10 อันดับ ปราสาทที่คนญี่ปุ่นอยากไปมากที่สุด

update :22/11/2013 15:28
views : 1178
ที่มา : marumura.com
10. Hirosaki Castle 弘前城(ひろさきじょう)
ปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) ตั้งอยู่ที่เมืองฮิโรซากิ จังหวัดอาโอโมริ ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทเดียวในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น หรือภูมิภาคโทโฮขุ ที่สร้างในยุคเอโดะที่ยังหลงเหลือให้เห็นถึงปัจจุบัน ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1611 แต่ต่อมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ในบางส่วน ทำให้ปราสาทไม้แห่งนี้ ซึ่งเดิมมี 5 ชั้น ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่เป็นปราสาทไม้ 3 ชั้น ในปี ค.ศ.1810 บริเวณรอบ ๆ ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยกำแพงหินและคูน้ำถึง 3 ชั้น ภายในตัวปราสาทมีการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ในสมัยก่อน ทั้งชุดเกราะนักรบ ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในสมัยก่อน ซึ่งเสน่ห์สวนกลางแจ้งที่สร้างล้อมรอบปราสาทแห่งนี้สวยไม่แพ้อื่นในญี่ปุ่น โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ต้นซากุระ) และช่วงฤดูใบไม้ร่วง ก็ดาดดาไปด้วยพันธุ์ไม้เปลี่ยนสีสวยงามมาก
9. Hikone Castle 彦根城(ひこねじょう)
ปราสาทฮิโคเนะ (Hikone Castle) ตั้งอยู่ที่เมืองฮิโคเนะ อยู่ใกล้ ๆ กับทะเลสาบบิวะ (ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นมีพื้นที่ 3,174 ตารางกิโลเมตร) ในจังหวัดชิงะ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเกียวโต ในอดีตเคยเป็นเมืองปราสาทที่สำคัญเนื่องด้วยทำเลที่เป็นชุมทางสู่ตะวันออก (Tosando) ภายหลังเรียกเป็นทางสู่ภาคกลาง (Nakasendo) และทางสู่ชายฝั่งทะเลเหนือ (Hokkoku Kaido) ปราสาทฮิโคเนะ (Hikone Castle) ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกถือว่าเป็นปราสาทที่งามสง่าอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ประกอบไปด้วยหอคอย 3 ชั้น ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นบนเขาฮิโคเนะ (Mt.Hikone) ในยุคเอโดะ ตั้งแต่ปี ค ศ.1614 เสร็จสมบูรณ์ ในปี ค.ศ.1622 ใช้เวลาบรรจงสร้างถึง 18 ปี จัดเป็นสมบัติแห่งชาติทางประวัติศาสตร์ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ด้วย เสน่ห์ของปราสาทนี้ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือนเมืองฮิโคเนะ กระทั่งปัจจุบันเมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ทางภาคตะวันออกของจังหวัดชิงะ
8. Nijo Castle 二条城(にじょうじょう)
ปราสาทนิโจ (Nijo Castle) ตั้งอยู่ในจังหวัดเกียวโต จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้ คือ สร้างขึ้นจากวัสดุที่เป็นไม้ทั้งหมด ซึ่งแตกต่างกับปราสาทอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นที่มีฐานเป็นก้อนหิน ภายในพื้นที่ประกอบด้วยป้อมปราการที่เรียงตัวเป็นวงแหวนสองชั้น และมีสวนสไตล์ญี่ปุ่นอยู่หลายแห่งภายในพื้นนี้ของปราสาท เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1569 ตามบัญชาของโอดะ โนบุนางะ (Oda Nobunaga) ซึ่งต่อมาโชกุนโทกุงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) มีบัญชาให้สร้างต่อจนเสร็จเพื่อแสดงอำนาจทางการทหารของตน และใช้เป็นสถานที่ว่าราชการ โดยสั่งให้ขุนนางฝั่งตะวันตกทั้งหมดร่วมกันสร้าง ภายในท้องพระโรงบริเวณฝาผนังถูกปิดทองด้วยฝีมืออันวิจิตร สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของโชกุนในสมัยเอโดะ ส่วนระเบียงไม้ที่เชื่อมกับตำหนักนิโนะมารุนั้น มีเทคนิคในการสร้างที่ไม่ใช้ตะปูในการยึดพื้นผิว ทำให้พื้นไม้จะส่งเสียงดังเหมือนเสียงนกไนติ้งเกิล เมื่อมีคนล่วงล้ำเข้ามา ส่วนเขตปราสาทด้านทิศใต้จะอยู่ติดกับ “นิโจจินยะ” ซึ่งเดิมเป็นบ้านของคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นที่พักแรกสำหรับไดเมียวหัวเมืองที่เข้าเยี่ยมคารวะโชกุน ภายในเต็มไปด้วยประตูกล ทางลับ และห้องลับมากมาย
7. Matsumoto Castle 松本城(まつもとじょう)
ปราสาทมัทสึโมโตะ (Matsumoto Castle) ตั้งอยู่ที่เมืองมัทสึโมโตะ ในจังหวัดนางะโนะ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1593 โดยขุนนางในตระกูลอิชิกาว่า เพื่อใช้เป็นสถานที่หลบภัยและวางแผนการสู้รบ โดยมีกำแพงสูงใหญ่และคูน้ำล้อมรอบปราสาทไว้ ต่อมาป้อมปราสาทได้ถูกกองทัพทาเคดะยึดครองไปได้ และตกเป็นของโทะกุงะวะ อิเอะยะซุ ในเวลาต่อมาปราสาทแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปราสาทฟุกาชิ (Fukashi Castle) หรือ ปราสาทอีกา (Crow Castle) เนื่องด้วยผนังของปราสาทที่มีสีดำ และมีอาคารสามชั้นที่ตั้งอยู่ทั้งสองด้านของตัวปราสาทคล้ายเป็นส่วนปีก ปราสาทมัทสึโมโตะจัดเป็นหนึ่งในปราสาทดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดมีอายุยาวนานเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบของภูมิภาคจูบุ (ภาคกลาง) อาคารของปราสาทสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง แสดงถึงความเก่าแก่ของปราสาทอย่างชัดเจน ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติและเป็นสมบัติสำคัญของชาติ ภายในปราสาทแบ่งออกเป็น 6 ชั้น จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องยุทธโทปกรณ์ในสมัยก่อน เมื่อย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ จะยิ่งงามเด่นท่ามกลางดอกซากุระบานเบ่งไปทั่วบริเวณตัวปราสาท
6. Nagoya Castle 名古屋城(なごやじょう)
ปราสาทนาโงย่า (Nagoya Castle) ตั้งอยู่ที่เมืองนาโงย่า จังหวัดไอจิ ถูกสร้างขึ้นตามคำสั่งของโชกุนโทกุงาวะ อิเอะยะสุ เพื่อเป็นฐานอำนาจความมั่นคงและป้องกันการโจมตีจากทางเมืองโอซาก้า บนเส้นทางสายใต้ที่เรียกว่า (Tokaido) ตัวปราสาทนาโงย่าสร้างจากฐานหินก้อนขนาดใหญ่ ส่วนด้านบนหลังคาของยอดปราสาทแห่งนี้ที่ถือเป็นจุดเด่น คือ ปลาโลมาสีทอง ตัวผู้หนึ่งตัว และตัวเมียหนึ่งตัว หุ้มด้วยทอง18k หนักตัวละ 44 กิโลกรัม โดยคนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นเครื่องคุ้มครองปราสาทและชาวเมือง คนญี่ปุ่นเรียกปลาโลมาสีทองนี้ว่า “คินซาชิ” หรือ “ซาชิโฮโกะ” ปราสาทสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1612 และได้ให้บุตรชายคนที่เก้า คือ โทกุงาวะ โยชินาโอะ มาปกครองปราสาทแห่งนี้ แต่ในเวลาต่อมาเมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้เติบโตขึ้นอย่างที่โชกุนหวังใจไว้ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองนาโงย่าถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ทำให้ปราสาทแห่งนี้ถูกทำลายเสียหายเป็นอย่างมาก และได้มีการบูรณะครั้งใหม่ในปี ค.ศ.1959 โดยพยายามคงรูปลักษณ์เดิมไว้ให้มากที่สุด ปัจจุบันภายในปราสาทปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้ชม จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ ยุทโธปกรณ์ของเหล่าซามูไรในสมัยโบราณ ส่วนบริเวณภายนอกปราสาทมีสวนสวยสไตล์ญี่ปุ่น ทั้งต้นซากุระที่จะเบ่งบานดอกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ปลายเดือนมีนาคม ถึงกลางเดือนเมษายน)
5. Goryokaku 五稜郭(ごりょうかく)
ปราสาทโกะเรียวคะกุ (Goryokaku) ตั้งอยู่ที่เมืองฮาโกดาเตะ เกาะฮอกไกโด ถูกสร้างขึ้นโดยโชกุนโทกุงาวะ อิเอะซะดะ ในปี ค.ศ. 1857-1866 ช่วงปลายยุคเอโดะ นับเป็นปราสาทแห่งแรกของญี่ปุ่นที่สร้างตามสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส ด้วยรูปร่างของปราสาทที่เป็นรูปดาว 5 แฉก ทำให้สามารถติดฐานปืนบนผนังได้มากขึ้นกว่าแบบดั้งเดิม และลดจุดบอดในการวางกำลังป้องกันรอบตัวปราสาทอีกด้วย ปราสาทแห่งนี้มีชื่อเสียงอย่างมากในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น เพราะเป็นที่ซึ่งกองทัพของตระกูลโทกุงาวะปราชัยให้กับกองทัพของจักรพรรดิเมจิในสงคราม Boshin การศึกครั้งสุดท้ายของญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1869 ซึ่งตัวปราสาทก็ถูกทำลายลงด้วย ปัจจุบันหลงเหลือพื้นที่บริเวณฐานของปราสาทที่เป็นรูปดาว ถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองฮาโกดาเตะ และเป็นสวนสาธารณะประจำเมือง ทั้งยังเป็นสถานที่ชมดอกซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิที่งดงามมาที่สุดจุดหนึ่งด้วย ด้านหน้าของสวนสาธารณะมีหอคอยที่มีความสูงถึง 107 เมตร เพื่อเป็นจุดชมวิวของโกะเรียวคะกุ รวมถึงวิวแบบพาโนราม่ารอบเมืองฮาโกดาเตะ จนถึงช่องแคบทซึงะรุเชิงเขาฮาโกดาเตะเลยทีเดียว
4. Osaka Castle 大阪城(おおさかじょう)
ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) ตั้งอยู่ที่จังหวัดโอซาก้า สร้างขึ้นโดยโชกุนโทโยะโตมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi) นักรบในประวัติศาสตร์ผู้พยายามรวบรวมประเทศเป็นครั้งแรก ด้วยความช่วยเหลือของไดเมียวจากทั่วประเทศ ใช้แรงงานหลายหมื่นคน จึงใช้เวลาก่อสร้างเพียง 3 ปีเท่านั้นตัวปราสาทก็แล้วเสร็จ ในเวลาต่อมาปราสาทแห่งนี้ได้ผ่านช่วงสงครามกลางเมืองในปี ค.ศ. 1615 การศึกครั้งนั้นเรียกว่า “Osaka Natsu No-jin ก็ได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ และได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่โดย โทกุงาวะ อิเอะยะสึ แต่ต่อมาก็ถูกฟ้าฝ่าเสียหายลงอีก จนมาถึงในปี ค.ศ.1931 ได้มีการระดมเงินบริจาคจากชาวเมืองโอซาก้า เพื่อบูรณะปราสาทแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ให้สมคุณค่าทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าของชาติ ปราสาทโอซาก้าในปัจจุบันมีความสูง 55 เมตร แบ่งเป็น 5 ส่วนย่อย และมีทั้งหมด 8 ชั้น เครื่องประดับหลังคาและภาพเสือบนกำแพงตัวปราสาทและหลาย ๆ ส่วนลงทองสีอร่ามสวยงาม ภายในตัวปราสาทจัดเป็นนิทรรศการแสดงหลักฐาน ภาพเขียน เครื่องแต่งกายของเหล่านักรบโบราณ รวมถึงยุธโทปกรณ์ในสมัยก่อน บริเวณรอบตัวปราสาทก็เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้ใบไม้งามสะพรั่งในทุก ๆ ฤดูกาล
3. Shuri Castle 首里城 (しゅりじょう)
ปราสาทชูริ (Shuri Castle) ตั้งอยู่ในเขตชูริ จังหวัดโอะกินะวะ ในอดีตเคยเป็นพระราชวังเป็นที่ประทับของราชวงศ์ริวกิว ช่วงเวลาที่เริ่มสร้างปราสาทนั้นไม่ปรากฏแน่ชัด แต่เป็นที่ทราบแน่นอนว่าได้ถูกใช้เป็นที่พำนักในยุค Sanzan ประมาณกันว่าน่าจะถูกสร้างในระหว่างยุคกุซุกุ เช่นเดียวกับปราสาทอื่นๆ ในโอะกินะวะ เมื่อกษัตริย์โช ฮาชิ ได้รวบรวมดินแดนทั้ง 3 แห่งของโอะกินะวะและสถาปนาอาณาจักรริวกิวขึ้น ได้ทรงใช้ปราสาทชูริเป็นที่ประทับ จนภายหลังเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นจนได้รับการยกฐานะเป็นเมืองหลวง ภายในปราสาท สามารถชมความงามของสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลผสมผสานระหว่างจีนและญี่ปุ่น ตัวปราสาทเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำด้วยไม้และมีสีสันที่สะดุดตาตามอย่างแบบจีน ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ ปราสาทชูริเกิดเพลิงไหม้หลายครั้ง ทั้งโดยธรรมชาติและการสู้รบทำสงครามระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา ปัจจุบันนี้พื้นที่รอบปราสาททั้งหมดถูกจัดให้เป็นสวนสาธารณะชื่อว่า Shuri Castle Park และในปี ค.ศ. 2000 ปราสาทนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับโบราณสถานอื่นๆ ในโอะกินะวะภายใต้ชื่อ "แหล่งกุซุกุและสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องของอาณาจักรริวกิว" อีกด้วย
2. Kumamoto Castle 熊本城 (くまもとじょう)
ปราสาทคุมาโมโต้ (Kumamoto Castle) ประเทศญี่ปุ่น เป็นประสาทที่สร้างในปี ค.ศ.1607 (พ.ศ.2150) นับเป็นปราสาทสำคัญมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ช่วงก่อสร้าง มีการปลูกต้นแปะก๊วย เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้อยู่อาศัยในปราสาทจะมีอาหารรับประทานหากมีการรบเกิดขึ้น คงกลายเป็นที่มาของชื่อปราสาทอีกชื่อว่า จินแนน-โจ (ปราสาทแห่งต้นจินโกะ หรือแปะก๊วย) พื้นที่อาณาบริเวณของปราสาทยาวประมาณ 9 กิโลเมตร รวมพื้นที่บริเวณปราสาท ราว 980,000 ตารางเมตร (โหว?) ตัวปราสาทมีหอคอยสูง 2 หอ ทำให้สามารถมองได้รอบทิศจากมุมสูง หอใหญ่จะสูง 30 เมตร (ประมาณตึก 10 ชั้น) หอเล็กสูง 19 เมตร ปราสาทเดิมถูกทำลายด้วยไฟ ในปี ค.ศ.1877 (พ.ศ. 2420) และได้สร้างใหม่ในปี ค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) ปราสาทนี้เป็นที่รู้จักกันดีในญี่ปุ่นจากกลยุทธ์สถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างตามแนวกว้าง ความสวยงามของเส้นโค้งของฐานปราสาทที่เป็นหินโค้งสวยไล่ระดับไปจนถึงตัวปราสาท เทคนิคที่สวยงามกลับทำให้ศัตรูยากที่จะเข้าถึงหรือโจมตีได้
1. อันดับ 1 Himeji Castle 姫路城(ひめじじょう)
ปราสาทฮิเมะจิ (Himeji Castle) ตั้งอยู่ที่เมืองฮิเมะจิ ในจังหวัดเฮียวโงะ ด้วยลักษณะของตัวปราสาทที่มีสีขาวราวกับหิมะในฤดูหนาว จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ปราสาทนกกระยางขาว” หรือ “ปราสาทนกกระสา” ตัวปราสาทตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเซ็มบะ ถือเป็นปราสาทที่ใหญ่โตและอัครฐานที่สุดในบรรดาปราสาทที่หลงเหลือมาจากยุคกลางของญี่ปุ่น และถึงแม้ตัวเมืองจะถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ตัวปราสาทกลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด และได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1993 เดิมที่นี่เคยเป็นแนวปราการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1333 ส่วนตัวปราสาทนั้นได้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1580 โดยโตโยะโตมิ ฮิเดโยชิ ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ.1681 อิเคดะ เทรุมาสะ บุตรเขยของโชกุนโทกุงาวะ อิเอยะสุ ได้บูรณะและต่อเติมปราสาทออกไปจนมีรูปลักษณ์เช่นในปัจจุบัน และใช้ปราสาทเป็นที่มั่นทางการทหารและศูนย์กลางด้านการบริหารปกครองไปพร้อมกัน การออกแบบปราสาทของเทรุมาสะนับเป็นการรวมเอาการป้องกันทางทหารมาผสมผสานเข้ากับความงามทางด้านศิลปะได้อย่างลงตัว และยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นของปราสาทอย่างหนึ่งคือ แนวปราการประกอบด้วยคูน้ำ 3 ชั้น ล้อมรอบกำแพงหินสูงโค้งซึ่งคั่นสลับด้วยประตูและเชิงเทินสังเกตการณ์หลายแห่ง ตามผนังกำแพงและเชิงเทินนั้นมีรูเล็ก ๆ สำหรับยิงธนูและกระสุนปืนใส่ข้าศึก ทางเดินสู่อาคารหลักซึ่งสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทั้งประตูและกำแพงต่าง ๆ ในปราสาทได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงโดยง่าย ภายในตัวปราสาทเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนที่ประเมินค่ามิได้

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น