เขาก็บอกว่าอยู่ห้องน้ำที่ปั๊มน้ำมัน กำลังจะกลับ แต่ก็ต้องตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็มีนักข่าวโทรมาถามเรื่องที่ภรรยาเดินทางไปร้องเรียนที่มูลนิธิปวีณา ซึ่งตนก็ถามกลับว่าเขาไปร้องเรียนเรื่องอะไร พอนักข่าวถามว่าเขาร้องเรียนเรื่องถูกตนทำร้ายร่างกาย ตนก็ตกใจ และพอข่าวออกมา ตนรู้สึกแย่มาก ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลกเหลือเฟือ กล่าวต่อว่า ส่วนลูกสาวสองคนพอรู้ข่าวก็ร้องไห้ และงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งวันที่เป็นข่าวก็เป็นวันสอบของพวกเขา ลูกสาวเลยไม่มีกะจิตกะใจจะทำข้อสอบ ซึ่งตนก็ได้แต่ปลอบใจ พร้อมให้กำลังใจ และเรื่องราวแบบนี้ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ลูก ๆ ทั้งหมดเคยเห็นกันบ่อย แต่ตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีประเด็นไม่เลี้ยงดูลูก เพราะถ้าตนชั่วและเลวขนาดนั้นตนจะส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยได้อย่างไร ลูกทั้งหมดของตน ตนส่งให้เรียนโรงเรียนดี ๆ หมด ซึ่งพอมีข่าวแบบนี้ออกไป ตนก็รู้สึกแย่ พร้อมกันนี้ เหลือเฟือ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ ว่า ตนอยากจะวอนให้สื่อ และสังคมช่วยมองตนด้วยว่าตนเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว ตนออกจากบ้านทุกวันก็เพื่อหาเงินเข้าบ้าน แต่เขาออกจากบ้านแล้วนำเรื่องราวไม่ดีเข้าบ้านอย่างนี้ ตนไม่เข้าใจว่าเขาทำทำไม ส่วนในวันนี้ที่ออกมาแถลงข่าวตนก็ไม่ได้จะตอบโต้กลับอะไร เพียงแต่อยากจะมาชี้แจงกับสื่อ และอยากให้เขาหยุดเรื่องราวตรงนี้ อย่าให้มีเรื่องมากไปกว่านี้เลย เพราะทั้งแม่ และญาติ ๆ ทั้งหลายตอนนี้ก็สุขภาพจิตเสียกันไปหมดแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ตนก็จะไม่ท้อ เพราะตนมีพ่อมีแม่ และลูก ๆ ที่ต้องดูแลกันหลายคน ซึ่งหากตนล้มป่วยขึ้นมาก็จะลำบากกันไปหมด ส่วนน้องมิกซ์ลูกชายคนเล็กของตน ป่านนี้ลูกชายคงจะคิดถึงตน และคิดถึงย่าแล้วเหมือนกัน นอกจากนี้ ตลกเหลือเฟือ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงปิดเทอมที่แม่ตนมาเยี่ยมหลานนั้น ก็ไม่ได้มาไล่เขาออกจากบ้าน การที่แม่ของตนมาอยู่บ้านก็ทำให้เราทุกคนได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน ถ้าแม่ตนกลับต่างจังหวัด เราก็ไม่ค่อยได้กินข้าวด้วยกันสักเท่าไร เพราะต่างคนต่างกิน ทั้ง ๆ ที่เราควรจะกินข้าวร่วมกัน
3. ทีมกรุ๊ป จับตา พายุพระพิรุณ ห่วงวกเข้าชุมพร กลางเดือนนี้
ทีมกรุ๊ป ห่วง พายุไต้ฝุ่นพระพิรุณ เข้าภาคใต้ตอนบน อาจกระทบชุมพร ระบุ ต้องรอดูอีก 2 วัน จึงจะรู้ชัดว่าพายุจะเคลื่อนไปทางไหน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจแหล่งน้ำ บริษัท ทีมกรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาเรื่องน้ำ กล่าวในงานเสวนาเรื่อง "2012! 18 ภัยพิบัติ ความเสี่ยงที่คนไทยต้องเจอ" ถึงสถานการณ์พายุไต้ฝุ่นพระพิรุณที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่ ว่า พายุไต้ฝุ่นพระพิรุณที่ก่อตัวขึ้นในแถบประเทศฟิลิปปินส์นี้ จะไม่ส่งผลกระทบกับภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานครแล้วแน่นอน เพราะในพื้นที่เหล่านี้เป็นช่วงหมดฤดูมรสุมไปแล้ว แต่ที่น่าห่วงก็คือ พื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน จะเป็นหน้ามรสุมที่พายุจะเลื่อนลงไปในทิศทางนั้น ทั้งนี้ นายชวลิต อธิบายว่า แม้ว่าขณะนี้พายุไต้ฝุ่นพระพิรุณยังวนไปในแถวประเทศฟิลิปปินส์ แต่เป็นไปได้ว่า พายุอาจจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่อาจจะเข้าสู่ไต้หวัน หรืออ้อมวนแหลมญวนเข้ามาในทะเลจีนใต้ ก่อนจะพัดผ่านมายังจังหวัดชุมพร และภาคใต้ตอนบน ตามเส้นทางปกติของพายุในฤดูนี้ที่จะพัดมาที่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งการที่พัดเช่นนี้จะทำให้พายุสะสมกำลังมากขึ้น ก่อนเข้าสู่จังหวัดชุมพร อย่างไรก็ตาม นายชวลิต ได้ย้ำด้วยว่า ให้จับตาทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุพระพิรุณ โดยคาดว่าอีก 2 วัน น่าจะทราบชัดเจนว่า พายุพระพิรุณจะเคลื่อนตัวไปยังทิศทางใด
2. ยังไม่จบ! ผู้ปกครอง นร.บดินทรฯ ภาคบ่าย บุก ศธ. ขู่นอนประท้วง
กลุ่มพ่อแม่นักเรียนภาคบ่าย โรงเรียนบดินทรฯ ขอพบ รมว.ศึกษาธิการ ให้ออกมาแก้ปัญหา ขู่นอนเฝ้า ด้าน เลขา สพฐ. แจง ทำหนังสือรองรับว่าได้เรียนภาคปกติแน่นอน วันนี้ (10 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคบ่าย โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) ประมาณ 15 คน ได้เดินทางมาที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เยียวยานักเรีย นม.4 ภาคบ่าย ทั้ง 36 คน ให้เข้าเรียนในเวลาเรียนปกติ และเรียนในแผนการเรียนศิลป์คำนวณ และศิลป์ภาษา ตามความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครอง ทั้งนี้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วย นายอุดม พรมพันธ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย (สมป.), นายสัจจา ศรีเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2 และนายรื่น หมื่นโกตะ รอง ผอ.โรงเรียนบดินทรเดชาฯ ในฐานะรักษาการ ผอ. ร่วมชี้แจง หาข้อสรุปจากการหารือร่วมกับผู้ปกครองใน 2 ประเด็น คือ 1. มอบหมายให้โรงเรียนไปจัดหาห้องเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะ รวมถึงบุคลากรมาทำหน้าที่สอนหนังสือให้นักเรียนในเวลาเรียนปกติ เพื่อแก้ไขปัญหากรณีที่เด็กในภาคบ่ายต้องเรียนช้าและกลับช้ากว่านักเรียนภาคปกติคนอื่น ๆ ซึ่งทางรักษาการ ผอ.โรงเรียน ได้รับเรื่องไปดำเนินการ ส่วนของบุคลากรหากไม่เพียงพอก็ให้ทางโรงเรียนทำเรื่องเสนอมายัง สพฐ. เพื่อจัดสรรบุคลากรลงไปให้ 2. ให้ไปทำแผนการเรียนโดยแบ่งเด็กนักเรียนภาคบ่ายทั้ง 36 คนออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อเรียนในแผนศิลป์คำนวณและศิลป์ภาษาตามความต้องการของผู้เรียนและผู้ปกครอง ส่วนวิชาใดที่เป็นวิชาพื้นฐานก็ให้มาเรียนร่วมกัน และในอนาคตหากนักเรียนคนใดต้องการย้ายห้องเรียนก็สามารถยื่นคำร้องแก่ทางโรงเรียนได้ โดยมีเงื่อนไขว่าผลการเรียนของนักเรียนคนนั้นจะต้องไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในห้องเรียนนั้น ๆ ในการนี้ ผู้ปกครองพอใจกับข้อสรุปดังกล่าวแต่ได้ขอให้มีหนังสือคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อจะได้รู้สึกอุ่นใจ เพราะที่ผ่านมา สพฐ. ไม่เคยออกคำสั่งกับโรงเรียนใด ๆ มีเพียงแต่ให้คำแนะนำเท่านั้น จึงมีคำสั่งให้ นายอุดม ผู้อำนวยการ สมป. ทำบันทึกข้อความและเซ็นชื่อรับรองผลการหารือ พร้อมกันนี้ได้นัดหมายให้ผู้ปกครองไปหารือร่วมกับทางโรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องแผนการเรียนอีกครั้งในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า ในตอนแรกกลุ่มผู้ปกครองนั้นเรียกร้องจะขอพบ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ให้ออกมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ รมว.ศึกษาธิการ อยู่ระหว่างปฏิบัติราชการที่ต่างประเทศ แต่กลุ่มผู้ปกครองยืนยันจะปักหลักนั่งรออยู่บริเวณหน้าห้องทำงานของ รมว.ศึกษาธิการ และจะค้างคืนที่บริเวณดังกล่าว ต่อมาภายหลัง ดร.ชินภัทร จึงได้เข้ามาพูดคุยและทำความเข้าใจซึ่งก็ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง จนได้ข้อยุติและกลุ่มผู้ปกครองจึงยอมกลับไป
1. นิติเวช ยันโครงกระดูก 3 โครง ไม่ใช่ของสองผัวเมีย
นิติเวช ยันโครงกระดูก 3 โครง ไม่ใช่ของสองผัวเมีย แต่มี 1 โครงกระดูก ที่ระบุได้ว่าเป็นของแรงงานชาวพม่า ส่วนอีก 2 โครงกระดูกเป็นเพศชาย โครงหนึ่งมีรอยกระสุนเข้าสองรู อีกโครงฟันมีคราบสีน้ำตาล คล้ายคนกินหมาก เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา (10 ตุลาคม) ที่ตึกนิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดมศักดิ์ หุ่นวิจิตร หัวหน้าหน่วยนิติพันธุศาสตร์และหน่วยวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ ได้แถลงผลการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกจำนวน 3 โครง ที่ขุดพบในไร่ของหมอสุพัฒน์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดมศักดิ์ ระบุว่า ผลการตรวจโครงกระดูกทั้งสามโครงนั้น เป็นเพศชายทั้งหมด และเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ ที่ทางสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้เคยทำการตรวจพิสูจน์หาสารพันธุกรรมไปแล้ว พบว่า ผลสอดคล้องกัน เนื่องจากสารพันธุกรรมไม่ตรงกับสองสามีภรรยาที่หายตัวไป โดยเปรียบเทียบสารพันธุกรรมจาก นางเล็ก เฮงสุวรรณ (มารดาของนายสามารถ) และนางเอื้อ เกิดทรัพย์ (มารดาของนางสาวอรสา) ไม่พบว่า โครงกระดูกใดมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ นายเอกพล จันทร์ลาด ขอตรวจพิสูจน์ด้วย เนื่องจากบิดา คือ นายธนยศ จันทร์ลาดเป็นคนในพื้นที่นั้น และมีอายุใกล้เคียงกับโครงกระดูกดังกล่าว แต่ผลการตรวจพบว่าไม่ตรงกับโครงกระดูกใดเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางพนักงานสอบสวนแจ้งว่า อาจจะเป็นศพของนายต้าชาวพม่า จึงได้ส่งเนื้อเยื่อและเส้นผมของ นายปิเอ และเด็กชายโซโหร่ยโหร่ย บุตรชาย มาตรวจพิสูจน์ และยืนยันได้ว่า โครงกระดูกที่ 1 เป็นของนายต้าจริง จากนั้นทางแพทย์ได้มาเก็บตัวอย่างเลือดจาก นางเวียงเหนี่ยงภรรยาของนายต้ามาตรวจยืนยันความสัมพันธ์อีกครั้งก็พบว่าตรงกัน ส่วนโครงกระดูกที่สองเป็นเพศชาย อายุ 18-21 ปี ส่วนสูงประมาณ 158-168 เซนติเมตร ระบุได้ว่าเป็นชาวเอเชีย ลักษณะกะโหลกมีรอยกระสุนเข้าสองรู ทางแพทย์เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมไว้หมดแล้ว ส่วนการจะระบุได้ว่าเป็นใครต้องรอการเปรียบเทียบกับญาติที่มีการสงสัย สำหรับโครงกระดูกที่ 3 เป็นเพศชาย อายุ 18-24 ปี ส่วนสูงประมาณ 163-172 เซนติเมตร ระบุได้ว่าเป็นชาวเอเชีย ลักษณะฟันมีคราบสีน้ำตาล สันนิษฐานได้ว่า เป็นคนกินหมาก ซึ่งทางแพทย์เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมไว้เช่นกัน

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น