10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 7 ธันวาคม 2555

update :25/11/2013 15:14
views : 793
ที่มา : เครดิต : เรียบเรียงโดย ทีมงาน toptenthailand.com, แหล่งที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 7 ธันวาคม 2555"
10. คำรณวิทย์ ชม ตร. ยิงสกัดแก๊งยาไอซ์ กลางเยาวราช ชี้ตัดสินใจถูกแล้ว
ตร. สายตรวจใจเด็ด! บุกไล่ล่ายิงกระบะสนั่นกลางเยาวราช ทำประชาชนแตกตื่น พบของกลางยาไอซ์ 1 ถุง ด้าน ผกก.สน.พลับพลาไชย 2 เตรียมแจ้ง 3 ข้อหาหนัก เมื่อ 6 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พลับพลาไชย 2 รับแจ้งเหตุตำรวจสายตรวจยิงสกัดจับคนร้ายได้รับบาดเจ็บ บนถนนเยาวราช ปากซอยผดุงด้าว แขวงและเขตสัมพันธวงศ์ กทม. จึงรุดไปตรวจสอบ โดยที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านทองห้างสุพรรณเยาวราช พบรถกระบะโตโยต้าวีโก้ สีบรอนซ์เงิน ไม่ทราบเลขทะเบียน ได้รับความเสียหาย สภาพรถกระบะด้านหน้าพังยับเยิน กระจกประตูข้างด้านหน้าฝั่งซ้าย พบรอยกระสุนปืน 1 นัด กระจกแคปหลังคนขับมีรอยกระสุนอีก 1 รู และด้านท้ายกระบะหลังมุมขวา 1 นัด ภายในพบผู้ต้องหาเป็นผู้ขับรถได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อคือ นายเกรียงไกร ชาวเมืองโขง อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 ต.ดอนตาล อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี ถูกยิงที่แขนซ้าย 1 แผล และเมื่อตรวจค้นภายในรถพบยาไอซ์ 1 ถุง น้ำหนักประมาณ 1 กรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสะพายข้างสีแดง จากการสอบถาม ด.ต.มนู มั่นฤกษ์ ผบ.หมู่ ป.สน.พลับพลาไชย 1 เจ้าหน้าที่สายตรวจ ให้การว่า ขณะเกิดเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ปฏิบัติหน้าที่กับ ด.ต.ไฉน บัวจำรัส อยู่บนถนนเจริญกรุง ปากซอยอิสรานุภาพ แขวงและเขตสัมพันธวงศ์ พบรถกระบะคันดังกล่าวขับผ่านมาโดยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจึงขอเรียกตรวจ แต่คนร้ายพยายามเร่งเครื่องหลบหนีและพุ่งชน ทำให้รถเจ้าหน้าที่ล้มลงเป็นเหตุให้ ด.ต.ไฉน ได้รับบาดเจ็บที่ขา จากนั้นคนร้ายขับหลบหนี ด.ต.มนู จึงเรียกจักรยานยนต์รับจ้างกวดไล่ตามไป ระหว่างทางคนร้ายขับชนรถประชาชนบนถนนเจริญกรุงเสียหายกว่า 10 คัน ก่อนหักรถเลี้ยวเข้าถนนผดุงด้าว จนมาถึงที่เกิดเหตุ ด.ต.มนู จึงตัดสินใจใช้ปืนยิงสกัดใส่ 3 นัด กระทั่งรถคนร้ายเสียหลักพุ่งชนรถขายผลไม้และรถเบนซ์ ท่ามกลางสายตาประชาชนจำนวนมาก โชคดีไม่มีใครถูกลูกหลง เบื้องต้นได้สั่งการพนักงานสอบสวนไปสอบปากคำคนร้ายที่ รพ.ตำรวจ ก่อนที่จะแจ้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีต่อไป ขณะที่ความคืบหน้าวันที่ 7 ธันวาคม พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ สายันประเสริฐ ผกก.สน.พลับพลาไชย 2 เปิดเผยว่า อาการของ นายเกรียงไกร ถูกยิงที่แขนซ้าย ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกลาง ไม่สาหัส อาการดีขึ้นแล้ว แต่ผู้ต้องหาเสพยามา จึงยังมีอาการเมายา ต้องให้ยาระงับประสาท อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจได้ตั้งข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และครอบครองยาเสพติดยาไอซ์ และยาบ้าไว้ ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ได้ทำการสอบสวนผู้เสียหายทั้งหมด 11 ปาก ตำรวจอีก 2 คน และพลเมืองดีที่ช่วยจับกุมแล้ว เหลือเพียงรอผลตรวจยาเสพติด สอบปากคำผู้ต้องหา ผลตรวจทางการแพทย์ และวิถีกระสุนจากกองพิสูจน์หลักฐาน ก่อนสรุปสำนวน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติอาชญากร ยังพบว่า นายเกรียงไกร เคยก่อเหตุอีก 3 คดี ปี 2552 คดีครอบครองยาเสพติด กับคดีพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และคดีเสพยาเสพติดปี 2555 ศาลลงโทษรอลงอาญาไว้ ส่วนทางด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. กล่าวเกี่ยวเรื่องนี้ว่า จากการไปดูที่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายมียาเสพติด คงกลัวถูกจับได้เลยยิงไป ทั้งนี้ ต้องชื่นชมตำรวจที่ตัดสินใจยิง เพราะอาจจะทำให้พี่น้องประชาชนที่ไม่รู้เรื่อง ต้องเสียชีวิตกับการกระทำของคนร้าย ซึ่งเพียงแค่ขับรถหลบหนีก็ชนรถของประชาชนไป 8 คันแล้ว หากไม่ยิงสกัดอาจจะเกิดความเสียหายมากมายตามมา อย่างไรก็ดี ผบช.น. กล่าวต่อว่า ตนก็ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตัดสินใจครั้งนี้เป็นอย่างมาก และเมื่อวานตนก็ได้เดินทางไปดูลูกน้องที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ต้องโล่งใจเพราะไม่มีใครเป็นอะไรมาก มีแผลตรงหัวเข่าเพียงนิดเดียว ซึ่งตนก็ได้มอบรางวัลให้แล้ว ส่วนทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. จะเรียกไปพบและให้รางวัลด้วย ถ้าถามว่าจะมีการปรับแผนในการสกัดจับมากขึ้นหรือไม่ เพราะมีตำรวจได้รับบาดเจ็บ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า เป็นตำรวจคู่ตรวจเข้าไปเจอรถต้องสงสัย และไม่ได้ติดป้ายทะเบียนจึงเรียกตรวจตามหน้าที่ แต่แค่เรียกคนร้ายก็หนีและชนตำรวจแล้ว ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่ลงไปตรวจแต่คนเดียว เพราะหากลงไปทั้งคู่แล้วถูกชนล้ม คงไล่ล่าจับตัวตามไม่ทัน
9. จี้บรรจุครูอัตราจ้าง 3 ปีขึ้นไป เป็นข้าราชการ พ้อทำงานหนัก-เงินน้อย
จี้รัฐบาล บรรจุครูอัตราจ้าง 3 ปีขึ้นไป เป็นข้าราชการ บอกทำงานหนัก-เงินน้อย อีกทั้งไม่มีความมั่นคงในอาชีพ เพราะสัญญาจ้างเป็นปีต่อปี เผยเหตุสอบไม่ติด เนื่องจากตั้งใจสอนจนไม่มีเวลาอ่านหนังสือเหมือนเด็กจบใหม่ วานนี้ (6 ธันวาคม) นายธวัชชัย พิกุลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กาญจนบุรี เขต 4 และนายกสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายมีแผนจะบรรจุพยาบาลลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข เป็นข้าราชการ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในส่วนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประมาณ 3 หมื่นกว่าแห่งทั่วประเทศนั้น ยังมีครูอัตราจ้างประมาณ 3 หมื่นคน ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครู นายธวัยชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ครูบางคนแม้จะสอนหนังสือมาเป็น 10 ปี บางคนสอนในที่ที่ห่างไกล ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการบรรจุ เนื่องจากอัตราการบรรจุของ สพฐ. มีเพียง 25% ของอัตราเกษียณอายุราชการ และต้องสอบแข่งขันทั่วประเทศ ส่วนสาเหตุที่ครูส่วนใหญ่ไม่สามารถสอบเข้าได้นั้น เป็นเพราะว่าครูอัตราจ้างเหล่านี้ มุ่งสอนหนังสือเพียงอย่างเดียว จึงมีเวลาอ่านหนังสือน้อยมาก อย่างไรก็ดี ผอ.สพป. กล่าวต่อว่า ตนอยากจะให้รัฐบาล และ ศธ. เพิ่มอัตราบรรจุครูอัตราจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว 3 ปีขึ้นไป และเพิ่มจากข้าราชการครูจากปีละ 25% เป็น 50% หรืออาจจะเพิ่มการบรรจุเป็นพนักงานราชการก็ได้ เพื่อให้ทุกคนมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน และมีความมั่นคงในอาชีพ ผอ.สพป. ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ครูอัตราจ้างทำงานด้วยความยากลำบาก และทุกคนมีความตั้งใจที่จะสอนหนังสืออย่างเต็มที่ จะการเป็นอัตราจ้างไม่มีความก้าวหน้า เพราะเงินเดือนได้เท่าเดิม และไม่มีสิทธิขอวิทยฐานะ ที่สำคัญยังไม่มีความมั่นคงในชีวิตด้วย เนื่องจากสัญญาจ้างเป็นสัญญาแบบปีต่อปี ไม่รู้จะถูกเลิกจ้างเมื่อไหร่ และสวัสดิการต่าง ๆ ก็ไม่ได้อะไรมากมาย ทั้งนี้ ครูอัตราจ้างทุกคนก็มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เช่นเดียวกับ พยาบาลที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาล อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้ นายธวัชชัย จะทำหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เพื่อเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าว เพราะถ้าเมื่อมีแผนจะบรรจุกลุ่มพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวแล้ว ก็ควรจะบรรจุลูกจ้างในส่วนกระทรวงอื่น ๆ ด้วย ไม่เช่นนั้น ก็จะเรียกร้องกันไม่สิ้นสุด
8. ทต.ย่านตาขาววางยาเบื่อหมาตายเกลี้ยง เภสัชกรสาวโร่ร้องสื่อ
เภสัชกรสาวร้องเรียนผ่านสื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังแจ้งความและร้องศูนย์ดำรงธรรมกรณีเทศบาลตำบลย่านตาขาววางยาเบื่อหมาตาย ในวันนี้ (7 ธันวาคม 2555) ผู้สื่อข่าว ข่าวสด ได้รายงานว่า นางสาวกอบแก้ว ว่องวชิราพาณิชย์ อายุ 33 ปี เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลย่านตาขาว จังหวัดตรัง ได้เข้าร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าว หลังจากที่ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ย่านตาขาว และเข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดตรัง เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรณีที่พนักงานเทศบาลตำบลย่านตาขาว ดำเนินโครงการกำจัดสุนัขจรจัด เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แต่กลับทำให้สุนัขของตนที่มีปลอกคอ และมีกระดิ่งแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ต้องตายลงไปพร้อมกัน จำนวน 2 ตัวหลังตนได้ปล่อยให้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านในช่วงเช้ามืด ทั้งนี้ ในวันต่อมาเมื่อได้ไปสอบถามยังเทศบาลตำบลย่านตาขาว ก็ได้รับคำตอบว่ากำลังอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการกำจัดสุนัขจรจัด และสุนัขมีเจ้าของที่ถูกพนักงานเทศบาลตำบลย่านตาขาววางยาเบื่อจนตายไปก็ไม่ได้มีแค่สุนัข 2 ตัวของ นางสาวกอบแก้ว เท่านั้น ยังมีสุนัขของเพื่อนบ้านอีกหลายตัว อีกทั้งเหตุการณ์ที่สุนัขมีเจ้าของได้ถูกวางยาเบื่อจนตายเพราะโครงการกำจัดสุนัขจรจัดนี้ก็เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว อันเนื่องมาจากการขาดความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ และการบิดเบือนข้อเท็จจริงในคำชี้แจงจากเทศบาลตำบลย่านตาขาว โดยหลังจากที่นางสาวกอบแก้ว ได้เข้าแจ้งความ และทำหนังสือร้องเรียนไปยังทางเทศบาล ก็มีหนังสือชี้แจงกลับมาเพียงสั้น ๆ จากกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมว่า จะมีการออกปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในเวลา 19.00 น.-23.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่ไม่น่าจะมีสุนัขที่มีการเลี้ยงถูกปล่อยออกมา และจะมีการแจ้งเสียงตามสายให้ทราบก่อนทุกครั้ง ซึ่ง นางสาวกอบแก้ว ก็ได้เล่าว่า คำชี้แจงเหล่านี้มีข้อมูลที่บิดเบือนจากความเป็นจริงหลายอย่าง เช่น เสียงตามสายก็มีเพียงไม่กี่จุดและได้ยินไม่ชัดเจน ส่วนป้ายอักษรไฟประชาสัมพันธ์ที่อยู่หน้าเทศบาล ก็เสียมานานถึง 3 เดือนแล้ว แถมยังไม่มีรถประชาสัมพันธ์โครงการเคลื่อนที่ หรือมีป้ายไวนิลแจ้งให้ประชาชนเห็นได้ชัดเจน จากสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้นขาดการวางแผนอย่างรอบคอบ และไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้น ตนจึงเข้าแจ้งความและร้องเรียน เพื่อให้ทางเทศบาลตำบลย่านตาขาวเร่งตรวจสอบการดำเนินโครงการกำจัดสุนัข พร้อมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นระบบ รวมทั้งมีแนวทางที่รับประกันได้ว่า จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก
7. นศ.จีน ประท้วงค้านเกณฑ์รับจนท.รัฐหญิง ต้องตรวจประจำเดือน
แบบนี้ก็มี! นศ.อู่ฮั่นของจีน รวมตัวประท้วงมาตรการตรวจนรีเวชในการพิจารณารับ จนท.รัฐหญิง ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน สำนักข่าวจีนรายงานว่า นักศึกษาอู่ฮั่นมากกว่า 10 คนได้รวมตัวประท้วงที่หน้าประตูที่ทำการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เพื่อคัดค้านการใช้มาตรการตรวจนรีเวชในการพิจารณารับเจ้าหน้าที่หญิงของหน่วยงานรัฐของอู่ฮั่น รายงานระบุว่า กลุ่มนักศึกษาดังกล่าวได้ชูป้ายประท้วง ซึ่งมีข้อความระบุว่า "อยากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่จำเป็นต้องตรวจนรีเวช" และ "การสอบประวัติประจำเดือนไม่เกี่ยวกับการรับราชการ" ขณะเดียวกันพวกเธอยังได้สวมกางเกงชั้นในที่ทำขึ้นเองไว้ด้านนอกและมีข้อความเขียนว่า "ไม่เอาการตรวจนรีเวชข้าราชการ" และร่วมกันร้องเพลง "อิสระการตรวจร่างกาย" ที่แต่งขึ้นเอง ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจจากสาธารณชนได้อย่างมากทีเดียว ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันขั้นตอนการตรวจร่างกายก่อนพิจารณารับเจ้าหน้าที่รัฐหญิง รวมถึงการตรวจนรีเวชนี้ ผู้หญิงไม่เพียงแต่ต้องเข้ารับการตรวจช่องคลอดเท่านั้น แต่ทั้งยังต้องตอบคำถาม อาทิเช่น ประจำเดือนมาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ระยะของรอบเดือน ปริมาณของประจำเดือน ระยะเวลาการมีประจำเดือน เป็นต้น โดยกลุ่มนักศึกษา ให้เหตุผลว่า การเข้ารับการตรวจร่างกายดังกล่าวนี้ไม่เกี่ยวกับความสามารถในการทำงาน อีกทั้งยังละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอีกด้วย พวกเธอหวังว่าการใช้แฟลชม็อบเพื่อแสดงการเรียกร้องครั้งนี้จะเป็นการเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกเลิกการตรวจด้านนรีเวช และแม้ว่าจุดประสงค์หลักของการตรวจนรีเวชคือ เพื่อตรวจกามโรคหรือเนื้องอกที่ร้ายแรง แต่กามโรคไม่สามารถติดต่อกันได้ในการทำงานตามปกติและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ อีกทั้งกามโรคที่มีผลกระทบร้ายแรงบางประเภทเช่นโรคซิฟิลิสก็สามารถตรวจพบได้โดยวิธีการตรวจเลือด หาน กุ้ยจวิน รองศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และกฎหมายจงหนัน แสดงข้อสงสัยว่า การตรวจนรีเวชก่อนรับข้าราชการหญิง น่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศในการจ้างงาน ขัดต่อกฎหมายแรงงาน และบัญญัติการส่งเสริมการจ้างงานที่เท่าเทียมกัน โดยทั่วไปส่วนมากนายจ้างจะพิจารณาตรวจสอบว่าผู้สมัครมีความสามารถในการทำงานหรือไม่ แต่ไม่มีสิทธิ์รับรู้ในเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ด้านฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และสำนักงานประกันสังคมเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยยังไม่มีการแสดงท่าทีต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าวของนักศึกษาแต่อย่างใด
6. กระแสเดือด! ซีเอ็ด ห้ามขายหนังสือรักร่วมเพศ ชาวสีม่วงโวยมีอคติ
ซีเอ็ด กำหนดมาตรฐานการจำหน่ายหนังสือที่มีเนื้อหาส่อเค้ายั่วยุทางเพศ ขายบริการ รักร่วมเพศ และอื่น ๆ จนทำให้ชาวสีม่วงและอีกหลายฝ่ายออกมาโวยว่าเป็นความอคติทางเพศ เร่งล่ารายชื่อคัดค้าน ด้าน ซีเอ็ด แจง ไม่ได้กีดกันทางเพศ วันนี้ (7 ธันวาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานการวางจำหน่ายหนังสือของ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) หลังจากเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เผยแพร่จดหมายไปยังผู้ฝากจำหน่ายหนังสือทั่วประเทศ เรื่อง “มาตรฐานการจัดจำหน่ายหนังสือวรรณกรรมโรแมนติก-อีโรติก” โดยระบุว่า เนื่องจากมีสำนักพิมพ์ส่งต้นฉบับวรรณกรรมมาฝากวางจำหน่ายที่ซีเอ็ดเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เวลาในการคัดกรองหนังสือต่าง ๆ เป็นเวลานาน จึงได้มีการกำหนดมาตรฐานใหม่ในการจัดจำหน่าย เช่น ให้ระบุเครื่องหมาย 18+ ที่ปกหน้า และกำหนดหมวดหมู่ที่บาร์โค้ดว่า “หมวดววรรณกรรมผู้ใหญ่” หรือ “คำเตือน : วรรณกรรมผู้ใหญ่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน” เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้ผู้ฝากจำหน่ายคัดกรองตรวจสอบเนื้อหาของหนังสือ เพื่อปรับแก้ไม่ให้มีเนื้อหาดังต่อไปนี้ 1. วรรณกรรมที่มีลักษณะของชายรักชาย หญิงรักหญิง เป็นลักษณะของการรักร่วมเพศ 2. สื่อไปในทางขายบริการทางเพศ เช่น นักเรียน นักศึกษา ไซด์ไลน์ 3. ภาษาและเนื้อหาที่ใช้ หยาบโลนไม่สุภาพ ลามก สัปดน ป่าเถื่อน วิปริต ซาดิสต์ หยาบคาย ฯลฯ 4. เนื้อหามีการบรรยายถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างโจ่งแจ้ง และในที่สาธารณะ วิปริต ผิดธรรมชาติที่มนุษย์พึงเป็น 5. เนื้อหาที่มีการทารุณกรรมทางเพศทั้งที่เป็นภรรยาและมิใช่ภรรยา หรือ ทารุณต่อเด็ก เยาวชน สตรีและเครือญาติ อันบ่งบอกถึงการขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรมอันดี 6. เนื้อหาที่บรรยายขั้นตอนการมีเพศสัมพันธ์ที่เห็นภาพ และบรรยายให้เห็นภาพทางกายภาพของอวัยวะเพศอย่างชัดเจน จนทำให้สามารถเป็นเครื่องมือยั่วยุทางเพศ ทำให้เกิดความต้องการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ถูกคน ไม่ถูกที่และไม่ถูกเวลา สำหรับการออกจดหมายกำหนดมาตรฐานดังกล่าวนั้น มีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยนั้น ได้ออกมาต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าวผ่านสังคมออนไลน์ต่าง ๆ มากขึ้น พร้อมกับเผยแพร่จดหมายดังกล่าวในเฟซบุ๊กของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย โดยมี กลุ่มสะพาน (สำนักพิมพ์สะพาน) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศ ได้ออกมาล่ารายชื่อเพื่อคัดค้านข้อกำหนดดังกล่าวด้วย ทั้งนี้กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยได้ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ทำ เป็นการเลือกปฏิบัติและอคติทางเพศ เป็นการตอกย้ำทัศนคติเชิงลบต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ และอาจเข้าข่ายการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 30 ที่ห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะความแตกต่างทางเพศ นอกจากนี้ยังเป็นการดูถูกวิจารณญาณของผู้อ่าน และเป็นการควบคุมจินตนาการของผู้เขียนอีกด้วย อีกทั้งร้านซีเอ็ดเป็นร้านหนังสือรายใหญ่ จึงอาจส่งผลให้คนในสังคมขาดโอกาสในการเข้าถึงวรรณกรรมที่หลากหลาย ขณะที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตัวแทนของ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ก็ได้ออกมาชี้แจงในประเด็นดังกล่าวว่า การจัดมาตรฐานในครั้งนี้ เพียงเพราะต้องการแยกหมวดหมู่วรรณกรรมเยาวชน กับ วรรณกรรมแนวโรแมนติกและอีโรติก ออกจากกัน เพราะที่ผ่านมามักพบปัญหาการสอดไส้เนื้อหาอีโรติกอยู่ในวรรณกรรมเยาวชน ทำให้มีผู้ปกครองร้องเรียนเข้ามามาก รวมถึงเคยมีการพูดคุยขอความร่วมมือกับทางสำนักพิมพ์ต่าง ๆ แล้ว แต่ก็ยังพบปัญหาอยู่ จึงได้ออกเป็นหนังสือขึ้นมา ซึ่งอาจจะมีข้อความที่สั้นและกระชับเกินไปจนเกิดปัญหาในการสื่อสารและทำให้หลายฝ่ายเข้าใจผิดได้ อย่างไรก็ตาม ทางซีเอ็ด ยืนยันว่า ไม่มีนโยบายกีดกันทางเพศอย่างที่เข้าใจ อีกทั้งในบริษัทก็มีพนักงานเพศที่ 3 ทำงานอยู่ด้วยเช่นกัน และจะเตรียมออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง
5. คลอดแล้ว! ใบอนุญาต 3G - กสทช. ลั่น มอบเป็นของขวัญปีใหม่คนไทย
กสทช. ออกแถลงการณ์ มอบ 3G ของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ระบุทั้ง เอไอเอส-ดีแทค-ทรู ได้ใบอนุญาตหมด แย้มอัตราค่าบริการลดร้อยละ 15 แต่รอชี้ชัดตัวเลข และเงื่อนไขต่าง ๆ อีกที หลังแจกใบอนุญาต วันนี้ (7 ธันวาคม) คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค) ภายใต้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกแถลงการณ์เรื่อง "กสทช. มอบ 3G เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน" โดยมีเนื้อหาระบุว่า... "นับตั้งแต่การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz (3G) สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ประกอบการ 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด, บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ซึ่งภายหลังจาก กทค. มีมติรับรองผลการประมูลในวันที่ 18 ตุลาคม 2555 โดยบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค เสนอราคาประมูลสูงสุด 14,625 ล้านบาท บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ และบริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค เสนอราคาประมูลเท่ากันคือ 13,500 ล้านบาท ทั้งนี้ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และกรรมการกิจการโทรคมนาคม ได้ร่วมประชุมกันในที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 45/2555 วันที่ 7 ธันวาคม มีวาระพิจารณาออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ IMT ย่าน 2.1 GHz (3G) แล้ว โดยมีมติให้ออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ IMT ย่าน 2.1 GHz และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 เพื่อประกอบกิจการตามขอบเขตการอนุญาตให้แก่ผู้ชนะการประมูล ภายหลังจากผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการดำเนินการก่อนรับใบอนุญาตอย่างครบถ้วนและถูกต้อง ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูลเรียบร้อยแล้ว สำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้ว บริษัททั้ง 3 บริษัท มีการดำเนินการครบถ้วนและถูกต้องตามเงื่อนไขในการดำเนินการ จึงเห็นควรเสนอที่ประชุม กทค. พิจารณาอนุมัติให้ทั้ง 3 บริษัท ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (International Mobile Telecommunications – IMT) ย่าน 2.1 GHz นอกจากนี้ เรื่องที่ กทค. ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คือ การคุ้มครองผู้บริโภคในหัวข้อมาตรการเพื่อสังคมและคุ้มครองผู้บริโภค ที่ว่า "ผู้รับใบอนุญาตต้องกำหนดอัตราค่าบริการให้เป็นธรรม สมเหตุสมผลและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และจัดให้มีบริการที่มีคุณภาพ" ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด ทาง กทค. จึงมีมติในที่ประชุมให้กำหนดเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต เรื่องอัตราค่าบริการ ดังนี้... 1. ตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กำหนดให้ "ในการกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาต ให้คณะกรรมการกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ โดยเฉพาะของผู้รับใบอนุญาตให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดแผนการให้บริการกิจการโทรคมนาคมของผู้รับใบอนุญาต โดยอย่างน้อยต้องกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการเริ่มให้บริการ รายละเอียดของลักษณะ หรือประเภทการให้บริการ อัตราค่าบริการ การให้บริการแจ้งข้อมูลผู้ใช้เลขหมายโทรคมนาคม และการอื่นที่จำเป็นในการให้บริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ" 2. ตามประกาศ กทช. เรื่อง "เงื่อนไขมาตรฐานในการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม" ได้กำหนดเงื่อนไขในการอนุญาต ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สามไว้ในหมวดที่ 1 เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 8 ซึ่งผู้รับใบอนุญาตแบบที่สามทุกรายต้องปฏิบัติ ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมไว้ 3. นอกจากนี้ ตามข้อ 16.8.5 ของประกาศ กสทช. เรื่อง "หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1GHz พ.ศ. 2555" ได้กำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตเป็นพิเศษว่า "ผู้รับใบอนุญาตต้องกำหนดอัตราค่าบริการให้เป็นธรรม สมเหตุสมผลและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ... ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด" เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับอัตราค่าบริการ และเพื่อให้ไม่ขัดต่อประกาศ กทช. เรื่อง อัตราขั้นสูงของค่าบริการและการเรียกเก็บเงินค่าบริการล่วงหน้าในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 จึงเห็นควรกำหนดกรอบเงื่อนไขให้มีการลดค่าบริการในร้อยละที่กำหนดตามที่ กทค. ได้แสดงเจตนารมณ์ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศ กสทช. เรื่อง อัตราขั้นสูงของค่าบริการฯ 4. สำหรับเงื่อนไขใบอนุญาตที่ให้มีการลดค่าบริการเป็นร้อยละนั้น เห็นควรกำหนดเป็นร้อยละ 15 ของอัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการประเภทเสียง (voice) และบริการที่ไม่ใช่เสียง (non-voice) ที่มีการให้บริการอยู่ในตลาด ณ วันที่ได้รับใบอนุญาต จนกว่าคณะกรรมการจะกำหนดเป็นอย่างอื่น 4.1 ที่มาของการลดลงร้อยละ 15 นั้น เนื่องจากทิศทางและแนวโน้มอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเฉลี่ยในตลาดปัจจุบันแล้วลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงประมาณร้อยละ 10 และคาดว่า หากมีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นในตลาด จะก่อให้เกิดระดับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับผู้รับใบอนุญาตรายใหม่มีภาระต้นทุนบางส่วนที่ลดลง อันจะส่งผลให้อัตราค่าบริการมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงได้ถึงร้อยละ 15 4.2 การกำกับดูแลอัตราค่าบริการนั้น จะพิจารณาเปรียบเทียบอัตราค่าบริการของผู้รับใบอนุญาตกับอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเฉลี่ยในตลาด ณ วันที่ได้รับอนุญาต โดยข้อมูลที่จะใช้ในการตรวจสอบอัตราค่าบริการนั้น จะพิจารณาจากการรายงานโครงสร้างและอัตราค่าบริการที่ผู้รับใบอนุญาตนำส่งแก่สำนักงานทุกวันสิ้นเดือน ตามข้อ 16 ของประกาศ กสทช. เรื่อง อัตราขั้นสูงของค่าบริการและการเรียกเก็บเงินค่าบริการล่วงหน้าในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 4.3 สำหรับเหตุผลสนับสนุนการกำหนดให้ใช้อัตราค่าบริการเฉลี่ยในตลาด ณ วันที่ได้รับอนุญาต 4.3.1. การกำหนดให้ใช้อัตราค่าบริการเฉลี่ยในตลาด ณ วันที่ได้รับใบอนุญาตจะก่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการทราบว่าจะคำนวณอัตราค่าบริการให้ลดลงร้อยละ 15 โดยอาศัยฐานตัวเลขใดในการพิจารณา 4.3.2. การใช้ฐานการคำนวณจากอัตราค่าบริการเฉลี่ยในตลาด ณ วันที่ได้รับใบอนุญาตจะช่วยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการทุกรายเนื่องจากใช้ตัวเลขเฉลี่ยจากอัตราค่าบริการทั้งหมดในตลาด ทำให้ไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบ 4.3.3. การกำหนดอัตราค่าบริการเฉลี่ยดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการทราบข้อมูลล่วงหน้าและสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนการส่งเสริมการขายล่วงหน้าได้ทันก่อนการเปิดให้บริการ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องตามเงื่อนไขการอนุญาตดังกล่าว 4.3.4. การกำหนดให้อัตราค่าบริการลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ดังกล่าว จะสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าจะได้รับค่าบริการที่ลดลงแน่ๆ โดยไม่ต้องรอให้มีการออกประกาศ กสทช. เรื่องการกำหนดอัตราค่าบริการขั้นสูงเสียก่อน ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นปี จึงเท่ากับเป็นหลักประกันให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าก่อนออกประกาศดังกล่าว ผู้ประกอบการจะถูกควบคุมโดยเงื่อนไขการอนุญาตว่าค่าบริการจะลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 อย่างไรก็ตาม การให้ใบอนุญาตในครั้งนี้ ถือว่าเป็นสิ่งเริ่มต้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการสื่อสารของประเทศจากระบบสัญญาสัมปทานมาเป็นระบบการให้ใบอนุญาต โดยประชาชนจะได้รับประโยชน์จากความสามารถในการนำคลื่นความถี่มาให้บริการเพื่อรองรับความต้องการได้มากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชน ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น นอกจากนี้ ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ภาคเศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนสนับสนุนส่งเสริมสิทธิในการติดต่อสื่อสาร การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนให้มีความเจริญก้าวหน้า สอดคล้องกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในด้านกิจการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่ง กสทช. ต้องกำกับดูแลอย่างเข้มข้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด และเกิดการพัฒนากิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับวิวัฒนาการของโลก ท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรงในระดับสากลต่อไป
4. แพทย์ ยังไม่ชี้ชัด หมูกระทะ เป็นต้นเหตุทำสาว ป.โท ดับ
สาว ป.โท ดับปริศนา! ญาติเชื่อเป็นเพราะกินหมูกระทะ ด้านแพทย์ ระบุ เสียชีวิต เพราะเชื้อสเตรปโตคอคคัสลุกลามเข้าสู่สมอง แต่ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เป็นเพราะกินหมูกระทะ เร่งสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป วานนี้ (6 ธันวาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวเอ (นามสมมติ) นักศึกษาปริญญาโท อายุ 23 ปี ล้มป่วยเสียชีวิต หลังกินหมูกระทะ โดยญาติระบุว่า หลังจากที่นางสาวเอได้กินหมูกระทะ วันต่อมาก็เริ่มมีอาการปวดหัว ตัวร้อน และมีไข้ต่ำ จนทางญาติต้องรีบพาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จากนั้นอีก 2 วัน อาการก็ยังไม่ดีขึ้น และไม่รู้สึกตัวในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่า นางสาวเอติดเชื้อในกระแสเลือดจนถูกนำตัวส่งเข้าห้องไอซียู และเสียชีวิตลงในที่สุด เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทพ.ดร.สุรสิงห์ วิศรุตรัตน์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การเสียชีวิตของผู้ป่วยรายนี้ ทางญาติของผู้ตายเชื่อว่าสาเหตุมาจากหมูกระทะ เนื่องจากผู้ตายไม่เคยป่วยหรือไม่โรคประจำตัวมาก่อน ทั้งนี้ ทาง สสจ. เชียงใหม่ ได้เข้าทำการสอบสวนโรค และพบว่า ระหว่างที่แพทย์ทำการรักษามีการเจาะน้ำไขสันหลังไปตรวจสอบ และพบเชื้อสเตรปโตคอคคัส สายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งแพทย์ระบุว่า หลังตรวจพบได้ให้ยารักษา แต่ช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน เนื่องจากเชื้อได้ลุกลามเข้าสู่ระบบสมองของผู้ป่วยแล้ว สำหรับเชื้อสเตรปโตคอคคัสที่พบในผู้ป่วย ทพ.ดร.สุรสิงห์ ระบุว่า เป็นเชื้อที่สามารถพบได้ทั้งในหมูดิบ ปลาดิบ และยังสามารถปนเปื้อนอาหารประเภทอื่น ๆ ได้อีกหลายประเภท โดยเฉพาะอาหารดิบ แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยรายนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจากการกินหมูกระทะ อย่างไรก็ดี เมื่อทาง สสจ. เชียงใหม่ ได้เข้าตรวจสอบที่ร้านหมูกระทะดังกล่าว และนำเอาตัวอย่างปัสสาวะของพนักงานเข้าไปตรวจสอบ พร้อมกับหาเชื้อในระบบทางเดินอุจจาระ ขณะเดียวกันก็ได้นำตัวอย่างเนื้อหมูและเนื้อปลาดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบในร้านหมูกระทะแห่งนี้ ไปตรวจสอบที่คณะสัตว์แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อดูว่ามีเชื้อตัวเดียวกัน กับที่พบในผู้เสียชีวิตหรือไม่ ทพ.ดร.สุรสิงห์ กล่าวต่อว่า นอกจากนางสาวเอแล้ว ยังพบผู้ป่วยที่มีอาการลักษณะเช่นนี้อีก 3 ราย และกำลังทำการสอบสวนโรค เพื่อหาปัจจัยร่วมว่ามาจากสาเหตุอะไร แต่ทั้งนี้เชื่อว่า เชื้อสเตปโตคอคคัสสายพันธุ์ที่พบ จะไม่รุนแรงกับผู้คนปกติ แต่จะเป็นอันตรายต่อผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัว หรือผู้ป่วยที่ผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะ ทพ.ดร.สุรสิงห์ กล่าวอีกว่า ถึงเราจะพบสาเหตุว่า "เชื้อสเตปโตคอคคัส" ที่ทำให้ผู้ป่วยรายนี้เสียชีวิต แต่ก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามาจากการกินหมูกระทะ เพราะวัตถุดิบทั้งเนื้อหมู เนื้อปลา เข้ามาที่ร้านเป็นจำนวนมาก และทางร้านก็ขายออกไปทุกวัน ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะตรวจพบเชื้อจากตัวอย่างวัตถุดิบ ทางที่ดีผู้ป่วยควรระมัดระวังให้มากขึ้น และต้องปิ้งเนื้อสัตว์ให้สุกพอดี เพื่อฆ่าเชื้อให้ตาย และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้รับประทานมักจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อดิบ และใช้ตะเกียบอันเดียวกันนั้นคีบเนื้อเพื่อรับประทาน ซึ่งถือว่าเสี่ยงมากที่จะทำให้เนื้อดิบเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ (7 ธันวาคม) ทาง สสจ.เชียงใหม่ ระบุว่า ขอเวลารอผลตรวจสอบเชื้อจากอาหารตัวอย่าง เพื่อสอบสวนแหล่งที่มาของเชื้อก่อน โดยคาดว่าอีกประมาณ 2-3 วัน ถึงจะทราบผล ทั้งนี้ ในเบื้องต้นยังไม่พบปัจจัยว่า คนที่ร่วมรับประทานหมูกระทะด้วยในวันนั้นติดเชื้อหรือมีอาการป่วย แต่เชื้อตัวนี้มีช่องทางในการระบาดหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งอาจจะมาอาหาร และอาจจะมีจากเชื้อที่มีโอกาสฝังตัวอยู่ในตัวคนอยู่แล้ว และเมื่อร่างกายอ่อนแอ ก็อาจจะเอื้อให้เกิดเชื้อรุนแรงขึ้นก็เป็นได้ ท้ายนี้ อาจจะฝากย้ำไปยังผู้บริโภคว่า อย่างเพิ่งตื่นตระหนกกับการกินหมูกระทะ เพราะการกินหมูกระทะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ทั้งนี้ก็ต้องบริโภคให้ถูกวิธี ซึ่งเชื้อตัวนี้หากโดนความร้อน เชื้อก็จะตาย และที่สำคัญที่สุดคือในเรื่องของตะเกียบ ควรจะแยกตะเกียบสำหรับคีบเนื้อสด และเนื้อสุกออกจากกัน เพราะเชื้ออาจจะติดตะเกียบมาขณะคีบของสด ซึ่งไม่ได้ผ่านความร้อน เมื่อคีบอาหารเข้าปากก็มีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้เช่นกัน
3. งานเข้า! ชาวเน็ตโวย ธ.กรุงไทย ระบบล่ม ทำเงินหาย
ลูกค้าธนาคารกรุงไทยเจอปัญหาระบบธนาคารขัดข้อง ทำให้กดเงินไม่ได้ ส่วนบางรายกดเงินแล้วไม่ออกแต่เงินในบัญชีถูกหัก จนเกิดเป็นกระแสเรียกร้องความรับผิดชอบจากธนาคารไปทั่วอินเทอร์เน็ต ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีการส่งต่อข้อมูลกันในอินเทอร์เน็ตถึงปัญหาการกดเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย ว่าระบบของธนาคารเกิดขัดข้องจนทำให้ลูกค้าธนาคารไม่สามารถกดเงินออกจากตู้เอทีเอ็มได้ รวมถึงบางรายยังมีเงินหายไปจากบัญชีด้วย ทั้งนี้ ลูกค้าธนาคารหลายรายต่างก็มีการตั้งกระทู้เพื่อขอความช่วยเหลือตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ รวมถึงพยายามติดต่อสอบถามเพื่อขอความช่วยเหลือจากธนาคารอยู่เป็นระยะ ทั้งทางโทรศัพท์ ทวิตเตอร์ หรือ เฟซบุ๊ก โดยในช่วงแรกทางธนาคารได้ออกมารับเรื่องและขอเวลาในการตรวจสอบ แต่ระหว่างที่รอการตรวจสอบระบบของธนาคาร ก็ยังคงมีลูกค้าธนาคารออกมาโวยวายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวันนี้ (7 ธันวาคม) ทางธนาคารกรุงไทยได้ออกมาชี้แจงผ่าน เฟซบุ๊ก ธนาคารกรุงไทย ว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการคืนเงินให้กับลูกค้าที่ยอดเงินในบัญชีหายไปแล้ว ซึ่งได้ดำเนินการคืนเงินให้ในช่วงเวลา 04.00 น. ของวันนี้ โดยหากลูกค้าท่านใดที่ยังไม่ได้รับเงินคืน ให้ติดต่อเพื่อแจ้งรายละเอียดกับทางธนาคารได้ทันที รวมทั้งมีการกราบขออภัยลูกค้าของธนาคารในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังเจ้าหน้าที่ธนาคารยังได้เข้าไปตอบกระทู้ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ รวมถึงชี้แจงผ่านทางทวิตเตอร์ของธนาคารอีกช่องทางหนึ่งด้วย โดยลูกค้าธนาคารที่ได้รับเงินคืนแล้วก็ได้เข้ามาโพสต์ข้อความขอบคุณเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยผ่านทางเฟซบุ๊ก แต่บางรายก็ตัดสินใจเลิกเป็นลูกค้าธนาคาร ด้วยการปิดบัญชีไปเปิดกับธนาคารอื่น
2. ฮือฮา! คนนับหมื่นเตรียมขึ้นปราสาทภูเพ็ก ท้าวัดแกนโลกพิสูจน์วันสิ้นโลก
ฮือฮา! ชาวสกลนครท้าพิสูจน์วันสิ้นโลก 21 ธันวาคมนี้ ระหว่างปฎิทินของชาวมายา กับปฎิทินขอมพันปีที่ปราสาทภูเพ็ก คาดคนนับหมื่นแห่ร่วม วันที่ 7 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจิระพงษ์ ทองไชย สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า ตนเป็นสมาชิก ชมรม "พยัคฆภูเพ็ก" ซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลปราสาทพระธาตุภูเพ็ก ซึ่งตั้งอยู่ที่ภูเพ็ก เทือกเขาภูพาน ตำบลนาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร และได้มีการศึกษาและค้นคว้าพบว่าสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนภูเพ็ก เป็นปฎิทินขอมพันปี หรือที่เรียกกันว่า สุริยะปฎิทิน โดยอาจารย์สรรค์สนธิ บุณโยทยาน นักพิภพวิทยา ผู้เชี่ยวชาญดาราศาสตร์ ระบุว่า ในวันที่ 21 ธันวาคม 2555 หรือปี 2012 ปฎิทินชาวมายาบอกว่าโลกจะดับสูญ แต่ปฎิทินขอมพันปีที่ปราสาทภูเพ็ก บนยอดเขาสูง 520 เมตร ชี้ว่าวันนี้เป็นวัน "เหมายัน" คือ กลางคืนยาวที่สุดและโลกก็ยังคงอยู่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ก่อนวันที่ดังกล่าวจะมาถึง ทีมงานพยัคฆ์ภูเพ็กจะขอพิสูจน์แบบชนิดจัดเต็มให้เห็นกับตา โดยนัดกันที่ปราสาทภูเพ็กตั้งแต่คืนวันที่ 20 ธันวาคม 2555 จนถึงบ่ายวันที่ 21 ธันวาคม 2555 เพื่อปฏิบัติการทางฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และที่ขาดไม่ได้คือ ลึกลับศาสตร์ โดยยืนยันว่าแกนของโลกยังคงอยู่เหมือนเดิมที่ 23.5 องศา และขั้วโลกเหนือก็ยังคงชี้ไปที่ดาวเหนือ ดวงอาทิตย์จะมาตามนัดที่ตำแหน่งมุมกวาด 115 องศา ตรงตำแหน่งรอยสลักสัญลักษณ์ของสุริยะปฏิทินขอมพันปี ทั้งหมดนี้จะใช้หลักฐานทางดาราศาสตร์ของบรรพชนโบราณที่ปรากฏอยู่บนปราสาทภูเพ็กเป็นตัวช่วย โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ล้ำสมัยใด ๆ ทั้งสิ้น นายจิระพงษ์ กล่าวต่อว่า จากการที่จะมีการท้าพิสูจน์ดังกล่าวทำให้ประชาชนที่สนใจศึกษา และบางรายคิดว่าโลกจะดับสูญหรือสิ้นโลกจริงหรือ จะนัดกันขึ้นไปท้าพิสูจน์กันบนยอดภูเพ็กในช่วงคืนวันที่ 19-20 ธันวาคมนี้ เพื่อพิสูจน์ระหว่างปฎิทินของชาวมายา กับปฎิทินขอมพันปี ที่เรียกกันว่าสุริยะปฎิทิน บนภูเพ็ก นอกจากนั้นในช่วงวันดังกล่าว จะมีการจัดกิจกรรมวิ่ง เดิน มินิมาราธอน ขึ้นภูเพ็กอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีผู้คนเดินขึ้นไปท้าพิสูจนนับหมื่นคน ทั้งนี้ อาจารย์นายสรรค์สนธิ เปิดเผยว่า วันที่ 21 ธันวาคม 2555 ปฏิทินชาวมายา บอกว่าโลกจะดับสูญ แต่ปฎิทินขอมพันปีทำมาเพื่อการประกอบพิธีกรรม ดังนั้นเราจึงจัดผู้ที่รู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ทั้งลึกลับ วิทยาศสาสตร์ ต่างมาพูดคุยให้ประชาชนผู้สนใจฟัง โดยใช้พื้นที่ของจริง ที่ภูเพ็กในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ เพื่อท้าพิสูจน์ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น 10 ชั่วโมง สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ทีมพยัคฆภูเพ็ก และที่ อบต.นาหัวบ่อ เพื่ออำนวยความสะดวก โดยที่พักเป็นลานบริเวณภูเพ็ก เพื่อให้เห็นของจริงว่าวันดังกล่าวจะสิ้นโลกจริงหรือไม่
1. สึนามิ 1 ม. ซัดชายฝั่งญี่ปุ่น หลังเกิดแผ่นดินไหว 7.3 ริกเตอร์
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานด่วนจากญี่ปุ่นว่า คลื่นสึนามิสูง 1 เมตร ได้ซัดเข้าชายฝั่งญี่ปุ่นแล้ว หลังทางการประกาศเตือนภัยสึนามิ เพราะเกิดแผ่นดินใหม่นอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ จนตึกหลายแห่งรับแรงสั่นสะเทือนได้ รายงานระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้มีความรุนแรง 7.3 ริกเตอร์ จุดศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ทำให้ก่อนหน้านี้ ทางการญี่ปุ่นได้เตือนภัยว่า อาจเกิดคลื่นสึนามิสูง 1-2 เมตร บริเวณชายฝั่งจังหวัดมิยางิของญี่ปุ่น รวมถึงประกาศเฝ้าระวังในพื้นที่เมืองอิวาเตะ ฟุกุชิมะ อาโอโมริ และอิบารากิ ด้วย ทั้งนี้ สำหรับจังหวัดมิยางิ เป็นพื้นที่เดียวกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมปีที่แล้วนั่นเอง อย่างไรก็ดี จากรายงานล่าสุด เมื่อเวลา 16.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค ของประเทศญี่ปุ่น รายงานว่า คลื่นสึนามิสูง 1 เมตรได้ซัดกระทบชายฝั่งเมืองอิชิโนะมากิ ในจังหวัดมิยางิแล้ว หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น