10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555

update :25/11/2013 20:05
views : 6316
ที่มา : เครดิต : เรียบเรียงโดย ทีมงาน toptenthailand.com ; แหล่งที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555"
10. ทบ. ประกาศเกียรติคุณ 5 นายทหาร ช่วยชีวิตหญิงขับรถตกน้ำ
ทบ. เตรียมทำหนังสือชมเชย เพื่อประกาศเกียรติคุณ 5 นายทหารที่โดดคลองช่วยชีวิตหญิงกลางคนขับรถตกน้ำ ที่บริเวณวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา วันนี้ (6 พฤศจิกายน) พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกกำลังดำเนินการทำหนังสือชมเชย เพื่อประกาศเกียรติคุณแก่นายทหาร จำนวน 5 นาย ที่กระโดดน้ำลงไปช่วยชีวิตหญิงกลางคนที่ขับรถตกน้ำ บริเวณวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน ทั้งที่อยู่ในชุดเครื่องแบบ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยการประกาศเกียรติคุณครั้งนี้ ก็เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและตอบแทนผู้ที่ทำความดีสร้างชื่อเสียงให้กับกองทัพบกและสังคม สำหรับ ทหารทั้ง 5 นาย ที่กระโดดลงไปช่วยหญิงวัยกลางคนนั้น ประกอบด้วย 1. จ.ส.อ.วิเชียร ประชาเขียว ตำแหน่งช่างประจำเฮลิคอปเตอร์ กองการบินศูนย์การเคลื่อนย้ายทางบก ช่วยราชการเป็นอาจารย์ที่ ร.ร.ทบอ.ช่างกล ขส.ทบ. สังกัดกองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้ายทางบก ขส.ทบ. 2. จ.ส.อ.วิฑูรย์ เอกจำนงสกุล สังกัดกองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้ายทางบก ขส.ทบ. 3. ส.อ.ดนัย คำใส เจ้าหน้าที่พัสดุเทศบาลเชียงราย ซึ่งปัจจุบันไม่ได้รับราชการทหารแล้ว 4. ส.อ.วุฒิชัย เขียวสวาท ตำแหน่งผู้ช่วยซ่อมเคลื่องยนต์ สังกัดกองพันทหารขนส่ง ซ่อมบำรุงเครื่องบินทหารบก ช่วยราชการเป็นอาจารย์ที่ รร.ทบอ.ช่างกล ขส.ทบ. 5. ส.อ.ปัญญา สามงามยา สังกัดกองสรรพาวุธเบา พล.ปตอ.
9. ฮือฮา! เด็กชายอินเดีย มีนิ้วมือ-เท้า 25 นิ้ว พ่อแม่ชอบใจลูกดัง
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า เด็กชายอาร์พัน ศักเสนา หนูน้อยชาวอินเดีย วัย 4 ขวบ จากเมืองโพปาล รัฐมัธยประเทศของอินเดีย ป่วยด้วยโรคบกพร่องทางพันธุกรรม ทำให้เขากลายเป็นเด็กที่มีนิ้วมือและนิ้วเท้างอกรวมกัน 25 นิ้ว รายงานระบุว่า หนูน้อยอาร์พัน ป่วยด้วยโรคบกพร่องทางพันธุกรรมที่เรียกว่า ภาวะนิ้วเกิน (Polydactyl) และภาวะนิ้วติดกัน (Syndactyly) โดยมีนิ้วมือทั้งหมด 13 นิ้ว และนิ้วเท้า 12 นิ้ว แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้เด็กชายรู้สึกอับอายแต่อย่างใด เขากลับรู้สึกชอบที่ได้กลายเป็นจุดสนใจของชาวบ้าน และมีคนมาขอถ่ายรูปอย่างมากมาย ยกเว้นเรื่องเดียวที่เขาไม่ชอบใจ ก็คือ การที่เขาไม่สามารถเดินได้ไกลนัก เพราะนิ้วเท้าใหญ่เกินกว่าที่จะใส่รองเท้าได้ ด้าน นายอานีล ศักเสนา พ่อของเด็กชาย เปิดเผยว่า แต่เดิมลูกชายเขาเกิดมามี 26 นิ้ว แต่เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุทำให้จำเป็นต้องตัดนิ้วหนึ่งออกไปขณะที่เขาอายุเพียง 2 ขวบเท่านั้น ทั้งนี้ เขาและภรรยาไม่มีความคิดที่จะให้ลูกรับการผ่าตัดแต่อย่างใด เพราะคิดว่านิ้วที่งอกเกินไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต และที่สำคัญเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ครอบครัวกลายเป็นคนดังประจำท้องถิ่นแล้ว อย่างไรก็ดี อาร์พัน ไม่ได้รับการบันทึกสถิติโลกว่าเป็นผู้มีนิ้วมือและเท้าเยอะที่สุดในโลก เนื่องจากเขาไม่สามารถทำลายเจ้าของสถิติเดิมได้ ซึ่งก็คือ หนูน้อยอัคเชย์ ศักเสนา วัย 2 ขวบ ผู้มีนามสกุลเหมือนกันแต่ไม่ใช่พี่น้องกัน โดยมีนิ้วมือและนิ้วเท้ารวมมากถึง 34 นิ้ว
8. อย. สั่งเก็บบะหมี่เกาหลี นองชิม หลังพบสารก่อมะเร็ง
อย. สั่งเก็บบะหมี่เกาหลี นองชิม ออกจากห้างร้านทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว หลังฟิลิปปินส์ตรวจพบสารก่อมะเร็ง เร่งเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบอย่างละเอียด วันนี้ (6 พฤศจิกายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ประเทศฟิลิปปินส์ เรียกเก็บบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ "นองชิม" จากประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจากมีสารก่อมะเร็งนั้น ล่าสุด ทาง นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ขณะนี้ทาง อย. ตรวจสอบเฝ้าระวังเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเปิดเผยว่า ประเทศไทยได้นำเข้าบะหมี่ "นองชิม" จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีหลากหลายรสชาติด้วยกัน และมีขายตามห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อทั่วไป โดยในเบื้องต้น อย. ได้ขอความร่วมมือให้ผู้นำเข้าเรียกคืนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว และขอความร่วมมือไปยังสถานที่จำหน่ายบะหมี่ดังกล่าว ให้นำออกจากชั้นวางของชั่วคราว จากนั้นได้ส่งตัวอย่างให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจหาสารก่อมะเร็งด้วย ซึ่งคาดว่าอีก 2 สัปดาห์น่าจะทราบผล ด้าน นพ.บุญชัย กล่าวว่า ขณะนี้ทราบเพียงว่า สารที่พบในบะหมี่นองชิมคือสาร "เบนโซ (เอ) ไพรีน" โดยพบในเครื่องปรุงรส ซึ่งบะหมี่ดังกล่าวได้ส่งขายในหลายประเทศโซนเอเชีย อาทิ ฟิลิปปินส์, จีน เป็นต้น ส่วนทางประเทศไทยนั้น ก็ได้สั่งการให้ด่านอาหารและยาทั่วประเทศ อายัดผลิตภัณฑ์เหล่านี้เอาไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบและเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในทุกรุ่นที่มีการนำเข้า อย่างไรก็ตาม หากพบการนำเข้าของบะหมี่นองชิม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารที่คาดว่าเป็นอันตรายแก่สุขภาพปนเปื้อน ทางผู้นำเข้าจะถูกดำเนินคดีในข้อหา จำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้หากผู้บริโภคพบเห็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าผิดกฎหมาย และมีสิ่งปนเปื้อน สามารถแจ้งมาได้ที่ สายด่วน อย. 1556
7. ครม. ไฟเขียว ขยายโครงการบ้านหลังแรกอีก 6 เดือน
ครม. เห็นชอบขยายเวลาโครงการบ้านหลังแรกออกไปอีก 6 เดือน สิ้นสุด 29 มีนาคมปีหน้า เหตุยอดอนุมัติต่ำกว่าเป้า ได้เพียง 5 พันล้านบาท จาก 2 หมื่นล้านบาท วันนี้ (6 พฤศจิกายน) นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการบ้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ไม่เคยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นโครงการปล่อยดอกเบี้ยร้อยละ 0 เป็นระยะเวลา 3 ปี ออกไปอีก 6 เดือน สิ้นสุดในการขอเงินกู้วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556 และต้องทำนิติกรรมกับ ธอส. ให้เสร็จภายในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ทั้งนี้ สาเหตุที่วันสิ้นสุดโครงการไม่เป็นวันสุดท้ายของเดือน เป็นเพราะว่า ไม่ตรงกับวันทำการของราชการนั่นเอง โดยในสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ธอส. ได้รับผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวว่า มียอดอนุมัติทั้งหมด 5,348.99 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.74 ของวงเงินรวมโครงการ แต่ถ้าคิดเป็นจำนวนคนก็คือ 8,701 ราย ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้คือ 2 หมื่นล้านบาท สืบเนื่องจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปลายปี พ.ศ. 2554 ที่ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เกิดการชะลอตัวทั้งภาคลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ เมื่อโครงการไม่เป็นไปตามเป้า ทางกระทรวงการคลังจึงได้เสนอให้ขยายเวลาโครงการดังกล่าวไปอีก 6 เดือน ตามที่ ครม. อนุมัติไป
6. ผู้ใช้สิทธิ 30 บาทเฮ! สปสช. อนุมัติยาแพงอีก 7 รายการ
บอร์ด สปสช. อนุมัติเพิ่มยาจำเป็นราคาแพงเข้าชุดสิทธิประโยชน์ 30 บาท อีก 7 รายการ เผยผลการต่อรองราคายา และเวชภัณฑ์ปี 2555 ช่วยรัฐประหยัดงบได้กว่า 8 พันล้านบาท เมื่อวานนี้ (5 พฤศจิกายน) ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่อง ผลงานการบริหารยาและเวชภัณฑ์ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประจำปี 2555 โดย นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลได้มุ่งเน้น เรื่องการดูแลสุขภาพประชาชนภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค และในปัจจุบันกำลังเป็น 30 บาท รักษาทุกโรค ยุคใหม่ โดยให้ความสำคัญเรื่องการใช้ยาด้วย กล่าวคือ รัฐบาลพยายามจัดหายาดีให้ประชาชนได้ใช้อย่างเพียงพอ แต่ต้องเป็นการใช้สิทธิได้รับยาตามที่จำเป็น และเหมาะสมกับความเจ็บป่วย ทั้งยารักษาโรคทั่วไป และยาที่มีราคาสูง ซึ่งที่ผ่านมา สปสช. ได้มีการต่อรองราคายาเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาจำเป็นในกลุ่ม ยา 10 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มยาจำเป็นราคาแพงในบัญชียา จ (2) 2. กลุ่มยาต้านไวรัสเอชไอวี 3. กลุ่มยาต้านวัณโรค 4. กลุ่มยาวัคซีนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค 5. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 6. วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 7. ยาจิตเวช 8. ยาโคลพิโดเกรลสำหรับรักษากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 9. ยาดีเฟอริโพรน หรือยาขับเหล็ก 10. กลุ่มยากำพร้า ซึ่งจากการต่อรองราคายาในปี 2555 ประหยัดงบประมาณในการจัดหายาได้ถึง 5,770 ล้านบาท เมื่อรวมกับการต่อรองราคาเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาอีก 2,400 ล้านบาท ทำให้สามารถประหยัดงบประมาณรวมทั้งสิ้น 8,170 ล้านบาท นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีการพิจารณาข้อเสนอของมติคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2555 วันที่ 7 กันยายน 2555 ที่ได้มีการเสนอรายการยาใหม่ที่เข้าบัญชียา จ (2) เพื่อเสนอเป็นชุดสิทธิประโยชน์ให้กับผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในยา 7 รายการ ดังนี้ 1. ยาสำหรับรักษาภาวะโรคไขกระดูกฝ่อระยะรุนแรง (severe aplitic anemia) 2. ยาสำหรับรักษาโรคเกาเซอร์ (Gaucher syndrome) ซึ่งเป็นโรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม (พบในผู้ป่วยน้อยราย แต่เป็นโรคที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก) 3. ยาต้านจุลชีพ สำหรับรักษาเชื้อดื้อยา MRSA (Methicillin- resistant Staphylococcus aureus) 4. ยาต้านไวรัสเอชไอวีสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการแพ้ยาต้านไวรัสเอชไอวีที่มีอยู่เดิม 5. ยามะเร็งสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น 6. กลุ่มยาต้านพิษโดยเฉพาะพิษงูรวมที่มีผลต่อระบบประสาท และระบบเลือด 7. ยากำพร้า ที่ใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งเดิมไม่มีบริษัทใดนำยาเข้ามาขายในประเทศ ด้าน นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า จากการบริหารจัดการยาในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น พบว่าผู้ป่วยเข้าถึงยามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยาราคาแพง เช่น ยาเลทโทรโซล (letrozole) สำหรับโรคมะเร็งเต้านม, ยาโดแท็กเซล (Docetaxel) สำหรับโรคมะเร็งปอดระยะลุกลาม และมะเร็งต่อมลูกหมาก, ยาโบทูลินั่ม ท๊อกซิน ชนิด เอ (Botulinum toxin type A) สำหรับโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกชนิดไม่ทราบสาหตุ และยาลิวโพรรีลิน (Leuprorelin) ใช้รักษาอาการเจริญพันธุ์ก่อนวัยในเด็ก เป็นต้น ซึ่งในปี 2552 มีผู้ป่วยในกลุ่มนี้เข้าถึงยาเพียง 845 ราย แต่เมื่อมีการบริหารจัดการยาตั้งแต่ ปี 2553 ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ดังนี้ ปี 2553 มีผู้ป่วยเข้าถึงยา 3,299 ราย ปี 2554 มีผู้ป่วยเข้าถึงยา 5,563 ราย ปี 2555 มีผู้ป่วยเข้าถึงยา 4,874 ราย รวมมีผู้ป่วยเข้าถึงยา 14,581 ราย ทั้งนี้ สถานการณ์ค่าใช้จ่ายด้านยาในประเทศไทยพบว่า ในปี 2538 มีอัตราการเติบโตของค่ายาร้อยละ 30 ของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ล่าสุดในปี 2550 พบว่า ค่าใช้จ่ายด้านยามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45 หรือราว 1.7 แสนล้านบาท ของรายจ่ายด้านสุขภาพเป็นค่าใช้จ่ายด้านยา ซึ่งการมีมูลค่าสูงนั้น เกิดจากการใช้ยาเกินความจำเป็น หรือการใช้ยาที่มีราคาแพง
5. ปล่อยตัวแล้ว! ผอ.วัฒนธรรม เผยนาทีชีวิต หลังถูกอดีตน้องเขยอุ้ม
ผอ.วัฒนธรรม กลับถึงบ้านแล้ว พร้อมเผย คนร้ายพาไปกบดานอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี กำลังจะเข้าสู่ชายแดนพม่า แต่เจ้าตัวเกลี้ยกล่อม สัญญาจะดูแลหลานชายอย่างดี รับสุดกลัว เพราะมียิงปืนขู่ เห็นแกลลอนน้ำมัน หลังจากเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นางสาวเพลินตา ประดับสุข ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา วัฒนธรรม จ.พิษณุโลก ถูกคนร้ายอุ้มไปจากบ้านพัก จากนั้นจึงสืบทราบได้ว่า คนร้ายคือ นายกิตติศักดิ์ คงอาจหาญ อดีตน้องเขยและพวก ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดวันนี้ (6 พฤศจิกายน) เวลา 02.00 น. นางสาวเพลินตาได้เข้าให้ปากคำกับ พ.ต.อ.เดชชาติ วัฒนพนม ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก ทันที หลังจากได้รับการปล่อยตัวจากนายกิตติศักดิ์ พร้อมกับเข้ารายงานตัวต่อนายอมร กิตติกวางทอง ผู้บังคับบัญชา เพื่อเข้าทำงานต่อทันที ทั้งนี้ นางสาวเพลินตา เล่าถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุว่า ในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นตัวแทนเข้าประชุมเรื่องการรับเสด็จกฐินพระราชทาน ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหารวิหาร (วัดใหญ่) ในเวลา 09.00 น. อย่างไรก็ตาม ตนได้ขับรถออกจากบ้านเวลา 08.50 น. นายกิตติศักดิ์ก็ได้เข้ามาพร้อมกับลูกน้องอีก 2 คน เพื่อเข้ามาเคลียร์เรื่องเงิน พร้อมกับล็อคตัวตนเองเข้าไปในรถและขับออกไปจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังบ้านพักที่ป่าไม้เขตอำเภอชาติตระการ จากนั้นมีการพูดคุยเรื่องเงินของน้องสาวที่เสียชีวิตไป ซึ่งตนก็พยายามพูดจาเกลี้ยกล่อมให้ปล่อยตัว อ้างว่าทำทุกอย่างก็เพื่อหลานที่เกิดจากน้องสาวและนายกิตติศักดิ์ แต่ถ้าอยากได้เงินก็สามารถให้ได้ และให้บัตรเอทีเอ็มของตนแก่นายกิตติศักดิ์ไปกดเงินที่ อ.ชาติตระการ มูลค่าทั้งหมดกว่า 2 แสนบาท นางสาวเพลินตา เล่าต่อไปว่า ในช่วงเย็นวันเดียวกัน นายกิตติศักดิ์ได้พาตนไปที่บ้านพักของนายกิตติ์ศักดิ์ แต่ไม่ทราบว่าอยู่อำเภอใดของกาญจนบุรี ถ้าไม่ อ.บ่อพลอย ก็ อ.เมือง เนื่องจากระหว่างเดินทาง มีการนำผ้าคลุมศีรษะตนเอาไว้ไม่ให้เห็นทาง จนกระทั่งเข้าสู่เช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน ก็ได้พาตนไปในป่าเขตรอยต่อชายแดนพม่า ในระหว่างทางก็จะมีการข่มขู่ตนตลอดเวลา และนำอาวุธปืนขึ้นมายิงเพื่อข่มขู่บ้าง ขณะที่ด้านหลังของรถกระบะก็มีแกลลอนน้ำมัน ถังน้ำมันเปล่า 200 ลิตร ซึ่งทำให้ตนกลัวมาก อย่างไรก็ตาม นางสาวเพลินตา เปิดเผยถึงสาเหตุที่กลุ่มคนร้ายยอมปล่อยตัวออกมาว่า ตนเองได้พูดถึงบุญคุณที่ผ่านมา ที่เคยช่วยเหลือดูแลครอบครัวของน้องเขยและน้องสาว พร้อมกันนั้น หลังจากที่นายกิตติศักดิ์ได้หย่ากับน้องสาวของตน ตนก็ต้องนำเงินไปใช้หนี้ และส่วนที่เหลือนำไปไว้ให้หลานชาย โดยจะส่งเสียหลานชายเดือนละ 5 พันบาท จนถึงส่งให้เรียนจบปริญญาตรี กระทั่งนายกิตติศักดิ์ใจอ่อน ให้กุญแจรถปล่อยตัวออกมาจากป่าในวันที่ 4 พฤศจิกายน และได้มาพักในจังหวัดกาญจนบุรี 1 คืน กระทั่งเช้าวันที่ 5 ก็ได้ขับรถออกมาที่ จ.สุพรรณบุรี อย่างไรก็ตาม ตนทราบว่า กลุ่มคนร้ายขับรถติดตามมาตลอด จึงได้โทรศัพท์แจ้งเพื่อนสนิทให้มารับพาไปอยู่ในที่ปลอดภัย พร้อมกับทิ้งรถยนต์เอาไว้ ด้าน พ.ต.อ.เดชชาติ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าของคดี ได้อนุมัติหมายจับเพิ่มอีก 2 คน ต่อจากนายกิตติศักดิ์ คือ นายสมโภชน์ หมดทุกข์ วัย 43 ปี และนายชูเกียรติ บุญอยู่ วัย 46 ปี ในข้อหาร่วมกันกักขังผู้อื่น ข่มขืนใจผู้อื่น กรรโชกทรัพย์ผู้อื่น ใช้ปืนข่มขู่ให้เกิดความกลัว โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า คนร้ายยังอยู่ในประเทศไทย และเตรียมประสานงานกับตำรวจกาญจนบุรี เพื่อจับกุมคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้
4. ซึ้ง! ชายจีนเก็บขยะตลอด 16 ปี หาเงินซื้อเปียโนให้ภรรยาป่วย
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน สำนักข่าวจีนรายงานว่า อู๋เจิ้ง ชายชราชาวจีนวัย 69 ปี ได้ทำงานเก็บขยะเป็นระยะเวลาตลอด 16 ปี เพื่อเก็บหอมรอมริบซื้อเปียโนให้ เซี้ยกุ้ยจื่อ ภรรยาวัย 59 ปี ที่กำลังป่วย ได้สมหวังดังที่เธอได้ฝันเอาไว้ รายงานระบุว่า ทั้ง 2 ตายายใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่เมืองเหยี่ยนซือ มณฑลเหอหนานของจีน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2533 นางเซี้ยกุ้ยจื่อป่วยหนัก ซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เธอเป็นคนที่ชอบร้องเพลง และยังใฝ่ฝันอยากมีเปียโนสักตัวก่อนที่จะหมดลมหายใจ และด้วยความรักที่นายอู๋เจิ้งมีต่อภรรยา เขาจึงตั้งใจว่าจะต้องซื้อเปียโนให้ภรรยาให้ได้ แต่ทั้งนี้ลำพังเงินเดือนของเขามีเพียงน้อยนิดไม่เพียงพอ เขาจึงหารายได้พิเศษจากการเก็บขยะขาย แม้ในช่วงแรก ๆ ก็รู้สึกอายแต่นาน ๆ ไปก็เริ่มชิน และในที่สุดปี พ.ศ. 2551 เขาก็สามารถรวบรวมเงินพอที่จะซื้อเปียโนได้ ในราคา 22,500 หยวน หรือประมาณ 112,500 บาท ทุกวันนี้การร้องเพลงและเล่นเปียโนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งสอง ซึ่งทั้งคู่ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข โดยอู๋เจิ้งเปิดเผยว่า เขาร้องเพลงไม่เพราะ แต่ก็จะร้องเป็นเพื่อนภรรยาอยู่ดี เพราะมันทำให้เธอมีความสุข ขณะที่ภรรยาของเขาก็เริ่มมีอาการดีขึ้นเช่นกัน
3. ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต หน่อคำ กับพวก ฆ่า 13 ลูกเรือจีน
ศาลเมืองคุนหมิง ประเทศจีน ตัดสินประหารชีวิต หน่อคำ กับพวก 3 คน ส่วนอีก 2 ราย จำคุก 8 ปี สำนักข่าวซินหัว ของทางการจีน รายงานว่า ในวันนี้ ศาลเมืองคุนหมิง ได้อ่านคำตัดสินโทษ นายหน่อคำ ราชายาเสพติด พร้อมพวก 5 คน ในข้อหาฆาตกรรมลูกเรือชาวจีน 13 ศพ ในแม่น้ำโขง เมื่อปีก่อน โดยรายงานระบุว่า นายหน่อคำ พร้อมพวกอีก 3 คน ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ในขณะที่อีก 2 คน ที่เป็นชาวจีน คือ นายซา โบ กับ นายซา ทู บอ ได้รับโทษประหารชีวิตเช่นกัน แต่ก็ได้รับการอภัยโทษ และให้จำคุก เป็นเวลา 8 ปี แทน ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมด ยังมีโอกาสในการอุทธรณ์โทษครั้งนี้ได้อีกครั้ง
2. โรคจิต! มือดีซุกกล้องถ่ายนักเรียนหญิงเข้าห้องน้ำ ในค่ายติว ม.ดัง
โรคจิต! มือดีซุกกล้องถ่ายนักเรียนหญิงเข้าห้องน้ำ ในขณะติววิชาการ ที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง โดยซ่อนกล้องไว้ที่ประตู หันหน้ากล้องเข้าชักโครก วันนี้ (6 พฤศจิกายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีคลิปของนักเรียนหญิงหลายคน ถูกมือดีแอบถ่าย ระหว่างเข้าค่ายติววิชาการ ในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เผยแพร่ทั่วอินเทอร์เน็ต โดยคลิปดังกล่าว เป็นการบันทึกภาพในลักษณะซ่อนกล้องเอาไว้ที่ประตูห้องน้ำ โดยหันหน้ากล้องไปทางชักโครก และบันทึกภาพหญิงสาวหลากหลายสถาบัน รวมถึงนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น ขณะเข้าไปทำธุระส่วนตัว ซึ่งแต่ละคนนั้น มีป้ายแขวนห้อยคอระบุชื่อเล่น ในระหว่างทำกิจกรรมติววิชาการด้วย ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวเป็นคลิปที่ถ่ายเอาไว้เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว โดยระบุวันที่ 19-22 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา แต่ยังถูกเผยแพร่ในโลกไซเบอร์ขณะนี้
1. ข่าวฟุตบอล ลือสะพัด! ฟีฟ่า เตรียมแถลง สนามฟุตซอล อารีน่า ในเขตหนองจอก ไม่ผ่านมาตรฐานที่ใช้เป็นสนามการแข่งขันฟุตซอลรอบ 8 ทีมสุดท้าย
หลังจากที่วานนี้ (5 พฤศจิกายน) ทางฟีฟ่าและคณะได้เดินทางมาตรวจยังสนามบางกอก ฟุตซอล อารีน่า ในเขตหนองจอก ซึ่งเป็นสนามที่จะใช้สำหรับการแข่งขันฟุตซอล รอบ 8 ทีมสุดท้าย ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ล่าสุด ช่วงบ่ายวันนี้ (6 พฤศจิกายน) มีกระแสข่าวว่า ทางฟีฟ่าเตรียมแถลงข่าวผลสรุปการตรวจสอบสนาม ในเวลา 17.00 น. นี้ โดยระบุว่า สนามบางกอก ฟุตซอล อารีน่า นั้น ยังไม่ผ่านมาตรฐานที่จะนำนักกีฬาเข้าแข่งขันฟุตซอล รอบ 8 ทีมสุดท้าย

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น