10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2555

update :25/11/2013 11:36
views : 741
ที่มา : เครดิต : เรียบเรียงโดย ทีมงาน toptenthailand.com แหล่งที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2555"
10. ประยุทธ์ น้ำตาคลอเบ้า เจ็บปวดเห็นกำลังพลบาดเจ็บ-พิการ
ผบ.ทบ. จัดงานเลี้ยงทหารบาดเจ็บ-พิการจากการปฏิบัติหน้าที่ น้ำตาคลอเบ้าขณะกล่าวขอบคุณกำลังพลที่เสียสละจนได้รับบาดเจ็บจากสนามรบ บอก รู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน ลั่น ดูแลกำลังพลให้ดีที่สุด เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานการจัดงานเลี้ยงโครงการ "กองทัพบกบำรุงขวัญ พระมงกุฎเกล้าเติมใจให้ทหารหาญ" ให้แก่นายทหารที่บาดเจ็บและพิการจากการปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดนทั่วประเทศ จำนวน 45 นาย บริเวณแหล่งชุมนุมนายทหารสัญญาบัตร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทั้งนี้ ในงานเลี้ยงดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบเงินบำรุงขวัญ และของที่ระลึกให้แก่กำลังพล พร้อมกับกล่าวว่า การที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาร่วมงานในวันนี้ เพื่อขอบคุณทหารทุกนายที่เสียสละ แต่คงไม่สามารถตอบแทนความสูญเสียของทุกคนได้ ดังนั้น ต้องหาเครื่องมือป้องกันชีวิตให้ปลอดภัยจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้นั้น เราสู้กับคนไทยด้วยกันที่มีความเห็นต่าง แต่ก็เป็นหน้าที่ของทหารที่ต้องดูแลเพื่อให้ผืนแผ่นดินอยู่ต่อไป ผบ.ทบ. ยังกล่าวให้กำลังใจเหล่าทหารด้วยเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาคลอเบ้าด้วยว่า ขอให้ทหารทุกนายภูมิใจในตัวเอง อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนพิการ ให้คิดว่าตัวเองเป็นเหมือนคนปกติ เพราะคนทั่วไปที่มีร่างกายครบ 32 บางคน ยังมีจิตใจเข้มแข็งไม่เท่าทหารเลย และอยากให้ทุกคนรับรู้ว่า ผบ.ทบ. ก็รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้ ไม่ต่างกับความรู้สึกของลูกเมียผู้สูญเสีย แต่เมื่อคนในกองทัพอยู่กันเป็นครอบครัว หากบาดเจ็บสูญเสียก็ต้องหาทางดูแลกันต่อไป ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังแจ้งด้วยว่า ทางกองทัพบกได้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐบาล ให้ช่วยเหลือดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด พร้อมกับเร่งขอสวัสดิการและสิทธิต่าง ๆ ให้กับกำลังพลที่รอดชีวิต เพราะเป็นผู้ที่ได้เสียสละทุ่มเทในการทำหน้าที่มาโดยตลอด และขอสัญญาว่าจะดูแลกองทัพและกำลังพลให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
9. รถขนอาหารทะเลยางระเบิด ชาวบ้านแห่เก็บ
อุบัติเหตุรับปีใหม่ รถขนอาหารทะเล ยางระเบิด บนถนนสายสกลนคร - นครพนม ชาวบ้านแห่เก็บ เคราะห์ดี ไร้ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต วันนี้ (28 ธันวาคม) เกิดอุบัติเหตุบนถนนสายสกลนคร - นครพนม ทางเข้าบ้านโพนงาม อตบ.นาทราย ก่อนถึง จ.นครพนม ประมาณ 12 กิโลเมตร ในที่เกิดเหตุพบรถกระบะโตโยต้า ทะเบียน บจ 9549 นครพนม บรรทุกอาหารทะเลสดแช่แข็ง มาเต็มคันรถ จำนวน 25 ลัง เดินทางมาจากมหาชัย จ.สมุทรสาคร มาส่งที่ร้านวันนิสา ตลาดสดนครพนม ขับขี่โดย นายสุพิน ทานา อายุ 36 ปี ชาว จ.นครพนม ทำให้อาหารทะเลกระจัดกระจาย ชาวบ้านแห่เก็บกันเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ นายสุพิน คนขับ เล่าว่า ขับรถรับอาหารทะเลมาจากตลาดมหาชัย สมุทรสาคร จะมาส่งที่ตลาดสดนครพนม ขณะมาถึงจุดเกิดเหตุ ยางรถด้านหลังเกิดระเบิด ทำให้รถพลิกคว่ำ โชคดีตนกับเพื่อนอีกคนที่มาด้วยกัน คลานออกมาได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ อบต.นาทราย ที่มาตั้งจุดบริการประชาชนในช่วง 7 วันอันตราย ได้เข้าช่วยเหลือทันที
8. 3 สาว ขับเก๋งพุ่งชนศาลเจ้าพังยับ อ้างเป็นเจ้าแม่กวนอิม
3 สาว เซลขายเครื่องสำอาง ขับเก๋งพุ่งชนศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ จ.ชลบุรี พังยับ อ้างตัวเป็นเจ้าแม่กวนอิม ด้านตำรวจเจรจานานกว่า 1 ชั่วโมง กว่าจะคุยรู้เรื่อง ก่อนแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาท วานนี้ (27 ธันวาคม) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี รับแจ้งว่า มีหญิงสาว 3 คน ขับรถยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ทะเบียน ฆก-4602 กทม. พุ่งชนบริเวณด้านหน้าศาลเจ้าพังยับ จากนั้นขับรถมาจอดหน้าบริเวณทางเข้าที่ประทับเจ้าแม่กวนอิม แต่ทั้ง 3 ไม่ยอมลงจากรถ พร้อมกับนั่งสงบนิ่งอยู่ภายในรถหลายชั่วโมง ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ พยายามเรียกให้ลงมาเจรจา แต่ทั้ง 3 คน ไม่ยอมลงมาจากรถ จึงดำเนินการแจ้งตำรวจเข้าตรวจสอบ ทางด้านตำรวจเมื่อมาถึงยังศาลเจ้า ก็ต้องใช้เวลาเจรจานานถึง 1 ชั่วโมง ถึงจะคุยกับหญิงสาวทั้ง 3 คน นั้นรู้เรื่อง โดยทั้งหมดอ้างว่าเป็นเจ้าแม่กวนอิม จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญลงมาจากรถ แล้วพาเดินขึ้นไปไหว้องค์นาจาบนชั้น 2 ของวิหาร จึงยอมบอกว่า พวกเธอนั้นเป็นเซลขายเครื่องสำอาง และต้องการเดินทางไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ใดสักที่ตามคำสั่งบัญชาขององค์เจ้าแม่ แต่เมื่อขับรถผ่านศาลเจ้าแห่งนี้ จึงจอดรถหน้าประตูทางเข้า แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้จอด บอกให้ไปจอดที่ลานจอดรถ เพราะคนมาสักการะเยอะ ด้าน นางสาวบี (นามสมมติ) คนขับ จึงเร่งเครื่องพุ่งชนรั้ว จนเจ้าหน้าที่ต้องกระโดดหลบ อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดจากันรู้เรื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ทั้ง 3 สาว ชดใช้ค่าเสียหาย และแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทอีก 1 กระทงด้วย
7. ศึกร่วมชาติ! แอลจี ฟ้อง ซัมซุง กาแล็กซี่ โน้ต 10.1 ละเมิดสิทธิบัตร
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม เว็บไซต์เดอะอีโคโนมิคไทม์ รายงานว่า บริษัท แอลจี ดิสเพลย์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า ทางบริษัทได้ยื่นฟ้องบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งขอให้มีสั่งห้ามการจำหน่ายแท็บเล็ต ซัมซุง กาแล็กซี่ โน้ต 10.1 ในประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจากแท็บเล็ตดังกล่าว ได้ละเมิดสิทธิบัตร 3 ใบ ที่เกี่ยวกับหน้าจอ LCD แบบคริสตัล ดิสเพลย์ ที่ใช้ในกาแล็กซี่โน้ต โดยทางแอลจี ระบุว่า การกระทำครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้หยุดการวางจำหน่าย ซัมซุง กาแล็กซี่ โน้ต 10.1 รวมไปถึงการผลิตและการนำเข้าสินค้าที่ซัมซุง ละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย พร้อมทั้งเรียกร้องเงินชดเชยกว่า 28 ล้านบาทต่อวัน หากมีการวางจำหน่ายสินค้าโดยไม่ได้รับสิทธิบัตร ทั้งนี้ ทั้ง 2 บริษัท ได้มีคดีความฟ้องศาลกันในเรื่องของสิทธิบัตร ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อบริษัทแอลจี ดิสเพลย์ หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตโทรทัศน์จอแบนรายใหญ่ของโลก ได้ฟ้องร้องบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และ ซัมซุง ดิสเพลย์ สำหรับการละเมิดสิทธิบัตร 7 ใบ ในการใช้เทคโนโลยีจอ OLED โดยสินค้าของซัมซุง 5 ชนิด รวมถึงโทรศัพท์มือถือ ซัมซุง กาแล็กซี่ เอส และ กาแล็กซี่ แท็บ ก็ละเมิดสิทธิบัตรด้วยเช่นกัน ด้านซัมซุงเองก็ยื่นฟ้องต่อศาลเช่นกัน หลังจากที่ทางแอลจี ได้พยายามหลอกล่อให้นักวิจัยระดับซีเนียร์ที่คิดค้นเทคโนโลยี OLED ของซัมซุง ไปทำงานให้กับแอลจี แม้ว่านักวิจัยคนนั้น จะเซ็นสัญญาเพื่อป้องกันไม่ให้ไปทำงานกับคู่แข่งแล้วก็ตาม นอกเหนือจากแอลจีแล้ว ซัมซุงและคู่แข่งตัวฉกาจอย่างแอปเปิล ยังยื่นฟ้องกันเอง ในคดีความเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ต่อศาลต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข่งขันทางด้านสินค้าของทั้งสองบริษัท ทั้งมือถือไอโฟนและมือถือกาแล็กซี่ เอส รวมไปถึงแท็บเล็ตอีกด้วย โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซัมซุงถูกศาลในสหรัฐอเมริกา สั่งให้จ่ายเงินชดเชยให้แก่แอปเปิลเป็น จำนวนกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับการที่โทรศัพท์รุ่น กาแล็กซี่ เอส ลอกเลียนฟีเจอร์ต่าง ๆ ในไอโฟนและไอแพด อย่างผิดกฎหมาย และทางซัมซุงเอง ได้ยื่นอุทธรณ์เรื่องดังกล่าว ในขณะที่ศาลในญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ ได้ยกฟ้องคดีที่แอปเปิลกล่าวหาว่า ซัมซุง ละเมิดสิทธิบัตร
6. โตโยต้า จ่ายชดเชย 3 หมื่นล้านบาท หวังปิดคดีรถเร่งเครื่องเอง
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 เว็ยไซต์เดลิเมล ของอังกฤษ รายงานว่า โตโยต้า ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น เตรียมจ่ายเงินชดเชยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 30,660 ล้านบาท เพื่อหวังยุติคดีความกว่า 100 คดี เกี่ยวกับการที่รถเร่งเครื่องเอง และการจ่ายเงินดังกล่าว ถือเป็นการจ่ายเงินชดเชยก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่เป็นคดีความเกี่ยวกับความผิดพลาดของเครื่องยนต์ และจากการฟ้องร้องจำนวนมากดังกล่าว ก็เป็นเหตุให้ยอดขายของรถยนต์โตโยต้าหล่นฮวบฮาบ อย่างไรก็ตาม มีผู้ยื่นฟ้องร้องคดีความในเรื่องนี้ ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นตอนที่ทางบริษัทโต้โยต้า เริ่มได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับเครื่องยนต์ที่เร่งเครื่องได้เอง จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชน คนขับบาดเจ็บ หรืออาจเป็นเหตุให้เสียชีวิต จากนั้นได้มีการรวบรวมคดีทั้งหมด มายื่นฟ้องที่ศาลแขวงซานตา อันนา และแบ่งคดีออกเป็น 2 กรณี คือ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเหตุอันอาจนำไปสู่การเสียชีวิต ในส่วนของกรณีความสูญเสียทางเศรษฐกิจนั้น โตโยต้าได้เสนอจ่ายเงินชดเชยกว่า 7,665 ล้านบาท ให้แก่ลูกค้าที่ขาย หรือเปลี่ยนรถตั้งแต่เดือนกันยายน 2009 จนถึงเดือนธันวาคม 2010 และทางบริษัทเอง ยังจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 7,665 ล้านบาท ให้กับเจ้าของรถกว่า 16 ล้านคัน เพื่อทำประกันเพิ่มเติม ครอบคลุมในส่วนของการประกันชิ้นส่วนรถยนต์ และจ่ายเงินเพิ่มอีกกว่า 98 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบเบรกของรถ นอกจากนี้ เงินชดเชยนั้น ยังจะเอามาจัดโปรแกรมอบรมเพิ่มเติมให้กับผู้ขับขี่ และใช้เป็นเงินทุนในการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอีกด้วย ทั้งนี้ โตโยต้า ได้เรียกรถหลายรุ่นคืนกว่า 14 ล้านคันทั่วโลก ในปี 2552 เนื่องมาจากปัญหาเกี่ยวกับการเร่งเครื่องยนต์ผิดปกติ และปัญหาเกี่ยวกับเบรกในรุ่น พรีอุซ ไฮบริด แม้ว่าทางทนายความของโตโยต้าจะบอกว่า เรื่องนี้เป็นความผิดของคนขับรถ พรมบนรถที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเข้าไปติดในคันเร่ง จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาดังกล่าว ขณะที่ทางกลุ่มผู้บริโภคที่ฟ้องร้องโตโยต้า ก็โต้แย้งว่า ปัญหาพรมปูพื้นรถไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของความบกพร่องของรถ แต่เป็นระบบเร่งความเร็วและการรักษาความปลอดภัยที่มากับตัวรถยนต์ต่างหาก
5. ศธ. หวั่น นศ.ครู ตกงานอื้อ เหตุจบเป็นแสน แต่บรรจุได้ครั้งละพัน
ศธ. หวั่น นศ.ครู ตกงานอื้อ หลังพบปี 2555 มหาวิทยาลัยรับนักศึกษาคณะคุรุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ทะลุ 1 แสน แต่สามารถเปิดสอบบรรจุได้แค่หลักพัน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาวิกฤตการศึกษา ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปฏิรูปหลักสูตรและปฏิรูปครู ว่า หลังที่ได้รับมอบนโยบายมาทาง ศธ. ก็เร่งปรับรื้อหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเสียใหม่ รวมถึงการวางระบบการผลิตและพัฒนาที่ชัดเจนในการผลิตครู และเชื่อหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ จะสามารถผลิตครูได้เพียงพอต่อความต้องการแน่นอน แต่ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลใจที่สุด ขณะนี้ คือ การรับนักศึกษาปี 1 ของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ที่พุ่งสูงขึ้น โดยตัวเลขของปี 2555 พบว่า มหาวิทยาลัยได้รับนักศึกษาคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ จำนวน 100,000 คน ซึ่งเท่ากับว่า ในแต่ละปีจะมีบัณฑิตที่จบด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ หลายแสนคน ที่หางานทำไม่ได้ เพราะแต่ละปีมีอัตราว่างบรรจุไม่กี่พันคน
4. ปี 2555 รถจดทะเบียนใหม่กระฉูด! แตะ 3.4 ล้านคัน
ขนส่งทางบก เผย รถจดทะเบียนใหม่ในปีนี้ กระฉูด แตะ 3.4 ล้านคัน ระบุ รถจักรยานยนต์ 2.1 ล้านคัน ถือว่ามากที่สุด รองลงมาคือ รถเก๋ง 8.7 แสนคัน วันนี้ (28 ธันวาคม) นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 25 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา มีรถใหม่เข้าจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกทั่วประเทศจำนวน 3,408,084 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถที่จดทะเบียนในภูมิภาค จำนวน 2,386,270 คัน และกรุงเทพฯ จำนวน 1,021,814 คัน เฉลี่ยมีรถเข้ามาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกทั่วประเทศ จำนวน 17,000 คันต่อวัน ส่วนในกรุงเทพฯ เฉลี่ย มีการจำทะเบียนรถใหม่จำนวน 5 พันต่อวัน และภูมิภาค จำนวน 1.2 หมื่นคันต่อวัน รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อว่า หลังจากนี้อีก 3 วัน ที่ยังไม่มีตัวเลขรถใหม่เข้ามาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก คือ ระหว่างวันที่ 26-28 ธันวาคม ซึ่งคาดว่า จะไม่แตกต่างจากตัวเลขดังกล่าวมากนัก ส่วนจำนวนรถที่จดทะเบียนใหม่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แบ่งออกได้ดังนี้ รถยนต์เก๋งขอจดทะเบียนทั่วประเทศ จำนวน 871,557 คัน - เป็นการจดทะเบียนในกรุงเทพฯ จำนวน 441,266 คัน - เป็นการจดทะเบียนภูมิภาค จำนวน 430,291 คัน รถตู้ที่จดทะเบียนทั่วประเทศ จำนวน 24,546 คัน - เป็นการจดทะเบียนในกรุงเทพฯ จำนวน 16,944 คัน - เป็นการจดทะเบียนภูมิภาค จำนวน 7,602 คัน รถปิกอัพที่จดทะเบียนทั่วประเทศ จำนวน 328,638 คัน - เป็นการจดทะเบียนในกรุงเทพฯ จำนวน 160,128 คัน - เป็นการจดทะเบียนภูมิภาค จำนวน 222,510 คัน รถจักรยานยนต์ทั่วประเทศมียอดจดทะเบียนจำนวน 2,105,531 คัน - เป็นการจดทะเบียนในกรุงเทพฯ จำนวน 437,212 คัน - เป็นการจดทะเบียนในภูมิภาค จำนวน 1,668,319 คัน นอกจากนี้ ยังมีรถอื่น ๆ ทั่วประเทศ เช่น รถแทรกเตอร์ รถสามล้อ รถบดดิน รถขุดดิน เป็นต้น จำนวน 77,812 คัน เป็นรถที่จดทะเบียนในกรุงเทพฯ จำนวน 20,264 คัน และภูมิภาค จำนวน 57,548 คัน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มรถใหม่ที่จะเข้าจดทะเบียนในปี 2556 จะต้องรอดูตัวเลขจากกรมสรรพาสามิตก่อนว่า มีผู้ที่ซื้อรถใหม่จำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้พิจารณาว่า ยังเหลือผู้ซื้อรถอีกจำนวนเท่าไหร่ที่ยังไม่จดทะเบียนรถใหม่กับกรมการขนส่งทางบก เพราะกรมการขนส่งทางบก จะไม่สามารถรับทราบตัวเลขการซื้อขายรถใหม่ได้ และจะทราบก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนรถใหม่ กับกรมการขนส่งทางบกแล้วเท่านั้น
3. ร้อง DSI สอบ อสมท ขยายสัมปทาน ช่อง 3 ชี้ไม่โปร่งใส
ร้อง DSI สอบ อสมท ขยายสัมปทาน ช่อง 3 ชี้ไม่โปร่งใส ทำรัฐขาดรายได้ถึง 7 พันล้าน และได้เพียงแค่ 1% ของผลกำไรทั้งหมด วันนี้ (28 ธันวาคม) นายธนเดช พ่วงพูล ประธานชมรมนักกฎหมายพิทักษ์ผลประโยชน์รัฐ เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ DSI กรณีให้ตรวจสอบ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในเรื่องการต่อสัญญาร่วมดำเนินการส่งโทรทัศน์สีกับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด หรือ ช่อง 3 เป็นผลให้ได้รับการขยายอายุสัมปทานออกไปเป็นระยะ 10 ปี ทั้งนี้ ทางชมรมนักกฎหมายเห็นว่า การกระทำของบอร์ด อสมท ที่มีมติรับเงินจำนวน 405 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเพื่อต่อสัมปทานให้กับช่อง 3 นั้น เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ และเป็นการละเว้นตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ไม่เกิดการแข่งขันราคาอย่างเสรี หลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และยังเอื้อประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ไปซึ่งผลประโยชน์ของรัฐ และทำให้รัฐได้รับความเสียหาย โดยสูญเสียรายได้สัมปทานไม่ต่ำกว่า 7 พันล้านบาท นอกจากนี้ นายธนเดช ยังระบุอีกว่า การที่บอร์ด อสมท มีการเจรจากับช่อง 3 เรื่องค่าตอบแทนไม่น่าจะกระทำได้ เนื่องจากเป็นกิจการที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 พันล้านบาท และการต่อสัญญานั้น ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ หรือ พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ ซึ่งพฤติการณ์ของบอร์ด อสมท น่าจะเป็นการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส และพยายามหาทางออกให้กับช่อง 3 ในการต่อสัญญามาโดยตลอด พร้อมกันนี้ นายธนเดช ยังเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นระบุให้บอร์ด อสมท ไปหารือกับ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ อสมท ก็ไม่ดำเนินตามคำแนะนำดังกล่าว กลับไปเสนอรัฐมนตรีเพื่อขอรับเงินจำนวน 405 ล้านบาทมาแทน ซึ่งเป็นเงินเพียงแค่ 1% ของผลกำไรที่รัฐบาลจะต้องได้ ทั้ง ๆ หากมีการประมูลรัฐจะได้รายได้ในส่วนนี้ไม่ต่ำกว่า 7 พันล้าน และหากรัฐมีการต่อสัญญาเดิมในระยะเวลา 10 ปี รัฐจะมีรายได้ถึง 2,002,610,000 บาท ซึ่งการกระทำของบอร์ด อสมท จึงมีความน่าสงสัยว่า เป็นการกระทำผิดร่วมกับช่อง 3 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องร้องขอให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริง ประธานชมรมนักกฎหมายพิทักษ์ผลประโยชน์รัฐ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ทางช่อง 3 พยายามหลีกเลี่ยงการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ อสมท เช่น การสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่จะตกเป็นของรัฐภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ช่อง 3 กลับใช้วิธีเช่าทุกอย่าง อีกทั้ง สถานีช่อง 3 หนองแขม ก็ปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรม ไม่มีการซ่อมบำรุงใด ๆ เลย ขณะที่ นายธาริต อธิบดีดีเอสไอ DSI กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จะรับเรื่องนี้ไว้ตรวจสอบ และเร่งดำเนินการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง พร้อมทั้งมอบหมายให้ นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยจะสอบปากคำผู้ร้องเบื้องต้น หลังปีใหม่นี้ เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ประชาชนสนใจ
2. เผยเรื่องน่ารัก! เหมียวอังกฤษผูกมิตร-เป็นไกด์นำทางเจ้าตูบตาบอด
ถ้าพูดถึงสุนัขกับแมวเหมียวแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะญาติดีกันสักเท่าไหร่ถ้าไม่เติบโตมาด้วยกัน หรือเจ้าสุนัขไม่ใจดีจริง ๆ แต่เรื่องราวระหว่างสุนัขและแมวเหมียวที่เรานำมาฝากวันนี้ รับรองว่าจะต้องทำให้ใครหลาย ๆ คนอมยิ้มแหง ๆ เพราะใครเลยจะไปเชื่อว่า เจ้าแมวเหมียวตัวหนึ่งจะทำให้สุนัขตาบอดที่ไม่เคยยอมเดินไปไหนมาไหน ได้ออกมาเดินเล่น โดยมีเจ้าเหมียวเป็นไกด์นำทาง เรื่องราวน่ารักเรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นโดยเว็บไซต์เดอะซันของอังกฤษ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา บอกเล่าถึงเรื่องของเจ้าทาร์เฟิล สุนัขตาบอดวัย 8 ปี ในอาณัติของคุณยายจูดี้ กอดเฟรย์ เจ้าของชาวอังกฤษ โดยแต่ละวันมันไม่ยอมเดินออกไปไหน ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในตระกร้าใบใหญ่ซึ่งเป็นที่ของมัน เพราะมองไม่เห็นและมักจะเดินชนข้าวของเสียหายเสมอ ซึ่งถึงแม้ว่าคุณยายจูดี้จะพยายามหลอกล่อมันออกมาจากที่ของมัน ก็ไม่ค่อยจะสำเร็จเท่าไร แต่แล้วความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นกับเจ้าทาร์เฟิล เมื่อวันหนึ่ง คุณยายจูดี้ได้เอาแมวเหมียวเร่ร่อนตัวหนึ่งมาเลี้ยง โดยตั้งชื่อมันว่าเจ้าพิวดิแทต ซึ่งหลังจากที่เจ้าพิวดิแทตได้เห็นเจ้าทาร์เฟิล มันก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปผูกมิตรทันที และมันก็เหมือนจะรู้ว่าเจ้าทาร์เฟิลตาบอดด้วย ก็เลยอยู่กับเจ้าทาร์เฟิลไม่ห่างไปไหน กลายเป็นเพื่อนรักตัวติดกันไปเลย และไม่น่าเชื่อว่า หลังจากเจ้าพิวดิแทตเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว เจ้าทาร์เฟิลก็ยอมออกมาจากที่ของมัน แล้วไปเดินเล่นกับเจ้าพิวดิแทตที่เดินนำหน้าคอยเป็นไกด์นำทางให้เจ้าทาร์เฟิลไม่ห่างไปไหน ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรืออยู่ในสวนหน้าบ้านก็ตาม พวกมันใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดเวลา และบางครั้งก็หยอกล้อเล่นกันอย่างน่ารักซะด้วย เรียกว่าเจ้าพิวดิแทตได้นำความสุขมาให้กับเจ้าทาร์เฟิลเลยล่ะ อย่างไรก็ดี ตอนนี้คุณยายจูดี้ได้ส่งคู่หูเหมียวโฮ่งคู่นี้ไปยังสถานสงเคราะห์สัตว์ใกล้บ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะคุณยายก็อายุมากขึ้น เริ่มไม่มีเรี่ยวแรง และไม่สามารถจะเลี้ยงดูพวกมันได้อีกนั่นเอง
1. สายเหนือ-อีสาน เริ่มหนาแน่น คนแห่ออกต่างจังหวัดฉลองปีใหม่
สภาพการจราจรบนเส้นทางสาย เหนือ-อีสาน เริ่มหนาแน่น หลังประชาชนทยอยกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดปีใหม่ โดยในบางจุดได้เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย และบางช่วงเป็นเส้นทางคอขวดทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้า ขณะที่การจรจรบนถนนสายเอเชียเริ่มคับคั่ง ตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วน จ.เชียงใหม่ ขาเข้าเมือง เริ่มหนาแน่น เฉลี่ย 2,700 คัน/ชม. วันนี้ (28 ธันวาคม) ผุ้สื่อข่าวรายงานสภาพจราจรบนถนนสายหลักในเส้นทางต่าง ๆ โดยเบื้องต้นพบว่า การจราจรในเส้นทาง สายเหนือ-อีสาน มีบรรยากาศคึกคัก เพราะประชาชนเริ่มทยอยกลับภูมิลำเนาแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืน (27 ธันวาคม) โดยสภาพการจราจรทั่วไปมีรายละเอียด ดังนี้ • จังหวัดเชียงใหม่ การจราจรเริ่มติดขัดในบางช่วงที่เป็นทางร่วมและทางแยก โดยเฉพาะถนนสายเอเชีย ทางหลวงหมายเลข 11 ซึ่งถือเป็นทางผ่านไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดเชียงราย มีปริมาณรถเพิ่มมากขึ้นจากช่วงปกติเกือบเท่าตัว ประมาณ 45 คัน/นาที หรือประมาณ 2,700 คัน/ชั่วโมง และเนื่องจากเส้นทางบางช่วงมีหมอกหนาปกคลุม ผู้ใช้รถจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยคาดว่าในช่วงค่ำวันนี้การจารจรน่าจะหนาแน่นขึ้นอีก • จังหวัดสระบุรี สำหรับถนนสายพหลโยธินมุ่งหน้าสู่หน้าสู่จังหวัดสระบุรี พบว่า ปริมาณรถเริ่มหนาแน่นแต่ยังคล่องตัวอยู่ แม้จะมีบางจุดที่ติดขัดเล็กน้อยเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ ขณะที่ถนนเส้นสายเอเชียมุ่งหน้าภาคเหนือ เจ้าหน้าที่ต้องให้รถส่วนหนึ่งวิ่งเข้าเส้นทางสาย 347 เพื่อเลี่ยงตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาเข้าอำเภอบางปะหัน มุ่งหน้าไปยังจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อระบายการจราจร • จังหวัดอ่างทอง การจราจรเริ่มหนาแน่นตั้งแต่ช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา โดยเฉพาะเส้นทางสายเอเชียช่วงตั้งแต่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านจังหวัดอ่างทอง ที่เป็นสายหลักมุ่งสู่ภาคเหนือ แต่ยังสามารถใช้ความเร็วได้ แม้บางจุดต้องชะลอตัวเนื่องจากมีอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนเกิดขึ้น • จังหวัดอยุธยา ขณะนี้ได้มีการปิดช่องทางกลับรถบนถนนสายเอเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางหลักขึ้นภาคเหนือ โดยให้รถวิ่งเส้นทางตรงเพื่อความปลอดภัยและรวดเร็ว สำหรับรถยนต์ที่มีความจำเป็นต้องกลับรถ ให้มุ่งหน้าไปยังสะพานเกือกม้าที่อยู่ไม่ไกลจากจุดดังกล่าว หรือกลับรถในช่องทางใต้สะพานที่กำหนดไว้ • จังหวัดนครสวรรค์ บริเวณถนนพหลโยธินมีปริมาณรถมาก โดยเฉพาะทั้งถนนทางหลวงหมายเลข 1 และทางหลวงหมายเลข 117 (นครสวรรค์-พิษณุโลก) รถเคลื่อนตัวได้ช้า ขณะที่ช่วงสี่แยกสะพานเดชาติวงศ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจุดที่มีปัญหามากที่สุด เนื่องจากมีลักษณะเป็นคอขวด ทำให้บริเวณดังกล่าวมีปริมาณรถสะสมเป็นจำนวนมาก และรถสามารถใช้ความเร็วได้เพียง 20-40 กิโลเมตร/ชั่วโมง ดังนั้นผู้ใช้รถควรเลือกใช้ถนนสายเลี่ยงเมือง หมายเลข 122 แทน เพราะคาดว่าในช่วงเย็นวันนี้ (28 ธันวาคม) น่าจะมีปริมาณรถเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว • จังหวัดสระบุรี การจราจรบนถนนมิตรภาพเส้นทางสายหลักขาขึ้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงช่วงค่ำยังคล่องตัว ปริมาณรถบนสายพหลโยธินและถนนมิตรภาพช่วงจังหวัดสระบุรีมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ยังทำความเร็วได้ 80 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง • จังหวัดนครราชสีมา ช่วงถนนมิตรภาพผ่านจังหวัดนครราชสีมา ปริมาณรถเริ่มหนาแน่น แต่ยังเคลื่อนตัวได้ดี และมีการชะลอตัวบริเวณทางแยกที่เชื่อมไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั้งนี้ มีประชาชนใช้เส้นทางการจราจรบนถนนหลวงสาย 304 ฉะเชิงเทรา-นครราชสีมา เป็นจำนวนมาก เพื่อเดินทางสู่อีสานตอนใต้ โดยเฉพาะตั้งแต่สี่แยกไฟแดงกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มุ่งหน้าอำเภอนาดี และอำเภอปักธงชัย สู่จังหวัดนครราชสีมา มีการจราจรติดขัดในบางช่วง นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเกิดอุบัติเหตุรถจักรยยนต์ถูกรถยนต์ชนท้าย บริเวณบ้านโคกอุดม ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยได้ช่วยกันปฐมพยาบาลก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลให้แพทย์รักษาต่อไป อย่างไรก็ตาม พบว่า ตลอดเส้นทางสายหลัก ๆ ทั่วประเทศ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านเป็นระยะ ๆ เพื่อกวดขันผู้กระทำผิด และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยการเตรียมน้ำดื่มและผ้าเย็นไว้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงบริการจุดพักรถเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตรายด้วย

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น