10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 24 ตุลาคม 2555

update :26/11/2013 10:31
views : 1068
ที่มา : kapook.com
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวบันเด่นประจำวันที่ 24 ตุลาคม 2555"
10. เกือบตาย! หนุ่มมะกันยิงน้องแต่งแฟนซี นึกว่าเป็นสกังค์
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า หนุ่มอเมริกันวัย 24 ปี ก่อเหตุยิงเด็กหญิงวัย 8 ขวบซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องหลายนัดจนบาดเจ็บ หลังเด็กหญิงแต่งแฟนซี และเขาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวสกังค์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่เมืองโรเชสเตอร์ของนิวยอร์ก เมื่อเด็กหญิงวัย 8 ขวบรายหนึ่ง ได้แต่งตัวเป็นสัตว์ประหลาดสีดำมีพู่สีขาว ไปร่วมปาร์ตี้ฮาโลวีนที่ป้าของเธอจัดขึ้น แต่ยังไม่ทันที่เธอจะไปถึงงาน ก็มีอันต้องเจ็บตัวจนเข้าโรงพยาบาลอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อมีคนไปบอกป้าของเธอว่า เจอสกังค์อยู่บริเวณบ้าน คุณป้าเธอก็เลยไม่รอช้า รีบสะกิดบอก โทมัส แกรนท์ ลูกชายวัย 24 ปี ให้ถือปืนไปยิงสกังค์ ซึ่งหลังจากที่ได้เห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ใต้ต้นไม้ คุณป้าก็ถือไฟฉายส่องให้โทมัสเล็งปืนยิงไปหลายนัด ก่อนจะได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กหญิงดังออกมาจากจุดเกิดเหตุ และโทมัสก็ได้พบว่า สกังค์ที่ได้กระหน่ำยิงไปนั้น คือหลานสาวของตัวเองนั่นเอง อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุเด็กหญิงถูกหามส่งโรงพยาบาลทันที และอยู่ในอาการโคม่า เพราะถูกยิงหลายนัด ได้แก่ ไหล่ แขน หลัง และคอ ขณะที่เพื่อนบ้านของคุณป้าได้เปิดเผยว่า ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคุณป้าและลูกคิดอะไรอยู่ถึงเอาปืนออกมายิงตอนดึก ๆ ดื่น ๆ ในที่ที่มีบ้านคนอยู่ใกล้เคียงอย่างนั้น มันอันตรายมากจริง ๆ
9. อย. สั่งเก็บสเปรย์กันแดด บานาน่า โบ๊ท หลังเกิดไฟลุกที่ผิวหนัง
อย. สั่งเก็บสเปรย์กันแดด บานาน่า โบ๊ท จากชั้นวางจำหน่ายสินค้าแล้ว หลังพบว่าเสี่ยงเกิดไฟลุกไหม้ผิวหนังของผู้ใช้ สืบเนื่องจากกรณีที่บริษัท อีเนอร์ไจเซอร์ โฮลดิงส์ จำกัด รัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ผลิตครีมกันแดดชื่อดัง บานาน่า โบ๊ท (Banana Boat) ได้เรียกคืนผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดแบบสเปรย์กว่า 5 แสนกระป๋อง หลังจากมีรายงานว่า ผู้คนจำนวนหนึ่ง ฉีดสเปรย์กันแดดชนิดนี้ลงไปบนผิวหนัง แล้วเกิดไฟลุกขึ้นมา ตามที่ได้รายงานไปนั้น ล่าสุด วานนี้ (23 ตุลาคม) นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ได้เรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์สินค้าชนิดสเปรย์กันแดดของบริษัท สูตรอัลตรามิสต์ จำนวน 23 รายการแล้ว เนื่องจากพบว่าผลิตภัณฑ์อาจก่อความเสี่ยงให้เกิดไฟลุกไหม้ผิวหนังของผู้ใช้ได้ หากถูกประกายไฟหรือเปลวไฟในขณะที่สเปรย์กันแดดยังไม่แห้งสนิทดี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บในสหรัฐอเมริกา จำนวน 4 ราย และแคนาดา 1 ราย และภายหลังจากที่ดำเนินการตรวจสอบ พบว่า ผลิตภัณฑ์กันแดดยี่ห้อบานานาโบ๊ท โดยบริษัท เอเนอไจเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีการนำเข้ามีจำนวน 6 รายการ ซึ่งตรงกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นข่าวเพียง 1 รายการ คือ ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดผิวหน้า "BANANA BOAT ULTRAMIST KIDS TEAR FREE SUNSCREEN LOTION SPF 50" แต่ทั้งนี้ ยังไม่พบว่ามีผู้บริโภคในประเทศไทยได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค อย. ได้ประสานกับบริษัทผู้นำเข้าเรียกคืนสินค้าดังกล่าวออกจากชั้นวางจำหน่ายสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
8. โหด! ฆ่าทุบหัวเสี่ยรถมือ 2 ยัดท้ายเก๋ง ศพอืด ตั้งปมชู้สาว-ชิงทรัพย์
ชาวไร่มันสำปะหลังพบศพพ่อค้ารถมือสองระยอง ถูกฆ่ายัดใส่ท้ายรถเก๋งจอดทิ้งไว้ในไร่จนศพอืด คาดเสียชีวิตมาแล้ว 2 วัน ขณะที่ตำรวจตั้งปมชู้สาว และชิงทรัพย์ วันนี้ (24 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากชาวไร่มันสำปะหลังว่า พบศพชายถูกฆ่ายัดไว้ที่กระโปรงท้ายรถ ที่หมู่ 2 ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ห่างจากถนนสายบ้านบึง-แกลง เข้าไปประมาณ 100 เมตร จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถยนต์ฮุนได สีแดงเลือดหมู หมายเลขทะเบียน กจ- 172 เชียงราย จอดขวางทางอยู่ จึงเข้าไปดูปรากฏว่าได้กลิ่นเหม็นคล้ายซากศพ เมื่อเปิดรถดูก็พบว่าที่ท้ายรถมีศพคลุมด้วยถุงปุ๋ยนอนขดอยู่ สภาพศพถูกตีด้วยของแข็งที่ศีรษะจนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้ตายชื่อ โทน เป็นพ่อค้ารับซื้อรถยนต์มือสองในจังหวัดเชียงราย คุ้นเคยกับพื้นที่วังจันทร์เป็นอย่างดี เพราะมาหาซื้อรถเก่าเป็นประจำ ล่าสุดเมื่อ 3 วันก่อน ได้โทรศัพท์บอกเพื่อนว่ากำลังเดินทางมาจากจังหวัดเชียงรายหลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อ มาพบอีกทีกลายเป็นศพไปแล้ว ทั้งนี้ ตำรวจตั้งสาเหตุไว้ 2 ประเด็น คือ เรื่องชู้สาว เนื่องจากผู้ตายมีพฤติกรรมเป็นคนเจ้าชู้ และล่าสุดไปติดพันหญิงที่มีสามีอยู่แล้วในเขตอำเภอวังจันทร์ ซึ่งอาจจะถูกลวงมาฆ่า ส่วนอีกประเด็นอาจถูกฆ่าชิงทรัพย์ เพราะไม่พบทรัพย์สินของผู้ตายหลงเหลืออยู่เลย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง
7. อังกฤษเริ่มใช้ 4G สัปดาห์หน้า - คนบ่นอุบเก็บค่าบริการแพง
บริษัท EE ประกาศให้บริการ 4G ในลอนดอน และอีก 9 เมืองใหญ่สัปดาห์หน้า - ผู้ใช้บ่นค่าบริการแพง ทั้งที่ต้นทุนเท่าเดิม เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2555 เว็บไซต์ฮัฟฟิงตันโพสต์ รายงานว่า บริษัทผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ของอังกฤษอย่าง EE ได้ประกาศว่า ภายในสัปดาห์หน้า ชาวอังกฤษในกรุงลอนดอน รวมถึงเมืองใหญ่อื่น ๆ ทั่วประเทศอังกฤษอีก 9 เมือง จะมีโอกาสได้ใช้งานเทคโนโลยี 4G อย่างเป็นทางการแล้ว โดยบริษัท EE ระบุว่า ระบบ 4G ของบริษัทจะมีความรวดเร็วมากกว่าระบบ 3G ที่เคยใช้กันถึง 5 เท่า สำหรับค่าบริการของระบบ 4G จะอยู่ที่เดือนละ 36-56 ปอนด์ต่อเดือน หรือประมาณ 1,700 - 2,700 บาท ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจ ซึ่งเป็นค่าบริการที่ราคาสูงกว่าค่าบริการในระบบ 3G เดิม อีก 5 ปอนด์ หรือราว 240 บาท นอกจากนี้ บริษัทก็เตรียมที่จะขยายขอบเขตการให้บริการไปใน 16 เมืองใหญ่ทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะครอบคลุมการให้บริการประชากรมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในอังกฤษ พร้อมกันนี้ ทางบริษัทยืนยันด้วยว่า ชาวอังกฤษจะได้รับการบริการเป็นอย่างดีแน่นอน อย่างไรก็ตาม จากค่าบริการที่สูงขึ้นนี้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้บริโภคบางกลุ่ม ซึ่งกล่าวว่า การขึ้นค่าบริการไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากต้นทุนของการให้บริการในระบบ 3G และ 4G ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ขณะที่ทางบริษัท EE โต้แย้งว่า ค่าบริการมีความเหมาะสมและชอบธรรม และบริษัทมีสิทธิ์ที่จะเก็บค่าบริการเพิ่มเติม แม้ว่าหลายฝ่ายจะไม่พอใจก็ตาม ทั้งนี้ บริษัท EE เป็นบริษัทที่เกิดจากการควบรวมกันของบริษัท Orange และ T-Mobile ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบ 4G แต่เพียงผู้เดียวในประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ภายในปีหน้าบริษัทอื่น ๆ ก็จะเริ่มเข้ามาร่วมให้บริการด้วย ซึ่งบริษัทเหล่านี้กำลังอยู่ระหว่างการวางระบบ 4G ให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของประเทศอังกฤษ
6. การบินไทย เจิมเครื่องบินแอร์บัส A330-300 เปิดเส้นทางเพิ่ม
การบินไทยทำพิธีเจิมเครื่องบินแอร์บัส เอ 330-300 เพื่อขยายเส้นทางบริการไปสู่ภูมิภาคใหญ่ ทั้งปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฟุกุโอกะ และเส้นทางล่าสุด คือ ซัปโปโร วันนี้ (24 ตุลาคม) มีรายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำพิธีเจิมเครื่องบินแอร์บัส เอ330-300 เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันธุรกิจการบิน โดยมีสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธานในพิธีเจิมเครื่องบินแอร์บัส เอ 330-300 จำนวน 2 ลำ นามพระราชทานว่า คีรีมาศ และ อำนาจเจริญ โดยมีนายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย และนายอำพน กิตติอำพน ประธานบอร์ดการบินไทยร่วมในพิธี โดย นายสรจักร กล่าวว่า ปัจจุบันการบินไทยมีเครื่องบินแอร์บัส เอ330-300 ประจำฝูงบิน จำนวน 24 ลำ จากเครื่องบินทั้งหมดที่มีอยู่ 94 ลำ ซึ่งการบินไทยจะใช้เครื่องบินรุ่นนี้ บินให้บริการในเส้นทางในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฟุกุโอกะ และล่าสุดในเส้นทาง ซัปโปโร ที่จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคมนี้ สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน และจะขยายเป็นสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบินภายในเดือนธันวาคม นายสรจักร กล่าวต่อว่า เบื้องต้น หากประเมินแล้วเห็นว่าในเส้นทางดังกล่าวมีความต้องการเดินทางของผู้ โดยสารมาก ก็มีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มเที่ยวบินเป็นเดย์ลี่ไฟลท์ หรือบินประจำทุกวันได้ โดยเชื่อว่าการเปิดเส้นทางดังกล่าวจะได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจากเกาะฮอกไกโด ที่ต้องการเดินทางมายังประเทศไทยได้สะดวกมากขึ้นเพราะสามารถบินตรงได้เลย โดยไม่ต้องบินไปต่อเครื่องบินที่โตเกียวเหมือนที่ผ่านมา
5. บอร์ด กทค. หอบเอกสาร เดินสายแจงข้อครหา ฮั้วประมูล 3จี
บอร์ด กทค. เดินสายชี้แจง หวังลบข้อครหาฮั้วประมูล 3จี ผุดคณะทำงานตรวจสอบพฤติกรรมการเคาะราคา คาดใช้เวลาครึ่งเดือนก่อนเข้าสู่กระบวนการออกใบอนุญาต ย้ำทุกขั้นตอนเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เมื่อวานนี้ (23 ตุลาคม) มีรายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พบว่า บอร์ดคณะกรรมการโทรคมนาคม (กทค.) ประกอบด้วย พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ในฐานะธานบอร์ด กทค., นายสุทธิพล ทวีชัยการ และมีนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ร่วมชี้แจงถึงข้อครหาต่อการประมูล 3จี ทั้งนี้ การชี้แจงดังกล่าว ได้มีการเตรียมเอกสารจำนวน 15 เล่ม ซึ่งเป็นรายละเอียดในการประมูล 3จี โดย กทค. จะเดินทางไปมอบให้ 4 หน่วยงาน ในวันที่ 24 ตุลาคม ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ไปยื่นเอกสารให้ทั้ง 4 หน่วยงาน เพื่อสร้างความโปร่งใสการประมูล แม้จะไม่ได้ร้องขอ แต่ทางสำนักงานยินดีให้ข้อมูลทุกด้าน ส่วนบอร์ด กทค. จะเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เช่นกัน นอกจากนี้ จะรวบรวมเอกสารดังกล่าวให้คณะกรรมาธิการของรัฐสภา ที่ต้องการตรวจสอบการประมูลคลื่น 3จี รวมถึงหน่วยงานใดที่ต้องการข้อมูล ทางคณะผู้บริหารพร้อมเปิดเผยให้ทั้งหมด โดยยินดีจะไปอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมให้ครบทุกอย่าง พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า การเข้ายื่นเอกสารดังกล่าว เป็นการแสดงความพร้อมของ กทค. ที่ต้องการให้ตรวจสอบการประมูลครั้งนี้ แม้ว่าบางหน่วยงาน เช่น ดีเอสไอ จะไม่ได้มีผู้ใดยื่นฟ้องก็ตาม ซึ่งนอกจากหน่วยงานตรวจสอบทั้ง 4 แห่งแล้ว ยังต้องเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเกือบทุกชุดทั้งของวุฒิสภา ที่ได้เรียกให้ กทค. ไปชี้แจงว่าเข้าข่าย พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ. ฮั้ว) หรือไม่ นอกจากนี้ กทค. ยังได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการเคาะราคาของผู้เข้าร่วมการประมูล 3 จี โดยมีนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งจะทำงานร่วมกับนายจิตรนรา นวรัตน์ สำนักงานอัยการสูงสุด, นายสงขลา วิชัยขัทคะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายประจำ กสทช. และเจ้าหน้าที่ของ กสทช. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสื่อสารอีก 2 คน คาดว่าคณะทำงานฯ จะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 15 วัน แล้วนำเสนอที่ประชุมบอร์ด กทค. ให้พิจารณาอีกครั้ง พ.อ.เศรษฐพงค์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ในขั้นตอนดังกล่าว น่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 15 วัน ซึ่งหลังจากที่มีการนำเสนอเรื่องต่อบอร์ด กทค. เพื่อให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงจะเข้าสู่กระบวนการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นทุกขั้นตอนภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
4. ฝรั่งแฉ สยามเมืองยิ้ม มิตรประเทศลดแต่ปืนเพิ่ม!
รอยเตอร์สเสนอบทความ ประเทศไทยในชื่อสยามเมืองยิ้ม กลายเป็นดินแดนแห่งอาชญากรรมจากปืน สถิติทูตมัจจุราชเพิ่มต่อเนื่อง เผยไทยมีเหตุฆาตกรรมด้วยปืนมากสุดในเอเชีย สำนักข่าวรอยเตอร์ส โดยผู้เขียน Amy Sawitta Lefevre เขียนบทความใช้ชื่อว่า "ประเทศไทยเป็นมิตรลดลง แต่อาชญากรรมจากปืนเพิ่มขึ้น" เธอขึ้นต้นด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์นักศักษาอาชีวะยิงคู่อริบนรถโดยสารประจำทาง ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ยิงคนเสียชีวิต 2 ศพ กลางสี่แยก การเต้นกังนัมสไตล์ในผับที่นำไปสู่เหยื่อปืน 5 ศพ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาทำปืนลั่นใส่อดีตภรรยาตัวเอง ซึ่งจากเหตุการณ์เหล่านี้ นำไปสู่การสรุปว่าอาวุธปืนในเมืองไทยนั้นเกลื่อนกลาด และครอบครองกันอย่างง่ายดาย นอกจากนี้การไม่ต้องรับโทษของคนใหญ่คนโตก็นำไปสู่การใช้ปืนแทนกฎหมายของคนทั่วไป การฆาตกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติทำให้ชื่อเสียงของไทยดูย่ำแย่ลง ธุรกิจการท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติมาเยือนปีละประมาณ 20 ล้านคน อันนำมาสู่รายได้หลักของประเทศจะมีอนาคตที่น่ากังวล ภาพพจน์ "สยามเมืองยิ้ม" กำลังมัวหมอง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ผู้เคยจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินธุรกิจอาบอบนวด ให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศไทยกำลังเป็นเหมือนฉากในหนังคาวบอย คนเดี๋ยวนี้เอะอะก็ชักปืน และว่าเขาเองไม่เคยครอบครองปืนมาก่อน จนกระทั่งปีนี้ที่มีทีเดียว 3 กระบอก จากสถิติการสำรวจของ www.gunpolicy.org ของออสเตรเลีย พบว่า ประเทศไทยในปี 2554 มีอัตราการก่ออาชญากรรมจากปืนสูงที่สุดในเอเชีย ทุก 100,000 คน จะถูกฆ่าด้วยอาวุธปืน 5.3 คน เปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์ที่มีเพียง 0.2 คน นอกจากนี้ยังพบว่า ประเทศไทยมีพลเมืองครอบครองปืนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าฟิลิปปินส์ 4 เท่า ทั้ง ๆ ที่ประเทศหมู่เกาะแห่งนี้มีชื่อในด้านความรุนแรงเกี่ยวกับอาวุธปืนมาอย่างยาวนาน ในห้างดิโอลด์สยามพลาซ่าของไทยมีร้านปืนราว 80 ร้าน เปิดขายอย่างถูกกฎหมาย ผศ.ดร.ชาญคนิต กฤตยา สุริยะมณี จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ระหว่าง 6 ปี ของเหตุการณ์เผชิญหน้าทางการเมือง ทำให้อาชญากรรมเกิดง่ายขึ้น เนื่องจากไม่อยู่ในจุดสนใจเท่าไรนัก กฎหมายของไทยระบุว่า ประชาชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ไม่สามารถครอบครองอาวุธปืนได้ และการออกใบอนุญาตต้องมีการตรวจประวัติผู้ขออย่างเข้มงวด แต่ถึงกระนั้นจากข้อมูลของกระทรวงยุติธรรม มีวัยรุ่นพกปืนมากขึ้นถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ตลอด 9 ปี ที่ผ่านมา พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ข้าราชการของไทยได้รับสิทธิ์ส่วนลดในการซื้อปืน และยอมรับว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนแจ้งว่าอาวุธปืนหายและได้นำไปขายในตลาดมืด ซึ่งอาจมีราคาสูงถึง 80,000 บาท ขณะที่นายชูวิทย์บอกว่า เจ้าหน้าที่ออกใบอนุญาตปืนไม่น้อยรับสินบน ส่วน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า อาวุธปืนมาจากชายแดนประเทศทั่วทุกภาค และในเดือนตุลาคม รัฐมนตรีมหาดไทยของมาเลเซียตำหนิว่า การเพิ่มจำนวนของอาวุธปืนในประเทศของเขา มาจากการลักลอบนำเข้าจากประเทศไทย จากข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยพบว่า ขณะนี้มีผู้ถือครองใบอนุญาตปืน 6.2 ล้านใบ จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ 69 ล้านคน ทั้งนี้ การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งบอกว่า มาตรการทางกฎหมายนาน ๆ ครั้งถึงบังคับใช้เสียทีหนึ่ง ท้ายนี้ นายชูวิทย์ กล่าวตำหนิธรรมเนียมการนำกฎหมายมาไว้ในมือผู้ใดผู้หนึ่งตามอำเภอใจ "บางคนที่ไม่สามารถแต่งชุดยูนิฟอร์มได้ สิ่งต่อไปที่จะทำคือการพกปืน" หัวหน้าพรรครักประเทศไทย สรุป
3. คนงานกัมพูชาเดือด! ผู้จัดการโรงงานหญิงจีน ฉีกภาพสมเด็จสีหนุ
คนงานกัมพูชากว่าพันคนเดือด! ผู้จัดการโรงงานชาวจีนฉีกภาพสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อ้างช่วงพิธีพระศพคนงานทำงานน้อยลง ตำรวจสั่งปรับเงินและสั่งปลดจากตำแหน่งแล้ว เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ รายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่า คนงานชาวกัมพูชาประมาณ 1,000 คน บางคนเดินขบวนไปยังพระราชวังหลวงเพื่อประท้วง บางคนยืนล้อมเตรียมเข้าทำร้าย นางหวัง เซียะ ชา หญิงชาวจีน อายุ 43 ปี ผู้จัดการฝ่ายการผลิตของโรงงานท็อป เวิลด์ ในกรุงพนมเปญ ซึ่งกลุ่มคนงานระบุว่า นางหวัง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ด้วยการฉีกดึงภาพพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตพระมหากษัตริย์กัมพูชา 2 ภาพจากฝาผนังโรงงงาน แต่ไม่สำเร็จ และยังพยายามจะใช้กรรไกรตัด ทำให้ผู้เห็นเหตุการณ์บางรายต้องรีบแจ้งตำรวจ เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม นายชุน โสวาน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญ เผยว่า ในเวลาต่อมานางหวังถูกตำรวจคุ้มกันและใส่กุญแจมือ ก่อนจะนำไปกราบขอขมาภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของอดีตกษัตริย์ ท่ามกลางการมุงดูอย่างเนืองแน่นของคนงาน ซึ่งการขอขมาทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม นายชุน กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คณะผู้บริหารของโรงงาน ปลดนางหวังจากตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิต และเธอจะยังอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ เพื่อพิจารณาว่าสมควรตั้งข้อหาดำเนินคดีใด ๆ หรือไม่ แต่ในเบื้องต้น เธอจะถูกปรับเป็นเงินทั้งสิ้น 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15,000 บาท) ทั้งนี้ นางหวังได้เปิดใจถึงการก่อเหตุดังกล่าววว่า ในช่วงสัปดาห์แห่งการรำลึกการสวรรคตของกษัตริย์นโรดม สีหนุ คนงานทำงานน้อยกว่าปกติและคนส่วนใหญ่จะใช้เวลางานไปเคารพกราบไหว้ภาพเจ้านโรดม สีหนุ ทำให้เธอฉุนขาดสติจนลงมือฉีกภาพดังกล่าว อย่างไรก็ดี ในภายหลัง นางหวังออกมากล่าวขอโทษชาวกัมพูชา พร้อมทั้งสำนึกผิดในสิ่งที่ทำไป
2. ผบ.ตร. คลอด 16 มาตรการ ปราบเด็กแว้น สั่งดำเนินการด่วนที่สุด!
ผบ.ตร. ออกบันทึกข้อความด่วนที่สุด คลอด 16 มาตรการ ปราบเด็กแว้น สั่งเข้มดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 เดือน ระบุ โดนทั้งผู้ขับขี่ ผู้ปกครอง ผู้ขายของแต่งรถ และผู้จัดการแข่ง วันนี้ (24 ตุลาคม) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้ออกบันทึกข้อความด่วนที่สุด ที่ 0007.34 / 4011 ลงวันที่ 24 ตุลาคม เรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามแข่งรถจักรยานยนต์ในทางสาธารณะ ถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ภาคที่ 1-9 และผู้บัญชาการสำนักงานคณะข้าราชการตำรวจ (ผบช.ก.) โดยในบันทึกข้อความ ระบุว่า จากเหตุการณ์การแข่งขันรถในพื้นที่สาธารณะนั้น ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และเขตเมืองใหญ่หลายแห่ง ซึ่งเรื่องจากดังถือว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วไป ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาทางตำรวจจะปราบปรามพวกแก๊งแข่งรถจักรยานยนต์ จนทำให้มีจำนวนลดลงประมาณหนึ่ง แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงอยู่ ดังนั้น เพื่อให้การปรามปราบแก๊งรถแข่งรถจักรยานยนต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงขอบูรณาการการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ประสานงานกัน โดยออกมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางสาธารณะ โดยแบ่งเป็นข้อ ๆ ดังนี้ สำหรับแนวทางปฏิบัติ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1. ช่วงก่อนการแข่งขัน 1.1 ให้แต่ละหน่วยกำหนดผู้รับผิดชอบระดับ รอง ผบช. และ รอง ผบก. เพื่อควบคุมกำกับ ดูแล บริหารจัดการวางแผนการดำเนินงาน และตรวจสอบติดตามการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน และให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นเอาใจใส่ ควบคุม อำนวยการ และแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด 1.2 ให้จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนออกสืบสวนหาข่าวรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหัวหน้ากลุ่มแข่งรถ ร้านค้ารับดัดแปลงสภาพรถ ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม โดยให้บันทึกภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวไว้ด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบในการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้ขับขี่ ผู้ซ้อนท้าย รวมทั้งผู้สนับสนุนจัดการแข่งขัน 1.3 ให้จัดสายตรวจออกตรวจตราป้องกันการกระทำผิด หรือตรวจสอบการรวมกลุ่มตามเบาะแสที่ได้รับแจ้งจากประชาชน โดยประกอบกำลังเป็นชุดปฏิบัติการ และหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการโดยลำพัง 1.4 ให้กวดขันจับกุมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่กระทำผิดกฎหมายในทุกข้อหาที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง และให้รวมถึงร้านรับซ่อมรถจักรยานยนต์ ดัดแปลงสภาพหรือตกแต่งรถเพื่อการแข่งขัน การใช้หรือจำหน่ายอุปกรณ์ส่วนควบที่ไม่ได้มาตรฐาน 1.5 ให้ประสานความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น สถานศึกษาเพื่อให้ความรู้และช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติแก่เยาวชนให้ตระหนักถึงโทษภัยของการแข่งรถ กรมทางหลวง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการปรับสภาพถนนให้มีสภาพไม่เหมาะกับการแข่งขัน และการขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์ เครืองมือ สำหรับใช้ในการปฏิบัติการ เป็นต้น 1.6 ให้แต่ละหน่วยแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนโดยกำหนดช่องทางสื่อสารในการรับแจ้งเบาะแสการกระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีพบเห็นว่ากำลังมีการรวมตัวเพื่อจะทำการแข่งขันให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบในทันทีทางช่องทางสื่อสารที่กำหนด แล้วประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง 1.7 ให้โฆษก ตร.และกองสารนิเทศ (สท.) ประชาสัมพันธ์การกวดขันการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางสาธารณะของเจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบทางสื่อมวลชน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองหมั่นสอดส่อง อบรมเด็ก และเยาวชนในปกครองไม่ให้นำรถจักรยานยนต์มาขับขี่เพื่อการแข่งขัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการแข่งขัน 2. ช่วงการแข่งขัน 2.1 ให้วางแผนบูรณาการการใช้กำลังในการปฏิบัติร่วมกันทุกฝ่ายในพื้นที่ทั้ง สส. ปป. จร. พงส. และบูรณาการสนธิกำลังจากหน่วยงานที่มีพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ในเขตพื้นที่ บช.น. ที่มีพื้นที่ติดต่อกับ ภ.1 หรือ ภ.7 และ บก.ทล. หรือ บก.จร. โดยให้ บก.ทล. สนธิกำลังเข้าปฏิบัติการในพื้นที่รอยต่อ และให้กำหนดผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์อย่างชัดเจน รวมทั้งจัดเตรียมห้องควบคุม และสถานที่เก็บของกลางไว้รองรับการดำเนินการด้วย 2.2 การใช้อุปกรณ์เพื่อลดความเร็วของรถ และลดความรุนแรงในขณะจับกุม ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่และผู้กระทำผิด ทั้งนี้ ให้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.83 วรรคสาม 2.3 ให้บันทึกภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวในทุกขึ้นตอนขณะดำเนินการทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ประกอบสำนวนการสอบสวน หรือติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีในภายหลัง 2.4 ให้จับกุมและดำเนินคดีกับผู้แข่งขัน ผู้จัด ผู้สนับสนุน และผู้ส่งเสริมในทุกข้อกล่าวหา ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและหมายจับผู้กระทำผิดทุกราย และส่งฟ้องศาลทุกคดี และให้ประสานกับพนักงานอัยการอย่างใกล้ชิดในการส่งฟ้อง 2.5 เมื่อจับกุมแล้วให้ประสาน สท. และสื่อมวลชน เพื่อนำเสนอผลการปฏิบัติต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นการสร้างแนวร่วมทางมวลชน เพื่อผลในการป้องปรามการกระทำผิดในอนาคต 3. ช่วงหลังการแข่งขัน 3.1 สอบสวนขยายผลเพื่อดำเนินการกับร้านรับซ่อมดัดแปลงสภาพรถ หรือตกแต่งรถเพื่อใช้ในการแข่งขัน จัดทำประวัติบุคคล และยานพาหนะที่กระทำผิดไว้ทุกราย เพื่อเป็นข้อมูลท้องถิ่น และใช้เป็นข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกวดขันต่อไป 3.2 ดำเนินการด้านมวลชนสัมพันธ์ตามแหล่งสถานศึกษาหรือที่พักอาศัยของผู้กระทำผิด เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และแสวงหาแนวร่วมในการป้องกันไม่ให้กระทำผิดซ้ำหรือเกิดพฤติกรรมเลียนแบบอีก 3.3 กำชับให้ทุกท้องที่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง 3.4 รวบรวมสภาพปัญหาในการปฏิบัติงาน ข้อขัดข้องและวิเคราะห์หาสาเหตุ เพื่อวางแนวทางหรือมาตรการแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่รับผิดชอบ และจัดวางรูปแบบแผนการปฏิบัติเพื่อทำการฝึกซ้อมหรือซักซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุในครั้งต่อไป ระยะเวลาในการดำเนินการ ตั้งแต่เดือน ตุลาคม - พฤศจิกายน 2555 ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง : บุคคลที่ต้องรับผิดชอบหรือควรพิจารณาดำเนินคดีมี 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้ขับขี่ 2. ผู้จัด ผู้สนับสนุน หรือผู้ส่งเสริมให้มีการแข่งขัน 3. บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง 4. ผู้จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแข่งรถ ได้แก่... พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 พ.ร.บ. มาตรฐานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 พ.ร.บ. รักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การรายงาน ให้ บช.น. ภ. 1-9 และ ผบช.ก. รายงานให้ตำรวจทราบ การปฏิบัติทุกวันเมื่อมีการจับกุม และรายงานสรุปผลการปฏิบัติในภาพรวมเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการ ภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2555 เพื่อทราบและถือปฏิบัติ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.
1. รวบแล้ว! ด.ต.มนัส สารภาพทำมา 2 ปี ได้เงินครั้งละ 1-2 ล้าน
รวบแล้ว! ด.ต.มนัส หัวหน้าขบวนการค้ายานรกรายใหญ่ รับสารภาพ ลักลอบขนยาบ้ามานาน 2 ปี ได้เงินค่าจ้างในการขนยาบ้าครั้งละ 1 - 2 ล้านบาท แต่ละครั้งจะได้รับการติดต่อจากเอเย่นต์ยาบ้าชื่อ เจ๊เพ็ญ บอก ไม่เคยใช้ความเป็นตำรวจขู่ด่านตรวจต่าง ๆ วอนขอความเป็นธรรมจากผบช.น. วานนี้ (23 ตุลาคม) พล.ต.ต.พรชัย พักตร์ผ่องศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ประชุมวางแผนการไล่ล่า ด.ต.มนัส เสือโพธิ์ อายุ 42 ปี สังกัด สน.ประชาชื่น ที่ร่วมกับพวกที่ถูกจับกุมลักลอบขนยาบ้า 1,280,000 เม็ด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดลำปาง เพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการกับ ด.ต.มนัส เสือโพธิ์ เพิ่มอีก 6 คน ประกอบด้วย 1. ด.ต.ประวิน ทวยภา อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประชาชื่น 2. นางสุชาดา ทวยภา ภรรยาของ ด.ต.ประวิน 3. นายสถิต แสงหล้า 4. นางบัวไข แสงหล้า สองสามีภรรยาชาว อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี 5. นายระพิน คำแฝง 6. นางสุเทพ คำแฝง สองสามีภรรยาชาวเมือง จ.กำแพงเพชร และจากการสอบสวน ทราบว่า ด.ต.มนัส เสือโพธิ์ ขนยาบ้าเข้ากรุงเทพฯ มาแล้วประมาณ 10 ครั้ง โดยจะเพิ่มจำนวนยาบ้าขึ้นเรื่อย ๆ จาก 1 แสนเม็ด จนกระทั่ง 1 ล้านเม็ด ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ (24 ตุลาคม ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ศูนย์สืบสวนสอบสวนนครบาล ได้ทำการจับกุม ด.ต.มนัส แล้วขณะกบดานอยู่ในพื้นที่ จ.ลำปาง และตอนนี้ได้ควบคุมตัวเพื่อมาแถลงข่าวที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) ขณะที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้กล่าวถึงการจับกุมครั้งนี้ว่า ในเบื้องต้นสั่งให้ ด.ต.มนัส ออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนจะมีตำรวจรายอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น ต้องดูก่อน และในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนกำลังดูอยู่ว่าเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยหรือไม่ ส่วนข้อคำถามที่ว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ถึงยังหลบหนีอยู่ได้ ผบ.ตร. กล่าวว่า ไม่น่ามี เพราะคาดว่าเป็นการดำเนินการด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ผลการสอบสวนดาบตำรวจมนัส เสือโพธิ์ ล่าสุด รับสารภาพว่า ลักลอบขนยาบ้ามานาน 2 ปี โดยทำมาแล้วประมาณ 10 ครั้ง ได้เงินค่าจ้างในการขนยาบ้าครั้งละ 1 - 2 ล้านบาท โดยได้มากสุดประมาณ 2.2 ล้านบาท โดยการชักนำของเพื่อนที่เป็นอดีตตำรวจ สน.ประชาชื่น ที่ถูกให้ออกจากราชการไปก่อนหน้านี้ ซึ่งรับยาบ้ามาจากชายแดน จ.เชียงราย โดยทำหน้าที่ขับรถขนยาเข้าพื้นที่ กทม. ซึ่งแต่ละครั้งจะได้รับการติดต่อจากเอเย่นต์ยาบ้าชื่อ เจ๊เพ็ญ ก่อนหน้านี้หยุดทำไปประมาณ 3-4 เดือน คิดว่าจะเลิกเพราะกลัวถูกจับ แต่เจ๊เพ็ญ ยังโทรศัพท์มาขอร้องให้ช่วยเหลืออีกครั้งสุดท้าย จึงยอมตกลงและรับงานจนมาถูกจับกุมตัวในที่สุด ด.ต.มนัส ยังรับสารภาพอีกว่า ทุกครั้งที่ขนยาบ้าจะใช้รถยนต์ส่วนตัวของตนเองทั้งรถเบนซ์ และรถบีเอ็มดับบลิวขนยาบ้า โดยไม่เคยใช้ความเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวกในการขับรถผ่านด่านตรวจตามเส้นทางต่าง ๆ แต่อย่างใด และไม่คิดจะหลบหนี เพราะไม่รู้จะหนีไปไหน และไม่กลัวตายเพราะคิดแล้วว่าคนที่ตามจับเราก็เป็นตำรวจด้วยกัน คงจะไม่ยิง อีกทั้งไม่รู้จะหนีไป ยอมมอบตัวดีกว่าจึงบอกกับทางบ้านและภรรยาให้ติดต่อมายังนายเวร ผบช.น.เพราะเชื่อใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น