10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2555

update :25/11/2013 15:48
views : 1322
ที่มา : เครดิต : เรียบเรียงโดย ทีมงาน toptenthailand.com ; แหล่งที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2555"
10. ปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจแมวตาย เบื้องต้นพบเป็นไข้หวัดแมว
แมววัดเขาแก้วทยอยตายอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เกิน 100 ตัวแล้ว ด้านแม่ชีคาดเป็นโรคไข้หวัดแมว และกำลังกังวลว่าหากไม่รีบแก้ไข แมวอาจจะตายหมดวัด ขณะที่ ปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจสอบ เผยเป็นแค่ไข้หวัดแมว ไม่ติดต่อยังคน เมื่อวานนี้ (2 ธันวาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดเขาแก้ว ต.องครักษ์ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง พบแมวที่เลี้ยงไว้ในวัดได้ทยอยตายนับ 100 ตัวแล้ว และคาดว่าจะทยอยตายเพิ่มอีก เพราะขณะนี้แมวที่เหลือมีลักษณะซึมเศร้า โดยอีกประมาณ 70 กว่าตัว มีแผลอยู่ตามลำตัวจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดได้อาศัยอยู่บริเวณหน้ากุฏิเจ้าอาวาส แม่ชีพะเยาว์ อินมั่น อายุ 58 ปี แม่ชีดูแลแมวเหล่านี้ กล่าวว่า แมวเหล่านี้เป็นแมวที่ชาวบ้านได้นำมาปล่อยทิ้งไว้ เกือบ 200 ตัว จนเป็นภาระของทางวัดที่จะต้องดูแล แต่จู่ ๆ แมวก็ได้ทยอยตายไปเป็นจำนวนมาก วันละ 2-3 ตัว บางวันมากกว่านั้น เป็นอย่างนี้ติดต่อกันมากว่า 1 อาทิตย์แล้ว และก่อนที่แมวจะตายจะมีอาการเป็นแผลตามลำตัว มีอาการไอ จาม มีน้ำมูก ตาแฉะ และไม่กินอาหาร ส่วนใหญ่ก็มีอาการชักแล้วตาย ซึ่งบางตัวก็ตายภายในวัด บางตัวก็ไปตายตามทุ่งนา ส่วนแมวบางตัวที่เพิ่งคลอดลูก เมื่อลูกลืมตาได้เพียงได้ไม่กี่วันก็ทยอยตายทั้งคอก แม่ชีพะเยาว์ เล่าต่อว่า สาเหตุที่แมวตายนั้น คาดว่าน่าจะมาจากโรคไข้หวัดแมว ซึ่งพอเป็นแล้วก็จะติดต่อไปยังตัวอื่น เช่นเดียวกับแผลที่เป็นตามตัวที่คาดว่าจะเกิดจากหมัดสุนัข เพราะที่วัดได้เลี้ยงแมวและสุนัขไว้รวมกัน ทั้งนี้ หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาแมวทยอยตายได้ คาดว่าแมวที่เหลือทั้งหมดซึ่งมีไม่ถึง 100 ตัว อาจตายหมดวัด อย่างไรก็ตาม ล่าสุด วันนี้ (3 ธันวาคม) ด้านปศุสัตว์จังหวัดอ่างทอง และทีมแพทย์ได้ลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุการตายของแมวในครั้งนี้อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ นายกฤษณะ โกมลจันทร์ ปศุสัตว์อำเภอโพธิ์ทอง กล่าวว่า หลังจากทำการตรวจสอบสภาพร่างกายของแมว เบื้องต้นสันนิษฐานว่า เป็นไข้หวัดแมว ต้องฉีดยาปฏิชีวนะ และรักษาตามอาการ เนื่องจากโรคไข้หวัดแมวนั้น หากเป็นแล้วจะไม่มียารักษาโดยตรง ทำได้เพียงแค่รักษาให้ยาตามอาการของสัตว์ และโรคนี้ก็สามารถติดต่อได้ทั้งแมว และสุนัข แต่ไม่สามารถติดต่อกับคนได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนสาเหตุของโรคนี้ เกิดจากเชื้อไว้รัส ซึ่งเมื่อใดที่สุขภาพของสัตว์เลี้ยงอ่อนแอ ร่างกายก็ไม่จะมีภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังไม่ได้ฉีดวัคซีน สัตว์เหล่านั้นจึงมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้สูง และในส่วนของวัดเขาแก้ว มีแมวเป็นจำนวนมาก จึงอาจจะทำให้ไม่สามารถดูแลเรื่องความสะอาด หรือฉีดวัคซีนได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังไม่มีการแยกสัตว์ที่ป่วยออก จึงทำให้มีการติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว นายกฤษณะ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางปศุสัตว์จังหวัดจะทำการส่งน้ำลาย และเนื้อเยื่อจากสัตว์ที่ป่วยเพื่อทำการตรวจสอบให้ละเอียดแล้ว เพื่อตรวจดูให้แน่ชัดว่าเชื้อไวรัสชนิด H5N1 ชนิดเดียวกับโรคไข้หวัดนกหรือไม่ ซึ่งรอผลการตรวจประมาณ 8-10 วัน
9. กลุ่มไทย ร้องคาเธ่ย์ฯ แจงข้อสงสัย 3 ข้อ กรณีแอร์สาว-อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร
กลุ่มไทย ร้องสายการบินคาเธ่ย์ฯ แจงข้อสงสัย 3 ข้อ กรณีแอร์โฮสเตสโพสต์ข้อความอยากสาดกาแฟใส่หน้า อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ด้านผู้บริหาร เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบ ลั่นจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จากกรณีที่แอร์โฮสเตสสาวของสายการคาเธ่ย์ แปซิฟิก โพสต์เฟซบุ๊ก อยากสาดกาแฟใส่หน้า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนต้นสังกัดของสายการบิน ออกมาชี้แจงและตัดสินใจพักงานพนักงานคนดังกล่าว ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุด วันนี้ (3 ธันวาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนใช้ชื่อว่า "กลุ่มไทย" ได้เดินทางไปยังสำนักงานสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก เพื่อยื่นจดหมายแก่ผู้บริหาร ให้ชี้แจงถึงข้อสงสัย 3 เรื่องดังนี้ 1. สายการบินมีนโยบายอย่างไรต่อการเก็บรักษาข้อมูลการเดินทางของลูกค้า 2. นโยบายเกี่ยวกับสิทธิทางการเมืองของผู้โดยสาร 3. มาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร ทั้งนี้ นายเรดรีย์ รู ผู้จัดการสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก ประจำประเทศไทย ได้ออกมารับข้อเรียกร้องและชี้แจงว่า ขณะนี้ได้สั่งพักงานแอร์โฮสเตสคนดังกล่าวแล้ว และได้ตั้งคณะกรรมการ 1 ชุดขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม หากได้ข้อยุติแล้ว ทางสายการบินก็จะมีมาตรการออกมาอย่างแน่นอน เพื่อรักษามาตรฐานการบริการให้สมกับที่ได้รับรางวัลสายการบินที่ดีที่สุดในโลก และจะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดให้ประชาชนรับทราบต่อไป
8. หมอ-พยาบาล เฮ! รัฐยอมบรรจุลูกจ้างชั่วคราวเป็น ขรก. แล้ว
หมอ-พยาบาล เฮ! รัฐยอมบรรจุลูกจ้างชั่วคราว สายวิชาชีพ ได้แก่ พยาบาล แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัช 21 สายงาน เป็นข้าราชการประจำแล้ว ระบุ ทยอยบรรจุ ปีละ 7,547 อัตรา ติดต่อกัน 3 ปี วันนี้ (3 ธันวาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ประมาณ 10 คน นำโดยนายสราวุฒิ ที่ดี ประธานเครือข่ายฯ และนางกาญจนา จันทร์ไทย ผู้อำนวยการสำนักการพยาบาล สำนักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข เข้าพบ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้บรรจุบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว ให้เป็นข้าราชการประจำ โดย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และตัวแทนเครือข่ายฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าว ระบุว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าทางกระทรวงสาธารณสุขจะทยอยดำเนินการรับลูกจ้างชั่วคราวเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการประจำ ปีละ 7,547 อัตรา เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งขณะนี้มีลูกจ้างชั่วคราวทั้งหมด 30,188 อัตรา ส่วนที่เหลือก็จะทำการเปลี่ยนสภาพการจ้างจากลูกจ้างชั่วคราว เป็นพนักงานของกระทรวงสาธารณสุขแทน ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ นอกเหนือจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราว อาทิ สินเชื่อต่าง ๆ และการสนับสนุนทางด้านวิชาชีพ นอกจากนี้ นพ.ณรงค์ ยังกล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขมีข้าราชการและลูกจ้างทั้งหมดประมาณ 3.2 แสนคน เป็นข้าราชการ 1.8 แสนคน และเป็นลูกจ้างชั่วคราว 1.3 แสนคน โดยในส่วนของลูกจ้างชั่วคราวสายวิชาชีพ ได้แก่ พยาบาล แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัช 21 สายงาน รวม 3.1 หมื่นคนนั้น ทางนายกฯ ได้หารือกันแล้ว สรุปว่า จะแก้ปัญหาในระยะสั้นด้วยการบรรจุลูกจ้างชั่วคราวสายวิชาชีพ เป็นข้าราชการจำนวน 22,641 อัตรา ในเวลา 3 ปี ครอบคลุม 75% ของลูกจ้างชั่วคราวที่มีอยู่ นพ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ทางสำนักงาน กพ. จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอเข้า ครม. ในวันที่ 11 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ และจากนั้นทางกระทรวงก็จะเร่งบรรจุตำแหน่งข้าราชการต่อไป ส่วนลูกจ้างชั่วคราวที่เหลือนั้น ทางกระทรวงกำลังอยู่ในระหว่างแก้ไขระเบียบให้มีการจ้างพนักงานราชการกระทรวงสาธารณสุข คาดว่าจะสามารถเปลี่ยนลูกจ้างชั่วคราวให้เป็นพนักงานดังกล่าวได้ ภายในต้นปี 2556 พร้อมกันนี้ นพ.ณรงค์ ยังกล่าวถึงเงื่อนไข 4 ข้อ ที่จะพิจารณาบรรจุลูกจ้างชั่วคราว ให้เป็นข้าราชการประจำ ดังนี้ 1. ดูอายุงาน ซึ่งอายุงานที่นานที่สุด ขณะนี้คือตั้งแต่ปี 2549 2. ดูภาระงานแต่ละโรงพยาบาล 3. ดูจากพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลในชนบท 4. ดูภารกิจ ซึ่งจะทำงานร่วมกับทีมบริหารของกระทรวงในการพิจารณาให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว
7. บขส. ประกาศลดค่าโดยสาร 30-50% สำหรับผู้มาถวายพระพร
บขส. ออกโปรโมชั่น ลด 50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางมาถวายพระพรในหลวง วันที่ 4-5 ธันวาคมนี้ ขณะที่รถร่วมลด 30 เปอร์เซ็นต์ วันนี้ (3 ธันวาคม) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จัดโครงการ "รถ บขส. เพื่อประชาชน ให้ทุกคนร่วมถวายพระพรในหลวง" ตั้งแต่วันที่ 4-5 ธันวาคม ทุกเส้นทางทั่วประเทศ โดยเงื่อนไขว่า ผู้ที่จะเดินทางเข้าร่วมถวายพระพรด้วยรถของ บขส. จะต้องสวมเสื้อสีเหลืองและแสดงบัตรประชาชน ณ จุดจำหน่ายตั๋ว บขส. จะได้รับส่วนลดค่าโดยสารร้อยละ 50 ทันที อย่างไรก็ตาม มีรถเส้นทางชานเมือง 3 เส้นทางเท่านั้น ที่ได้รับส่วนลดเฉพาะวันที่ 5 ธันวาคม ได้แก่ กรุงเทพฯ - พระนครศรีอยุธยา, กรุงเทพฯ - สระบุรี และ กรุงเทพ - กำแพงแสน โดยต้องแสดงบัตรประชาชนและขึ้นรถโดยสารที่ต้นทางและปลายทางเท่านั้น ซึ่งปลายทางใช้สิทธิ์ได้ไม่เกินเวลา 08.00 น. ส่วนต้นทางใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 13.00 น. เป็นต้นไป สำหรับรถร่วม บขส. จะได้รับส่วนลดเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น มีเงื่อนไขการได้ส่วนลดเหมือนกับ รถ บขส. แต่รถร่วมที่วิ่งในเส้นทางที่ไม่เกิน 300 กิโลเมตร จะได้รับส่วนลดในวันที่ 5 ธันวาคมเท่านั้น
6. น่าห่วง! แพทย์รับอาการป่วยหลวงพ่อคูณ ต้องประเมินวันต่อวัน
แพทย์ รับ อาการอาพาธหลวงพ่อคูณน่าห่วง เพราะอายุมากแล้ว พบยังเหนื่อยหอบ มีไข้ ปอด 2 ข้างมีร่องรอยผิดปกติ ต้องประเมินวันต่อวัน พร้อมสั่งงดเยี่ยมเด็ดขาด เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม น.พ.พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แพทย์ประจำตัวพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ เปิดเผยอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณที่เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า จากการตรวจร่างกายของหลวงพ่อคูณในช่วงเช้าพบว่า หลวงพ่อคูณยังคงมีไข้อยู่ที่ประมาณ 37.5-38 องศาเซลเซียส แต่สภาพโดยรวมถือว่ายังคงทรงตัว จากทุก ๆ วันที่ผ่านมา คือ การรู้สึกตัวเมื่อซักถาม แต่ยังคงมีอาการเหนื่อยหอบ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน และยังคงมีเสมหะเป็นจำนวนมาก สำหรับแนวทางการรักษานั้น น.พ.พินิศจัย ระบุว่า คณะแพทย์ยังคงใช้แนวทางในการรักษาเหมือนเดิม โดยการให้ยาปฏิชีวนะผ่านทางหลอดเลือดดำ, ให้ยาขยายหลอดลม และยาละลายเสมหะ ซึ่งยอมรับว่า อาการอาพาธของหลวงพ่อคูณในครั้งนี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากอายุหลวงพ่อคูณมากแล้ว อีกทั้งร่างกายของหลวงพ่อคูณที่เคยเป็นถุงลมโป่งพองและเป็นวัณโรคปอดจากคราวก่อนก็ถือว่าหนักอยู่แล้ว แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ ยังกล่าวอีกว่า ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า หลวงพ่อคูณจะต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนคราชสีมานานเท่าไรนั้น ต้องประเมินสภาพร่างกายของหลวงพ่อคูณแบบวันต่อวัน เพราะคณะแพทย์ตรวจพบว่า ปอดของหลวงพ่อคูณทั้ง 2 ข้างนั้น มีร่องรอยของความผิดปกติอยู่ ดังนั้น ต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหลวงพ่อคูณอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันได้ทุกเมื่อ
5. สั่งประหารหนุ่มจีนวิตถาร ลวง 6 สาวขังห้องใต้ดิน ข่มขืน 2 ปี
ศาลจีนสั่งประหารหนุ่มวิตถาร ลวง 6 สาวขังห้องใต้ดินนาน 2 ปี บังคับข่มขืน ขายตัว ซ้ำฆ่าทิ้ง 2 ศพ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ศาลเมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน ได้พิพากษาประหารชีวิต นายหลี่ฮ่าว วัย 35 ปี อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจสอบดูแลด้านเทคนิคและคุณภาพประจำเมืองลั่วหยาง หลังตกเป็นผู้ต้องหาล่อลวงหญิงสาวพาร์ตเนอร์ 6 คน ไปกักขังไว้ในห้องใต้ดินของอพาร์ทเม้นท์ที่เขาเช่าไว้เป็นเวลานาน 2 ปี ซ้ำยังข่มขืนพวกเธอ ก่อนจะสังหารเหยื่อ 2 ราย ภายในห้องใต้ดินดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ศาลได้พิพากษาให้นายหลี่ฮ่าวมีความผิดฐานฆาตกรรม ข่มขืน บังคับให้หญิงสาวค้าประเวณี เผยแพร่และขายภาพลามกอนาจาร จากพฤติกรรมที่ล่อลวงหญิงสาวมาขังไว้ในห้องใต้ดินตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 ก่อนจะใช้กำลังบังคับข่มขืนพวกเธอ และยังบังคับให้พวกเธอค้าบริการทางเพศ ขณะเดียวกัน ศาลก็ได้ตัดสินลงโทษผู้หญิง 3 คน ที่ถูกนายหลี่ฮ่าวจับมาขังในความผิดฐานร่วมกันฆ่าหญิงอื่นที่ถูกจับมาขังพร้อมกัน แต่ศาลได้พิจารณาลดหย่อนโทษให้ เนื่องจากหญิงทั้ง 3 คน ถูกนายหลี่ฮ่าวบังคับข่มขู่ให้ทำ และพวกเธอไม่สามารถขัดขืนได้ โดย นางสาวต้วน ซึ่งเป็นคนลงมือฆ่าหญิง 2 ราย ถูกศาลสั่งจำคุก 3 ปี ขณะที่ นางสาวเจี่ยง และนางสาวจาง ถูกพิพากษาจำคุกเช่นกัน แต่ให้รอลงอาญา สำหรับคดีสะเทือนขวัญครั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 หลังจากนายหลี่ฮ่าว พาหญิงสาวชื่อว่า "เสี่ยวชิง" ซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกกักขังออกมาตระเวนขายตัวข้างนอก แต่ "เสี่ยวชิง" ฉวยโอกาสหลบหนี "พี่ใหญ่" คำที่เหยื่อสาวให้เรียกนายหลี่ฮ่าวออกมาแจ้งความ กระทั่งเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์ และต้องตกตะลึงเมื่อพบซ่องใต้ดินขนาด 20 ตารางเมตร อยู่ลึกลงไปอีก 4 เมตร ซึ่งเป็นสถานที่ที่นายหลี่ฮ่าวใช้กักขังหญิงสาว 6 คน และยังพบผู้หญิง 2 ศพ อยู่ภายในห้องดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม ที่น่าแปลกก็คือ ตลอดเวลา 2 ปี แทบไม่มีใครทราบเลยว่า มีห้องใต้ดินที่กักขังหญิงสาวไว้ภายในอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ และแม้แต่ภรรยาของนายหลี่ฮ่าวเองก็ไม่ทราบเลยว่า สามีของตัวเองมีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะที่ผ่านมา นายหลี่ฮ่าวโกหกภรรยามาตลอดว่าไปทำงานพิเศษที่ต่างแดน
4. รถคันแรกทำพิษ! พบคนผ่อนไม่ไหว เริ่มขอคืนรถบ้างแล้ว
ธนาคาร-คนปล่อยสินเชื่อ เผย เริ่มเห็นสัญญาณคนทิ้งรถคันแรกบ้างแล้ว หลังไม่สามารถชำระหนี้ได้ ระบุสถานการณ์ยังไม่น่าห่วง แต่ต้องติดตามใกล้ชิด เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายอนุชาติ ดีประเสริฐ ผู้อำนวยการอาวุโสธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ธนาคารธนชาต กล่าวถึงการขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่มีผลพวงมาจากนโยบายคืนภาษีรถคันแรกของรัฐบาล ว่า เริ่มเห็นสัญญาณลูกค้าที่มีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้รถยนต์บ้างแล้ว โดยขณะนี้มีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่ขอสินเชื่อไป และขอนำรถมาคืน ซึ่งต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง ทั้งนี้ เมื่อถามถึงสาเหตุของการคืนรถ นายอนุชาติ วิเคราะห์ว่า อาจเป็นเพราะคนที่อยากใช้รถยังไม่มีความสามารถที่จะซื้อได้ แต่ก็ต้องรีบซื้อภายในปีนี้ เพื่อรับสิทธิคืนภาษี 1 แสนบาท ขณะที่บางคนก็ต้องยืมสิทธิ์คนอื่นมาใช้ ทำให้ขาดความระมัดระวังในเรื่องวินัยทางการเงิน นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังดึงดูดให้คนที่มีความต้องการจะซื้อรถจักรยานยนต์หันมาซื้อรถยนต์ขนาดเล็ก เช่น อีโคคาร์ แทนด้วย ด้านแหล่งข่าวในแวดวงผู้ให้บริการเช่าซื้อรถยนต์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มผู้ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรายใหญ่เริ่มเห็นสัญญาณลูกค้าหยุดผ่อนชำระบ้างแล้ว ซึ่งการที่มีลูกค้าบางส่วนเริ่มขอคืนรถในตอนนี้ สาเหตุมาจากการปล่อยสินเชื่อที่อนุญาตให้ดาวน์ต่ำตั้งแต่ 20% ลงมา จึงกวาดเอาลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงเข้ามาในพอร์ตด้วย เพราะยิ่งดาวน์ต่ำ เงินที่จ่ายคืนและดอกเบี้ยจะแพงกว่า ทำให้ลูกค้าผ่อนชำระไม่ไหว คาดว่าลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ในส่วนของรถอีโคคาร์เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นรถที่ราคาไม่สูงมาก ทำให้คนที่ไม่พร้อมทางการเงินเข้ามาได้ง่ายกว่า
3. นักวิทย์เผยน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น 3 เท่า จาก 20 ปีก่อน
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำนักข่าวเอพี รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์เผยภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงหนัก ทำน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนถึง 3 เท่า โดยจากการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ข้อมูลน้ำแข็งและหิมะขั้วโลก พบว่า ตอนนี้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือและใต้ กำลังละลายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรีนแลนด์ (ขั้วโลกเหนือ) พบว่าแผ่นน้ำแข็งละลายเร็วมากอย่างน่าตกใจ คือ 2.9 แสนล้านตันต่อปีเลยทีเดียว เปรียบเทียบกับเมื่อ 20 ปีก่อน (ยุค 1990) ที่เคยมีสถิติการละลายอยู่ที่ประมาณ 5.5 หมื่นล้านตันต่อปีเท่านั้น จากตัวเลขอันน่าตกใจดังกล่าว ดอกเตอร์แอนดรูว์ เชพเพิร์ด ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยลีดส์ในอังกฤษ ได้เปิดเผยว่า นี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า กรีนแลนด์กำลังประสบปัญหาใหญ่ เพราะมหาสมุทรทั่วโลกนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก การที่น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายได้ 10 ล้านล้านตัน ซึ่งจะทำให้น้ำทะเลเพิ่มระดับขึ้น 1 นิ้วนั้น แต่ก่อนจะใช้เวลานานเป็นร้อยปี แต่นับตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกละลายไปแล้วเกือบ 5 ล้านล้านตัน และทำให้น้ำทะเลเพิ่มระดับขึ้นครึ่งนิ้วภายในระยะเวลาเพียง 20 ปีเท่านั้น ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุที่ทำให้น้ำแข็งทั่วโลกละลายดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อน ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศของโลกที่เป็นเกราะป้องกันความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทำให้ชั้นบรรยากาศบางลง และโลกยิ่งร้อนขึ้นทุกวันนั่นเอง
2. จับแล้ว! 2 คนร้ายไม่พอใจตำรวจเร่งปิดผับ ยิงถล่มรวด 7 นาย
จับแล้ว! 2 คนร้าย ไม่พอใจตำรวจ ฐานกวดขันให้สถานบันเทิงปิดร้านตามเวลา พร้อมไล่ให้กลับบ้าน ยิงถล่มรวด 7 นาย บาดเจ็บระนาว โชคดีไม่มีใครเสียชีวิต เบื้องต้น ให้การปฎิเสธ เมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 2 ธันวาคม 2555 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสิงห์บุรี รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บริเวณลานจอดรถ หน้าสถานบันเทิงร้าน "มันนี่ผับ" ถนนสายสิงห์บุรี-อ่างทอง หมู่ที่ 6 ต.ต้นโพธิ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 7 คน ทั้งนี้ เมื่อเดินทางตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พบเพียงกองเลือดของนายตำรวจทั้ง 7 คนเท่านั้น เนื่องจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสิงห์บุรีเวช เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยรายชื่อนายตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ มีดังนี้ ร.ต.อ.สมหมาย สุขคง รอง สวป. สภ.เมืองสิงห์บุรี ด.ต.ยอดศักดิ์ วรรณาปภา ด.ต.สุวิทย์ นาคสัมฤทธิ์ ด.ต.ดาวเรือง พลไกร จ.ส.ต.สมดุลย์ นาคพานิช จ.ส.ต.กฤษดา ลานสันทัด จ.ส.ต.เทวิน มะลิไมย์ จากการสอบสวน ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กวดขันให้สถานบันเทิงปิดตามเวลา ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งขณะที่ตำรวจได้กวดขันตามปกติ จู่ ๆ ก็มีชายสองคนควักปืนลูกซอง ยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังตรวจค้น จนได้รับบาดเจ็บถึง 7 ราย อย่างไรก็ดี เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันเดียวกันนั้น พ.ต.อ.มงคล วรุณโร รอง ผบก.ภจว.สิงห์บุรี ก็ได้นำกำลังจับกุม นายสุริโย ทรัพย์ประเสริฐ อายุ 30 ปี และนายเขมรินทร์ สุขเพ็งดี อายุ 32 ปี โดยได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คนร้ายทั้งสองคนให้การปฏิเสธ จากการจับกุมคนร้ายทั้งสองคนครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ เผยว่า จำหน้าคนร้ายได้ เนื่องจากทั้งสองคนไม่ได้สวมหมวกกันน็อค และก่อนหน้านี้ ได้ทำการเข้าตรวจสถานบันเทิง ซึ่งก็พบคนร้ายอยู่ในร้านนั้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไล่ให้กลับบ้าน เพราะสถานบันเทิงเปิดทำการเกินเวลา แต่ก็ไม่คิดว่าสองคนนั้นจะกลับบ้านไปเอาปืนมายิงกลุ่มตำรวจ ส่วนทางด้าน นายสุรพล แสวงศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 นาย พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (3 ธันวาคม) ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้แล้ว คือ นายสุริโย ทรัพย์ประเสริฐ อายุ 30 ปี และ นายเขมรินทร์ สุขเพ็งดี อายุ 32 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครอง โดยจับกุมได้พร้อมของกลางตะกั่วหัวกระสุนปืน หมอนรองกระสุนปืนลูกซอง จากการสอบสวนผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ อ้างว่าวันเกิดเหตุไปเที่ยวที่ผับดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ยิงตำรวจ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติ พบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เคยก่อเหตุในหลายคดี ทั้งคดียาเสพติด ลักทรัพย์ และพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน โดยเฉพาะนายสุริโย ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊ง พยายามตั้งตนเป็นผู้มีอิทธิพล เคยถูกจับกุมมาแล้ว 8 ครั้ง ล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2554 ได้ใช้อาวุธปืนยิงตำรวจได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าสถานบริการมันนี่ผับเช่นกัน ก่อนจะตามไปยิงต่อที่หน้าโรงพยาบาลสิงห์บุรี อีก 30 นัด ซึ่งคดียังอยู่ในชั้นศาล
1. 3G เดินหน้า! ศาลปกครองไม่รับฟ้อง กสทช. จัดประมูล 3G มิชอบ
3G เดินหน้า! ศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับฟ้อง กสทช. จัดประมูล 3G มิชอบ เหตุผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจ ให้จำหน่ายคำร้องออกจากสารบบ วันนี้ (3 ธันวาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองกลาง มีหมายแจ้งนัดคู่กรณีมาฟังคำสั่งศาลปกครองกลาง ในคดีระหว่างผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะผู้ฟ้องคดี กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี ในประเด็นเกี่ยวกับคำเสนอเรื่องพร้อมความเห็นและคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดี ในวันนี้ (3 ธันวาคม) เวลา 13.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 6 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง สำหรับกรณีนี้มีคำร้องให้ศาลพิจารณาคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขอให้เพิกถอนการดำเนินการสำนักงาน กสทช. ในการจัดการประมูล 3G โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน ฟ้องว่า กสทช. ได้จัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ตามประกาศคณะกรรมการ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่านความถี่ 2.1GHz พ.ศ. 2555 พร้อมทั้งออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการดำเนินการพร้อมทั้งประกาศที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว และขอให้ชะลอการอนุญาตดังกล่าวไว้ก่อน ขณะที่ทางด้าน นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน กล่าวเรียกร้องให้จับตาดูผลการพิจารณาของศาลปกครองว่า จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีการประมูล 3G หรือไม่ ซึ่งคำสั่งศาลอาจจะออกมา 3 แนวทาง คือ 1.ถ้าศาลพบว่าการประมูลครั้งนี้ไม่มีการแข่งขันกันจริง ทำให้รัฐและประชาชนเสียหาย ศาลอาจมีคำสั่งยกเลิกการประมูล และให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ไปจัดประมูลใหม่ 2.อาจจะไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ศาลอาจรับฟ้อง ซึ่งจะมีปัญหาตามมาว่า กทค. จะกล้าออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการหรือไม่ เพราะอาจมีปัญหาตามมาในภายหลัง 3.ศาลอาจจะไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและไม่รับฟ้อง จำหน่ายคดีไปในคราวเดียวกันด้วย ซึ่ง กทค. ก็ยังต้องไปลุ้นต่อ ในกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพราะ ป.ป.ช. จะชี้ประเด็นเฉพาะคดีอาญา ความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้านนายอานุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีนี้ มี 2 แนวทางที่ศาลจะตัดสิน คือ 1. ศาลคุ้มครองชั่วคราว หมายถึง กสทช. ต้องชะลอการออกใบอนุญาตออกไปก่อน ดังนั้น กสทช. จึงต้องเปิดประมูลใหม่ ซึ่งผลเสียที่จะได้รับชัด ๆ คือ กสทช. จะเสียความน่าเชื่อถือ 2. ศาลไม่รับคำร้อง จะทำให้ กสทช. เดินหน้าออกใบอนุญาตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ กสทช. ต้องคำนึงไว้ คือ การทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก ไม่ใช่นายทุน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีการประมูล 3G ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นฟ้อง กสทช. แล้ว โดยให้เหตุผลว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีสิทธิและหน้าที่เสมือนหนึ่งผู้ฟ้องคดี พร้อมกับให้จำหน่ายคำร้องออกจากสารบบ ทั้งนี้ การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว ส่งผลให้การประมูล 3G สามารถเดินหน้าต่อได้

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น