10 อันดับ มัมมี่ชื่อดัง

update :22/11/2013 15:11
views : 6255
ที่มา :
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ มัมมี่ชื่อดัง"
10. Elmer McCurdy
มัน ถูกแขวนอยู่ในสวนสนุกมานานกว่า 50 ปี ใครก็รู้ว่ามันเป็นของปลอมที่ใช้หลอกชาวบ้าน แต่แล้ววันดีคืนดีมันกลับกลายเป็นมัมมี่จริงๆ ซะงั้น มันเป็นได้ไง เดือนธันวาคม 1976 ทีมงานสร้างภาพยนตร์โทรทัศน์ชุด(เรื่อง The Six Million Dollar Man)ได้ยกกองไปถ่ายทำบ้านผีสิง(Amusement Park in Long Beach) ในสวนสนุกลองบีช แคลิฟอร์เนีย ที่มีมัมมี่ตัวหนึ่งแขวนอยู่ การถ่ายทำดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั้งลูกมือกองถ่ายคนหนึ่ง ร้องเอะอะขึ้นมาด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อแขนข้างหนึ่งของมัมมี่เกิดหลุดจากร่วงร่วงลงมาที่พื้น เศษเนื้อเศษหนังที่หุ้มกระดูกมนุษย์กระจายเกลื่อน มัมมี่ตัวนั้นถูกส่งไปยังห้องชันสูตรของนครลอส แองเจลีส โดยมีนายแพทย์โธมัส โนกูชิ พนักงานชันสูตรทำการบอกเอาขี้ผึ้งซึ่งหุ้มไว้หลายชั้นออกก่อน จึงได้พบว่าข้างในนั้นเป็นร่างเหี่ยวๆ ของชายคนหนึ่งอายุอานาม 30 ปีเศษซึ่งเสียชีวิตมานานแล้วจากบาดแผลรอยกระสุนถูกยิง จากการสอบถามพบว่ามัมมี่ตัวนี้ได้มีการออกแสดงให้ คนได้ชมในสวนสนุกมาตั้งแต่ปี 1920 เศษเป็นต้นมา กล่าวกันว่ามันอยู่ที่นั่น ได้มีการซื้อต่อมาจากคนจัดงานเทศการรื่นเริงคนหนึ่งในราคา 45$(แถมวิสกี้สองเหยือก) ซึ่งขาดทุนยับจนหมดเนื้อหมดตัว แต่ด้วยเหตุที่เวลาการตายของศพนั้นนานมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยากที่จะขุดคุ้ยหาหลักฐานความเป็นมาของมัมมี่ตัวนั้น เพราะเชื่อว่ามัมมี่อาจเป็นเหยื่อฆาตกรรมรายใดรายหนึ่ง แต่แล้วการไขปริศนาความเป็นมาของมัมมี่ กลับเป็นตรงข้าม เพราะมัมมี่นั้นแหละคืออาชญากร จากการเปิดเผยของอดีตคนงานที่เคยทำงานสวนสนุกอ้างว่า มัมมี่เคลือบขี้ผึ้งตัวนี้เป็นศพของ เอลเมอร์ แม๊กเคอร์ดี้ อดีตวายร้ายชื่อกระฉ่อนแห่งโอ๊คคลาโฮม่า เจ้าหน้าที่จากโอ๊คลาโฮม่าให้การยืนยันว่า เอลเมอร์ แม๊คเคอร์ดี้(Elmer McCurdy)มีตัวตนจริงๆ เป็นวายร้ายที่เที่ยวออกอาละวาดอยู่แถบโอ๊คลาโฮม่าสมัยที่ยังเป็นบ้านป่า เมืองเถื่อน งานที่แม๊คเคอร์ดี้ถนัดที่สุดคือการปล้นรถไฟและธนาคาร หลังจากปล้น ที่เลียนแบบเจสซี่ เจมส์ เมื่อเดือนตุลาคม 1911 แม็คเอคร์ดี้หลบหนีจากการถูกแขวนคอโดยศาลเตี้ยไปที่แม่น้ำบิ๊ก คานีย์แต่ไม่วายถูกตามล่าโดยกองกำลังติดอาวุธของชาวบ้าน และในที่สุดก็ถูกยิงตายในการดวลปืนหมู่ ทำไมศพวายร้ายเร่ร่อนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเขา ถึงต้องมีการดองเก็บไว้ไม่ให้เน่า ใครเป็นคนทำ และเพื่ออะไร คงไม่มีใครตอบได้ นอกจากสันนิษฐานว่าสัปเหร่อคงมองเห็นช่องทางทำเงินให้กับเขา จึงเก็บมาดองแล้วตั้งไว้มุมห้องเก็บศพ ใครที่อยากเห็นวายร้ายตัวจริงๆ ก็ต้องจ่ายเงิน 1 นิคเกิ้ล หรือ 5 เซนต์ให้กับคนจัดงานคาร์นิวัลเร่ ซึ่งเขาขายต่อให้สวนสนุกอีกทอดหนึ่ง การ สันนิษฐานนี้เป็นเรื่องจริงหรือนิยายก็ยังไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ มัมมี่ตัวนั้นถูกยกให้พิพิธภัณฑ์โอ๊คลาโฮม่าเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1977 และเขาก็ไม่มีโอกาสโชว์ตัวอีกเลยเมื่อเขากลับบ้านเกิดที่โอ๊คลาโฮม่าแล้วถูก ฝังลงในสุสานบู๊ตฮิลล์ในที่สุด
9. Vladimir Lenin
วลาดิเมียร์ อิลลิช เลนิน เกิด 22 เมษายน พ.ศ. 2413-21 มกราคม พ.ศ. 2467) ผู้นำนักปฏิวัติมาร์กซิส คนแรกของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตที่สถาปนาเมื่อ พ.ศ. 2465 หัวหน้าพรรคบอลเชวิก นายกรัฐมนตรีคนแรกและเป็นเจ้าของแนวคิดส่วนใหญ่ในลัทธิเลนิน ชื่อ “เลนิน” นั้นเป็นหนึ่งในนามแฝงที่ใช้ในการปฏิวัติ เดิมมีชื่อสกุลว่าอูเลียนอฟ (Ulyanov) ได้รับการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคาซาน และเซนปีเตอร์สเบิร์ก เลนินถูกจำคุกระหว่าง พ.ศ. 2438-2440 และในปีต่อมาถูกเนรเทศไปไซบีเรียจนถึง พ.ศ. 2443 เนื่องจากเข้าขบวนการปฏิวัติใต้ดิน หลังการปฏิวัติเลนินได้เป็นหัวหน้าพรรค “บอลเชวิค” (Bolshevik) ที่ทำการปฏิวัติล้มล้างระบบกษัตริย์ของรัสเซียในปี พ.ศ. 2460 และตั้งตนเป็นผู้นำประเทศและรีบทำการเจรจาสงบศึกกับฝ่ายเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อทุ่มกำลังปราบปรามฝ่ายต่อต้านในสงครามกลางเมืองของรัสเซียที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2461-2464 เลนินมีความเชื่อมั่นในระบอบสังคมนิยม จึงรวบอำนาจมารวมไว้ในพรรคคอมมิวนิสต์ และเริ่มปรับเปลี่ยนระบบควบคุมจากส่วนกลางที่เข้มงวดและเหี้ยมโหดของพวกบอลเชวิก มาทุ่มเทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในแนวใหม่ที่เรียกว่า “นโยบายเศรษฐกิจแนวใหม่” (New Economic Policy) อย่างเต็มที่เพื่อล้มระบบทุนนิยม แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และการต่อต้านจากกลุ่มหัวรุนแรงเดิมว่าเป็นการอ่อนข้อให้ระบบทุนนิยมและหนีห่างจากระบบสังคมนิยมมากเกินไป ก่อนเสียชีวิต เลนินป่วยหนักมีอาการชักและมีโลหิตออกในสมอง ศพของเลนินได้รับการอาบน้ำยาตั้งไว้ให้ประชาชนเคารพในสุสานที่จตุรัสหน้าวังเครมลินจนถึงปัจจุบัน นับว่าเลนินเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียตที่ยังมีคนนับถือ พรรคคอมมิวนิสต์ได้เปลี่ยนชื่อเมืองสำคัญคือนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มาเป็นเมืองเลนินกราดเมื่อ พ.ศ. 2467 เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา แต่ได้กลับมาใช้ชื่อเดิมอีกหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำต่อจากเลนิน คือ โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตเข้าสู่ยุคม่านเหล็กที่ลึกลับที่ปิดประเทศจากโลกเสรี มีการปกครองที่เด็ดขาดและโหดเหี้ยมขัดกับเจตจำนงเดิมของเลนินอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหภาพโซเวียตสลายได้โดยง่ายเมื่อปี พ.ศ. 2534
8. Saint Bernadette
เธอเคยเห็นพระแม่มารีย์ เมืองลูดส์ ประเทศฝรั่งเศส และบวชเป็นชีและตายในวัย 35 ปี ในวันที่ 16 เมษายน 1879 แต่ร่างยังคงความเป็นอมตะไม่เน่าเปื่อยเรื่อยมาจนถึง 127 ปี ทีเดียว และยังคงสภาพเดิมไม่ผิดเพี้ยนจากตอนที่ยังมีชีวิต
7. Juanita
มัมมี่ของเด็กหญิงชาวอินคาที่ถูกบูชายัญบนยอดภูเขาไฟ ที่มีชื่อว่า "ฆวนนิตา" (Juanita) พิธีบูชายัญของชาวอินคาเรียกว่า คาปาโคชา (Capacocha) จะทำต่อเมื่อเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงเช่น ภูเขาไฟระเบิด โดยจะทำการคัดเลือกเด็กจากวรรณะสูง ให้สละชีวิตบูชาธรรมชาติ โดยเด็กจะได้ไปทำพิธีที่เมืองคุสโกก่อนจะต้องเดินทางขึ้นเขาไปถึงยอด และดื่มน้ำเมาที่ทำให้สลบก่อนจะถูกตีหัวให้ตาย แล้วฝังลงไปบนยอดเขานั้น ชาวอินคาเชื่อว่าเด็กนั้นไม่ตายแต่จะได้เข้าไปอยู่ร่วมกับพระเจ้า
6. tzi the Iceman
ยังคงเป็นปริศนาของนักวิทยาศาสตร์ กับที่มาของ ?tzi the Iceman - ชาวออสเตรีย ก็เป็นไปไม่ได้ , เพราะมีการพบ สมอง ด้วย - ชาวอิตาลี ก็เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน , เพราะมีการพบเครื่องมือ(ทำงาน)ด้วย _ อาจจะเป็นชาวสวิสก็ได้ , เพราะช้ากว่าหิมะที่ถล่มลงมา (เลยถูกทับ) - แต่เป็นไปได้ว่า เป็นชาวเยอรมัน , จะมีใครที่ไหนอีกล่ะ ที่ใส่รองเท้าแตะไปบนภูเขาสูง ! ?tzi the Iceman มีการค้นพบที่ ประเทศออสเตรีย Innsbruck ไม่ทราบว่ามาจากไหน บางคนอาจจะแย้งว่าเจอที่ออสเตรีย ก็น่าจะเป็นคนออสเตรีย แบบนั้นมันง่ายเกินไป แต่จากที่ข่าวลง น่าจะเสียชีวิตจากการออกล่าสัตว์ แล้ว หิมะก็ทับถมไปเรื่อยๆ

5. Ginger
อันดับ 5 ได้แก่ Ginger
4. Tollund Man
มนุษย์โทลลุนด์ (อังกฤษ: Tollund Man) เป็นมัมมี่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่เรียกว่ามนุษย์พรุพีต มนุษย์โทลลุนด์เป็นร่างของชายที่มีชีวิตอยู่ราวระหว่างศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศตวรรษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ในสแกนดิเนเวียจัดอยู่ในสมัยยุคเหล็กโรมัน ร่างของมนุษย์โทลลุนด์ที่พบใน ค.ศ. 1950 ฝังอยู่ในพรุพีตบนคาบสมุทรจัตแลนด์ใน เดนมาร์กที่อนุรักษ์ร่างไว้ให้อยู่ในสภาพดี การพบดังกล่าวเรียกว่ามนุษย์พรุพีต ศรีษะและใบหน้าอยู่ในสภาพที่ดีจนกระทั่งเมื่อแรกพบเข้าใจกันว่าเป็นร่างของเหยื่อฆาตกรรม
3. Rosalia Lombardo
โรซาเลียเป็นบุตรสาวของทหารมียศซึ่งเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 2 ขวบ ศพของเธอถูกทำเป็นมัมมี่ตามธรรมเนียมของคาปูชิน ซึ่งผู้รับผิดชอบแพทย์ชื่อซาราเฟีย ในขณะที่ศพอื่นๆผุพังกลายเป็นกระดูกขาวโพลน มีแต่โรซาเลียที่ร่างของเธอยังคงอยู่สมบูรณ์ราวกับเธอเพียงหลับไปเท่านั้น เองแม้ว่าจะผ่านมากว่า 80 ปีแล้ว แพทย์ซาราเฟียจากโลกนี้ไปโดยไม่ยอมปริปากถึงเคล็ดลับในการทำศพ วิธีการรักษาศพจึงยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ จากการวิจัยสันนิษฐานได้ว่า ศพของโรซาเรียเกิดปฏิกริยา Adipocere (ใครทราบศัพท์ไทย ช่วยแจ้งที) ซึ่งไขมันในร่างกายได้ผ่านกระบวนการอะไรบางอย่าง (กระบวนการนี้ปัจจุบันยังไม่เป็นที่แน่ชัด)ทำให้แปรสภาพกลายเป็นคล้ายขี้ผึ้งหรือชีสซึ่งเชื้อแบคทีเรียไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งมัมมี่ประเภทนี้จะต่างจากมัมมี่แบบแห้งของอียิปต์ตรงที่ต้องเก็บอยู่ใน ที่ชื้น ปัจจุบัน ศพของโรซาเลียถูกเก็บอยู่ในส่วนในสุดของวิหารคาปูชินที่เมืองพาเลอร์โม่
2. King Tutankhamun
เนื่องจากในยุคอาณาจักร นี้อียิปต์มีกองทหารประจำการเป็นทหารอาชีพผิดกับในสมัยก่อนที่จะเป็นแรงงานที่เกณฑ์มาเฉพาะในยามศึกการมีกองทัพประจำการณ์ทำให้นายทหารกลายเป็นกลุ่มอำนาจกลุ่มที่3 นอกเหนือจากฟาโรห์และหัวหน้านักบวช ฟาโรห์ตุตันคาเมนครองราชย์เพียงสิบปีเท่านั้น พระองค์สวรรคตอย่างลึกลับ จากมัมมี่ของพระองค์ได้มีการพบรอยร้าวที่กระโหลก ซึ่งแสดงว่าพระองค์น่าจะสวรรคตจากการตกจากรถศึก นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระองค์น่าจะถูกลอบปลงพระชนม์โดยคนใกล้ตัว ซึ่งอาจจะเป็นเสนาบดีอัยย์หรือไม่ก็นายพลโอเรมเฮป หลังการสวรรคตของพระองค์ราชินีอนัคซูนามุนทรงส่งสาส์นไปยังกษัตริย์ฮิตไตท์ให้ทรงพระโอรส มาอภิเษกกับพระนาง และเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์โดยพระนางแจ้งไปในสาสน์ว่า "พระนางทรงหวาดกลัวที่จะต้องอภิเษกกับข้ารับใช้ของพระนาง" หลังจากตรึกตรองอยู่นาน กษัตริย์ฮิตไตท์ก็ทรงส่งพระโอรสเดินทางมาอียิปต์ แต่ทว่าทันทีที่ขบวนเสด็จมาถึงเขตแดนอียิปต์ ก็ถูกซุ่มโจมตีและสังหารจนหมดทุกคน ทำให้ทางฮิตไตท์โกรธมาก ความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรจึงความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรจึงตึงเครียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้นอัยย์ซึ่งชรามากแล้วก็ ครองราชย์เป็นฟาโรห์แต่ครองราชย์ได้เพียงสามปีก็ประชวรสวรรคต และในที่สุดนายพลโฮเรมเฮปก็กลายเป็นฟาโรห์พระองค์ใหม่
1. Lady Dai (Xin Zhui)
ปี 1972 นักพยาธิวิทยา เฟิงหลวงเฉียง เป็นหัวหน้าคณะผ่าชันสูตรศพครั้งประวัติศาสตร์ของจีน ร่างของหญิงชาวจีนอายุ 2,000 ปี ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ศาตราจารย์เฟิงและทีมงาน จึงผ่าศพได้ง่ายไม่ต่างจากศพทั่วๆ ไป ผิวหนังยังคงอ่อนนุ่ม และมีความยืดหยุ่น สีของผิวหนังยังคงเป็นสีเนื้อ เหมือนสมัยที่นางยังมีชีวิตอยู่ เส้นผมของนางยังคงมีสภาพเดิม และพบว่ามีวิกผมติดอยู่อีกด้วย เมื่อทีมงานผ่ากะโหลกศีรษะ พวกเขาก็ต้องประหลาดใจ สมองของมัมมี่หญิงชาวจีนมี ขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของสมองปกติ แต่มีสภาพสมบูรณ์ดี จากนั้น ศาตราจารย์เฟิงก็เริ่มผ่า บริเวณหน้าอก เขาพบอวัยวะภายในร่างกายอยู่ในสภาพดีมาก ใกล้เคียงกับคนที่ยังมีชีวิต ทีมชันสุตรผ่าเอากระเพาะอาหาร รังไข่ และอวัยวะอื่นๆ ออกมา ที่น่าประหลาดใจก็คือ เนื้อของศพยังคงใกล้เคียงสภาพเดิม จอร์น ฮีราโน จากมหาวิทยาลัยจูแลนด์ ก็เช่นเดียวกัน จอร์น บอกว่า สิงที่มัมมี่จีนแตกต่างจากที่อื่นก็คือ ความยืดหยุ่นของแขนขา ครั้งแรกเขาเห็นแขนขาของมัมมี่ ยกเคลื่อนไหวได้ และในด้วยยึดหยุ่นนั้น จอร์น รู้สึกตกใจมาก เพราะไม่เคยเห็นมัมมี่โบราณที่ไหนทำได้แบบนี้ ถ้าเป็นมัมมี่แบบที่อื่น แขนขาคงจะหักไปแล้ว จอร์น ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะขยับแขนขามัมมี่ที่อายุ 2,000 ปีอย่างนี้ได้ แต่ก่อนที่ศาสตราจารย์เฟิงหลวงเฉียงจะเริ่มต้น ชันสูตรศพ นักโบราณคดีต่างก็รู้กันดีกว่า มัมมี่หญิงชาวจีนที่พบจากหม่าหวังตุ้ย ไม่ใช่มัมมี่ ธรรมดา นางน่าจะมีชื่อว่า ชินชุ่ย (Xin-Zhui ) และ เสียชีวิตเมื่อประมาณ 160 ปี ก่อนคริศตกาล และนางก็มีชื่อเสียงตั้งแต่อดีตมาจน มาจนถึงปัจจุบัน เมื่อ 2,000 ปี ก่อน ชินชุ่ย เป็นภรรยาของขุนนางแห่งไต๋ แต่ปัจจุบัน ร่างของนางถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของมนฑลหูหนาน ซึ่งมีหุ่นจำลองรูปร่างเหมือนนางทุกประการหุ่นจำลองของชินชุ่ย ได้สัดส่วนมาจากร่างมัมมี่ของนาง แต่ ศาสตราจารย์ เฟิง กลับเห็นแตกต่างออกไป หลังจากผ่าชันสูตรศพชินชุ่ย ด้วยตนเอง ศาสตราจารย์เฟิงบอกว่า สภาพศพของชินชุ่ย ดูเหมือนจะหดตัวเล็กน้อย รอยย่นบนผิวหนังบอกเราว่า เมื่อนางยังมีชีวิตอยู่ชินชุ่ยมีรูปร่าง ค่อนข้างอ้วน มีน้ำหนักประมาณ 68 กิโลกรัม สันนิฐานว่านางคงชอบรับประทานอาหารเป็นชีวิตจิตใจ สังเกตุได้จากข้าวของเครื่องใช้บริเวณสุสานของชินชุ่ย ซึ่งมีทั้งหมดมากกว่า 1,000 ชิ้น โดยจำนวน 2 ใน 3 เกี่ยวข้องกับอาหารการกินทั้งสิ้น ชินชุ่ยคงมีแผนที่จะกินอาหารเหล่านี้ ในภาชนะที่ลงลักษณ์อย่างสวยหรู นับว่าเป็นภาชนะอาหารจีนชุดใหญ่ ที่สุดที่เคยพบมาเลยทีเดียว ทีมผู้เชี่ยวชาญพบว่า อวัยวะส่วนต่างๆ ของชินชุ่ย ยังคงสภาพอยู่เหมือนเดิม ผู้เชี่ยวชาญต่างต้องประหลาดใจ เมื่อได้ทราบความจริงเช่นนี้ หลายศตวรรษก่อนชาวจีนสมัยโบราณรู้จักวิธีรักษาศพแบบมัมมี่ได้อย่างไร ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ ทั่วโลกก็ยังหาคำตอบไม่ได้ จอห์น ฮีราโน นักพยาธิวิทยาบอกว่า ถ้าศพถูกฝังแค่ปีเดียว ก็ยังไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่ แต่ศพถูกฝังมานานกว่า 2,000 ปีแล้ว กลับมีสภาพสมบูรณ์ ซึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือว่าแท้จริงศพของ ชินชุ่ยคงสภาพอยู่ได้นานถึง 2,000 ปี ก็เพราะโชคช่วย ? อีก 2 ปี ต่อมา ในปี 1974 ห่างจากสุสานของชินชุ่ย ที่หม่า หวังตุ้ย ไปทางเหนือประมาณ 300 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเมือง จิง โจว นักโบราณคดีจีน ค้นพบ ร่างมัมมี่อีกครั้ง แต่ศพมัมมี่ที่ชายที่มี สภาพศพคล้ายชินชุ่ย แขนขาของมัมมี่ชายมีความยืดหยุ่นและอ่อนนุ่ม เหมือนศพที่เพิ่งเสียชีวิตมาใหม่ ชายผู้นี้เป็นมนุษย์เดินดิน นักพยาธิวิทยา ฮูจงดี เป็นหัวหน้าทีมชันสูตร บอกเราว่า เขากับทีมงานชันสูตรมัมมี่ มัมมี่ สุ่ย ในเดือนมิถุนายน ปี 1974 ซึ่ง เป็นช่วงที่อากาศในจีนร้อนที่สุด ต้องใช้น้ำแข็งจำนวนมาก บนพื้นห้องชันสูตร เขาทำงานบนน้ำแข็งแล้วทำงานต่อเนื่อง โดยไม่หยุดพักเป็นเวลา 8 ชั่วโมง ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนแล้วว่า บรรพบุรุษชาวจีนจะ รู้วิธีรักษาสภาพศพได้ดีถึงขนาดนี้ แม้แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ยัง ไม่สามารถทำได้เหมือนเมื่อ2,000 ปีก่อน ในปากของมัมมี่ ชาย ทีมชันสูตรพบก้อนดินเหนียวสลัก ชื่อไว้ว่า สุ่ย สุ่ยเป็นผู้พิพากษา เขาเสียชีวิตเมื่อ 176 ปีก่อน คริสตกาล ช่วงเวลาเดียวกันกับของ ชินชุ่ย ศพของทั้งสองคนนี้ ถูกเก็บรักษาอย่างดี และถูกฝังในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ในสุสานที่ห่างกันไม่ถึง 300 กิโลเมตร บริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซี ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เป็นสถานที่ไม่ควรนำศพไปฝัง มากที่สุด ชาล์ล ไฮแอด นักโบราณคดีเล่าว่า สภาพอากาศบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแยงซีเป็นจุดที่แย่ที่สุด การที่จะเก็บศพไว้ไม่ได้เน่าเปื่อย บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแยงซี มีความชื้นสูงมาก และยังมีอากาศที่ร้อนจัด และเย็นจัดสลับกัน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก หากใครในสมัยนั้น พยายามที่จะคงสภาพศพไม่ได้เน่าเปื่อยตลอดไป

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น