10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 18 ตุลาคม 2555

update :26/11/2013 10:22
views : 1027
ที่มา :
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 17 ตุลาคม 2555''
10. เอือม! ชายหญิงมะกันมีเซ็กส์กันบนโต๊ะในร้านอาหาร
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษรายงานว่า เกิดเหตุชวนอึ้งขึ้นในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เมื่อคู่รักคู่หนึ่งได้มีเซ็กส์กันบนโต๊ะในร้านอาหาร ต่อหน้าต่อตาลูกค้า รวมถึงเด็กที่ผู้ปกครองพามาทานอาหารในร้านด้วย แถมยังไม่ยอมจ่ายค่าอาหารหน้าตาเฉย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองออร์ลันโด รัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ขณะที่แขกในร้าน ซึ่งมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ กำลังทานอาหารเย็นกันอยู่ นายเจเรมี คาโล วัย 32 ปี ก็ได้เดินจูงมือสาวที่ออกเดทด้วยเข้าไปในร้านแล้วนั่งลงบริเวณจุดที่เป็นโอเพ่นแอร์ ก่อนจะนั่งทานอาหารมื้อค่ำกัน แต่แล้วด้วยความเสน่หาจนไม่อาจห้ามใจ ทั้งคู่ได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ที่โต๊ะ เลยเถิดไปถึงขั้นมีเซ็กส์กันบนโต๊ะอาหาร ท่ามกลางสายตาของแขกในร้าน รวมถึงเด็ก ๆ ที่ต่างมองมาที่โต๊ะของเขา สร้างความตกตะลึง อึ้ง ช็อก ให้กับคนในร้านเป็นอย่างมาก ทันใดนั้น ทอม เมอร์ฟีย์ ผู้จัดการร้านก็ได้สังเกตเห็นเข้า จึงพยายามเข้าห้ามทั้งคู่ ให้หยุดพฤติกรรมน่ารังเกียจดังกล่าว ด้วยการเข้าไปบอกทั้งคู่ว่า "คุณจะสงบอารมณ์ตัวเอง จะจ่ายค่าอาหารแล้วออกจากร้านไป หรือจะให้ผมเรียกตำรวจ เลือกเอา" แต่พวกเขาก็เพิกเฉย แถมยังไม่ยอมจ่ายค่าอาหารอีก ทางร้านจึงโทรแจ้งตำรวจทันที อย่างไรก็ดี ทั้งคู่ถูกจับด้วยข้อหามีปากเสียงกับผู้จัดการร้าน และไม่ยอมจ่ายค่าอาหาร แต่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีข้อหามีเพศสัมพันธ์ในที่สาธารณะแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครฟ้องร้องพวกเขาเรื่องนี้นั่นเอง
9. ผวา! กองทัพผีปอบ คร่าชีวิตชาวบ้านกาฬสินธุ์
ชาวบ้านหนองกุงไทย ต.โนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ตกอยู่ในภาวะผวาอย่างหนัก หลังจากมีคนในหมู่บ้านเสียชีวิตอย่างกะทันหันติดต่อกัน 9 ศพ โดยเชื่อว่าเป็นการกระทำของผีปอบที่ออกอาละวาด วันนี้ (18 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญช่วย น้อยเสนา สมาชิกสภาจังหวัดกาฬสินธุ์ (ส.อบจ.) เขต 2 อ.ห้วยเม็ก ระบุว่า ชาวบ้านหนองกุงไทยทั้ง 2 หมู่ คือหมู่ 4 และหมู่ 6 ได้เสียชีวิตลงกะทันหันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม จนถึงปัจจุบัน (18 ตุลาคม) รวม 9 ศพ โดยผู้เสียชีวิตบางรายสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว แต่จู่ ๆ ก็เกิดล้มฟุบเสียชีวิต บางรายมีอาการเจ็บไข้เพียงเล็กน้อย ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก ก็กลับเสียชีวิต ชาวบ้านจึงลงความเห็นกันว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการกระทำของผีปอบ สำหรับผู้เสียชีวิตรายล่าสุด เป็นเด็กหนุ่มวัย 22 ปี ชื่อนายกิติชัย ภูนาผา ซึ่งนอนไหลตาย (เสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน ขณะหลับ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน) ขณะนี้ศพกำลังรอการฌาปณกิจที่วัดป่าพุทธมงคลหนองบึง โดยชาวบ้านต่างเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตมาจากการกระทำของผีปอบ บรรยากาศในหมู่บ้านจึงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและหวาดผวาอย่างหนัก ทั้งนี้ ชาวบ้านต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ซึ่งส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่าเป็นฝีมือของผีปอบกว่า 100 ตน ที่วนเวียนอยู่ และคอยจ้องเอาชีวิตคนในหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกไปทำมาหากิน อีกทั้งคนนอกก็ไม่อยากเข้ามาในหมู่บ้าน เพราะกลัวผีปอบ ทำให้ทั้ง 2 หมู่บ้าน เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ด้านนายบุญมา เชตะวัน อายุ 69 ปี ชาวบ้านหนองกุงไทย หมู่ 6 เล่าว่า ที่หมู่บ้านไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่มีคนเสียชีวิตรายวันแบบต่อเนื่องเช่นนี้มาก่อน ปกติหากมีคนตายก็เพียงเดือนละ 2 ศพ กรณีที่มีคนตายในหมู่บ้านติดต่อกัน 9 ศพดังกล่าว จึงเป็นเหตุการณ์ผิดปกติที่ไม่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นการกระทำของผีปอบ ประกอบกับที่ หมอธรรม หรือ "ขะจ้ำ" ประจำหมูบ้านได้ทำพิธีตรวจดูดวงของหมู่บ้าน แล้วพบว่า หมู่บ้านกำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย มีผีปอบจำนวน 100 ตน ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน บุกเข้ามาคุกคามหมู่บ้าน แม้แต่พระภูมิเจ้าที่ยังอยู่ไม่ได้ ถูกกองทัพผีปอบยึดพื้นที่ไปหมด จึงไม่อาจคุ้มครองชีวิตคนในหมู่บ้านได้ ทำให้ชาวบ้านยิ่งหวาดกลัว ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างหวาดผวา ต้องหาเครื่องรางของขลังมาไว้กับตัว เพราะกลัวผีปอบจะมาเข้าสิงจนเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็กำลังหาวิธีการแก้ไขในเรื่องดังกล่าว และในระหว่างนี้ ก็อยากได้รับกำลังใจและความช่วยเหลือจากทางราชการ อาทิ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พัฒนาชุมชน มาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง และตรวจสุขภาพ เพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจ ให้ชาวบ้านที่กำลังหวาดผวาได้รู้สึกดีขึ้น
8. ชาวบ้านแห่ตีเลข ลูกหมูแฝดสุดประหลาด มี 8 ขา แต่ 1 หัว
ชาวสุพรรณฯ ฮือฮา ลูกหมูแฝดสุดประหลาด 2 ตัว 8 ขา 4 หู 1 หัว เสียดายคลอดออกมาตายเสียก่อน เพื่อนบ้านแห่ดูกันแน่น เตรียมนำไปตีเป็นเลขเด็ด วันนี้ (18 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าที่บ้านเลขที่ 88 หมู่ 2 ต.บางกุ้ง อ.เมืองสุพรรณบุรี มีแม่หมูออกลูกประหลาด มี 2 ตัว แปด 8 ขา ลำตัวติดกัน แต่มี 1 หัว จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบ น.ส.สมร เปี่ยมทอง อายุ 65 ปี เจ้าของบ้าน และเพื่อนบ้านหลายคนกำลังยืนมุงดูลูกหมูแฝดเพศผู้ สีขาวทั้ง 2 ตัว ลำตัวติดกัน มี 8 ขา 4 หู 2 หาง แต่มีแค่ 1 หัว ด้านหลังมีเนื้องอกออกมาลักษณะคล้ายหัวและจมูกหมู แต่ไม่มีรูจมูก ส่วนใบหูด้านหลังติดกันเหมือนโบว์ผูกผม แต่ลูกหมูดังกล่าวตายแล้ว ส่วนแม่พันธุ์ที่คลอดลูกหมูประหลาดนอนให้ลูก ๆ อีก 7 ตัวกินนมอยู่ในเล้า จากการสอบถาม น.ส.สมร เล่าว่า เลี้ยงหมูมาเกือบ 40 ปี ไม่เคยเจอลูกหมูประหลาดแบบนี้มาก่อน โดยเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา หมูตัวนี้คลอดลูกออกมาท้องแรก 7 ตัว ทุกตัวปกติดี กระทั่งมาถึงคู่แฝดตนสังเกตเห็นขาลูกหมูโผล่มา 4 ขาก็ไม่แปลกใจแต่รอนานเกือบ 1 ชั่วโมง ลูกหมูก็ไม่ยอมคลอดออกมาจึงใช้มือช่วยดึงแต่ก็ไม่ออก ต้องใช้มือล้วงเข้าไปคลำดูต้องตะลึงเพราะในท้องแม่หมูพบลำตัวลูกหมูติดกัน จึงพยายามช่วยดึงออกมาอย่างยากลำบาก ใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงจึงช่วยออกมาได้ แต่น่าเสียดายหลังจากลูกหมูคลอดออกมาทั้งตัวก็ตาย อย่าง ไรก็ตาม หลังจากชาวบ้านทราบข่าวต่างแห่กันมาดูจนแน่นขนัด เพื่อนบ้านหลายคนต่างก็นำไปตีเป็นเลขเด็ด ส่วนนางสมร เจ้าของหมูจะหาวิธีเก็บลูกหมูตัวนี้เอาไว้ดูให้นานที่สุด เพราะไม่เคยเห็นความแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน
7. เล็งรื้อ เกาะกลาง-สัญญาณไฟเมืองกรุง 3 จุด แก้รถติดหนัก
บก.จร. ประชุมร่วมหารือเพื่อปรับสภาพของถนนที่มีการจราจรติดขัดหลัก ๆ 3 จุดใน กทม. อาจมีการตัดเกาะกลางถนนออก หรือปรับช่องทางจราจรใหม่ วันนี้ (18 ตุลาคม) ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล (บก.จร.) พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ดูแลงานจราจร, พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบก.จร. ประชุมร่วมกับ สำนักงานนโยบายและแผนการจราจรและขนส่ง หรือ สนข., สำนักจราจรและขนส่ง, สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร, กรมการขนส่งทางบกและสถานีตำรวจในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับลักษณะทางกายภาพของถนนที่มีการจราจรติดขัด โดย พล.ต.ต.วรศักดิ์ กล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มี 3 จุดหลัก ๆ ที่ต้องมีการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน คือ 1. บริเวณแยกรัชดา-ลาดพร้าว จะต้องมีการตัดเกาะกลางถนนออกบางส่วน เพื่อขยายช่องจราจร 2. บริเวณถนนพหลโยธิน ช่วงหน้าธนาคารทหารไทย จะต้องมีการรื้อสัญญาณไฟจราจร และปรับช่องจราจรใหม่ เพื่อแก้ปัญหาคอขวด สืบเนื่องจากในช่วงเวลาเร่งด่วนมีรถประจำทางแล่นผ่านจุดดังกล่าวถึง 40 สายต่อชั่วโมง ส่งผลให้การจราจรในเส้นพหลโยธิน ลาดพร้าว วิภาวดีรังสิต ติดขัดต่อเนื่อง 3. บริเวณใต้ด่วนดินแดง ที่จะต้องปาดเกาะกลางถนนออกบางส่วน เพื่อให้รถที่เลี้ยวเข้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คล่องตัวมากขึ้น โดยทั้งสามจุดดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยที่เกี่ยวข้องในการปรับสภาพถนน เพื่อไม่ให้กระทบกับสะพาน หรือ วิศวกรรมสถานอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการปรับสภาพถนนบริเวณทางรถไฟที่เป็นหลุมเป็นบ่อและการปรับจุดที่มีปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นถนนพระราม 9 ฝั่งตรงข้ามซอยศูนย์วิจัย, สะพานยกระดับรามคำแหง หน้า รฟม., ทางคู่ขนานลอยฟ้า ให้สามารถเปิดช่องทางถาวร หรือจุดกลับรถถาวรหลังจากที่ผ่านมา ได้ทดลองเปิดช่องทางพิเศษในช่วงเวลาเร่งด่วนไปบ้างแล้ว และสามารถแก้ปัญหาจราจรได้ส่วนหนึ่ง
6. ไฟไหม้ฮาร์ดร็อค คาเฟ่ หาดป่าตอง คาดเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 ล้าน
เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านฮาร์ดร็อค คาเฟ่ สาขาหาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้ แต่คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 1 ล้านบาท เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ของวันนี้ (18 ตุลาคม) เจ้าหน้าที่มูลนิธิกถศลธรรมจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองป่าตอง พร้อมรถดับเพลิง 2 คัน ช่วยกันฉีดน้ำสกัดเพลิงที่กำลังลุกไหม้ป้ายชื่อผับฮาร์ดร็อค คาเฟ่ ที่ตั้งอยู่บนถนนราชอุทิศ 200 ปี ต.เทศบาลเมืองป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ทั้งนี้ เนื่องจากฝ้าเพดานของร้านดังกล่าวทำจากวัสดุประเภทโฟม ซึ่งเป็นฉนวนไฟอย่างดี จึงทำให้ไฟลุกไหม้รุนแรง จนลามเข้าไปภายในร้านอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทรัพย์สินภายในร้านถูกเพลิงเผาไหม้เสียหายจำนวนมาก แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ภายใน 20 นาที ด้าน น.ส.ศศิชล ทองนาค ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการตลาด ฮาร์ดร็อค คาเฟ่ กล่าวว่า เบื้องต้นจากการสอบถามพนักงานดูแลรักษาความปลอดภัย และผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า เพลิงได้เริ่มต้นลุกไหม้จากบริเวณป้ายชื่อร้าน ก่อนจะลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุที่แท้จริง คงต้องรอเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธร จ.ภูก็ต เข้าทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครได้รับอันตราย เนื่องจากผับยังไม่ได้เปิดให้บริการ ด้านความเสียหายนั้นยังประเมินค่าไม่ได้ แต่คาดว่าไม่น่าต่ำกว่า 1 ล้านบาท
5. ลักเซมเบิร์กเตรียมจัดพิธีเสกสมรสมกุฎราชกุมาร
สำนักข่าวเอพี รายงานเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ลักเซมเบิร์กเตรียมจัดพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายกีโยม และเคาน์เตสสเตฟานี่ เดอ ลันนอย แห่งเบลเยียม ในวันที่ 19-20 ตุลาคมนี้ รายงานระบุว่า เจ้าชายกีโยม องค์มกุฎราชกุมารพระชนมายุ 30 พรรษา ของกษัตริย์แห่งลักเซมเบิร์ก กำลังจะเข้าพิธีเสกสมรสกับเคาน์เตสสเตฟานี เดอ ลันนอย แห่งเบลเยียม วัย 28 ปี ในวันที่ 19-20 ตุลาคมนี้ โดยในบ่ายวันที่ 19 จะเป็นการเสกสมรสตามประเพณีท้องถิ่น และในเช้าวันที่ 20 จะเป็นการเสกสมรสตามพิธีทางศาสนา ส่วนในยามค่ำคืนของทั้ง 2 วันนี้ จะมีการจุดดอกไม้ไฟ จัดคอนเสิร์ต และงานกาลาดินเนอร์ในพระราชวัง อย่างไรก็ดี เคาน์เตสสเตฟานี ได้เปิดเผยว่า พิธีเสกสมรสจะจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่หรูหราอลังการอะไร และมีการเชิญพระบรมวงศานุวงศ์จากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เสด็จมาร่วมงานด้วย เช่น พระบรมวงศานุวงศ์จากเบลเยียม นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก เนเธอแลนด์ โรมาเนีย และอังกฤษ นอกจากนี้ พระบรมวงศานุวงศ์จากโมรอคโค ญี่ปุ่น และจอร์แดน ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่ใช่ยุโรป ก็จะเสด็จมาร่วมงานด้วยเช่นกัน
4. กรมการบินฯ ขู่ถอนใบอนุญาต พีซี แอร์ หากเจอปัญหาอีก
กลุ่มผู้เสียหายจากพีซี แอร์ แจ้งความเอาผิดสายการบิน ส่วนสายการบินยอมรับจะชดเชยให้ ด้านกรมการบินฯ ขู่ถอนใบอนุญาต หากเจอปัญหาอีก เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม กลุ่มผู้ที่ได้รับความเสียหายจากสายการบินพีซี แอร์ ที่ไม่ได้เดินทางไปประเทศเกาหลีตามที่ได้ซื้อทัวร์ไว้ ได้เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กรณีที่เครื่องบินของสายการบินพีซี แอร์ ถูกอายัดเครื่องที่สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี เนื่องจากค้างชำระค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน โดยหนึ่งในผู้เสียหาย ระบุว่า ตนซื้อทัวร์เพื่อที่จะเดินทางไปประเทศเกาหลี เป็นเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 16 - 20 ตุลาคม เป็นจำนวนเงิน คนละ 21,900 บาท แต่การที่เครื่องบินถูกอายัดเครื่องดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้ลางานเพื่อเตรียมเดินทางไว้ อีกทั้งพบว่า สายการบินดังกล่าวมีเครื่องบินเพียงลำเดียว อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกพอใจที่บริษัททัวร์รับปากจะชดเชยให้ทั้งหมด ด้านบริษัท พี.ซี.แอร์ จำกัด ลงนามโดย นายศักราช จันทราภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ได้แสดงความรับผิดชอบ โดยการรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งหากจะมีการฟ้องร้องเป็นคดี บริษัทก็พร้อมยินยอมรับการฟ้องร้องทั้งหมด และหากกรณีการจ่ายค่าชดเชยจากกรณีดังกล่าว ทางบริษัททัวร์ หรือผู้โดยสารต้องมีเอกสารชี้แจงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง มอบให้แก่สายการบิน และสายการบินจะชดใช้ค่าเสียหายภายใน 90 วัน ขณะที่ นายปีเตอร์ ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินซีพี แอร์ เปิดเผยว่า วันนี้ (18 ตุลาคม) จะเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยอยากทราบว่า ทำไมทางเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ต้องให้ชำระค่าน้ำมัน จำนวน 400,000 เหรียญสหรัญ ภายในเวลา 17.30 น. ของวันที่ 16 ตุลาคมเท่านั้น และนำคนไทยมาเป็นตัวประกัน จนทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ทั้งนี้ สาเหตุที่ไม่ได้ชำระค่าน้ำมันภายในวันที่ 16 ตุลาคมนั้น เป็นเพราะธนาคารปิดทำการไปก่อนจะเดินทางไปชำระเงิน บริษัทจึงตั้งใจจะชำระภายในช่วงเช้าวันที่ 17 ตุลาคมทันที แต่กลับมาเกิดเหตุเช่นนี้ก่อน ซึ่งก็ทำให้บริษัทเสียหายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ด้าน นายวรเดช หาญประเสริฐ อธิบดีกรมการบินพลเรือน กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ทางกรมฯ ได้สอบถามไปยังสายการพีซี แอร์แล้ว ซึ่งก็ได้รับคำชี้แจงมาว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความบกพร่องของสายการบิน แต่เกิดจากความผิดพลาดของเอเจนซี่ที่ดำเนินการทางธุรกรรมให้กับพีซีแอร์ ซึ่งทางกรมฯ กำลังรวบรวมข้อมูล เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องที่เกิดขึ้น และพิจารณาว่าใครต้องรับผิดชอบ ก่อนจะเสนอรายงานให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับทราบต่อไป อย่างไรก็ตาม นายวรเดช ระบุด้วยว่า ทางกรมฯ ได้ออกหนังสือเตือนไปยังสายการบินพีซี แอร์แล้ว เพื่อกำชับให้ปฏิบัติตามกฎการบินให้ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการดูแลผู้โดยสารที่ตกค้าง ซึ่งหากในอนาคตเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นอีก ทางกรมฯ จะเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการการบินทันที ในส่วนของผู้โดยสาร 170 คน ที่ยังตกค้างอยู่ประเทศเกาหลีใต้นั้น นายวรเดช กล่าวว่า ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย บริษัททัวร์ และสายการบินไทย ได้เข้าไปจัดหาที่พักและอาหารให้คนไทยกลุ่มนี้แล้ว และสายการบินพีซี แอร์จะไปรับกลับมาประเทศไทยวันนี้ คาดว่าจะเดินทางถึงกรุงเทพมหานคร เวลา 22.00 น.
3. เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารในเอเชียทีค ถ.เจริญกรุง ล่าสุด ควบคุมเพลิงได้แล้ว พบร้านอาหาร 9 ร้าน ได้รับความเสียหาย เมื่อเวลา 14.05 น. ทวิตเตอร์ จส.100 (@js100radio) รายงานว่า ได้เกิดเหตุเพลิงไม้ที่บริเวณโกดัง 9 ซึ่งเป็นร้านอาหารภายในเอเชียทีค
เจ้าอาวาสวัดแม่ตะไคร้ จ.เชียงใหม่ ยื่นเรื่องให้ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ สอบสวน อาจารย์หนู กันภัย ที่เงียบหายไป และไม่ยอมนำเงินบริจาคกว่า 400 ล้าน มาสานต่อโครงการสร้างองค์หลวงปู่ทวด จนถูกสำนักพระพุทธศาสนาทวงถาม ล่าสุด อาจารย์หนู ชี้แจงเรื่องดังกล่าว จ่ายเงินค่าหล่อ ผ่านพระเทียนชัยไปกว่า 1 ปี ลั่น เตรียมตั้งทนาย 10 ทีมดำเนินดคี เหตุทำชื่อเสียงเสื่อมเสีย วันนี้ (18 ตุลาคม) พระใบฎีกาเทียนชัย สุภัทโท เจ้าอาวาสวัดแม่ตะไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางเข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้ตรวจสอบกรณีการจัดก่อสร้างองค์หลวงปู่ทวด วัดแม่ตะไคร้ ตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2551 โดยมีอาจารย์หนู กันภัย เจ้าสำนักสักยันต์ชื่อดัง ร่วมกับเจ้าอาวาสวัดแม่ตะไคร้ เป็นผู้รับบริจาคเพื่อก่อสร้างองค์พระ ซึ่งมีเงินบริจาคเข้ามาประมาณ 300-400 ล้านบาท และทางอาจารย์หนูได้มีการรับเงินบริจาคอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ พระเทียนชัย กล่าวว่า ล่าสุดโครงการก่อสร้างองค์หลวงปู่ทวดแล้วเสร็จเพียงฐานพระ ประมาณ 50 % เท่านั้น ซึ่งต่อมาการก่อสร้างได้หยุดชะงักลง และมีหนังสือทวงถามมาจากสำนักพระพุทธศาสนา กรณีการก่อสร้างล่าช้า ทางเจ้าอาวาสจึงได้มีการติดต่อไปยังอาจารย์หนู เพื่อให้โอนเงินบริจาคมาก่อสร้างองค์พระหวงปู่ทวดให้แล้วเสร็จ ซึ่งทางอาจารย์หนูก็ได้โอนเงินมาประมาณ 19 ล้านบาท เท่านั้น ทางเจ้าอาวาส กล่าวอีกว่า จากการสืบหาข้อมูลทราบว่า เงินบริจาคที่เหลืออาจารย์หนูได้เก็บไว้เพียงผู้เดียวพร้อมยังปกปิดรายได้กับทางวัด อีกทั้งมีการโอนเงินเข้าบัญชีภรรยา และบุตรอีกด้วย จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ทำการตรวจสอบหาความจริงกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ นายธาริต ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ พร้อมจะดำเนินการประสานงานกับทางวัดแม่ตะไคร้อีกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม ล่าสุด อาจารย์หนูกันภัย ได้ออกชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า ข้อเท็จจริง คือ ตนได้ชำระเงินค่าหล่อไปหมดแล้วตามสัญญาว่าจ้างกับโรงหล่อ (ช่างกิตติ ฤทธิ์สมบูรณ์) เป็นเงินทั้งสิ้น 18,500,000 บาท ซึ่งทางเจ้าของโรงหล่อออกใบเสร็จรับเงินไว้ให้ถูกต้องทุกรายการ โดยก่อนหน้านั้นตนได้ส่งเงินค่าหล่อไป 10 กว่าล้านบาท ผ่านพระเทียนชัยไปเป็นเวลากว่า 1 ปี และซื้อที่ดินถวายวัดเพื่อตั้งฐานหลวงปู่ทวดอีกต่างหาก อาจารย์หนู กล่าวต่อว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะพระเทียนชัยไม่ได้ส่งเงินให้กับทางโรงหล่อ ทำให้ทางโรงหล่อไม่สามารถหล่อได้ ในส่วนของตนนั้นส่งเงินค่าหล่อครบถ้วนตามสัญญาว่าจ้างแล้ว ขณะที่เงินรายได้ของตนได้จากการสักยันต์มาเนิ่นนานเป็น 10 ปีและการจัดจำหน่ายวัตถุมงคล โดยเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย จะมาตรวจสอบอะไร นอกจากนี้ ตนยังเดินหน้าทำบุญก่อสร้างถาวรวัตถุเพื่อบำรุงพระศาสนา และยังจัดสร้างสาธารณประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ อาจารย์หนูกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่มีการไปร้องเรียนเพราะถูกสำนักสงฆ์ตรวจสอบก็เป็นการตรวจสอบการใช้เงินของวัดไม่เกี่ยวกับตน ข่าวที่ออกมาดังกล่าวทำให้ตนเสียหาย เหมือนโดนกลั่นแกล้ง ทำลายชื่อเสียงมาตลอดด้วยข้อมูลไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ ตนได้ตั้งทนายไว้ 10 ทีมเพื่อดำเนินกับทางคดีกับผู้เกี่ยวข้องแล้ว
2. เพลิงไหม้ร้านอาหารในเอเชียทีค พบเสียหาย 9 ร้าน
เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารในเอเชียทีค ถ.เจริญกรุง ล่าสุด ควบคุมเพลิงได้แล้ว พบร้านอาหาร 9 ร้าน ได้รับความเสียหาย เมื่อเวลา 14.05 น. ทวิตเตอร์ จส.100 (@js100radio) รายงานว่า ได้เกิดเหตุเพลิงไม้ที่บริเวณโกดัง 9 ซึ่งเป็นร้านอาหารภายในเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (Asiatique The Riverfront) ศูนย์ท่องเที่ยวและไนท์มาร์เก็ตบนถนนเจริญกรุง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั้งนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้ความพยายามอยู่ประมาณ 30 นาที ในที่สุด เจ้าหน้าที่ก็สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย เบื้องต้นพบว่า มีร้านอาหาร 9 แห่งที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว และโชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
1. ไม่พบฮั้ว! มติ บอร์ด กทค. 4:1 รับรองผลการประมูล 3 จี
บอร์ด กทค. มีมติ 4 ต่อ 1 รับรองผลการประมูล 3 จี ชี้ไม่พบการฮั้ว เล็งออกใบอนุญาตให้ 3 บริษัท ขณะที่ 1 เสียงที่ไม่รับรองคือ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา วันนี้ (18 ตุลาคม) พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้เรียกประชุมบอร์ด กทค. วาระพิเศษ เพื่อรับรองผลการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3G หรือไม่ ในวันนี้ เวลาประมาณ 11.00 น. ทางด้าน นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกรรมการ กทค. ยืนยันว่า จะไม่รับรองผลการประมูลจนกว่าจะได้ข้อมูลขั้นตอนการประมูลและพฤติกรรมการเคาะราคาในแต่ละครั้ง หลังมีข้อสงสัยว่า ผู้เข้าร่วมประมูลมีพฤติกรรมการดึงราคาไม่ให้เกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้ตนได้ติดต่อไปทางสำนักงาน กสทช. เพื่อขอข้อมูล นพ.ประวิทย์ กล่าวต่อไปว่า ผู้เข้าร่วมประมูลใช้เทคนิคที่ กสทช. คาดไม่ถึง ในการเคาะราคาเพียง 8 สล็อต ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่ผิดกติกา ซึ่งเทคนิคดังกล่าวนั้น ทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน ทั้งนี้ กสทช. จะเข้าไปดูว่าผู้เข้าร่วมประมูลรายดังกล่าวมีพฤติกรรมจงใจที่จะดึงราคาหรือไม่ และจะนำข้อมูลที่ได้ไปหารือในที่ประชุม กทค. ที่จะมีขึ้นในวันนี้ เพื่อพิจารณาว่าจะมีการล้มการประมูลหรือไม่ ซึ่งหากพบว่าเข้าข่าย พ.ร.บ.ฮั้วฯ ทาง กทค. ควรต้องเปิดประมูลใหม่ รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า บอร์ด กทค. สามารถประชุมเพื่อมีมติรับรองผลหลังการประมูลวันที่ 16 ตุลาคม สิ้นสุดได้ทันที แต่การประชุมไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีกรรมการคนใดกล้าลงมติรับรอง หลังจากราคาการประมูลไม่ขยับถึง 6 ใบ ขณะที่ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. มีรายงานว่า ที่ประชุมบอร์ดคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้มีมติ 4 ต่อ 1 เสียง รับรองผลการประมูล 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz แล้ว โดยระบุว่า ไม่พบข้อมูลการฮั้วประมูล และเตรียมจะออกใบอนุญาตให้ทั้ง 3 บริษัทที่ประมูลได้ต่อไป ทั้งนี้ มติดังกล่าวเป็นไปตามความคาดหมาย โดย 1 เสียงที่ไม่รับรองผลก็คือ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ซึ่งได้แสดงจุดยืนออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า จะไม่รับรองผลการประมูล เนื่องจากสงสัยว่า ผู้เข้าร่วมประมูลมีพฤติกรรมการดึงราคาไม่ให้เกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น