10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 6 ธันวาคม 2555

update :25/11/2013 15:28
views : 1748
ที่มา : เครดิต : เรียบเรียงโดย ทีมงาน toptenthailand.com, แหล่งที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 6 ธันวาคม 2555"
10. เหยื่อไต้ฝุ่นโบพา ซัดฟิลิปปินส์ ดับพุ่ง 300 ราย- หาย 279 คน
ยอดผู้เสียชีวิตจากไต้ฝุ่นโบพา ที่เข้าซัดฟิลิปปินส์ พุ่งเกิน 300 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อย ขณะที่พายุอ่อนกำลังมุ่งหน้าลงสู่ทะเลจีนใต้ วันนี้ (6 ธันวาคม) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า อิทธิพลพายุไต้ฝุ่นโบพา ที่ซัดเข้าสู่ฝั่งของเกาะมินดาเนา ทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ด้วยความเร็วลม 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหาย โคลนถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งล่าสุดได้อ่อนกำลังลงและมุ่งหน้าสู่ทะเลจีนใต้แล้ว ขณะที่พื้นที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ ที่บริเวณชายฝั่ง ไร่นา และเหมือง ทางด้านใต้ของเกาะมินดาเนา ซึ่งทางสำนักงานป้องกันสาธารณภัยฝ่ายพลเรือนฟิลิปปินส์ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแตะที่ 300 รายแล้ว มีผู้สูญหายที่คาดว่ามากกว่า 279 ราย และได้รับบาดเจ็บราว 339 ราย นางคอราซอน โซลิแมน รัฐมนตรีกระทรวงสวัสดิการสังคม ระบุว่า พายุได้สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทำให้บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างพังในหลายหมู่บ้าน และบอกว่าจำเป็นต้องเร่งส่งถุงบรรจุศพ ยา เสื้อผ้า เต็นท์ และอาหารไปยังพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รอดชีวิตที่ต้องสูญเสียบ้านเรือน พร้อมกันนี้ เธอแสดงความเป็นห่วงว่าศพที่กระจายเกลื่อนบนพื้น อาจเสี่ยงเป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโรค ด้าน ประธานาธิบดี เบนิกโน อากีโน ประกาศว่า รัฐบาลพร้อมจัดสรรงบประมาณ 8,000 ล้านเปโซ หรือ ราว 5,600 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจบรรเทาทุกข์และการซ่อมแซมระบบโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ประสบภัย และเตรียมจะไปพื้นที่ประสบภัย ทั้งในคอมโพสเทลา แวลลีย์ และ ดาเวา ออเรียนทั
9. แถลงรวบโจ๋ถล่มอริกลาง รพ.พระราม 2 อ้างแค้นถูกรถไล่ชน
ผบช.น. แถลงรวบแก๊งโจ๋ยิงถล่มอริ ที่ รพ.พระราม 2 ได้เพิ่มเติม อ้างโกรธแค้นที่ถูกรถไล่ชน จึงตามมาถล่ม วันนี้ (6 ธันวาคม) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 แถลงผลการจับกุม นายประชา วิมลประภา อายุ 23 ปี และ นายวิศรุณ มงคลดี อายุ 21 ปี เป็นผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนยิงใส่โรงพยาบาลพระราม 2 หลังตำรวจสืบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาซึ่งเคยมีเรื่องเขม่น กับกลุ่มผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่เป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัย และได้ทะเลาะวิวาทกันที่บริเวณปากซอยเอกชัย 66/3 เมื่อคืนวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ กลุ่มผู้บาดเจ็บได้ทะเลาะวิวาทกับกลุ่มผู้ต้องหา และใช้รถกู้ภัย และรถจักรยานยนต์ไล่ชนกลุ่มผู้ต้องหา เป็นเหตุให้เกิดความโกรธแค้น จึงได้ใช้รถจักรยานยนต์ ตระเวนหาคู่กรณี และใช้อาวุธปืนยิงใส่รถกระบะคู่กรณี ก่อนตามมาถล่มยิงหน้าโรงพยาบาลพระราม 2 ขณะที่ผู้ต้องหา ให้การยอมรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุจริงแต่ไม่ได้ต้องการเอาชีวิตใคร ส่วนปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นของ นายเบิร์ด ซึ่งเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน และอยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป
8. ลือ! ภาพหลุดชิ้นส่วน iPhone 5S ชุดแรก โผล่ออกมาแล้ว
หลังจากที่สาวกแอปเปิลเพิ่งจะได้ครอบครอง iPhone 5 สมาร์ทโฟนตัวล่าสุดกันไปได้ไม่นาน ล่าสุดตอนนี้มีกระแสข่าวลือสนั่นเลยว่า แอปเปิลเตรียมที่จะออก iPhone 5S ในไม่ช้านี้แล้ว และที่สำคัญล่าสุดยังมีภาพหลุดชิ้นส่วน iPhone 5S ชุดแรกออกมาสนับสนุนข่าวลือดังกล่าวด้วย โดยเว็บไซต์ EtradeSupply.com ได้เปิดเผยภาพหลุดชุดแรกที่เป็น Prototype ของ iPhone 5S ซึ่งภาพสมาร์ทโฟนตัวใหม่ที่หลุดออกมานี้ก็ไม่ต่างจาก iPhone 5 มากเท่าไรนัก มีเพียงช่องใส่นอตด้านบน, ขวา, ล่าง ที่มีมุมปรับเล็กน้อย และคาดว่าจะเปิดตัวช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน ปี 2013 (พ.ศ. 2556) ซึ่งภาพหลุดของ iPhone 5 เองก็เคยหลุดออกมาถึง 7 เดือนก่อนเปิดตัวจริง อย่างไรก็ตาม หลายสำนักข่าวในต่างประเทศเช่น Macrumors ให้ความเห็นว่ามีโอกาสที่ภาพดังกล่าวอาจจะเป็นภาพลวงที่สร้างขึ้นมาเองก็ได้ งานนี้ สาวกทั้งหลายก็คงต้องรอลุ้นกันดูแล้วล่ะว่า แอปเปิลจะยังคงยึดดีไซน์แบบเดิมต่อไปอีกรุ่นหนึ่ง หรือจะปล่อยมุกใหม่ ๆ ออกมาเซอร์ไพรส์กันอีกหรือไม่
7. ขำไม่ออก! นายกฯ ออสซี่ แกล้งแถลง กล่าวอำลาวันสิ้นโลก
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า นางจูเลีย จิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีหญิงของออสเตรเลีย ได้ประกาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ เพื่อเตือนประชาชนเกี่ยวกับกรณีซอมบี้กินคน และเหล่าปีศาจที่จะผุดออกมาจากนรก ซึ่งแถลงการณ์ความยาว 46 วินาทีครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด หากเป็นคลิปโปรโมทรายการวิทยุเท่านั้น ทั้งนี้ นางจิลลาร์ด ได้ตกลงถ่ายคลิปวิดีโอ เพื่อโปรโมทรายการ ทริปเปิล เจ เบรกฟาสท์ โชว์ รายการวิทยุช่วงเช้า โดยมีเนื้อหาว่า อวสานของโลกใกล้จะมาถึงในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ และทุกคนบนโลกจะต้องตาย ตามการตีความของปฏิทินของชาวมายา โดยในคลิปนั้น นางจิลลาร์ดเอง ได้มองกล้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับพูดว่า ถึงเหล่าประชาชนชาวออสเตรเลียอันเป็นที่รักยิ่ง วันพินาศของโลกกำลังจะมาถึง นี่ไม่ใช่ Y2K และไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีผู้ปล่อยสารคาร์บอน (อ้างถึงการที่กระทรวงแรงงาน กำลังจะมีการเรียกเก็บภาษีคาร์บอน) และไม่ว่าจุดจบของโลก จะมาจากพวกซอมบี้กินคน ปีศาจร้ายจากนรก หรือการครอบงำของกระแสเพลงเกาหลี ดิฉันก็อยากให้ทุกคนรู้ไว้ว่า ดิฉันจะสู้เพื่อทุกคนจนถึงวาระสุดท้าย รายงานระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้ นางจิลลาร์ด ได้ออกมาพูดทีเล่นทีจริงว่า สนับสนุนเรื่องวันสิ้นโลกในเดือนธันวาคมปีนี้ ตามความเชื่อของชาวมายา จนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา มาแล้ว ด้านโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ก็ดูจะตกใจพอสมควร เมื่อหนังสือพิมพ์ มาสอบถามเกี่ยวกับคลิปวิดีโอดังกล่าว โดยกล่าวว่า คนออสเตรเลียไม่มีอารมณ์ขันกันบ้างเหรอ และถ้าหากโลกจะแตกพรุ่งนี้จริง ๆ ทำไมนักข่าวไม่รีบไปเขียนเรื่องนี้ล่ะ
6. 2 ดีเจสุดแสบ ปลอมเป็นควีน โทรถามอาการ องค์หญิงเคท
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม เว็บไซต์เอบีซี รายงานว่า โรงพยาบาลที่ดัสเชสส์แห่งเคมบริดจ์ หรือองค์หญิงเคท มิดเดิลตัน พักรักษาตัว เพื่อรักษาอาการอาจียนเฉียบพลันจากการแพ้ท้องนั้น ถูกรายการวิทยุรายการหนึ่งในออสเตรเลีย โทรเข้ามาเพื่อหลอกสอบถามอาการขององค์หญิง ซึ่งทางนางพยาบาลเอง ก็ได้เปิดเผยรายละเอียดออกไปว่า อาการขององค์หญิงเคทยังทรงตัว และวันนี้ยังไม่อาเจียนเลย ทั้งนี้ นางสาวเมล เกร็ก และ นายไม่เคิล คริสเตียน สองดีเจจากประเทศออสเตรเลีย ได้ดัดเสียงพูดสำเนียงอังกฤษ ปลอมตัวว่าเป็นพระราชินีนาถ อลิซาเบธที่ 2 และเจ้าฟ้าชายชาร์ล โทรศัพท์มาสอบถามอาการป่วยขององค์หญิงเคท พวกเขาถึงกับให้เพื่อนร่วมงาน 2 คน แกล้งดัดเสียงเป็นสุนัขและเห่าอยู่ข้างหลัง เพื่อให้ฟังเหมือนกับสุนัขทรงเลี้ยงขององค์สมเด็จพระราชินี จนทำให้โรงพยาบาลเองหลงเชื่อ และเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการป่วยขององค์หญิงเคท อย่างไม่ตั้งใจ ด้านรายการวิทยุดังกล่าว ได้เปิดเผยคำสัมภาษณ์ให้ฟังว่า ดังนี้ คนที่ปลอมเป็นองค์ราชินี : "ฉันโทรมาเพื่อสอบถามอาการของเคท หลานสาวของฉัน ฉันอยากจะทราบถึงอาการป่วยของเธอ" เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล : "ตอนนี้องค์หญิงกำลังหลับอยู่ เมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษ และการพักผ่อนก็ดีกับตัวองค์หญิงเอง ตอนนี้เรายังคงต้องให้น้ำเกลือกับองค์หญิงอยู่ เพราะตอนที่องค์หญิงมาถึงโรงพยาบาล องค์หญิงมีอาการอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้อาการขององค์หญิงยังคงทรงตัว" ด้าน 2 ดีเจก็สอบถามว่า จะไปเยี่ยมองค์หญิงได้เมื่อไหร่ และทางเจ้าหน้าที่ตอบว่า "พระองค์จะเสด็จเพื่อทรงเยี่ยมองค์หญิงตอนไหนก็ได้ แต่หลัง 9 โมงเช้าจะดีที่สุด" "อาการขององค์หญิงยังทรงตัว องค์หญิงเองไม่มีอาการอาเจียนตั้งแต่ดิฉันเข้ามาดูแล และองค์หญิงเองก็หลับ ๆ ตื่น ๆ หม่อมฉันคิดว่า องค์หญิงเองคงไม่คุ้นที่ เลยทำให้หลับยาก" นางพยาบาลกล่าวพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ด้านโรงพยาบาลเองก็ออกมากล่าวว่า มีการโทรศัพท์มาเพื่อสอบถามอาการขององค์หญิงเคทจริง เมื่อเช้าวันอังคารที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยทางโรงพยาบาล King Edward VII ได้ออกแถลงการณ์ว่า ได้มีการโอนสายไปยังแผนกที่องค์หญิงเคทนอนป่วยอยู่ และคนที่โทรเข้ามา ได้พูดคุยสั้น ๆ กับเจ้าหน้าที่พยาบาลรายหนึ่ง ทางโรงพยาบาลเอง รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ เพราะทางโรงพยาบาลได้ถือว่าความลับของคนไข้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ตอนนี้ทางโรงพยาบาลกำลังสืบสวนช่องทางการใช้โทรศัพท์อยู่ ด้านสถานีวิทยุดังกล่าว ก็ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า สถานีวิทยุ 2Day FM มีรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ต่อเหตุการณ์การโทรศัพท์เพื่อสอบถามอาการป่วยขององค์หญิงเคทที่โรงพยาบาล ทางสถานีวิทยุเอง ไม่ได้มีเจตนาร้าย ในการโทรไปก่อกวนครั้งนี้
5. มติชน แจง ความหมายบทอาเศียรวาทวันพ่อ หลังคนมองกำกวม
เว็บไซต์มติชนลงข้อความชี้แจงความหมายบทอาเศียรวาทวันพ่อ หลังถูกคนวิจารณ์ว่ามีความหมายกำกวม ไม่เหมาะสม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรอบวันที่ผ่านมาในสังคมออนไลน์ได้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์บทอาเศียรวาทที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2555 โดยหลายคนมองว่า บทอาเศียรวาทดังกล่าวมีความหมายกำกวม ดูไม่เหมาะสม ซึ่งบทอาเศียรวาทนั้นมีเนื้อความว่า "วันหนึ่งฟ้าสว่างกระจ่างแจ้ง ลมแล้งในใจไห้โหยหาย ข้าวกล้านาไร่ได้กลิ่นอาย ยามฝนขวนขวายมุ่งหมายมา วันหนึ่งเมฆคลุ้มเป็นกลุ่มก้อน ลมร้อนลมเย็นเป็นปัญหา พฤกษ์พุ่มชอุ่มช้ำท่วมน้ำตา ฝันว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร" ทั้งนี้ ภายหลังที่เกิดประเด็นถกเถียงกันถึงความหมายของบทอาเศียรวาทดังกล่าว ล่าสุด วันนี้ (6 ธันวาคม) กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ได้ชี้แจงความหมายของบทอาเศียรวาทผ่านเว็บไซต์มติชนออนไลน์ โดยระบุว่า บทอาเศียรวาทนี้มีความหมายตรงตามตัวอักษรทุกประการ มีการเปรียบเทียบวันฟ้าสว่างกับวันฟ้ามืดครึ้ม เพื่อให้เห็นภาพ "....อาเศียรวาทสองบทนี้ มีความหมายตรงตามตัวอักษรทุกประการ ด้วยวิธีการเขียนบทกวีที่มีการเปรียบเทียบให้เห็นภาพ จึงใช้วันฟ้าสว่างกับวันฟ้ามืดครึ้ม วันฟ้าสว่างนั้น แม้แต่ลมแล้งในใจผู้คนที่โหยไห้ก็ยังหาย ข้าวกล้านาไร่ยังได้กลิ่นอายฝนที่มุ่งหมายมาตกต้องตามฤดูกาลย่อมหมายถึงความสว่างในพระบรมเดชาเมตตาบารมี ที่ปกเกล้าพสกนิกรและทุกสรรพสิ่ง อันเนื่องมาจากพระวิริยะอุตสาหะเช่นฟ้าฝน ชลประทาน หรืออ่างเก็บน้ำอันยังประโยชน์สม่ำเสมอแก่ไร่นา ดังนั้น เมื่อมีวันมืดครึ้ม ซึ่งแม้แต่ธรรมชาติปัจจุบันเช่นที่เห็นกันก็ผันผวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเป็นปัญหา จึงมีหรือที่จะไม่นึกฝันถึงวันฟ้าสว่าง วันที่กระจ่างแจ้งร่มเย็นอยู่ในพระบรมโพธิสมภารว่าดีอย่างไร ดีขนาดไหน คือความหมายซึ่งอธิบายได้ตามตัวอักษรทุกวรรคตอน อนึ่ง ที่ยังมีข้อสงสัยต่อความหมายในบาทสุดท้าย ที่ว่า "ฝันว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร" นั้น หากติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา ย่อมเห็นแล้วว่า ปัจจุบันมีปัญหามากมายที่ทำให้คนส่วนมากเดือดเนื้อร้อนใจ มีแต่คนส่วนมากเรียกร้องความสงบสุขในสังคม เพื่อจะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน เช่นนี้แล้ว ทำไมจึงจะไม่คิดถึงล่ะว่าวันที่ฟ้าสว่างกระจ่างแจ้งนั้นดีอย่างไร วันที่ธรรมชาติดำเนินไปอย่างถูกต้องเหมาะสมตามฤดูกาล ไร่นาประชาชนสมบูรณ์ วันที่พระบรมเดชานุภาพแผ่ไพศาล ปราศจากฝุ่นละอองใด ๆ มาแผ้วพาน" ทั้งนี้ ในตอนท้าย กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ระบุด้วยว่า คำชี้แจงดังกล่าวน่าจะทำให้ผู้ที่ได้อ่านบทอาเศียรวาทนี้ เข้าใจความหมาย และสามารถตีความได้ถูกต้องสอดคล้องกับเจตนาของผู้ประพันธ์
4. จับแม่ขโมยเครื่องเขียนให้ลูกสาว เพราะตกงาน-ไม่มีเงินซื้อ
ลูกสาววัย 7 ขวบ อยากได้เครื่องเขียนไปวาดภาพ แต่แม่ตกงาน-ไม่มีเงิน จึงเข้าไปขโมยของในร้านสะดวกซื้อ จนถูกพนักงานจับได้ เมื่อเวลา 11.00 น. ของวานนี้ (5 ธันวาคม) ตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ได้รับแจ้งเหตุจากพนักงานภายในร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น สาขาสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ใกล้กับสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดลำปาง ว่า เกิดเหตุคนขโมยทรัพย์สินภายในร้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรุดไปตรวจสอบ ในที่เกิดเหตุพบ นายศาสตรา สิริสืบ อายุ 18 ปี นักศึกษาฝึกงานในร้านสะดวกซื้อดังกล่าว สามารถควบคุมตัวแม่ลูกคู่หนึ่งที่เข้ามาลักขโมยสินค้าภายในร้านได้ ทราบชื่อคือ นางรัตติกาล อริยะเครือ อายุ 34 ปี และลูกสาววัย 7 ขวบ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า สินค้าที่ถูกลักขโมยเป็นเครื่องเขียนทั้งหมด ได้แก่ สมุด ปากกา และสีเทียน มูลค่าประมาณ 100 บาท ซึ่งนางรัตติกาล เผยว่า ตนไม่มีงานทำ และไม่มีเงิน แต่ลูกสาวอยากได้เครื่องเขียนเพื่อนำไปวาดภาพ จึงเดินทางมายังร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ เนื่องจากมีคนเข้ามาใช้บริการหนาแน่น เมื่อสบโอกาส ตนได้แอบขโมยสินค้าทั้งหมดใส่ในกระเป๋าผ้าที่เตรียมไว้ ก่อนจะรีบเดินออกร้าน แต่มีพนักงานพบเห็น และขอค้นกระเป๋าจนถูกจับได้ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นางรัตติกาล และลูกสาววัย 7 ขวบ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง เพื่อดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ต่อไป
3. ชนสนั่น! 7 คันรวด บนทางยกระดับพระราม 9 เจ็บ 8
รถ 10 ล้อ ชนดะ 7 คันรวด ที่ยกระดับพระราม 9 ขาเข้า บาดเจ็บ 7 - 8 ราย การจราจรขาเข้าติดขัดอย่างหนัก เมื่อช่วงเช้า (6 ธันวาคม) ที่ผ่านมา รายงานข่าวแจ้งว่า ได้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น ที่ทางยกระดับพระราม 9 ขาเข้า มุ่งหน้า โบสถ์แม่พระฟาติมา เบื้องต้นทราบว่า รถบรรทุก 10 ล้อ ได้วิ่งขึ้นสะพานยกระดับพระราม 9 ขาเข้า เกิดเบรกกะทันหัน ทำให้รถตามหลังมา 7 คัน เบรกไม่ทัน พุ่งชนกันอย่างจัง ประกอบด้วย รถตู้โดยสาร 2 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน รถทัวร์รับนักท่องเที่ยว 1 คัน รถเก๋ง 1 คัน และรถบรรทุก 10 ล้อ 2 คัน ซึ่งรถเก๋งพุ่งเข้าใต้ท้องรถบรรทุก ทำให้มีผู้โดยสารติดอยู่ภายในหลายราย ต่อมาได้รับแจ้งว่า มีผู้บาดเจ็บแล้ว 7 - 8 ราย ทั้งอาการสาหัสและไม่สาหัส นำตัวส่ง รพ.โดยด่วน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำเอาเครื่องตัดถ่าง นอกจากนี้ ยังมีแก๊สรั่วไหลออกมาด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปิดการจราจรทางยกระดับขาเข้าทั้งเส้น ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก
2. ซิตี้กรุ๊ป ประกาศปลดพนักงาน 11,000 คน ทั่วโลก หลังกำไรลดฮวบ
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์เดอะการ์เดี้ยนของอังกฤษ รายงานว่า ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) หนึ่งในสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศปลดพนักงานกว่า 11,000 คน ทั่วโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจการเงินส่วนบุคคลบริการลูกค้ารายย่อย โดยคำสั่งปลดพนักงานครั้งนี้ มีขึ้นตามนโยบายของ นายไมเคิล โคแบท ประธานบริหารซิตี้กรุ๊ปคนใหม่ หลังจากเมื่อ 2 เดือนก่อน นายวิคราม บัณฑิต ประธานบริหารซิตี้กรุ๊ป ประกาศลาออกอย่างกะทันหัน เพียงวันเดียวหลังซิตี้แบงก์รายงานผลกำไรรายไตรมาสที่ลดลงถึง 88 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 468 ล้านดอลลาร์ โดยนายโคแบท มีคำสั่งปลดพนักงาน เป็นจำนวนกว่า 11,000 คนทั่วโลก แบ่งเป็น 4,600 ตำแหน่งในสหรัฐฯ และ 3,800 ตำแหน่ง ในกลุ่มประเทศยุโรป และตะวันออกกลาง รวมถึงอีก 750 อัตรา ในเอเชียตะวันออก เช่น ฮ่องกง และเกาหลีใต้ เป็นต้น โดยกว่า 6,200 คนอยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจการเงินส่วนบุคคลซึ่งบริการลูกค้ารายย่อยทั่วโลก และยังมีตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีที่ถูกปลดออกไป เพราะได้มีการนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาใช้มากขึ้น ทั้งนี้ ทางซิตี้กรุ๊ป เผยว่า การประกาศปลดครั้งนี้ คิดเป็นร้อยละ 4 ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งจะสามารถช่วยลดรายจ่ายลง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และอีก 100 ล้านดอลลาร์ ภายในครึ่งปีแรกของปีหน้า นอกจากนี้ การประกาศครั้งนี้ยังทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 7 นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศปิดสาขาในกรีซ สเปน และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตยูโรโซน และพุ่งเป้าไปยังเมืองต่าง ๆ 150 เมืองทั่วโลก ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงสุดในภาคการบริการลูกค้ารายย่อย และหลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซิตี้กรุ๊ปจะยังคงมีสาขาทั่วโลกอยู่ราว 4,000 แห่ง อย่างไรก็ตาม ประเทศที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ได้แก่ บราซิล ฮ่องกง ฮังการี เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ
1. NOAA เผยโลกร้อนเข้าขั้นวิกฤติ ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูง 8 นิ้วภายในปี 2100
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ดิอินดิเพนเดนท์ รายงานว่า องค์กรสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น เผย น้ำแข็งขั้วโลกละลายและซูเปอร์สตอร์ม เป็นสัญญาณสำคัญที่กำลังบอกให้โลกรู้ว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเข้าขั้นวิกฤติ มนุษย์ควรลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงอีก ขณะที่สำนักงานจัดการด้านบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) เผยระดับน้ำทะเลมีวี่แววจะเพิ่มสูงอย่างน้อย 8 นิ้วภายในปี 2100 ส่งผลให้น้ำท่วมชายฝั่งทะเลทั่วโลก โดยจากรายงานต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมการได้นำมาเปิดเผยในที่ประชุมว่าด้วยเรื่องโลกร้อน ที่กรุงโดฮาของกาตาร์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา มิเชล จาร์รอด ประธานสำนักเลขาธิการด้านภาวะโลกร้อนของสหประชาชาติ ได้เปิดเผยว่า "ภาวะโลกร้อนตอนนี้กำลังเข้าขั้นวิกฤติ และนี่คือตัวการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังภัยพิบัติร้ายแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์น้ำแข็งขั้วโลกละลายในปริมาณที่สูงขึ้น ส่งผลให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน ไปจนถึงเหตุภัยพิบัติครั้งร้ายแรงอย่างเฮอริเคนแซนดี้ที่พัดถล่มสหรัฐฯ เหตุการณ์เหล่านี้กำลังส่งสัญญาณให้เรารู้ว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างอย่างจริงจังแล้ว ที่ผ่านมาโลกเราต้องเผชิญกับความแปรปรวนด้านสภาพอากาศทั่วโลก และทุกคนก็เริ่มจะเข้าใจแล้วว่า อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ถ้าหากมนุษย์ไม่ลงมือทำอะไรเพื่อรักษาโลกตอนนี้" ส่วนทางด้าน เป็ป คานาเดล หัวหน้าโครงการโกลบอล คาร์บอน จากสำนักวิจัยประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีความหวังว่าจะสามารถชะลอวิกฤติโลกร้อน โดยรณรงค์ให้ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดการเพิ่มอุณหภูมิของโลกให้อยู่ที่ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส แต่ตอนนี้ ความเป็นไปได้ที่จะลดการเพิ่มอุณหภูมิของโลกนั้นแทบจะไม่มีแล้ว ปัจจุบันทั่วโลกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าปี 1990 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่านับจากปีนี้ ทั่วโลกจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีกปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน ทางด้านสำนักงานจัดการด้านบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูง อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนว่า ตอนนี้มหาสมุทรทั่วโลกมีแนวโน้มสูงที่ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่วัดได้ในปี 1992 อย่างน้อย 8 นิ้ว แต่ไม่เกิน 2 เมตร ภายในปี 2100 โดยสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าว มาจากภาวะโลกร้อนได้ทำให้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ละลายอย่างรวดเร็ว และหากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงดังที่คาดการณ์ไว้ จะทำให้ประชาชนกว่า 8 ล้านคนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบ และนี่ยังไม่รวมกับประชาชนประเทศอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเล ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักบริเวณชายฝั่งในอนาคต นอกจากนี้ สำนักงานจัดการด้านบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติสหรัฐฯ ยังเปิดเผยด้วยว่า ดูเหมือนว่าภาวะโลกร้อนนี้จะยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องของโลกใบนี้ไปเรื่อย ๆ ในอีก 100 ปีข้างหน้า และระดับน้ำทะเลก็ไม่มีวี่แววว่าจะหยุดเพิ่มระดับเช่นกัน ทั้งนี้ รายงานเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนจากหลายหน่วยงานข้างต้น สอดคล้องกับงานวิจัยจากศูนย์ข้อมูลน้ำแข็งและหิมะขั้วโลกที่เปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยนักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจพบว่า แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือและใต้ กำลังละลายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรีนแลนด์ (ขั้วโลกเหนือ) แผ่นน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วมาก เร็วกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนถึง 3 เท่า นับว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าโลกจะได้รับผลกระทบหนักในอนาคต ถ้าหากมนุษย์ยังไม่หยุดหรือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศ

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น