10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 4 มกราคม 2556

update :25/11/2013 10:25
views : 1042
ที่มา : kapook.com
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 4 มกราคม 2556"
10. รมว.ต่างประเทศ แถลงจุดยืน 3 ข้อ คดีเขาพระวิหาร
กระทรวงต่างประเทศ หารือแนวทางต่อสู้คดีเขาพระวิหาร พร้อมแถลงข้อต่อสู้ทางกฎหมาย 3 ข้อด้วยกัน ตีความได้ว่า เรื่องดังกล่าวกัมพูชาไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะอยู่นอกเหนือจากคำตัดสินเดิมไปแล้ว วันนี้ (4 มกราคม) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการประชุมของคณะทำงานต่อสู้คดีเขาพระวิหารต่อศาลโลก เพื่อที่จะกำหนดท่าทีในการสู้คดีในวันที่ 15-19 เมษายนนี้ต่อไป โดยมีข้อต่อสู้ทางกฎหมายไทย ดังนี้ 1. ไทยขอคัดค้านว่าศาลไม่มีอำนาจพิจารณา และกัมพูชาไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากกัมพูชาฟ้องในคดีใหม่ เป็นเรื่องเขตแดนที่อยู่นอกเหนือจากคดีเดิม 2. ไทยและกัมพูชาไม่มีข้อพิพาทในคำพิพากษาเดิม เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างยอมรับคำสั่งศาลตั้งแต่ พ.ศ. 2505 แล้ว และไทยก็ได้ปฏิบัตตามคำสั่งศาลอย่างครบถ้วน เช่น การถอนทหารและตำรวจออกจากปราสาทพระวิหาร เป็นต้น 3. การฟ้องของกัมพูชา เป็นการกระทำที่ขัดต่อธรรมนูญศาลโลก เปรียบเสมือนการอุทธรณ์ที่ซ่อนรูปมาจากการตีความ ในคำพิพากษาส่วนที่เป็นเหตุผล ไม่ใช่ส่วนที่เป็นคำตัดสิน อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ของฝ่ายไทย ก็มีหลายฝ่ายสงสัยว่า รัฐบาลแสดงท่าทีเหมือนจะยอมรับความพ่ายแพ้คำสั่งศาลโลก ที่จะทำให้พื้นที่พิพาทปราสาทพระวิหาร อาจจะตกเป็นของกัมพูชา เช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นต้น สำหรับการสู้คดี วันที่ 15-19 เมษายน ศาลโลกเปิดโอกาสให้ไทยและกัมพูชากล่าวแถลงคนละ 2 รอบ และห้ามเปิดเผยเนื้อหาที่ยื่นต่อศาลไปก่อนหน้านี้ ซึ่งปลายปี 2556 ศาลโลกจะมีคำตัดสินออกมา
9. สมัครใจ! ตำรวจนครบาลขอลงใต้เกินโควตา-ต้องจับสลากออก
พนักงานสอบสวน บช.น. สมัครใจลงพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ 19 นาย โดยไม่ต้องจับสลาก อีกทั้งยังเกินโควตา ทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสำรองเพิ่ม 4 นาย วานนี้ (3 มกราคม) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เป็นประธานในพิธีการจับสลากคัดเลือกพนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการ และผู้ชำนาญการพิเศษ ที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยต้องการพนักงานสอบสวนในสังกัด บช.น. จำนวน 19 นาย จากทั้งหมดจำนวน 372 นาย ทั้งนี้ ก่อนจะมีการจับสลากนั้น พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจสมัครใจลงพื้นดังกล่าวไปแล้วถึง 10 นาย คงเหลือจำนวน 9 นาย ที่จะต้องทำการจับสลาก แต่ก่อนเริ่มการจับนั้น ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจยกมือสมัครใจเพิ่มอีก 13 นาย ทำให้เกินโควตาที่กำหนดไว้ถึง 4 นาย จึงต้องทำการจับสลากออกเพื่อเป็นตัวสำรอง อย่างไรก็ดี จากกรณีดังกล่าวทำให้พิธีการจับสลากในครั้งนี้ ไม่ต้องดำเนินการแต่อย่างใด เพราะได้จำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวนครบ 19 นาย และยังได้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัวสำรองอีก 4 นาย
8. ทรูมูฟ หมดสัมปทาน ก.ย. นี้ ต้องคืนคลื่น - ลูกค้า 17 ล้านเบอร์มีป่วน
ทรูมูฟ-ดิจิตอลโฟน หมดสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ 1800 MHZ กันยายนนี้ ต้องคืนคลื่นให้ กสทช. จัดประมูลใหม่ อาจทำลูกค้า 17 ล้านเบอร์ป่วน ด้าน กสทช. เร่งหาแผน ป้องกันลูกค้าได้รับผลกระทบ เป็นอีกหนึ่งข่าวที่น่าจะสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์ของ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้ไม่น้อย จากกรณีที่สัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ให้กับ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (บริษัทในกลุ่ม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE)) และ บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) (บริษัทในเครือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 กันยายน 2556 ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ. กสทช.) นั่นหมายความว่า ทรูมูฟ และ ดิจิตอลโฟน จะต้องส่งคืนคลื่นความถี่ให้กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทั้งนี้ หาก ทรูมูฟ และ ดิจิตอลโฟน ต้องคืนคลื่นให้กับ กสทช. ก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้าทรูมูฟ 17 ล้านราย และลูกค้าดิจิตอลโฟนอีกราว ๆ 80,000 ราย ซึ่งใช้คลื่นความถี่รายละ 12.5 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เพื่อให้บริการลูกค้าระบบ 2G ทำให้ลูกค้าไม่สามารถใช้ซิมโทรศัพท์ของทั้งสองค่ายนี้ได้อีกต่อไป เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกฎหมาย เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไรทั้งสองค่ายจะต้องคืนคลื่นความถี่ 1800 MHz หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 กันยายน 2556 เพื่อให้ กสทช. จัดสรรคืนความถี่ดังกล่าวใหม่ด้วยวิธีการประมูลตามกฎหมายที่กำหนดไว้ หากไม่คืนความถี่มา จะทำให้เกิดความเสี่ยง และการประมูลคลื่นความถี่จะล่าช้าออกไปด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนก็จะกลายเป็นผู้เสียผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม นายสุทธิพล ยังบอกด้วยว่า แม้กฎหมายจะระบุให้ต้องคืนคลื่นเมื่อหมดสัญญา แต่กฎหมายก็ยังระบุไว้อีกเช่นกันว่าให้ กสทช. กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนให้มีการคืน โดยที่คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความจำเป็นของการประกอบกิจการและการใช้คลื่น และให้นำเหตุแห่งความจำเป็นมาพิจารณาประกอบด้วย ซึ่งทุกฝ่ายก็จะต้องมาหารือกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป อาจจะให้ประกอบกิจการต่อไปได้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ แต่อาจไม่ใช่รูปแบบของการขยายระยะเวลาสัญญาสัมปทาน ด้าน พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณรองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทค.) ยืนยันว่า จะนำคลื่นความถี่ 1800 MHz จาก กสทช. ไปประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่แน่นอน โดยคณะกรรมการจะสรุปแผนต่าง ๆ ได้ในปลายเดือนมกราคมนี้ และจะนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ด กทค. ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะเปิดประมูลได้ในราวปลายปี 2556 ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ก็กำลังรอดูข้อสรุปของ กสทช. เพื่อกำหนดแนวทางด้านต่าง ๆ ต่อไป
7. ชาวบ้านส่งคลิปเจ้าอาวาสอยู่กับสีกายามค่ำคืน วอนตรวจสอบ
ชาวบ้านลำปางส่งคลิปพระกับสีกาค้างอ้างแรมอยู่ด้วยกันยามค่ำคืน เผยพระรูปดังกล่าวเป็นแฟนกับสีกาคนนี้ด้วย ชี้ไม่เหมาะสม วอนให้คนเข้ามาตรวจสอบ วันนี้ (4 มกราคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านได้ส่งคลิปวิดีโอมาให้นักข่าว ซึ่งเป็นภาพถ่ายบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ในตำบลสีกาย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง แต่ที่น่าตกใจคือ มีพระรูปหนึ่งซึ่งทราบว่าเป็นพระระดับเจ้าอาวาสแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ มาอาศัยอยู่กับสีกาในยามวิกาลด้วยกัน ในภาพที่เห็นคือ พระกำลังนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ ส่วนสีกาคนดังกล่าวเดินไปเดินมา คอยปรนนิบัติอยู่ใกล้กัน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม จึงได้ส่งคลิปที่ถ่ายได้มาให้นักข่าวดู นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเปิดเผยว่า พระรูปนี้ได้มาที่บ้านหลังนี้บ่อย และมักจะมาพักค้างแรมที่บ้านหลังนี้บ่อย นอกจากนี้ พระรูปนี้ยังเคยเป็นแฟนกับหญิงสาวที่ปรากฏในภาพ ซึ่งหลังจากทั้งคู่เลิกกันไป ฝ่ายหญิงก็ไปมีแฟนใหม่ แต่ในที่สุดก็เลิกกันและกลับมาคบกับพระรูปนี้อีก
6. รัฐบาลญี่ปุ่น ประกาศยกหนี้ให้พม่ากว่า 1 แสนล้านบาท
รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น ยืนยัน ยกหนี้ให้พม่า 3 แสนล้านเยน (ราว 1.04 แสนล้านบาท) พร้อมให้เงินกู้ก้อนใหม่แก่พม่าเป็นจำนวน 5 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท) ทั้งยังตกลงรับพิจารณาโครงการทวาย ในวันนี้ (4 มกราคม 2556) เว็บไซต์ไชน่าโพสต์ ของไต้หวัน มีรายงานว่า นายทาโร อาโซะ รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น ได้เผยระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีเทียน เส่ง ของพม่า ที่กรุงเนปีดอว์ ว่า รัฐบาลชุดใหม่ของญี่ปุ่น ยังยืนยันที่จะยกหนี้ให้พม่า เป็นเงิน 3 แสนล้านเยน (ราว 1.04 แสนล้านบาท) จากจำนวนหนี้ทั้งหมด 500,000 ล้านเยน (ราว 1.74 แสนล้านบาท) ตามนโยบายที่รัฐบาลชุดก่อนได้ประกาศไว้ ทั้งยังตกลงที่จะรับพิจารณาคำเชิญชวนของเต็ง เส่ง ที่ขอให้ญี่ปุ่นร่วมลงทุนในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ด้วย อีกทั้ง ญี่ปุ่น ยังจะให้เงินกู้ก้อนใหม่แก่พม่าเป็นจำนวน 5 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท) เพื่อปรับปรุงระบบไฟฟ้า, พัฒนาชนบท และสนับสนุนนิคมอุตสาหกรรมรวมถึงท่าเรือในโครงการทิวาลา ใกล้นครย่างกุ้ง ที่มีเนื้อที่ 15,000 ไร่ ซึ่งมีกิจการร่วมค้าของญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนหลัก ประกอบด้วยบริษัท มิตซูบิชิ, ซูมิโตโม และมารุเบนี โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2558 สำหรับ พม่า นั้นได้มีการปฏิรูปทางการปกครองและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ ประธานาธิบดีเทียน เส่ง ได้นำพม่าออกจากการปกครองด้วยทหาร ตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2554 ซึ่งญี่ปุ่นก็ได้เคลื่อนเข้ามาสานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และกำลังมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรแห่งนี้ เพื่อชดเชยกับการเติบโตของเศรษฐกิจภายในของญี่ปุ่นที่ไม่สดใสนัก
5. เร่งล่าคนร้ายวิปริต! ข่มขืนแม่เฒ่า 4 รายซ้อน ฆ่าดับ 1
ตำรวจ สภ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เร่งตามตัวคนร้ายโรคจิตก่อเหตุฆ่า ข่มขืนหญิงชราต่อเนื่อง 4 คดี ในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านต่างหวาดผวามาตลอด วันนี้ (4 มกราคม) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางคนที นำกำลังลงพื้นที่ บริเวณหมู่ 1 ต.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เพื่อปิดภาพสเก็ตช์ของคนร้ายเป็นชายผิวคล้ำอายุ 30-40 ปี แก้มตอบ ไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ ข่มขืนหญิงมีอายุหลายคนในพื้นที่ สร้างความหวาดผวาให้ชาวบ้านตลอดปีที่ผ่านมา โดยคดีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 คนร้ายได้ก่อเหตุฆ่าเปลือย น.ส.บุญอารีย์ โกมล อายุ 61 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านพักกลางสวนมะพร้าวเพียงลำพัง ต่อมาครั้งที่ 2 วันที่ 8 ตุลาคม 2555 คนร้ายก่อเหตุข่มขืนผู้เสียหายอายุ 70 ปี ขณะออกมาสวนอยู่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุครั้งแรกเท่าใดนัก ในครั้งที่ 3 เหตุเกิดวันที่ 6 ธันวาคม 2555 คนร้ายข่มขืนผู้เสียหายอายุ 59 ปี และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2555 ทำร้ายร่างกายและพยายามข่มขืนผู้เสียหายอายุ 47 ปี ในพื้นที่ตำบลบางคนที จากการสอบถาม นางสมหมาย พลชัย อายุ 56 ปี แม่ค้าขายของริมถนนไม่ไกลจากที่เกิดเหตุเท่าใดนัก กล่าวว่า ทุกวันนี้จะออกมาตั้งร้านขายของต้องรอฟ้าสว่าง เพราะไม่กล้าออกจากบ้านในเวลาเช้ามืด และก็ต้องให้สามีออกมาใส่บาตรแทน เนื่องจากเวลาที่พระมาบิณฑบาตยังไม่สว่าง ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับคนร้ายมาลงโทษได้ ชาวบ้านต้องอยู่แบบหวาดผวามาตลอด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้ หากผู้ใดรู้เบาะแสขอให้แจ้งทางเจ้าได้ทันที เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
4. แรงงานไทยระส่ำ! โรงงานเลิกจ้าง-ทยอยปิด สังเวยพิษค่าแรง 300
แม้เทศกาลปีใหม่จะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยได้เฉลิมฉลองกันอย่างมีความสุข แต่ทว่าเมื่อผ่านพ้นเทศกาลไปแล้ว ฝันร้ายของใครหลายคนก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อโรงงานหลายแห่งประกาศปิดตัวลงอย่างกะทันหัน เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาลซึ่งดีเดย์มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2556 ได้ ส่งผลให้พนักงานหลายพันชีวิตต้องถูกลอยแพเคว้งคว้างตั้งแต่ต้นปี ภาคกลาง และภาคตะวันออก อย่างที่เราได้ยินข่าวกันเป็นที่แรกก็คือ ที่จังหวัดสระบุรี เมื่อ บริษัท วีณาการ์เมนต์ จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นในส่งออก ปิดโรงงานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้เมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา พนักงานกว่า 300 คน ต้องเดินทางไปยื่นเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดให้ช่วยเหลือ ซึ่งทางผู้ว่าฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ให้พนักงานทุกคนมาลงทะเบียน เพื่อขอรับเงินชดเชยจากนายจ้างต่อไป อย่างไรก็ตาม ภายหลังทางสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี ได้ออกมาชี้แจงว่า การที่บริษัท วีณาการ์เมนต์ จำกัด ต้องปิดตัวลงนั้น เป็นเพราะผลประกอบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 มาจนถึงปีนี้ได้ขาดทุนไปแล้วกว่า 140 ล้านบาท จึงต้องปิดตัวลง ไม่เกี่ยวข้องกับการขึ้นค่าแรง 300 บาทแต่อย่างใด ขณะที่ จังหวัดนครปฐม ลูกจ้างชาวไทยและชาวต่างด้าว รวม 89 คน ของ บริษัท มาสเตอร์พีซ การ์เม้นท์ แอนด์ เท็กซ์ไทล์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้องช็อก เมื่อไม่สามารถทำงานได้หลังจากกลับมาจากหยุดยาวปีใหม่ เนื่องจากกระแสไฟฟ้าของโรงงานถูกตัดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2555 ลูกจ้างจึงรวมตัวทวงถามคำตอบจากผู้บริหารโรงงาน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้รับทราบคำตอบที่ชัดเจน ก่อนที่ นายโชคชัย ศรีทอง รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จะให้ข้อมูลว่า โรงงานนี้ขาดสภาพคล่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังปรับขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาทไปแล้ว แต่ยังไม่สรุปว่าได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างหรือไม่ ส่วนที่จังหวัดสระแก้ว พบว่าสถานประกอบการขนาดกลางที่ทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออกหลายแห่งได้ปิดกิจการลง ทำให้แรงงานกว่า 471 คนต้องตกงาน และได้รับค่าชดเชยไปร่วม 10 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีโรงงานขนาดเล็กที่เลิกจ้างแรงงานไปบางส่วน รวม 207 คน ต้องจ่ายค่าชดเชยไปอีกกว่า 3.5 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโรงงานอีก 1 แห่งในอำเภอวัฒนานครที่มีแนวโน้มจะเลิกจ้างแรงงาน เพราะแบกรับภาระค่าแรง 300 บาทต่อไปไม่ไหว ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็เผชิญกับพิษค่าแรงขั้นต่ำเช่นกัน โดย นายประยูร ติ่งทอง อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข้อมูลว่ามีพนักงานกว่า 1 หมื่นคนที่อยู่กับผู้ประกอบการรายย่อยสุ่มเสี่ยงที่จะถูกบอกเลิกจ้าง เพราะโรงงานไม่สามารถขึ้นค่าแรงให้ได้ ภาคเหนือ ที่จังหวัดลำปาง เป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมเซรามิกจำเป็นต้องใช้แรงงานคน นายจ้างหลายแห่งจึงต้องหาวิธีอื่น ๆ มาลดผลกระทบจากพิษค่าแรง 300 บาท เช่น ปรับเปลี่ยนระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง และปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน จากเดิมจ้างรายวันมาเป็นจ้างเหมาแทน โดยผู้ประกอบการชี้แจงว่า หากไม่ทำเช่นนี้อาจจะได้รับความเดือดร้อนจนถึงขั้นปิดโรงงาน ไม่ไกลกันนัก ที่จังหวัดลำพูน มีรายงานว่า ผู้ประกอบการหลายรายเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะต้องปรับค่าแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากวันละ 236 บาท เป็น 300 บาท ทำให้ นายณรงค์ ธรรมจารี เลขาธิการหอการค้าจังหวัดลำพูน เตรียมเรียกผู้ประกอบการเข้าประชุม เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมให้ลูกจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งทางนายจ้างเตรียมจะลดวันทำงานของแรงงานต่างด้าวจากสัปดาห์ละ 6 วัน เหลือ 4 วัน เพราะไม่สามารถจ่ายค่าแรง 300 บาทในทุกวันได้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ แม้จะยังไม่มีข่าวว่าโรงงานแห่งใดปิดตัว แต่หลายแห่งก็เริ่มปลดพนักงานออกแล้ว โดยที่ บริษัท นางรองแอพพาเรล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้ปลดพนักงานออก 120 คน เพื่อลดต้นทุนการผลิตจากผลพวงของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และคาดว่าจะมีโรงงานอีกหลายแห่งใช้วิธีการเลิกจ้าง เพื่อช่วยลดต้นทุนด้วยเช่นกัน ทำให้ทางสำนักจัดหางานจังหวัดเร่งหาตำแหน่งงานว่างไว้รองรับผู้ว่างงานอีก 10,000 อัตรา ส่วนที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีสถานประกอบกิจการทั้งหมด 8,452 แห่ง มีลูกจ้างมากกว่า 2 แสนคน โดยพบว่า โรงงานขนาดกลาง และขนาดย่อมตามเขตหัวเมืองหลัก เริ่มทยอยเลิกจ้างคนงานบางส่วนแล้ว พร้อมกับปรับพฤติกรรมลูกจ้างให้ลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง เพื่อช่วยลดต้นทุน ทั้งนี้ นางสาวอัญชลี สินธุพันธ์ จัดหางานจังหวัดนครราชสีมา ให้ข้อมูลว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เลิกจ้างพนักงานไปแล้วกว่า 550 คน และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมมานี้ ก็มีพนักงานถูกเลิกจ้างอีก 800 ราย รวมแล้วช่วง 2 เดือนนี้ มีคนตกงานแล้วกว่า 1,300 คน ซึ่งจากการสอบถามทราบว่า ที่ต้องเลิกจ้างแรงงานนั้นก็เพื่อลดค่าใช้จ่าย ภาคใต้ นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ส่งผลกระทบไปทั่วรวมทั้งภาคใต้ที่มีแรงงานชาวพม่าทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก โดยที่จังหวัดระนอง แรงงานชาวพม่าหลายคนบอกว่าตัวเองถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน เพราะนายจ้างไม่สามารถจ่ายค่าแรง 300 บาทให้ได้ ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีแรงงานชาวพม่าถูกโรงงานเลิกจ้างงานแล้วกว่า 1,000 คน เรื่องนี้ทำให้ นายกฤษณะ เอี่ยมวงศ์นที ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง ในฐานะเลขานุการและนายทะเบียนสภาอุตสาหกรรม 14 จังหวัดภาคใต้ เตรียมนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมเป็นการด่วน ขณะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นายประภาส เอื้อนนทัช รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางพารารายใหญ่ของภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ว่า กฎหมายดังกล่าวทำให้โรงงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะต้องใช้แรงงานคนเกือบทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมแบกภาระต่อไป จนกระทั่งเมื่อไม่ไหวจริง ๆ ก็คงต้องหยุดกิจการ อย่างไรก็ตาม นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ยืนยันว่า การที่บริษัทหลายแห่งปิดตัวลงหลังปีใหม่นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ แต่เป็นเพราะปัญหาของตัวบริษัทเอง เช่น ไม่มีออเดอร์เข้ามา ดังนั้นจึงไม่ควรเหมารวม พร้อมยืนยันว่า ได้ศึกษาถึงผลกระทบการขึ้นค่าแรงมาอย่างรอบด้านแล้ว และพบว่ามีผลกระทบน้อยมาก อย่างไรก็ตาม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็แสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้ จึงสั่งให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนขึ้นมา 1 ชุด เพื่อดูผลกระทบ รวมทั้งหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการต่อไป สำหรับมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้น ทางคณะกรรมการร่วมของสภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคาร ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไป 27 ข้อ ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบในมาตรการ 11 ข้อ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ข้อเสนอของผู้ประกอบการจำนวน 27 ข้อ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาให้ความช่วยเหลือนั้น เห็นว่าบางเรื่องก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ และที่ผ่านมารัฐบาลได้พิจารณามาตรการในการให้ความช่วยเหลือออกมาแล้ว โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี สำหรับ 11 มาตรการในการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือบางมาตรการยังเพิ่มวงเงินในการให้ความช่วยเหลือ และยังมีทั้งมาตรการด้านสินเชื่อ มาตรการลดภาระต้นทุนต่าง ๆ การเพิ่มประสิทธิภาพและทักษะแรงงาน ซึ่งน่าจะเพียงพอ "นอกจาก 11 มาตรการที่รัฐบาลได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือไปแล้ว ยังมีอีก 6 มาตรการที่อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นต้น เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งน่าจะเพียงพอและครอบคลุม" นายกิตติรัตน์ ชี้แจงข้างต้น พร้อมยืนยันว่า นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงที่ 300 บาท ไม่ใช่เป็นการผลักภาระ หรือให้ใครได้รับประโยชน์สูงสุดเพียงฝ่ายเดียว แต่จะช่วยสนับสนุนให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ประกอบการ ทั้งในแง่ของการผลิตและการบริหารจัดการ ขณะที่ผู้ใช้แรงงานเองก็จะได้รับประโยชน์จากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศที่จะสะท้อนกลับมาในแง่ของภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังนั้น จึงถือว่านโยบายดังกล่าวมีประโยชน์ด้านเศรษฐกิจทั้งจุลภาคและมหาภาค
3. ไม่เหมาะ! ชาวเน็ตสวดสาวต่างชาติ ถ่ายรูปต่อเศียรพระพุทธรูป
ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ นักท่องเที่ยวต่างชาติถ่ายภาพต่อเศียรพระพุทธรูปที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ ก่อนแชร์ว่อนเน็ต บอก ไม่เหมาะสม เมื่อวันที่ 4 มกราคม ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกไซเบอร์ หลังมีภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถ่ายภาพกับพระพุทธรูปเก่าแก่ของวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยกิริยาที่ไม่เหมาะสมถูกแชร์ไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ต นำมาซึ่งความไม่สบายใจของพุทธศาสนิกชน ทั้งนี้ ภาพที่ถูกแชร์กันนั้น เป็นภาพที่นักท่องเที่ยวผู้หญิงชาวต่างชาตินุ่งกางเกงขาสั้นถ่ายภาพอยู่กับพระพุทธรูปซึ่งไม่มีพระเศียร แต่นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวกลับนำศีรษะของตัวเองไปต่อกับตัวองค์พระพุทธรูป และต่อแขนที่ขาด ซึ่งดูแล้วเป็นภาพที่ไม่เหมาะสม โดยภายหลังจากการตรวจสอบ ทราบว่า สถานที่ที่ปรากฏในภาพนั้นคือ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีป้ายประกาศเตือน และประกาศกฎระเบียบข้อห้ามต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษชัดเจน ว่า ห้ามถ่ายภาพต่อเศียรพระพุทธรูป ขณะที่เมื่อสอบถาม นายเฉลิมพันธ์ อ้นเอี่ยม อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์ ทราบว่า ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมวัดเป็นจำนวนมาก จึงอาจมีหลงหูหลงตาไปบ้าง โดยที่ผ่านมาก็เคยพบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าไปถ่ายภาพต่อพระเศียรพระพุทธรูปเช่นนี้ ซึ่งก็ได้เข้าไปตักเตือนและขอให้ลบรูปออกทันที แต่ปกติแล้วหากนักท่องเที่ยวมากับไกด์ทัวร์จะไม่ทำเช่นนี้ เพราะไกด์จะบอกกฎระเบียบต่าง ๆ ชัดเจน ดังนั้น คนที่ทำจะเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวกันเองแบบส่วนตัวมากกว่า
2. เตือนชาวโคราชประหยัดน้ำ หลังลำตะคองวิกฤติ ไม่พอสูบทำน้ำประปา
ปภ. โคราชเตือนประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด หลังอ่างเก็บน้ำลำตะคองเหลือปริมาณน้ำน้อยมาก ไม่พอสูบมาใช้ทำน้ำประปา หวั่นเกิดภัยแล้ง วันที่ 4 มกราคม 2556 นางปิยะฉัตร อินสว่าง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งประกาศจากเทศบาลนครราชสีมา เรื่องขอความร่วมมือประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ช่วยกันประหยัดน้ำเนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ว่า ในขณะนี้มีปริมาณ 132.72 ล้านลูกบาศก์เมตร มีระดับเก็บกักน้อย สำนักการประปาเทศบาลนครนครราชสีมา ใช้แหล่งน้ำนี้เป็นแหล่งน้ำดิบ เพื่อผลิตน้ำประปา แต่ปริมาณในคลองธรรมชาติลดลง จึงทำให้ปริมาณน้ำประปาที่ผลิตและจ่ายลดลง เป็นสาเหตุให้น้ำประปาขาดแคลนและไหลอ่อนเป็นบางพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่สูง ทั้งนี้ ทางเทศบาลจึงขอให้ประชาชนในเขตเทศบาลนครนคราชสีมา องค์กรร้านค้า สถานประกอบการต่าง ๆ ช่วยกันใช้น้ำประปาอย่างประหยัด จัดหาภาชนะรองรับน้ำเพิ่มเติมไว้ และเมื่อเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ หรือในหมู่บ้านหรือชุมชน ควรเตรียมการจัดหาถังน้ำกลางสำหรับชุมชนรองน้ำไว้ ส่วนผู้ที่มีบ่อน้ำตื้น บ่อน้ำบาดาล ให้ตรวจสอบปรับปรุงดูแลให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ หากชำรุดเสียหายให้ทำการซ่อมแซม ทั้งนี้ หากประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาได้รับความเดือดร้อน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง ทางด้าน มล.อนุมาศ ทองแถม ผอ.สำนักชลประทานที่ 8 นครราชสีมา กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ขณะนี้มีความจุเพียง 132.52 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 42.14 เปอร์เซ็นต์ จากความจุทั้งหมด ภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์น้อย เสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ชลประทานได้ขอความร่วมมือเกษตรกรทุกรายที่อยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อนลำตะคองงดปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งปี 2556 เพื่อสงวนน้ำไว้เพื่อการอุปโภคและบริโภค รักษาระบบนิเวศลำน้ำ และเพื่อการอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ก็มีเกษตรกรบางรายไม่ให้ความร่วมมือ ยังคงปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่เขตชลประทานบ้าง จึงส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำอยู่บ้าง
1. ออกหมายจับแฟนหนุ่ม ฆ่าโหดพริตตี้ จุดไฟเผาอำพราง
ฆ่าโหดพริตตี้สาว จับแก้ผ้า ปาดคอ ตัดหู เฉือนอวัยวะเพศ ฟันแขนซ้ายนับสิบแผล ก่อนจุดไฟเผาห้องอำพราง ตำรวจออกหมายจับแฟนหนุ่มแล้ว หนีไปกบดานที่ราชบุรี วานนี้ (3 มกราคม) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายและจุดไฟเผาอำพรางคดี ภายในคอนโดเดอะคิด ตึกเอ หมู่ 6 ถนนแจ้งวัฒนะ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงรุดไปตรวจสอบ ทั้งนี้ เมื่อไปถึงยังที่เกิดเหตุพบห้องถูกไฟไหม้เสียหายทั้งห้อง บนเตียงมีศพของ นางสาวพลอย (นามสมมติ) อายุ 22 ปี อาชีพเซลส์ขายรถ และรับงานพริตตี้ตามอีเว้นท์ต่าง ๆ โดยสภาพศพของนางสาวพลอย ถูกของมีคมปาดที่ลำคอเป็นแผลลึกถึงหลอดลม หูซ้ายถูกตัดขาด แขนซ้ายถูกฟันอีกนับสิบแผล อวัยวะเพศถูกเฉือนตัดจนขาดเป็นแผลลึก บริเวณหน้าท้องน้อย น่องข้างซ้าย ถูกคนร้ายเขียนข้อความด้วยปากกาเมจิสีดำ เป็นชื่อและนามสกุล "สำเริง สุวรรณพงษ์" พร้อมฉายาของผู้ชายรวม 2 คน คือ "ไอ้โอบาม่า" กับ "ไอ้เปิ้ลท่าทราย" ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ทราบได้ว่า คนร้ายต้องการจะสื่ออะไร ส่วนบริเวณศีรษะถึงลำตัวมีร่องรอยถูกไฟไหม้ คาดว่าเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 1-2 วัน นอกจากนี้ ยังพบศพของแมวถูกปาดคอตายอยู่ข้างเตียงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวน นายวิเชียร เฉยชม อายุ 45 ปี เจ้าของห้องเล่าว่า ก่อนหน้านี้ผู้ตายและแฟนหนุ่มได้เข้ามาเช่าห้องราคาเดือนละ 7,000 บาท และผู้ตายเป็นคนทำสัญญา พร้อมเข้ามาอยู่ได้เดือนกว่า ๆ โดยผู้ตายบอกว่าเธอมีอาชีพเป็นเซลส์ขายรถยนต์ ต้องออกไปทำงานตามต่างจังหวัด นาน ๆ ที จึงจะกลับเข้ามาที่พัก นอกจากนี้ ตนยังทราบมาว่า ผู้ตายมีบ้านอยู่ในละแวกใกล้เคียง แต่ต้องการเช่าห้องเพื่อมาอยู่แบบส่วนตัวกับแฟนหนุ่ม ส่วนในวันเกิดเหตุนั้น ตนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่นิติบุคคลว่า พบกลุ่มควันและกลิ่นเหม็นออกมาจากห้องของนางสาวพลอย จึงรีบให้ตนเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งตนพยายามโทรหาผู้ตาย แต่ก็ไม่มีคนรับสาย ตนจึงให้เจ้าหน้าที่นิติบุคคลเอากุญแจสำรองมาเปิดดู และพบว่าผู้ตายถูกฆาตกรรมเสียชีวิตแล้ว ขณะที่ นายถนอม ทองแจ่ม ช่างไฟประจำคอนโด ให้การว่า เมื่อกลางดึกของวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ผู้พักอาศัยที่อยู่ห้องใกล้เคียงกับผู้ตายแจ้งว่ามีกลิ่นควันออกมาจากห้องดังกล่าว ให้ขึ้นไปตรวจสอบ ซึ่งตนก็ขึ้นไปเคาะห้องดังกล่าว แต่ก็ไม่มีใครตอบรับ จึงคิดว่าคงไปฉลองปีใหม่ข้างนอกยังไม่มีใครกลับ แต่ได้ลงมาตัดไฟที่ห้องดังกล่าว เพื่อความปลอดภัย หากเจ้าของห้องกลับมาค่อยเปิดสวิตช์ไฟให้ใหม่ จนกระทั่งทราบว่า นางสาวพลอยเจ้าของห้องดังกล่าว ถูกฆาตกรรม จึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนทางด้าน นายชัชรินทร์ รักเชื้อ อายุ 21 ปี น้องชายของผู้ตาย ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ และเล่าว่า เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม ตนกับแฟนได้นัดผู้ตายไปฉลองเคาท์ดาวน์ที่ร้านแห่งหนึ่งแถวมหาวิทยาลัยรังสิต โดยผู้ตายได้พาแฟนหนุ่มมาด้วยชื่อ แบงค์ และขณะที่รับประทานอาหารกันอยู่นั้น ทั้งคู่ก็ทะเลาะกันเสียงดัง เรื่องหึงหวง จนกระทั่งเวลาประมาณตีหนึ่ง ตนกับแฟน และผู้ตายกับนายแบงค์ ก็แยกย้ายกันกลับที่พัก พอประมาณเวลาตี 3 ตนได้ยินเสียงคนเดินอยู่บริเวณชั้นล่าง จึงหยิบมีดลงมาด้วยเพราะคิดว่าเป็นขโมย แต่กลับเป็นนายแบงค์ที่พยายามจะจุดไฟเผาบ้าน และพอนายแบงค์เห็นตน ก็รีบวิ่งหนีออกจากบ้านของตนทันที แต่ตอนนั้นตนไม่ได้คิดอะไร แต่พอทราบว่าพี่สาวถูกฆ่าตาย ตนคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือของนายแบงค์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สันนิษฐานว่า นายแบงค์น่าจะกลับมาทะเลาะกับผู้ตายอย่างรุนแรงอีกรอบ จนลงมือสังหารและพอลงมือเสร็จก็แอบเข้ามาที่บ้านของน้องชาย เพื่อเผาบ้านล้างแค้นอีกที แต่น้องชายผู้ตายตื่นมาเห็นเสียก่อน ส่วนสาเหตุการฆาตกรรมครั้งนี้ คาดว่ามาจากความหึงหวง เพราะผู้ตายเป็นคนหน้าตาดี และมีชายหนุ่มหลายคนมาติดพัน

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น