10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555

update :25/11/2013 22:14
views : 1357
ที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555"
10. ช็อก! ครอบครัวอังกฤษเจอลูกตะกวดในถุงผักสลัด

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า ครอบครัวชาวอังกฤษสุดช็อก เจอลูกตะกวดอยู่ในถุงผักสำหรับทำแซนด์วิช แถมยังดิ้นแด่ว ๆ อยู่เลยด้วย คุณแม่รายนี้ คือ เจน ล็อค วัย 54 ปี จากมณฑลเดอร์บีเชียร์ของอังกฤษ ได้ไปซื้อผักสลัดแช่แข็งนำเข้าจากอิตาลี มาจากซูเปอร์มาร์เก็ตมอร์ริสันเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากนั้นก็เอามาแช่เย็นไว้ แต่เมื่อ อิลาน สามีของเธอ ได้หยิบถุงผักออกมาจากตู้เย็น กำลังเตรียมทำแซนด์วิชอยู่นั้น ก็พลันสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวภายในถุงผักที่ยังไม่ได้แกะเข้า และต้องตกใจเมื่อพบว่า มีลูกตะกวดลำตัวยาวกว่า 6 นิ้ว ดิ้นอยู่ในนั้น งานนี้เลยทำให้สองสามีภรรยากระอักกระอ่วน และเลิกอยากกินแซนด์วิชไปเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุทั้งสองสามีภรรยาได้แจ้งเรื่องไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้แล้ว ซึ่งทางซูเปอร์มาร์เก็ตก็ยอมรับผิดและขอโทษแต่โดยดี พร้อมจ่ายค่าเสียหายให้กับคู่สามีภรรยาคู่นี้
9. พบคุณทวดอายุยืน 106 ปี ที่เชียงราย เผยกินอยู่แบบธรรมชาติ

คุณทวดแสนบุญลือ วัย 106 ปี ชาวไทยภูเขา เผ่าม้ง เผยเคล็ดลับสุขภาพดี ด้วยการกินอยู่แบบธรรมชาติ ไม่แตะเหล้า-บุหรี่ พร้อมย้ำให้ทุกคนร่วมกันรักษาผืนป่า วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ทีมข่าวได้รับแจ้งว่า ที่บ้านกิ่วกาญจน์ ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พบชายอายุยืนยาว 106 ปี 5 เดือน และยังมีสุภาพแข็งแรง สามารถจดจำเรื่องในอดีตได้ดี และสามารถพูดคุยได้ชัดเจน จึงได้เดินทางไปพิสูจน์ในหมู่บ้านดังกล่าว กระทั่งพบบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งปลูกอยู่กลางหมู่บ้าน ทราบชื่อเจ้าของบ้านคือ นายแสนบุญลือ แซ่จาง อายุ 106 ปี ทั้งนี้ คุณทวดแสนบุญลือ เล่าผ่านล่ามว่า ตนเป็นชาวไทยภูเขา เผ่าม้ง ซึ่งอาศัยแผ่นดินไทยมานานกว่า 90 ปี เมื่ออายุประมาณ 20 ปี ได้เคยเข้าร่วมรบกับฝ่ายไทย เพื่อต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ชายแดนด้านอำเภอเชียงของ และหลังเหตุการณ์บ้านเมืองสงบจึงได้ลงหลักปักฐานในพื้นที่บ้านกิ่วกาญจน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนการดูแลสุขภาพ ตนจะกินข้าวกับเผือกและมันเป็นประจำ โดยไม่เคยแตะต้องสุรา กับบุหรี่เลย จึงทำให้มีสุขภาพแข็งแรงมาถึงทุกวันนี้ ขณะเดียวกัน ลูก ๆ หลานๆ ของทวดแสนบุญลือ ได้เผยว่า คุณทวดเป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้านทั้งหมด รวมไปถึงหมู่บ้านข้างเคียง เพราะมีอายุมากที่สุดในบรรดากลุ่มชาวเขาด้วยกัน และยังสามารถทำนายอนาคตของผู้ที่มาพูดคุยได้ด้วย แต่สิ่งที่คุณทวดมักขอร้องทุกคนที่มาพูดคุยด้วย คือ อยากให้ร่วมกันรักษาธรรมชาติเอาไว้ เพราะนับวันธรรมชาติจะถูกทำลายไป เนื่องจากคุณทวดอาศัยอยู่กับป่ามาเกือบครึ่งชีวิต จึงเห็นว่าป่าไม้มีความสำคัญกับชีวิตคนอย่างมาก
8. เรียกคืนอีก! รถโตโยต้า 2.77 ล้านคันทั่วโลก พบปัญหาปั๊มน้ำ-พวงมาลัย

บริษัท โตโยต้า ประกาศเรียกคืนรถยนต์ 2,770,000 คันทั่วโลก หลังพบปัญหาเกี่ยวกับระบบปั๊มน้ำ และพวงมาลัย ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาล่าสุดที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ทางค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง "โตโยต้า" ประกาศเรียกคืนรถรุ่นต่าง ๆ หลายรุ่น ที่ผลิตในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2000 และธันวาคม ปี 2011 รวมถึง พรีอุส ไฮบริด ซึ่งพบปัญหาปั๊มน้ำ หรือพวงมาลัยอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองปัญหา ทั้งนี้ ทางโตโยต้า ได้ชี้แจงว่า จะเรียกคืนรถ 13 รุ่นที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 1.5 ล้านคัน ระหว่างเดือนสิงหาคม ปี 2000 ถึงเดือนมกราคม ปี 2012 รวมถึงในสหรัฐฯ จำนวน 670,000 คัน ยุโรป 496,000 คัน ซึ่งเกิดปัญหาที่ระบบพวงมาลัย นอกจากนี้ โตโยต้าจะเรียกคืนรถเพิ่มอีกราว 630,000 คันทั่วโลก ซึ่งรวมถึง 350,000 คัน ในสหรัฐฯ และ 175,000 คัน ในญี่ปุ่น ที่เกิดปัญหาที่ระบบปั๊มน้ำในรถยนต์รุ่นไฮบริด ทางด้าน นายโจอิชิ ทาชิกาวา โฆษกโตโยต้า เปิดเผยว่า ปัญหาล่าสุดที่เกิดขึ้นที่พวงมาลัยนั้น ถือว่าเป็นปัญหาล่ที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทเป็นอย่างมาก โดยมีสาเหตุมาจากความไม่แข็งแรงของแกนพวงมาลัย ที่อาจจะทำให้ข้อต่อร่องฟันที่เชื่อมเอ็กซ์เท็นชันชาฟท์ไปยังกระปุกเกียร์อาจผิดรูปผิดร่าง และถ้าหากพวงมาลัยถูกใช้งานและหมุนไปยังตำแหน่งฟลูล็อกบ่อยครั้ง ในขณะที่รถแล่นด้วยความเร็วต่ำ ก็จะส่งผลให้เกิดระยะคลอย หรือร่องฟันอาจจะสึกหรอ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการควบคุมรถ อย่างไรก็ดี โฆษกโตโยต้า ยังเปิดเผยอีกว่า แต่ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดอุบัติเหตุจากระบบดังกล่าว แต่ทางบริษัทได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าในญี่ปุ่นจำนวนกว่า 400 ราย เกี่ยวกับกรณีปั๊มน้ำ และมีลูกค้าอีกหลายคนร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาในการบังคับรถ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรงที่สุด เนื่องจากปัญหาการบังคับรถอาจจะทำให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมรถได้
7. สุดอึ้ง! ผลสำรวจเผย คนไทยรับได้ หากสามีตีภรรยา

สหประชาชาติ เผยผลสำรวจ ประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ ที่พบการกระทำความรุนแรงทางร่างกายต่อสตรี และคนในครอบครัว ซ้ำเด็กและเยาวชนยังพบเห็นความรุนแรงจากสื่อจนชินชา วันนี้ (14 พฤศจิกายน) นายสมชาย เจริญอำนวยสุข ผอ.สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เปิดเผยว่า จากข้อมูลในเอกสารเรื่อง 2011-2012 Progress of The Worlds Women : in Pursuit of Justice ของ UN Women ระบุถึงความรุนแรงช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ. 2544-2553) โดยผลการสำรวจ ได้แบ่งเป็นหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ จากการสำรวจเรื่องการพบเห็นการกระทำความรุนแรงทางร่างกาย พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 36 จาก 75 ประเทศ หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ที่ยังคงมีการกระทำความรุนแรงทางร่างกายมากที่สุด จากการสำรวจประเด็นความรุนแรงทางเพศต่อคู่ของตน พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 7 จาก 71 ประเทศ หรือคิดเป็นร้อยละ 30 จากการสำรวจเรื่องความเชื่อว่า การที่สามีตีภรรยา เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 2 จาก 49 ประเทศ หรือคิดเป็น ร้อยละ 63 สำหรับผลการสำรวจดังกล่าว UN ได้ระบุว่า ปัญหาความรุนแรงต่อสตรี และบุคคลในครอบครัวของประเทศไทย มีรากเหง้าของปัญหาจากทัศนคติ และความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า ภรรยาเป็นสมบัติของสามี หรือลูกเป็นสมบัติของพ่อแม่ ทำให้เกิดการควบคุม และใช้อำนาจต่อผู้ที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ผลสำรวจดังกล่าว ยังเผยอีกประเด็นที่น่าวิตก คือ การที่เด็กและเยาวชนได้พบเห็นความรุนแรงจากสื่ออยู่ตลอดเวลา ทั้งจากละคร ภาพยนตร์ เกม ที่มีการกระทำความรุนแรงทั้งทางร่างกาย การใช้คำพูดด่าทอ ซึ่งการเปิดรับสื่อดังกล่าว อาจทำให้เด็กเกิดความชินชา และคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม นายสมชาย ยังได้กล่าวเสริมประเด็นการกระทำความรุนแรงต่อร่างกายเหล่านี้ว่า หากผู้ใดพบเห็นการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว สามารถแจ้งเหตุได้ที่ศูนย์ประชาบดี โทร. 1300 ทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง
6. ปลอดประสพ เฝ้าระวังพายุก่อตัว 24 ชม. ผวาเกิดสตอร์มเสิร์จ

ปลอดประสพ เฝ้าระวังพายุดีเปรสชั่นก่อตัว 24 ชั่วโมง ผวาเกิดสตอร์มเสิร์จ ไม่ฟันธงรุนแรงเท่าพายุเกย์ บอกต้องดูความเร็วลม และลมเหนือควบคู่กันไป วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยถึงกรณีที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนพายุดีเปรสชั่น ที่ขณะนี้ก่อตัวในทะเลจีนใต้ และจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และทำให้พื้นที่ในภาคใต้เกิดฝนตกหนักว่า ขณะนี้่พายุแปรปรวนมาก จากที่ตนพูดไว้เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ว่าจะไม่เกิดพายุอีกแล้ว แต่ก็มีขึ้นจนได้ นายปลอดประสพ กล่าวต่อว่า จากการศึกษาสถิติเส้นทางพายุย้อนหลัง 5-6 ปี พบว่า หากพายุเกิดขึ้นที่ปลายแหลมญวน พายุดังกล่าวก็น่าจะเข้าอ่าวไทยตอนบน และตอนกลาง ซึ่งหากพายุเข้าอ่าวไทยตอนบน จังหวัดที่จะได้รับผลกระทบ คือ ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีลงมา แต่ถ้าพายุเข้าอ่าวไทยตอนกลาง จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ คือ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงมา ทั้งนี้ ตนต้องขอเวลาติดตามดูภายใน 24 ชั่วโมง แล้วจะเริ่มทำการเตือนประชาชน เรือประมง และร้านค้าริมน้ำว่า อาจจะเกิดน้ำท่วมแผ่นดินถล่ม หรือสตอร์มเสิร์จได้ ถ้าถามว่าความรุนแรงของพายุลูกนี้ จะรุนแรงเทียบพายุเกย์ในอดีตได้หรือไม่ นายปลอดประสพ กล่าวว่า ตนยังไม่กล้าประเมิน แต่ขอติดตามดูตลอด 24 ชั่วโมง ว่าความเร็วลมจะเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน และยังต้องขึ้นอยู่กับลมเหนือด้วยว่าจะแรงเพิ่มหรือไม่ เพราะลมทั้งสองอย่างนี้ส่งผลต่อกัน ดังนั้น เราต้องไม่ประมาทเด็ดขาด ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่บริเวณแท่นขุดเจาะน้ำมันเริ่มอพยพหนีพายุนั้น นายปลอดประสพ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาต้องกลัว เพราะเวลามีพายุเกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ ก็ต้องมีการย้ายเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง ถึงแม้ว่าแท่นขุดเจาะจะรับความเร็วลมได้ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตาม ท้ายนี้ นายปลอดประสพ กล่าวว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพร้อมแล้ว โดยทาง กบอ. จะประสานงานกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับพายุที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
5. ชาวเน็ตวิจารณ์! ตีสิบ ตีแผ่เรื่อง คนอวัยวะเพศเล็ก หวั่นไม่เหมาะ

กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในชั่วข้ามคืน เมื่อรายการตีสิบ (13 พฤศจิกายน) ได้นำเสนอเรื่องราวของคนที่มีอวัยวะเพศเล็ก เพื่อเป็นกรณีศึกษา พร้อมยังมีคำถามต่าง ๆ นานา ที่หลายคนมองว่า เป็นคำถามล่อแหลม อีกทั้งยังไม่มีการปกปิดใบหน้าของแขกรับเชิญแต่อย่างใด จนมีคนที่หวั่นใจว่า เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ถูกนำเสนอในสังคมไทย ทั้งนี้ คุณต๋อง แขกรับเชิญในรายการ ได้ออกมาเปิดเผยว่า อวัยวะเพศของตนเองเล็กเท่าของเด็กแรกเกิด สืบเนื่องจากการที่ฮอร์โมนผู้ชายต่ำ จนส่งผลต่อสภาวะด้านอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น เสียงไม่แตกหนุ่ม ไม่มีขนรักแร้ ไม่มีหนวด นมไม่แตกพาน ซึ่งในช่วงนี้ ได้มีการบอกให้คุณต๋องถอดเสื้อ พร้อมกับโชว์หน้าอกที่หัวนมยังไม่แตกพาน แต่ที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้มาก คงเป็นการโชว์รูปอวัยวะเพศของแขกรับเชิญ และรูปเทียบขนาดอวัยวะเพศที่มีขนาดเท่าถ่านไฟฉายเอเอ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดใจของแขกรับเชิญ ที่ถูกล้อในสมัยเด็กว่า ถ้าเป็นแบบนี้ คงผูกคอตายไปนานแล้ว หลังจากนั้น จึงมีการเชิญนายแพทย์มาให้ความรู้ในเรื่องนี้ ว่าในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้สามารถรักษาได้ หากพบและทำการรักษาแต่เนิ่น ๆ ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ปกครองสังเกตบุตรหลานของท่านด้วย อย่างไรก็ตาม ภายหลังการออกอากาศเทปดังกล่าว ก็เกิดกระแสต่าง ๆ ที่วิจารณ์ในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีทั้งที่กล่าวชื่นชมว่า เป็นการเปิดโลกทรรศน์ และเป็นการให้ความรู้กับผู้ชม พร้อมทั้งยังเป็นข้อเตือนใจให้ผู้ปกครอง หมั่นสังเกตว่าบุตรหลาน มีภาวะอวัยวะเพศเล็กหรือผิดปกติหรือไม่ เพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงที แต่ก็มีบางส่วนที่มองว่า เหตุใดจึงนำเรื่องนี้มาเสนอ เป็นเพราะไม่มีอะไรเสนอจริง ๆ หรือ และยังมีการแสดงความเห็นใจต่อแขกรับเชิญที่มาร่วมรายการว่า ต่อไปจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร เพราะไม่มีการปิดหน้า ปิดไฟ หรือสวมแว่นให้กับแขกรับเชิญเลย
4. สลด! แม่โรคกำเริบดับ ลูก 3 ขวบ นอนกอดศพ 3 วัน

วันนี้ (14 พฤศจิกายน) รายงานข่าวแจ้งว่า เกิดเหตุสลดใจขึ้น เบื้องต้นพบศพหญิงสาวนอนเสียชีวิตในบ้านของตนเอง บ้านเลขที่ 846/437 ซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น ตั้งอยู่ใน ซ.ประชาอุทิศ 44 แยก 6 พบผู้เสียชีวิต ชื่อ นางอรนัดดา (ไม่ทราบนามสกุล) เสียชีวิตมาแล้ว ประมาณ 3-4 วัน จนสภาพศพ เริ่มขึ้นอืด และส่งกลิ่นเหม็น และที่น่าหดหู่ใจคือ พบ ด.ญ. อายุประมาณ 3-4 ขวบ ซึ่งเป็นลูกสาว นอนร้องไห้กอดศพมารดาอยู่ โดยไม่ได้รับประทานอาหารใด ๆ เลย เจ้าหน้าที่จึงนำตัวมาปลอบและเข้าตรวจสอบศพทันที โดยไม่พบบาดแผลแต่อย่างใด ทั้งนี้ ทราบว่า ผู้เสียชีวิต มีโรคประจำตัว คือ ลมบ้าหมู ซึ่งโรคอาจกำเริบเฉียบพลัน จึงทำให้เสียชีวิต และลูกสาวไม่ทราบว่า มารดาเสียชีวิต จึงนอนกอดศพแม่ดังกล่าว ด้านเจ้าหน้าที่เข้าชันสูตรแล้ว และส่ง ด.ญ. คนดังกล่าวให้กับป้าของเด็ก เป็นผู้ดูแลต่อไป
3. พนักงานเฮ! บ.เล็งขึ้นเงินเดือน 6% - โบนัส 2.8 เดือน

ผลสำรวจเผย บริษัทในประเทศไทยเล็งขึ้นเงินเดือนเฉลี่ย 6% - โบนัสเฉลี่ย 2.8 เดือน ในปีหน้า โดยเฉพาะกลุ่มปฏิบัติการ หรือพนักงานระดับล่าง ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน บริษัท เฮย์กรุ๊ป เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มการปรับอัตราเงินเดือน และโบนัสพนักงานขององค์กรชั้นนำในประเทศ โดยพบว่า บริษัทไทยมีแผนการปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงาน ในอัตราเฉลี่ย 6.35% ในปี 2556 ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่าน ๆ มา ส่วนภาคธุรกิจที่คาดว่ามีการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานสูดสุดเป็น 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มสาธารณูปโภค, กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ และกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเงินเดือนขึ้นในอัตรา 7.54%, 7.01% และ 6.8% ตามลำดับ ทั้งนี้ ในส่วนของการจ่ายโบนัส คาดว่าบริษัทไทยจะมีการจ่ายโบนัสประจำปี 2555 ในอัตราเฉลี่ย 2.8 เดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาเช่นกัน สำหรับธุรกิจที่คาดว่าจะจ่ายโบนัสสูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก กลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะจ่ายโบนัส 3.75 เดือน, 3.53 เดือน, และ 3.04 เดือน ตามลำดับ อย่างไรก็ดี บริษัท เฮย์กรุ๊ป ได้เปรียบเทียบการขึ้นเงินเดือนกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียอีก 6 ประเทศ พบว่า ประเทศไทยมีอัตราการปรับเงินเดือนสูงกว่า ประเทศสิงคโปร์ เพียงประเทศเดียวเท่านั้น และอัตราการปรับใกล้เคียงกับประเทศมาเลเซีย แต่ต่ำกว่าประเทศจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งมีแผนการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานถึง 9-15% เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยที่อยู่ในระดับ 3% นั้น ต่ำกว่าประเทศเวียดนาม และประเทศอินเดีย ที่มีเงินเฟ้อมากกว่า 8% ส่วนกลุ่มพนักงานที่จะได้ปรับเงินเดือนในสิ้นปี้นี้ ส่วนมากจะเป็นกลุ่มพนักงานระดับปฏิบัติการ หรือระดับล่าง ได้รับการปรับอัตราเงินเดือนมากกว่าพนักงานระดับหัวหน้า คาดว่าอาจจะเป็นผลมาจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาล นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังเผยว่า พนักงานระดับล่างมีอัตราการออกจากงานสูงที่สุดเช่นกัน
2. เปิดข้อสันนิษฐาน 1 นักบินไม่ได้เสียชีวิตทันที จึงไม่พบศพในเครื่อง

เปิดข้อสันนิษฐาน 1 นักบินยังไม่ได้เสียชีวิตทันทีหลังเครื่องบินตกเขาใหญ่ จึงไม่พบศพในเครื่อง คาดหนีออกมาจากเครื่องได้ เจ้าหน้าที่วางแผนค้นหาโครงกระดูกโดยรอบ เป็นอีกหนึ่งข่าวใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กับข่าวการพบซากเครื่องบินตกที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติบ้านโป่งก้อนเส้า อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่า เครื่องบินลำดังกล่าวมี นายภาคิน ไทยถนอม อายุ 26 ปี กับ นายรณพ เหลืองวิลาวัณย์ อายุ 25 ปี บังคับออกมาจากสนามบินในจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ก่อนจะขาดการติดต่อไป และทำให้ 2 นักบินหายสาบสูญไปนานกว่า 5 ปี ทั้งนี้ จากข่าวที่พบเพียงแต่ซากเครื่องบิน ชุดหมี และรองเท้า 1 ชุด แต่กลับไม่พบโครงกระดูกหรือชิ้นส่วนมนุษย์นั้น ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า 2 นักบินหายไปไหน ทำไมจึงไม่พบศพในซากเครื่องบินที่ตก ซึ่งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ฐปนีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวจากช่อง 3 ที่ร่วมติดตามค้นหาทั้ง 2 นักบินมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ @thapanee3miti ว่า จากการสันนิษฐานของ กัปตันรังสี เหลืองวิลาวัณย์ นักบินของบริษัทการบินไทย ซึ่งเป็นพ่อของนักบินรณพ เหลืองวิลาวัณย์ ที่สูญหายไปจากเหตุการณ์นี้ คาดว่านักบินทั้ง 2 ตกลงมาพร้อมเครื่องบินแน่นอน และมีคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ แต่ยังไม่เสียชีวิต จึงพยายามออกมาจากตัวเครื่อง สาเหตุที่สันนิษฐานเช่นนี้ เนื่องจากในตัวเครื่องเจอชุดนักบินเพียงชุดเดียว ซึ่งคาดว่าเป็นชุดของนักบินภาคิน ไทยถนอม เพราะเป็นคนตัวเล็ก และชุดที่พบก็ตรงกับตำแหน่งที่นั่งของนักบินภาคิน ขณะที่ชุดของนักบินรณพ เหลืองวิลาวัณย์ ยังไม่พบ กัปตันรังสี จึงเชื่อว่า ในตอนแรกที่เครื่องบินตก นักบินรณพอาจจะยังไม่เสียชีวิต จึงพยายามเอาชีวิตรอดออกมาจากตัวเครื่อง เพราะในจุดที่อยู่ห่างจากเครื่องบินไปประมาณ 10 เมตร เจอรองเท้า และกระเป๋าซึ่งไม่มีสิ่งของภายในตกอยู่ และคาดว่าจะเป็นรองเท้าของนักบินรณพ เพราะเป็นคู่ใหญ่ ทั้งนี้ คาดกันว่า สัตว์ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น ซึ่งมีทั้งช้าง เม่น กระทิงอาจจะกินซากศพไปแล้ว แต่ถึงกระนั้น ก็มีคำยืนยันว่า หากซากศพถูกสัตว์กินไปจริง ยังไงก็ต้องเจอกระดูกหลงเหลืออยู่แน่นอน ซึ่งหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ก็จะกระจายกำลังค้นหาศพตามจุดต่าง ๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม การค้นหาอาจต้องล่าช้าออกไปอีกหลายวัน เพราะมีฝนตกลงมา ทำให้ยังไม่สามารถขุดดินเพื่อค้นหาอย่างละเอียดได้
1. วธ. โวย นางแบบแม็กซิม แชะภาพเปลือยคู่พระพุทธรูป ไม่เหมาะ

วธ. โวย นางแบบแม็กซิมแชะภาพเปลือยหน้าพระพุทธรูปไม่เหมาะ จี้ ไอซีที สั่งงดแพร่ภาพ พร้อมประสาน กต. ส่งหนังสือเตือนนิตยสารแม็กซิม เหตุ กระทบความรู้สึกชาวพุทธ จากกรณีที่มีผู้พบภาพนิตยสารแม็กซิม (MAXIM) ในต่างประเทศ ให้นางแบบเปลือยอกถ่ายรูปกึ่งนู้ดต่อหน้าพระพุทธรูป จนถูกชาวพุทธวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการดูหมิ่นพระพุทธศาสนา เพราะชาวพุทธให้ความเคารพนับถือพระพุทธรูปเหมือนกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ล่าสุด ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่เกิดขึ้นนี้แล้ว โดยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อขอความร่วมมือให้งดแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสมในอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังต้องประสานกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ให้แจ้งไปยังนิตยสารดังกล่าวว่าภาพที่ปรากฏออกมาไม่เหมาะสม และกระทบต่อความรู้สึกของชาวพุทธเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ นพ.พรชัย พิญญพงษ์ ประธานองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ย.พ.ส.ล.) ก็เห็นตรงกันว่าภาพในนิตยสารแม็กซิมเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ดูแล้วน่าหดหู่มาก เพราะเท่ากับเป็นการดูถูกเหยียดหยามชาวพุทธ ตนจึงเตรียมนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อแจ้งเตือนและประท้วงให้นิตยสารแม็กซิมในต่างประเทศรับรู้ และปรับปรุงโดยเร็ว พร้อมกับเชิญชวนไม่ให้ชาวพุทธนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ และอย่าปล่อยให้เรื่องลักษณะนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ เพราะทุกฝ่ายต้องช่วยกันสอดส่องดูแลด้วย นอกจากนี้ นพ.พรชัย ยังเห็นว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ. ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ที่ยังค้างอยู่ในสภา เพื่อจะได้มีมาตรการลงโทษกับผู้ที่กระทำต่อพระพุทธศาสนาเช่นนี้อย่างจริงจังเสียที เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดเรื่องไม่เหมาะสมจากการนำสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาไปใช้บ่อยครั้ง

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น