10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555

update :25/11/2013 18:29
views : 885
ที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555"
10. สตช. พบมีจ้างม็อบหัวละ 300-1,500 ดาวกระจายจุดสำคัญ
โฆษก สตช. เผย พบ มีการจ้างมวลชนร่วมชุมนุมกลุ่ม เสธ.อ้าย หัวละ 300 - 1,500 บาท ขณะที่มีแนวโน้มยกระดับการชุมนุม พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเกี่ยวกับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัย การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย วันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ บริเวณสนามม้านางเลิ้ง ว่า ล่าสุด ทางการข่าวของตำรวจสันติบาล คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่า 50,000 คน และพบว่า มีการจ้างมวลชนมาร่วมชุมนุมหัวละ 300 - 1,500 บาท รวมถึงสั่งให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกคนเตรียมอุปกรณ์ อาทิ ร่มด้ามแข็ง น้ำส้มสายชู แว่นกันสารเคมี น้ำเกลือ อาหาร และเสื้อผ้า ที่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ 2 - 3 วัน พร้อมทั้ง ยังมีการแนะนำการปฏิบัติตัวระหว่างการชุมนุม และได้วางระบบการเดินทางไว้เป็นขั้นตอน รวมถึง กำหนดจุดนัดหมาย หากเกิดเหตุฉุกเฉินไว้ด้วย นอกจากนี้ การข่าวยังพบอีกว่า กลุ่มผู้ชุมนุม มีแนวโน้มที่จะยกระดับการชุมนุม เคลื่อนขบวนไปกดดันตามสถานที่สำคัญต่างๆ ในรูปแบบดาวกระจาย และสร้างสถานการณ์โดยใช้ประทัดยักษ์ อย่างไรก็ตามในเบื้องต้น จะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 112 กองร้อย ประมาณ 16,800 นาย และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอีก 192 กองร้อย ประมาณ 29,000 นาย ในการควบคุมดูแล
9. CTH จับมือ HP พัฒนาโครงข่าย รับชม HD ได้ 500 ช่อง
ซีทีเอช จับมือ เอชพี พัฒนาเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลหน้า ใช้งบกว่า 2 หมื่นล้านบาท สามารถรับชมช่อง HD ได้ถึง 500 ช่อง หลังจากที่บริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ซีทีเอช สามารถคว้าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตั้งแต่ ค.ศ. 2013-2016 ทำให้มีแนวโน้มว่า จะมีแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เข้ามาติดเคเบิลเพื่อรับชมฟุตบอลเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ทางซีทีเอช จึงต้องมีการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว ล่าสุด วานนี้ (19 พฤศจิกายน) ทางซีทีเอชได้ประกาศจับมือกับ เอชพี เพื่อพัฒนาเครือข่ายเมโทรเน็ต (MetroNet) ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีเครือข่าย Fiber to Home รุ่นใหม่ มีแบนด์วิธสูงถึง 10 กิกะไบต์ต่อวินาที ส่งผลให้สามารถรองรับช่องความละเอียดสูงได้ 500 ช่อง และจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรก ๆ ของโลกที่ใช้ระบบใหม่สุดในขณะนี้ ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท วางโครงข่ายเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ สำหรับเป้าหมายของซีทีเอช ตั้งเป้าขยายลูกค้า 7-10 ล้านครัวเรือน ภายใน 2 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 3 ล้านครัวเรือนเท่านั้น คาดว่าการลงทุนครั้งนี้ จะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมาย ชิงความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ดึงดูดความสนใจจากลูกค้าและผู้ผลิต จนสามารถผลิตเนื้อหาที่หลากหลายได้ โดยเน้นจุดแข็งที่ การสร้างบริการที่ครอบคลุมทั้งภาพและเสียง, อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการบริการรับอินเตอร์แอ็คทีฟต่าง ๆ ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคแบบดั้งเดิมได้ ปัจจุบัน ซีทีเอช มีช่องรายการอยู่ 16 ช่อง เตรียมขยายเป็น 120 ช่อง เร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะมี 30-40 ช่อง เป็นช่องความละเอียดสูง
8. จับแม่บ้านม่านรูดค้ากามเด็ก ลูกค้ามีทั้งนักการเมือง-ข้าราชการ
ตำรวจเมืองเชียงใหม่ จับกุมแม่บ้านโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ตั้งตัวเป็นแม่เล้าค้ากามเด็กนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยลูกค้ามีทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการ วันนี้ (20 พฤศจิกายน) เจ้าหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน และตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมแถลงข่าวการจับกุม นางพัชรินทร์ พรมชิตมาตร หรือ เจ๊นิว แม่เล้าวัย 41 ปี ขณะนำเด็กนักเรียนหญิงวัย 15 ปี และ 17 ปี มาขายบริการทางเพศ ให้กับลูกค้าในโรงแรมแห่งหนึ่ง ใน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พร้อมทั้งของกลางถุงยางอนามัย และยาไวอาก้าจำนวน 1 แผง ซึ่งจะนำมาขายให้กับลูกค้าสูงอายุ จากการสอบสวน ทราบว่า นางพัชรินทร์ มีอาชีพเป็นแม่บ้านของโรงแรมม่านรูดที่เกิดเหตุ แต่จะลักลอบเป็นแม่เล้าจัดหาเด็กนักเรียน และกลุ่มวัยรุ่นที่ใจแตก มาขายบริการทางเพศ ให้กับประชาชนทั่วไป รวมไปถึงนักการเมืองท้องถิ่น และข้าราชการ โดยคิดค่าบริการครั้งละ 1,500 บาทต่อคน และจะหักค่าตัวเด็ก ๆ ครั้งละ 500 บาท เป็นค่าตอบแทนที่หาลูกค้าให้ ซึ่งมีเด็กนักเรียนในสังกัดนับ 10 คน ที่เป็นขาประจำ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนที่เต็มใจค้าประเวณี อย่างไรตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลจับกุมลูกค้าที่ซื้อบริการเด็กนักเรียนซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย เบื้องต้น นางพัชรินทร์ จะถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นธุระจัดหาหญิงอายุไม่เกิน 18 ปี, พรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี และค้ามนุษย์
7. ชมภาพภูเขาไฟในหนังดัง เดอะลอร์ดฯ เตรียมระเบิดในไม่ช้า
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน เว็บไซต์เอบีซี รายงานว่า ภูเขาไฟรัวเปหุ (Ruapehu) ในนิวซีแลนด์ หรือที่เรียกว่า เมาท์ดูม (Mount Doom) ในภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the Rings ใกล้จะเกิดการระเบิดแล้ว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ภูเขาไฟดังกล่าว เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์ กำลังเกิดแรงดันอย่างหนักบริเวณใต้พื้นโลก จนทำให้แผนกอนุรักษ์ธรรมชาติของนิวซีแลนด์ ได้ออกประกาศเตือนให้นักปีนเขาหลีกเลี่ยงการปีนขึ้นไปบนยอดเขา โดยผลจากการอ่านอุณหภูมิของนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ความเสี่ยงของการเกิดภูเขาไฟระเบิดกำลังเพิ่มขึ้นทุกขณะ ด้านนายแฮร์รี่ คีย์ ผู้จัดการด้านความเสี่ยงของภูเขาไฟ ระบุว่า ภูเขารัวเปหุกำลังเดือด และอุณหภูมิก็ขึ้นและลงอย่างหนัก แต่ภูเขาก็ยังไม่ระเบิดดังเช่นที่พวกเราคิดเอาไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน แต่ไม่ช้าก็เร็ว ภูเขาไฟลูกนี้ก็จะระเบิด อาจจะน้อยมากและไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือเป็นการระเบิดครั้งสำคัญก็ได้ ด้านเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ กล่าวว่า อุณหภูมิ 100 เมตรใต้ทะเลสาบลาวาที่อยู่ใต้ในปากป่องภูเขาไฟนั้น คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 800 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิของทะเลสาบลาวาเองอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการชี้ว่า ช่องทางระบายออกส่วนหนึ่งถูกกันเอาไว้ และจะยิ่งทำให้ความดันเพิ่มสูงขึ้น และอาจจะทำให้เกิดภูเขาไฟระเบิด ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์หน้าไปจนถึงอีกหลายเดือนต่อจากนี้ ทั้งนี้ ในปี 2007 ภูเขาไฟแห่งนี้ได้เกิดระเบิดขึ้นครั้งสุดท้าย และส่งผลให้ลาวาไฟไหลลงมาตามภูเขา แต่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่ในปี 1953 ลาวาจำนวนมากจากภูเขาไฟแห่งนี้ ได้ทำให้เกิดภัยพิบัติทางรถไฟครั้งร้ายแรงที่สุดในนิวซีแลนด์ เมื่อลาวาได้พังสะพานแทนกิไว จนทำให้ผู้โดยสารในรถไฟถูกพัดลงไปในแม่น้ำวันเกหู มีผู้เสียชีวิตกว่า 151 คน
6. เป็นเรื่อง! ไนจีเรียโวยไทย ขายข้าวเก่าเก็บ 10-15 ปี
รมว.เกษตรฯ ของไนจีเรีย โวยผู้ส่งออกไทยขายข้าวเก่าเก็บ 10-15 ปี - ด้านนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวร้องกรมการค้าต่างประเทศชี้แจง หวั่นเสียภาพลักษณ์ วันนี้ (20 พฤศจิกายน) เว็บไซต์ nationmultimedia.com รายงานว่า อคินวูมี อะเดซินา รัฐมนตรีเกษตรและการพัฒนาชนบทของไนจีเรีย ได้ออกโรงเตือนผู้ส่งออกข้าวโดยเฉพาะไทยและอินเดีย ที่ลักลอบนำข้าวเก่าที่มีการเก็บรักษาในคลังนานถึง 10-15 ปี มาขายในตลาดไนจีเรีย นอกจากนี้ นายอะเดซินา ยังกล่าวเตือนว่า ประเทศจำเป็นต้องดำเนินนโยบายทดแทนการนำเข้าข้าว มิฉะนั้นอาจต้องสูญเสียงบประมาณกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,650 ล้านบาท) ต่อปี ในการนำเข้าข้าว ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ทางด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ต้องการให้กรมการค้าต่างประเทศชี้แจงไปยังไนจีเรีย กรณีที่มีกระแสข่าวว่าไนจีเรียจะลดการนำเข้าข้าวจากไทยและอินเดีย และหันมาพึ่งพาการปลูกข้าวภายในประเทศแทนนั้น เนื่องจากทั้งสองประเทศมีการส่งออกข้าวเก่า 10 ปี พร้อมเชื่อว่าประเด็นดังกล่าวน่าจะเป็นความเข้าใจผิดในเรื่องการส่งออกข้าวเก่าไปให้ลูกค้าไนจีเรีย ดังนั้นภาครัฐจึงควรชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของข้าวไทย นายชูเกียรติ ชี้แจงต่อไปว่า ในแต่ละปีไนจีเรียผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศราวปีละ 1 ล้านตัน และข้าวส่วนใหญ่ที่ไนจีเรียบริโภคจะเป็นข้าวนึ่ง ดังนั้นจึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่ไทยจะส่งออกข้าวเก่าไปให้ เนื่องจากการส่งออกข้าวนึ่งต้องใช้ข้าวเปลือกสดมานึ่งแล้วตากแห้ง ก่อนสีแปรสภาพส่งมอบ อีกทั้งนโยบายรับจำนำของรัฐบาลก็ไม่ได้รับจำนำข้าวนึ่ง ข่าวที่ออกมานั้นอาจเป็นเพราะไนจีเรียต้องการกระตุ้นให้ประชาชนภายในประเทศรับทราบว่าประเทศจะพึ่งพาผลผลิตข้าวของตนเองมากขึ้น
5. จวกเละ! รมว.สธ. สั่งใช้ยากลูโคซามีน ชี้เสียงบ 700 ล้าน โดยใช่เหตุ
บอร์ด สปสช. จวกเละ รมว.สธ. สั่งใช้ยากลูโคซามีน ชี้เป็นการใช้งบ 700 ล้าน โดยใช่เหตุ เพราะยาดังกล่าวเป็นยาไม่มีข้อมูลว่ารักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้จริง บอกโครงการสุขภาพ 3 กองทุนคงเป็นแค่ราคาคุย ตัดงบผู้ป่วยบัตรทอง เอาไปให้ ขรก. ต่อไปประชาชนคงเป็นผู้ป่วยอนาถา วันนี้ (20 พฤศจิกายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รมว. สาธารณสุข ประธานคณะกรรมการบริหารยาฯ ได้สั่งให้กรมบัญชีกลางยกเลิกเรื่องห้ามเบิกยากลูโคซามีน แก้ข้อเข่าเสื่อมในสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งมีมูลค่าปีละ 700 ล้านบาท ตามคำเรียกร้องของบริษัทยาและข้าราชการ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการต่าง ๆ ที่ชี้ว่า ยาดังกล่าวไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่เชื่อถือได้ว่า มีประโยชน์ในการรักษาโรคดังกล่าวจริง เพราะที่อเมริกาจัดยาประเภทนี้เป็นอาหารเสริมเพียงเท่านั้น ทั้งนี้ นางสาวบุญยืน ศิริธรรม กรรมการหลักประกันสุขภาพ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ตนรู้สึกผิดหวังกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะเพียงงานแรกทาง รมว. สาธารณสุข ก็สั่งข้าวกระทรวงให้กรมบัญชีกลางถอยเรื่องดังกล่าว และยอมให้ประเทศต้องสูญเสียเงินงบประมาณปีละกว่า 700 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เพิ่งประกาศนโยบายลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดสุขภาพของสวัสดิการข้าราชการ ที่ค่ารักษาสูงกว่าผู้ป่วยบัตรทองหลายเท่าตัว กรรมการหลักประกันสุขภาพ กล่าวต่อว่า ตนอยากจะทราบว่า รมว.สาธารณสุข ซึ่งเป็นหมอ ว่าเอาข้อมูลวิชาการมาจากไหนใช้ในการตัดสินใจ ทั้งนี้การกรณีดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่บอกได้ชัดเจนว่า "นโยบายลดความเลื่อมล้ำและปฏิรูประบบประกันสุขภาพสามกองทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น" เป็นเพียงราคาคุยเท่านั้น ท้ายที่สุด รมว. ก็ทำแต่เรื่องที่เอื้่อประโยชน์แต่บริษัทยาต่างชาติ และตัดงบเหมาจ่ายของระบบบัตรทอง ให้เป็นระบบอนาถา และผลักผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้นเอง
4. พายุสุริยะ เยือนโลก 21 ธ.ค.นี้ หวั่น! เกิดแผ่นดินไหว
หลังจากมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ จากองค์การนาซ่า (NASA) ออกมาว่า จะมีการเกิดปรากฏการณ์พายุสุริยะ พัดเอามวลความร้อนขนาดใหญ่เข้าสู่โลก ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2555 นี้ ล่าสุด ดร.สมิทธ ธรรมสโรจน์ ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ พายุสุริยะ ได้ออกมาระบุว่า ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555 นี้ จะเป็นวันครบกำหนดการโคจรของพายุสุริยะ ที่จะเกิดขึ้นทุก ๆ 11 ปี ซึ่งอาจจะมีการพัดพาเอาพลังงานขนาดใหญ่พุ่งเข้าสู่โลก และอาจส่งผลกระทบต่อแกนโลกได้ ทั้งนี้ พายุสุริยะ เกิดจากการสะสมพลังงานแม่เหล็กในดวงอาทิตย์ไว้เป็นจำนวนมาก จนปะทุออกมาเป็นพลังงานความร้อน และปล่อยมวลความร้อนขนาดใหญ่จากโคโรนา หรือเส้นรัศมีรอบวงกลมสีดำที่อยู่ชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ ออกมาสู่จักรวาล และมีโอกาสพัดเข้าสู่โลกด้วย โดยผลกระทบจากพายุสุริยะหากมีการสัมผัสกับร่างกายมนุษย์นั้น ยังไม่มีรายงานว่าจะเกิดอันตรายหรือไม่ แต่หากมีการกระทบกับผิวโลก ก็อาจจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนตัวแบบเฉียบพลัน และหากกระทบกับมหาสมุทรก็อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวใต้ท้องทะเล จนเป็นรอยแยก และมีคลื่นสึนามิเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นคนไทยจึงควรเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการรับมือแผ่นดินไหว จึงควรให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อเตรียมตัวกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
3. น้ำใจงาม! แท็กซี่สิงคโปร์เก็บเงิน 27 ล้านบาท คืนผู้โดยสารไทย
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน เว็บไซต์สเตรท ไทม์ส รายงานว่า คนขับแท็กซี่พลเมืองดีชาวสิงคโปร์ ได้เก็บเงินสด 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 27.9 ล้านบาท) คืนให้แก่เจ้าของซึ่งเป็นสามีภรรยาชาวไทยที่ลืมไว้ในรถของเขา รายงานระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คนขับแท็กซี่น้ำใจงามรายนี้มีนามว่า นายเซี้ยะ กา เถียน อดีตทหารผ่านศึกวัย 70 ปี เขาพบเห็นถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่เต็มไปด้วยธนบัตรอยู่บนเบาะหลังของรถ หลังเขาจอดส่งผู้โดยสารชาวไทยทั้ง 2 คน หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จากนั้น นายเซี้ยะ ตัดสินใจนำถุงเงินสดไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่แผนกติดตามของหายของบริษัทคอมฟอร์ทเดลโกร ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการเช่ารถแท็กซี่ที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งเมื่อเขาและพนักงานได้ช่วยกันนับเงินดังกล่าวเป็นต้องตกตะลึงอย่างยิ่งเมื่อพบว่ามีเงินจำนวนมหาศาลถึง 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 27.9 ล้านบาท) เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน สามีภรรยาชาวไทยติดต่อกลับมาเพื่อสอบถามเงินที่หายไปดังกล่าวและเข้ามารับเงินคืน ซึ่งทั้งสองขออนุญาตไม่เปิดเผยชื่อต่อสื่อมวลชน พร้อมกันนี้ยังมอบเงินจำนวนหนึ่งเป็นสินน้ำใจให้กับนายเซี้ยะ กา เถียน อีกด้วย ขณะที่ทางด้านบริษัทคอมฟอร์ทเดลโกร ต้นสังกัดของคนขับรถแท็กซี่ผู้ซื่อสัตย์ก็เตรียมมอบเงินรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ เพื่อยกย่องในความดีของเขาด้วยเช่นกัน
2. สยอง! หญิงรัสเซียเก็บศพสามีนาน 3 ปี ให้ลูกป้อนซุป-พูดคุยกับศพ
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนว่า รัสเซียเผยคดีสุดอึ้ง หญิงหม้ายเก็บศพสามีไว้ในบ้านนาน 3 ปี แถมบอกให้ลูกป้อนข้าวและพูดคุยด้วย เชื่อสามีจะฟื้นคืนชีพ รายงานระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในแถบยาโรสลาฟของรัสเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2009 ชายผู้เป็นคุณพ่อลูก 5 ได้เสียชีวิตลงที่บ้าน แต่แทนที่ภรรยาของเขาจะนำศพไปทำพิธีทางศาสนา เธอกลับเลือกที่จะเก็บศพสามีไว้ที่บ้าน โดยให้ศพนอนอยู่บนเตียง และใช้ที่ดับกลิ่นในการดับกลิ่นศพที่เน่าเหม็น และไม่เพียงแค่นั้น หญิงรายนี้ยังให้ลูก ๆ ของเธอพูดคุยกับศพ และป้อนซุปป้อนน้ำศพอีกด้วย จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ หญิงรายนี้ได้วางแผนจะย้ายบ้านไปอยู่เมืองอื่น ทำให้ลูกสาววัย 14 ปี และ 9 ปีของเธอ ผู้ซึ่งรู้มาตลอดว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว ได้ตัดสินใจกำจัดศพของพ่อ ด้วยการแยกชิ้นส่วนยัดใส่ถุงพลาสติก นำไปทิ้งในพุ่มไม้ แต่ระหว่างนั้นกะโหลกและแขนขวาเกิดหลุดออกมา พวกเธอจึงนำใส่ถุงไปทิ้งในถังขยะ และในที่สุด เจ้าหน้าที่ก็มาพบศพ ก่อนจะสืบสวนและสาวไปถึงครอบครัวของหญิงรายนี้ อย่างไรก็ดี หลังจากสืบสวนจนรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ก็พบว่าหญิงรายนี้ไม่เป็นอันตรายกับใคร และดูไม่น่าจะมีภาวะผิดปกติทางจิต แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ทางการรัสเซียก็เตรียมทดสอบความผิดปกติทางจิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว เพื่อสรุปคดีต่อไป
1. ชัวร์! ขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ 1 ม.ค. 2556
เตรียมเฮ! คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาททั่วประเทศ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 วันนี้ (20 พฤศจิกายน) นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป โดยจะหามาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงดังกล่าว ทั้งนี้ ได้มีการแต่งตั้ง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป โดยในที่ประชุมยังไม่ได้มีการหารือเรื่องกองทุนตั้งตัวได้ 5 พันล้านบาท เพื่อสร้างผู้ประกอบการรายใหม่แต่อย่างใด

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น