10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 17 ตุลาคม 2555

update :26/11/2013 13:21
views : 684
ที่มา : kapook.com
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 17 ตุลาคม 2555''
10. สาวโรงงานซัดยาลดความอ้วนเกินขนาด จนประสาทหลอน
สาวโรงงานกินยาลดความอ้วนนานเป็นปี จนประสาทหลอน พูดจาไม่รู้เรื่อง จำสามี-ลูกตัวเองไม่ได้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 เจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งมีคนเกิดอาการคลุ้มคลั่งอยู่ในร้านค้าสวัสดิการหน้าสำนักงานเทศบาลนครแหลมฉบัง จึงรุดไปตรวจสอบ โดยที่เกิดเหตุบริเวณภายในร้าน พบนางสิริมา สะอาดเอี่ยม อายุ 35 ปี เป็นพนักงานฝ่ายผลิตบริษัท มอลเท่นภาย ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา กำลังนั่งเหม่อลอยพูดจาไม่รู้เรื่อง บางครั้งก็มีอาการเอะอะโวยวาย โดยมีนายกิตติพงษ์ สะอาดเอี่ยม อายุ 37 ปี สามี พร้อมด้วย เด็กชายศิริพงษ์ สะอาดเอี่ยมอายุ 13 ปี บุตรชาย กำลังเกลี้ยกล่อมให้นางสิริมากลับบ้าน แต่ยิ่งทำให้นางสิริมาอาการกำเริบหนักขึ้น และพูดจาวกวนไปมา พร้อมทั้งต่อว่านายกิตติพงษ์ สามี ว่า พาเมียน้อยมาอยู่ในบ้านและร่วมกับเด็กชายศิริพงษ์บุตรชายของตนเองขโมยทรัพย์สินไปให้ผู้หญิงอื่นจนหมด จากการสอบถาม นายกิตติพงษ์ เล่าว่า ได้แต่งงานอยู่กินกับนางสิริมามานานกว่า 14 ปี มีบุตรด้วยกัน 1 คน ซึ่งสมัยก่อนนางสิริมาเป็นคนรูปร่างผอม แต่เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมากลับอ้วนขึ้น จึงได้หันมาซื้อยาลดความอ้วนกินเอง ซึ่งตนก็พยายามเตือนไม่ให้กิน บางครั้งแอบนำยาไปทิ้งทำให้นางสิริมากลับไปซื้อยายี่ห้ออื่นมากินติดต่อกันมาเป็นปี จนกระทั่งก่อนเกิดเหตุเมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมา นางสิริมาเริ่มมีอาการพูดจาไม่รู้เรื่อง บางครั้งก็จำตนเองและเด็กชายศิริพงษ์ลูกชายไม่ได้ ซึ่งตนต้องลางานมาเฝ้านางสิริมาอยู่หลายวัน จนกระทั่งวันนี้นางสิริมาได้แอบหลบหนีออกจากบ้าน เพื่อมาแจ้งความกับตำรวจแหลมฉบังกล่าวหาว่าตนทำร้ายร่างกายและขโมยทรัพย์สิน จนตำรวจต้องช่วยกันจับส่งโรงพยาบาลให้แพทย์รักษาอาการประสาทหลอนดังกล่าว
9. พีซี แอร์ ทำพิษ! คนไทยติดที่อินชอน 200 ชีวิต เหตุไม่เสียภาษี
สายการบินพีซี แอร์ ทำพิษ! ค้างค่าภาษีสนามบิน และค่าภาษีน้ำมัน ทำให้คนไทยกว่า 200 คน ต้องติดอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ โดยไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้

สืบเนื่องจากกรณีที่ผู้โดยสารสายการบินพีซี แอร์ ซึ่งเป็นสายการบินแบบเช่าเหมาลำของไทย 200 คน ติดค้างอยู่ที่สนามบินอินชอนของเกาหลีใต้ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา ตามเวลาของประเทศเกาหลี เนื่องจากสายการบินดังกล่าวไม่สามารถนำเครื่องบินขึ้นได้ เพราะค้างชำระภาษีสนามบิน และค่าน้ำมันนั้น

ล่าสุด วันนี้ (17 ตุลาคม) นายวรเดช หาญประเสริฐ อธิบดีกรมการบินพลเรือน เปิดเผยว่า มีผู้โดยสารอีกประมาณ 200 คน ที่กำลังจะเดินทางกลับประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่า สามารถเดินทางกลับได้หรือไม่ หลังจากที่สายการบินพีซี แอร์ ได้โอนเงินไปชำระค่าน้ำมันที่ค้างอยู่แล้ว เป็นเงินกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เบื้องต้นกรมการบินพลเรือน ได้ประสานงานให้สถานฑูต และเอเย่นผู้จำหน่ายบัตรโดยสาร เข้าไปดูแลจัดหาอาหาร น้ำดื่ม ให้ผู้โดยสารที่ติดค้างแล้ว พร้อมทั้งติดต่อให้การบินไทย ร่วมดูแลอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางกลับ โดยจะคิดค่าโดยสารในราคาต่ำที่สุด
8. ค้นเพิ่ม บ้านหมอสุพัฒน์ เจอหลักฐานเพียบ – พยานรายใหม่โผล่
ค้นบ้านหมอสุพัฒน์เพิ่มเติม เจอหลักฐานใหม่เพียบทั้ง เครื่องอัดกระสุน, ปลอกกระสุนปืน เอ็ม 16 เป็นต้น ด้านพยานพม่ารายใหม่โผล่ ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี วันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน นำหมายศาลจังหวัดเพชรบุรี เข้าตรวจค้นบ้านของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ ที่ จังหวัดเพชรบุรี อีกครั้ง เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ในคดีกักขังหน่วงเหนี่ยว ลักทรัพย์ และมีไว้ซึ่งของโจร รวมถึงยังอาจมีส่วนพัวพันกับการหายตัวไปของสองสามีภรรยา นายสามารถ นุ่มจุ้ย และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ด้วย โดยจากการเข้าตรวจค้น พบหลักฐานเป็น ลำกล้องปืนไรเฟิล 1 ลำ ซองใส่กระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 ซอง กล่องกระสุนปืนขนาด 223 และขนาด 308 เครื่องอัดกระสุนแบบเคลื่อนย้ายได้ 1 เครื่อง รวมถึงปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 อีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบ ธูป เทียน สายสิญจน์ อีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พานายกะลา แรงงานชาวพม่าที่เป็นพยานปากเอก และพยานชาวพม่ารายใหม่อีกรายชื่อ นายซาแว หรือ ทะแง ซึ่งทั้งคู่เคยทำงานอยู่ในบ้านของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เพื่อให้ชี้จุดต่าง ๆ ภายในบ้าน โดยนายกะลา เล่าว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555 หลังจากหมอเริ่มตกเป็นข่าวแต่ยังไม่ได้ถูกจับกุมตัว นายซาแว หรือ ทะแง ได้โทรหาตนแล้วเล่าให้ฟังว่า หมอสุพัฒน์นำปืนพกสั้น 1 กระบอกมาให้นายซาแว พร้อมทั้งสั่งให้ขี่รถจักรยานยนต์มาฆ่าตน แต่เนื่องจากทั้งคู่สนิทกัน นายซาแวจึงแกล้งทำเป็นรถเสียและโทรบอกให้ตนหลบหนีไป ตนจึงหลบเข้าไปอยู่ในไร่ยูคาลิปตัส และหลบอยู่จนได้พบกับนักข่าวในวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา จึงรอดตาย ขณะที่คำให้การอื่น ๆ ของพยานชาวพม่าทั้ง 2 ราย ถือว่าเป็นประโยชน์กับรูปคดีพอสมควร แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างสอบสวนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามยังมีพยานอีกหนึ่งปากที่เป็นคนไทยซึ่งเคยทำงานอยู่บ้านของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นใครและอยู่ที่ใด
7. เลื่อนศัลยกรรมเจ้ากาบัง ชี้ต้องรักษาสภาพจิตใจ-ทำเคมีบำบัดก่อน
สัตวแพทย์สหรัฐฯ เลื่อนศัลยกรรมเจ้ากาบัง สุนัขฮีโร่ของฟิลิปปินส์ ชี้ต้องรักษาสภาพจิตใจ-ทำเคมีบำบัดเนื้อร้ายในช่องคลอดก่อน จากเหตุการณ์ที่ เจ้ากาบัง สุนัขเพศเมียจากฟิลิปปินส์ที่กระโดดเข้าขวางรถจักรยานยนต์เพื่อช่วยชีวิตเด็กหญิง 2 คนให้รอดพ้นจากการถูกรถชน จนทำให้จมูกของมันเข้าไปติดในซี่ล้อรถ ถูกรถบดจมูกแหว่ง ซึ่งวีรกรรมดังกล่าวทำให้มันกลายเป็นสุนัขฮีโร่ที่โด่งดังไปทั่วโลก และขณะนี้มันได้เดินทางไปทำการศัลยกรรมซ่อมแซมจมูกที่สหรัฐฯ ตามที่ได้รายงานข่าวไปนั้น ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (17 ตุลาคม) สำนักข่าวเอพี รายงานว่า คณะสัตวแพทย์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การศัลยกรรมซ่อมแซมจมูกของเจ้ากาบังจะต้องเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากจำเป็นต้องได้รับการรักษาสภาพจิตใจ และทำเคมีบำบัดเนื้อร้ายในช่องคลอด ก่อนที่จะเข้าสู่การผ่าตัดศัลยกรรมจมูก และปากด้านบนที่แหว่ง ทั้งนี้ เจ้ากาบัง สุนัขฮีโร่ ได้เดินทางถึงสหรัฐฯ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยความช่วยเหลือจากนางพยาบาลเมืองบัฟฟาโลของมหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหัวหอกในการรณรงค์ระดมเงินทุนเพื่อนำเจ้ากาบังมารักษาตัวในอเมริกา เนื่องจากสัตวแพทย์ในฟิลิปปินส์ไม่สามารถรักษาผ่าตัดให้ได้
6. วิจารณ์แซด! คดีเฟอร์รารี่ชนตำรวจไม่คืบ คาดส่งฟ้องสิ้นเดือนนี้
วิจารณ์แซด คดีซิ่งเฟอร์รารี่ชนดาบตำรวจตายไม่คืบหน้าทั้งที่ผ่านมาเกือบเดือนครึ่ง ตำรวจเจ้าของคดีอ้างรอผลตรวจสารเสพติดในตัวผู้ก่อเหตุ คาดภายในสิ้นเดือนนี้สรุปสำนวนอาญาได้ ส่วนคดีแพ่งทางญาติผู้เสียชีวิตได้รับค่าเสียหายจำนวน 3 ล้านบาทไปแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการดำเนินคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา หลานชายนายเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ให้กำเนิดผลิตภัณฑ์ "กระทิงแดง" ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต เมื่อเช้ามืดวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ยังไม่มีความคืบหน้าในการสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งฟ้องยังชั้นศาล ทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบเดือนครึ่ง นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา วัย 27 ปี ลูกชายคนเล็กของนายเฉลิม อยู่วิทยา ประธานบริษัท เรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ด ขับรถเก๋งสปอร์ตยี่ห้อเฟอร์รารี่ สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน ญญ-1111 กทม. พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์สายตรวจของ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ บริเวณปากซอยสุขุมวิท 49 ก่อนลากร่างของ ด.ต.วิเชียรไปกับพื้นถนนไกลกว่า 200 เมตร จากนั้นได้ขับรถหลบหนี แต่สุดท้ายก็จำนนต่อหลักฐานถูกตั้งข้อหาขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตำรวจให้ประกันตัวไปในวงเงิน 5 แสนบาท อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าผลการตรวจเลือดเบื้องต้นของนายวรยุทธ นอกจากมีแอลกอฮอล์ถึง 64 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังพบว่ามีสารอื่น ๆ ที่เป็นส่วนประกอบในยาเสพติดและยานอนหลับอีกอย่างน้อย 3 ชนิด คือ โคเคน, กาเฟอีน และอัลปราโซแลม พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เจ้าของคดี กล่าวกับ "ไทยโพสต์" เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมนี้ ว่า ขณะนี้ต้องรอผลการตรวจสารเสพติดในร่างกายของนายวรยุทธ โดยโรงพยาบาลได้ส่งผลตรวจไปให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ตรวจสอบแล้วว่าสารต่าง ๆ ที่พบในร่างกายใช่สารเสพติดหรือไม่ เนื่องจากแพทย์ไม่สามารถระบุได้ ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ พฐ. ที่เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบ เพราะสารดังกล่าวที่พบอาจจะมีอยู่ในตัวยาปฏิชีวนะ ส่วนคดีทางแพ่งนั้น พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผกก.สน.ทองหล่อ กล่าวว่า ทางทนายความของทายาทกระทิงแดงตกลงกับญาติผู้เสียชีวิตเป็นการส่วนตัว พร้อมทั้งมอบเงินชดใช้ให้จำนวน 3 ล้านบาท เป็นการปิดคดีทางแพ่งเรียบร้อย "ในส่วนของคดีทางอาญา ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนยังรอผลการตีความผลเลือดของผู้ต้องหา ที่ปรากฏมีสารปนเปื้อนเป็นสารเสพติด และรอผลตรวจความเร็วรถขณะพุ่งชนจากกองพิสูจน์หลักฐาน จากนั้นจะรวบรวมเข้าในสำนวนคดี คาดว่าจะสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้" พ.ต.อ.ชุมพล กล่าว
5. กระทรวงแรงงาน เผย อาชีพขาดแคลนแรงงาน 20 อันดับแรก
กระทรวงแรงงาน เผย ตำแหน่งงานที่ขาดแคลนแรงงาน 20 อันดับแรก นับจากเดือนมกราคมถึงกันยายน 2555 พบว่า แรงงานทั่วไปขาดแคลนมากสุด รองมาเป็นแรงงานด้านการผลิต วันนี้ (17 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยข้อมูล "ตำแหน่งงานที่ขาดแคลนแรงงาน 20 อันดับแรก" นับจากเดือนมกราคมถึงกันยายน 2555 ประกอบไปด้วยอาชีพต่าง ๆ ดังนี้ 1. แรงงานทั่วไป 2. แรงงานด้านการผลิต 3. พนักงานขายและผู้นำเสนอสินค้า 4. พนักงานขายสินค้าประจำร้าน พนักงานขายของหน้าร้าน 5. เสมียนพนักงานทั่วไป พนักงานธุรการ 6. พนักงานขับรถยนต์ 7. เจ้าหน้าที่คลังสินค้า 8. พนักงานบัญชี 9. พนักงานบริการลูกค้า 10. เจ้าหน้าที่เก็บเงิน แคชเชียร์ 11. พนักงานดูแลความปลอดภัย หรือยาม 12. ช่างไฟฟ้าทั่วไป 13. บริกร พนักงานเสิร์ฟ 14. นักการตลาด เจ้าหน้าที่การตลาด และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย 15. แรงงานด้านการประกอบ 16. พนักงานขับรถบรรทุกและรถตู้ขนาดใหญ่ 17. แม่บ้านประจำสำนักงาน 18. ช่างเย็บผลิตภัณฑ์สิ่งทอสิ่งถักและเครื่องแต่งกาย ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม 19. แรงงานบรรจุ 20. ช่างเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้า
4. สวป.ศรีสำโรง ปืนดุ! ยิงถล่ม ผกก. ดับ ฉุนเตือนเรื่องกินเหล้า
เกิดเหตุ สวป. ตำรวจภูธรศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ใช้อาวุธยิงผู้กำกับเสียชีวิตในห้องทำงาน ก่อนขับรถหนี แต่ไม่ไปรอด ด้านสาเหตุคาดเกิดจากถูกตักเตือนเรื่องดื่มสุรา วันนี้ (17 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุ พ.ต.ต.จักรโรม ธูปแจ่ม สารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ใช้อาวุธปืนยิง ผู้บังคับบัญชา คือ พ.ต.อ.ธณัชพงศ์ ประเสริฐศิริปภา ผู้กำกับการตำรวจภูธรศรีสำโรง บาดเจ็บสาหัสก่อนเสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ พ.ต.อ.ธณัชพงศ์ ทำงานตามปกติ เมื่อเปิดประตูห้องทำงานออกมาข้างนอก จึงถูก พ.ต.ต.จักรโรม ใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิง 3 นัดซ้อน กระสุนเข้าบริเวณลำตัวได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่ พ.ต.ต.จักรโรม หลังจากก่อเหตุได้ขับรถยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยมีตำรวจขับรถตามประกบและตั้งด่านสกัด ทำให้รถประสบอุบัติเหตุชนต้นมะม่วงข้างทางได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนสาเหตุ คาดว่าเกิดจากขัดแย้งเรื่องส่วนตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ธณัชพงศ์ เคยตักเตือน พ.ต.ต.จักรโรม ที่ดื่มสุราจนมีอาการมึนเมาไม่สามารถควบคุมสติขณะปฏิบัติงานได้ จนถูกตั้งกรรมการสอบสวน และถูกสั่งระงับไม่ให้ใช้อาวุธประจำกาย ทำให้ พ.ต.ต.จักรโรม เกิดความเครียด และไม่พอใจ พ.ต.อ.ธณัชพงศ์ จนลงมือก่อเหตุดังกล่าว ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และสั่งการให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด พร้อมเตรียมจะพิจารณาโทษทางวินัยต่อไป อย่างไรก็ตาม เรื่องวินัยของตำรวจที่ย่อหย่อนไปบ้างนั้น การจะแก้ไขได้ต้องให้ผู้บังคังบัญชาปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างด้วย
3. สาวกไอโฟนเฮ! iPhone 5 เปิดจอง 24-30 ต.ค. นี้และเปิดขายจริง 2 พ.ย.
สาวกไอโฟนที่กำลังรอคอยเป็นเจ้าของ iPhone 5 เตรียมตัวเฮได้เลย ล่าสุดมีข้อมูลกำหนดการวางขายและเปิดจอง iPhone 5 ในประเทศไทยออกมาแล้ว ข้อมูลล่าสุดเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ Siampod ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวันเปิดตัวและจำหน่าย iPhone 5 ในประเทศไทย ว่าจะมีการเปิดจอง iPhone 5 สำหรับบางค่ายมือถือในวันที่ 24-30 ตุลาคมนี้ และจะเปิดจำหน่ายเป็นทางการพร้อมกันในวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ สำหรับรูปแบบการจองคาดว่าคงเหมือนกับตอนเปิดจำหน่าย iPhone 4S โดยจะเปิดจองเครื่องผ่านหน้าเว็บในวันที่ 24-30 ตุลาคมรวมเวลาทั้งหมด 7 วัน หากยอดสั่งจองเยอะจนส่งผลให้จำนวนเครื่องที่มีอยู่ในสต็อกเกินจำนวน ก็ต้องปิดรับจองก่อนกำหนด ส่วนงานเปิดตัวจำหน่ายเป็นทางการ ทางค่ายมือถือจะจัดงานในคืนวันที่ 1 พฤศจิกายนและจะเปิดจำหน่ายเป็นทางการตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นต้นไป นอกจากนี้ค่ายมือถือบางค่ายนอกจากจะจัดงานในกรุงเทพแล้ว อาจจะมีการจัดงานเปิดตัวเปิดขายวันที่ 2 พฤศจิกายน แบบเล็ก ๆ ในบางจังหวัดด้วย เช่น เชียงใหม่, ภูเก็ต แต่จำนวนเครื่องที่นำมาจำหน่ายนั้นอาจจะไม่เยอะเท่าในกรุงเทพฯ นั่นเอง ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลเรื่องราคาและโปรโมชั่นต่าง ๆ เกี่ยวกับ iPhone 5 แต่นี่ก็ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับสาวกไอโฟนที่กำลังรอคอยเป็นเจ้าของ iPhone 5 และต้องมารอดูกันอีกทีว่าจะมีการเปิดตัวและจำหน่ายตามวันและเวลาตรงตามข้อมูลที่ออกมาหรือไม่ มารอลุ้นไปพร้อม ๆ กัน
2. กทค. เร่งถก โทรคมนาคมโลกเตรียมออกกฎเข้าเน็ตจ่ายทุกครั้งที่คลิก
กทค. เตรียมประชุมด่วน ปมโทรคมนาคมโลกแก้ไขสนธิสัญญาคลิกเข้าเน็ต-อ่านข้อมูลทุกครั้ง ต้องจ่ายตังค์ ชี้ กระทบการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยแน่นอน อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่คนหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างกว้างขวางในโลกอินเทอร์เน็ต ก็คือ การที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เตรียมแก้ไขสนธิสัญญา 15 ข้อ โดยมีข้อหนึ่งระบุให้ประเทศสมาชิกต้องเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการที่เชื่อมต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่า หากข้อกำหนดดังกล่าวบังคับใช้จริงย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกอย่างแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยที่ต้องหาทางรับมือกับมาตรการนี้ ทั้งนี้ มีความคิดเห็นจาก นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม และในฐานะคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ระบุว่า ทาง กทค. เตรียมจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดท่าทีต่อการแก้ไขสนธิสัญญาดังกล่าว พร้อมกับจะทำหนังสือเสนอต่อ กสทช. ให้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมร่วมระหว่าง คณะกรรมการ กสทช. และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) อย่างเร่งด่วน เพราะกระทรวงไอซีทีคือหน่วยงานรัฐที่เป็นตัวแทนของประเทศในฐานะสมาชิกสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องเป็นผู้ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว นพ.ประวิทย์ ระบุอีกว่า หากสนธิสัญญาดังกล่าวได้รับการลงนามจนมีผลบังคับใช้จริง ย่อมส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยแน่นอน ทั้งภาครัฐบาล ภาคชุมชน ภาคเอกชน อย่างเช่นโครงการไวไฟ ฟรี ของรัฐบาล ก็จะไม่สามารถให้บริการฟรีได้อีก แม้แต่เทคโนโลยี 3 จี และ 4 จี ที่นำมาใช้ในการสื่อสารช่องทางใหม่ เช่น วอสท์แอพ และไลน์ ในอนาคตก็จะต้องเสียค่าบริการ นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ภายในเดือนนี้ กทค. จะจัดงานเสวนาทางวิชาการ โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงต่าง ๆ มาร่วมประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในแวดวงธุรกิจ และประชาชนทั่วไป
1. ช่อง 3 ออกแถลงการณ์ขอพระราชทานอภัยโทษพระบรมวงศานุวงศ์กัมพูชา
ชาวกัมพูชาร้องรัฐบาลขับไล่นักข่าวสาวไทยซึ่งอ้างว่าเป็น น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ออกนอกประเทศและให้ขอโทษชาวกัมพูชา หลังยืนเหยียบพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จนโรดม สีหนุ ขณะรายงานข่าวพระราชพิธีเคารพพระศพ ในกรุงพนมเปญ ล่าสุด น.ส.ฐาปนีย์ ออกมายอมรับเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยื่นหนังสือสถานทูต ขอโทษชาวกัมพูชา ขณะที่ช่อง 3 ออกแถลงการณ์ขอพระราชทานอภัยโทษพระบรมวงศานุวงศ์กัมพูชา วันนี้ (17 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ ในสังคมออนไลน์ของกัมพูชา โดยเฉพาะโชเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กได้มีการเผยแพร่ภาพผู้สื่อข่าวสาวไทย ซึ่งอ้างว่าเป็น น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวทีวีช่อง 3 แต่งชุดสีดำยืนรายงานข่าว โดยบริเวณเท้าของผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวยืนเหยียบพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์ของกัมพูชา ที่เพิ่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยภาพดังกล่าวได้ส่งต่อ ๆ กันไปจนทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณตลาดปอยเปต ได้มีชาวกัมพูชาจำนวนมากเข้าร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เพื่อเปิดดู ทำให้มีการประณามการกระทำดังกล่าวของนักข่าวสาวไทยไปทั่วสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ ชาวเน็ตของกัมพูชายังวอนให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการขับนักข่าวคนดังกล่าวออกนอกประเทศและให้ขอโทษประชาชนชาวกัมพูชาทั้งประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากข่าวดังกล่าวแพร่ออกไปจนทั่วตลาดปอยเปตและตลาดโรงเกลือ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและชุดปฏิบัติการข่าวจึงออกตรวจสอบข้อเท็จจริงและปฏิกิริยาของชาวกัมพูชาทั้งในตลาดปอยเปต และในตลาดโรงเกลือ พบว่ามีพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาในตลาดโรงเกลือบางส่วนที่ได้เห็นภาพและการกระทำดังกล่าวของนักข่าวไทย ต่างวิจารณ์ว่า เป็นความไม่เหมาะสม เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของอดีตกษัตริย์กัมพูชา และเรียกร้องให้นักข่าวคนดังกล่าวออกมาขอโทษชาวกัมพูชาทั้งประเทศ และพ่อค้าชาวกัมพูชายังเผยอีกว่าจากภาพดังกล่าวประเทศไทยต้องดำเนินการ หากไม่เช่นนั้นอาจเป็นเรื่องเล็กที่บานปลายทำให้ไทยและกัมพูชาต้องมาบาดหมางกันอีกครั้ง ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. น.ส.ฐปนีย์ พร้อมกับทีมข่าวช่อง 3 ได้เดินทางไปที่สถานทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ย่านเหม่งจ๋าย พร้อมด้วยพานพุ่มเพื่อกราบขอขมาต่อชาวกัมพูชา เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าตัวยืนยันไม่มีเจตนาที่จะการทำการดังกล่าว เพราะในขณะที่ต้องเปิดหน้าเพื่อทำข่าวนั้นสิ่งของที่ถือไว้ทั้งหมดต้องหาที่วาง และบังเอิญว่ามีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนโรดมสีหนุอยู่บนหน้าปก แต่ก็วางไว้ห่างตัวมาก ไม่ได้เหยียบ แต่ภาพที่ออกมานั้นอาจจะเป็นมุมกล้อง อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงขอพระราชทานอภัยโทษพระบรมวงศานุวงศ์-ประชาชน กัมพูชา มีข้อความดังนี้ "ตามที่สื่อสังคมออนไลน์ในราชอาณาจักรกัมพูชา ได้แพร่ภาพนางสาวฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่อาจกระทบกระเทือนจิตใจของพี่น้องประชาชนชาวกัมพูชา และสร้างความเข้าใจผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากเดินทางกลับถึงประเทศไทย นางสาวฐปนีย์ เอียดศรีไชย ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยยืนยันว่า ไม่มีเจตนาที่จะลบหลู่ หรือแสดงความไม่เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวกัมพูชา เพราะขณะนั้นอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่การรายงานข่าวประชาชนชาวกัมพูชาร่วมถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนโรดมสีหนุแห่งกัมพูชา ที่บริเวณหน้าพระราชวังจตุรมุขมงคล ด้วยลักษณะที่ต้องยืนรายงาน ทำให้ต้องวางสิ่งของส่วนตัว ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ สมุดจดบันทึก หนังสือพิมพ์ ซึ่งลงภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ แห่งกัมพูชา ตีพิมพ์หลังจากที่เสด็จสวรรคต และได้วางไว้ที่พื้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งได้วางห่างจากตัวพอสมควร แต่เนื่องจากภาพที่ปรากฏในเฟซบุ๊ก ถ่ายจากด้านข้างค่อนไปทางด้านหลัง จึงทำให้เห็นว่า สิ่งของทั้งหมดอยู่ใกล้ตัว ซึ่งหลังจากทราบข่าว เมื่อคืนวันที่ 16 ตุลาคม 2555 นางสาวฐปนีย์ เอียดศรีไชย จึงได้รีบเดินทางไปกราบขอพระราชทานอภัยโทษ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ที่หน้าพระราชวังจตุรมุขมงคล และตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อเช้าวันที่ 17 ตุลาคม 2555 เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ และได้แสดงความเสียใจพร้อมขออภัยต่อพี่น้องชาวกัมพูชา ที่ทำให้เกิดความรู้สึกกระทบกระเทือนใจในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อกรณีที่เกิดขึ้น ดังนั้น ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จึงใคร่ขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบรมวงศานุวงศ์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และขออภัยต่อรัฐบาลและประชาชนชาวกัมพูชาในครั้งนี้ และหวังว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ"

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น