10 อันดับ คนดังในประวัติศาสตร์ที่ตายประหลาดที่สุด

update :22/11/2013 14:56
views : 5547
ที่มา :
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ คนดังในประวัติศาสตร์ที่ตายประหลาดที่สุด"
10. Francis Bacon
เขาเป็นรัฐบุรุษ,นักปราชญ์, นักแต่งร้อยแก้วชาวอังกฤษ อีกทั้งเป็น นักคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่พยายามค้นหาความลับของจักรวาล แต่ไม่ทันได้คำตอบเขากลับต้องมาตายเสียก่อน ที่จริงตอนที่เกิดเหตุเขาก็อายุมากแล้วนะค่ะ อายุตั้ง 65 ปีแล้ว คือ เมื่อ ปี 1626 วันนั้นเขานั่งรถม้าไปถนนไฮเกทซึ่งเป็นวันที่หิมะตกหนัก ความหนาวและความเงียบเหงาทำให้เขาเกิดสังเกตล้อรถเมื่อบดหิมะกระจาย เผยให้เห็นต้นหญ้าเขียวขจีข้างใต้ และเกิดความสงสัยว่าทำไมต้นหญ้าโดนหิมะปกคลุมตลอดหน้าหนาวแล้วทำไมยังเขียว และสดอยู่ได้ เบคอนจึงสันนิษฐานว่าความเย็นคงเป็นตัวการรักษาความสดนั้นไว้ เบคอนสั่งหยุดรถที่จัตุรัสพอนด์ เขาให้คนขับซื้อไก่จากชาวบ้านแถวนั้นตัวหนึ่ง จัดการเชือดไก่ถอนขนเอาเครื่องในออกหมด จากนั้นท่ามกลางความประหลาดใจของคนมุงดูเบคอนก้นลงเอาหิมะยัดใส่ในท้องไก่ พอเสร็จงานก็เอาไก่ใส่กระสอบและกวาดหิมะใส่กระสอบอีกจนเต็ม ในขณะที่เขาจัดการไก่อยู่นั้น ทันใดนั้นเองเบคอนก็เกิดอาการสั่งสะท้าน เขาล้มลงบนพื้นหิมะ เขาถูกส่งตัวไปรักษาและเสียชีวิตในสองวันต่อมา สรุปคือผลการทดลองล้มเหลว แถมคนต้นคิดก็มาตายอีก ...เออ... มีเรื่องเล่านิดๆ หน่อยๆ หลังจากที่เบคอนตาย มีการพบวิญญาณไก่ที่เบคอนฆ่าที่ออกมาในรูปไก่ถอนขนในสวนจัตุรัส แห่งนั้น ปรากฏอยู่ในแสงจันทร์ และมันยังคงสิง ณ ที่แห่งนั้นเป็นเวลานานจนถึงปัจจุบัน
9. ฮอเรซ เวลส์ (Horace Wells) 21 มกราคม 1815 – 24 มกราคม 1848
ทันตแพทย์แห่งอเมริกา เกิดที่รัฐเวอร์มอนท์ เขาเป็นผู้บุกเบิกเรื่องยาชา-ยาสลบ(Anesthesia)เพื่อได้นำมาใช้ ในการถอนฟัน โดยไม่เจ็บ เลยทีเดียวค่ะ เดิมเค้าเป็นหมอฟัน และหันมาสนใจเรื่องยาชาอะไรพวกนี้ สมัยนั้นก็คือแก๊ซหัวเราะนั่นเอง เค้าก็หมกมุ่นอยู่กับการทดลอง จนผลที่ได้มีแต่ล้มเหลว อย่างไรก็ตามก็ทำให้เรารู้จักคำว่า คลอโรฟอร์ม(Chloroform addiction) ซึ่งเป็นยาชาชนิดหนึ่ง ซึ่งเขาได้ไปเห็นนักเคมีชื่อ Colton บริการให้ลูกค้าเสพ Nitrous Oxide หรือก๊าซหัวเราะ(เก็บเงินคนละ ยี่สิบห้าเซ็นต์) แต่แทนที่คนเสพจะเคลิ้ม จะขำ กลับอาละวาด ขาไปเตะโต๊ะเป็นแผลใหญ่โต แต่ไม่เจ็บ เพราะในขณะที่ก๊าซกำลังออกฤทธิ์ ฮอเรซ เวลส์ เห็นเหตุการณ์นี้ โอ้...ปิ๊งไอเดียเขา เริ่มใช้ก๊าซ Nitrous Oxide เพื่อระงับความเจ็บปวดในการถอนฟัน ประกาศโฆษณาการถอนฟันโดยไม่เจ็บปวด และนำไปแสดงต่อมหาวิทยาลัย Harvard และ โรงพยาบาล Massachusetts แต่ก็เกิดเรื่องผิดพลาดจนได้ เมื่อฮอเรซ เวลส์ ไม่สามารถควบคุมปริมาณก๊าซ Nitrous Oxide ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยตื่นขึ้นระหว่างถอนฟัน ร้องโหวกเหวก ฮอเรซ เวลส์ อับอายขายหน้าต่อธารกำนัล อย่างมาก จนเป็นคนล้มเหลวในชีวิต ต่อมาในปี 1848 ฮอเรซ เวลส์ กำลังทดลองเรื่องคลอโรฟอร์ม (Chloroform addiction) เขาทดลองกับตัวเอง จนเป็นคนติดคลอโรฟอร์ม เขาโมโหร้ายสาดกรดใส่หน้าหญิงโสเภณี สาวสองคน ศาลตัดสินว่าป่วยทางจิต เองก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ก็เลยตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยการเสพคลอโรฟอร์ม และที่แย่กว่านั้น คือ ผู้ป่วยคนที่ร้องโหวกเหวกในตอนที่เขาสาธิตนั้น สารภาพว่าที่จริงเขาแล้วมิได้เจ็บปวด แต่ตกใจที่ตื่นมาระหว่างการถอนฟัน และจำความเจ็บปวดของครั้งก่อน ๆ มามากกว่า
8. ทิโค บราห์ (Tycho Brahe) 14 ธันวาคม ค.ศ. 1546 – วันที่ 24 ตุลาคม 1601
เป็นนักดาราศาสตร์เดนมาร์ก ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในสมัยก่อน ตลอดช่วงชีวิตของทิโค เขาได้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือวัดทางดาราศาสตร์ขึ้นมากมาย เครื่องมือเหล่านั้นมีความแม่นยำในการวัดสูงมาก ถึงแม้ว่าเครื่องมือวัดเหล่านั้นจะมีขนาดใหญ่มากก็ตาม และเขาเป็นเจ้าของทฤษฏีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ในสุริยจักรวาล , แรงดึงดูดของโลกอีกด้วย ทิโค บราห์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1601 ก่อนหน้านั้นนั้นเขามีปัญหาเรื่องกระเพาะปัสสาวะที่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ วันหนึ่งในงานเลี้ยง เขาเกิดปวดฉี่ในระหว่างรับประทานอาหารขึ้นมา ด้วยความที่เขามีมารยาทและเกรงใจบรรดาแขกในงาน เขาเลยกลั้นฉี่และทนนั่งต่อไป จนเป็นเหตุทำให้เขาเกิดอาการฉี่ไม่ออก เขาทรมานถึง 11 วัน ก่อนที่กระเพาะปัสสาวะจะแตกและตาย แต่กระนั้นการตายของเขาก็ยังคงสัปสนถึงปัจจุบัน เพราะว่ามีหลายทฤษฏีที่มีข้อสันนิษฐานเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะ พิษปรอท หรืออาการ Hyponatremia หรือโรคเส้นโลหิตกันแน่ ??
7. อัตติลา หรือ อัตติลาเดอะฮั่น ( Attila the Hun) ค.ศ. 406 – ค.ศ. 453
เป็นจักรพรรดิแห่งชนฮั่นผู้ ครองจักรวรรดิฮั่นระหว่าง ค.ศ. 434 ที่เป็นจักรวรรดิสร้างความหวาดหวั่นมากที่สุดให้แก่ทั้งจักรวรรดิโรมันตะวันออก และจักรวรรดิโรมันตะวันตก พระองค์ทรงรุกรานประเทศต่างๆ ด้วยวิธีการโหดร้ายจนเป็นที่สะพรึงไปทั่วยุโรป การตายของอัตติลานั้น ค่อนข้างสับสน คือเมื่อ ค.ศ. 453 ในการเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการแต่งงานครั้งล่าสุดของเขากับสตรีสาวสวยอิลดิโค เขาดื่มน้ำจัณฑ์(เหล้า) เป็นจำนานมาก พอมาถึงห้องหออัตติลามีอาการตกเลือดกำเดาออกทางจมูกเป็นอย่างมาก และสำลักจนสิ้นพระชนม์ (นอนจมกองเลือดตาย) มีทฤษฎีหนึ่งที่จะสันนิษฐานการตายของเขา บ้างก็ว่าพระองค์ทรงประชวรด้วยเลือดออกภายใน ด้วยอาการที่เรียกว่า หลอดเลือดขอดในหลอดอาหาร (esophageal varices) เมื่อหลอดเลือดขยายตัวในบริเวณตอนล่างของหลอดอาหารแตกที่ทำให้เสียชีวิตจาก การเสียเลือด ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งที่บันทึก ราว 80 ปีหลังจากการเสด็จสวรรคต โดยนักบันทึกประวัติศาสตร์โรมันกล่าวว่า “อัตติลากษัตริย์ของชนฮั่นและผู้ทำลายเมืองต่างๆ ในยุโรป ทรงถูกแทงโดยมีดของพระมเหสี
6. คลาวดิอุส (Claudius) 1 สิงหา 10 BC - วันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 54
จักรพรรดิแห่งโรมันซึ่งเป็นพระญาติของเนโร เขาหวาดกลัวเรื่องการวางยาพิษมาก โดยเฉพาะยาพิษที่มากับอาหาร ดังนั้นคลอดิอุส มักมีนักชิมส่วนตัวอยู่ข้างตัวตลอดเวลา คอยทำหน้าที่กินอาหารและดื่มเครื่องดื่มทุกอย่างทีละนิดทีละน้อยเพื่อมั่นใจ ว่าไม่มียาพิษในอาหาร ซึ่งก่อนชิมอาหารทุกมื้อ เขาจึงคอยดูคนรับใช้ของเขาชิมอาหารเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ จากนั้นก็รอไป ... หนึ่งชั่วโมงเต็ม เพื่อมั่นใจว่าไม่มีพิษในอาหารของเขาจริง ๆ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ แม่ของเนโรที่ชื่ออกริบปิน่าต้องกังวล หล่อนต้องการให้เนโรเป็นจักรพรรดิ หล่อนจึงวางแผนลอบสังหารคลาวดิอุส โดยหล่อนวางแผน ซื้อตัวคนรับใช้ชิมอาหารของคอลอดิอุสเอาไว้ และวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 54 เป็นวันวางแผนฆ่าคลาวดิอุส อย่างแยบยล ครั้งแรกพวกเขานำเห็ดฉ่ำ ๆ นุ่ม ๆ ซึ่งเป็นอาหารจานโปรดของคลาวดิอุสมาเสริฟ์ โดยวางยาพิษชนิดอ่อนๆ ไม่ถึงกับตายลงในเห็ด ซึ่งก่อนหน้านั้นอกริบปิน่าได้ติดสินบนคนรับใช้ชิมอาหารให้เล่น ละครแห่งความ ตาย โดยวางแผนว่า หลังจากที่ฮาโลตัสกินเห็ดนี้แรกๆ ต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อพระองค์เสวยอย่างเอร็ดอร่อยจนเกือบหมด ก็ให้คนรับใช้ชิมอาหารดิ้นทุรนทุราย เสมือนกับว่าเหมือนโดนยาพิษ เข้าไป ซึ่งมันจะทำให้คลาวดิอุสเชื่อว่าตนเองกินยาพิษแบบคนรับใช้ชิมอา หารเข้าไป ด้วย ด้วยความกลัวเรื่องยาพิษขึ้นสมอง ไม่นานนักพระองค์ก็รู้สึกตัวว่าอาการไม่ดี และดิ้นรนทุรายทั้งๆ ที่พิษที่พระองค์โดนเป็นพิษอ่อนๆ ไม่ถึงตาย พระนางเห็นพระสาวมีเป็นเช่นนี้ จึงเรียกแพทย์ซีโนเฟน มาช่วยดูอาการ และแพทย์คนนี้ก็เป็นหนึ่งในส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการนี้ด้วย ซีโนโฟนทำเป็นช่วยล้างกระเพาะให้พระองค์ แต่จริงๆ แล้วกลับเอา ขนนกอาบยาพิษร้ายแรงกวาดพระศอ ส่งผลให้พระจักรพรรดิชักดิ้นชักงอสิ้นพระชนม์อย่างทุรนทุรายในทันที และเมื่อจักรพรรดิคลาวดิอุส ถูกลอบฆ่า จนเสียชีวิต เนโรจึงได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิปกครองจักรวรรดิโรมันในเวลาต่อมา (อย่าง นี้ต้องเรียกว่า อุปทาน)
5. ดอน คาร์โลส ( Don Carlos ) ปี ค.ศ.1548 - ค.ศ.1568
เป็นพระโอรสของพระเจ้าฟิลิปป์ที่ 2 แห่งสเปน (Philippe II of Spain) ผู้มีสิทธิครองบังลังก์ต่อจากพระบิดา แต่เพราะดอน คาร์โลสมีอาการวิกลจริต พระบิดาเลยสั่งเขาขังในป้อมอัลคาซาร์โดยมีทหารยามควบคุมอย่างแน่นหนา ในฤดูร้อนของปี ค.ศ.1568 เป็นช่วงที่สุดแสนจะทรมานยิ่งสำหรับเจ้าชายหนุ่มที่กักขังในหอคอยที่แทบไม่ มีหน้าต่าง ท่ามกลางความร้อนที่แผดเผาและอบอ้าวของแสงแดดสเปน ดอน คาร์โลสทรงให้นำน้ำเย็นและก้อนน้ำแข็งเข้ามาราดรดพื้นห้องให้เย็นลง พระองค์โปรดเสวยแต่ผลไม้ไปหลายวันเพราะความร้อนทำให้ทรงเบื่ออาหาร แต่ในที่สุดก็ทรงหิวโหยจนทานทน จึงขอให้ส่งอาหารพวกเนื้อและแป้งมาเสวยบ้าง ทางห้องเครื่อง จึงได้ทำพายขนาดใหญ่ที่ยัดไส้ด้วยไก่งวง 4 ตัวและปรุงรสด้วยเครื่องเทศรสจัดที่สุด(อยากรู้ว่าดอน คาณ์โลสหรือเป็นคนสั่งหรือว่าพ่อครัวทำอาหารนี้ตามใจชอบหว่า) แน่นอนว่าเจ้าชายเสวยพายยักษก้อนนั้นจนหมดเกลี้ยง เครื่องเทศรสจัดทำให้ทรงกระหายน้ำอย่างยิ่งจึงได้เสวยและดื่มน้ำเย็นจัดหลาย สิบลิตรอย่างไม่บันยะบันยังทำให้ร่างกายของพระองค์ที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งทรง ทรุดหนักลงไปอีก พระองค์เริ่มประชวรหนักตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1568 และสิ้นพระชนม์ลงอย่างทุกข์ทรมานในอีก 5 วันต่อมาโดนมิได้เห็นพระพักตร์พระบิดาครั้งสุดท้ายตามที่ร้องขอ สรุปคือดอน คาร์โลสจบพระชนม์ชีพลงเพราะเสวยจนเกินขนาดนั้นเอง
4. สมเด็จพระราชาธิบดีอดอล์ฟ เฟรดเดอร์ริค(King Adolf Frederick of Sweden) 14 พฤษภาคม 1710 – 12 กุมภาพันธ์ 1771
ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองสวีเดนตั้งแต่ 1751-1771 มีอำนาจทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่สภาสูง ความจริงในเว็บเขียนว่าเขา กินพุดดิ้งเกินขนาดนั้นแต่นั้นก็ไม่ทั้งหมด เพราะพระเจ้าเฟรดเดอร์ริคนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นคนกินจุและหัวแข็ง มาก ใครเตือนอะไรก็ไม่ฟัง ซึ่ง 12 กุมภาพันธ์ 1771 ในพระยาหารมื้อกลางวัน พระเจ้าเฟรดเดอร์ริคในตอนนั้นมีอายุมากแล้วได้เสวยอาหารหรูต่าง ๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็นกุ้งก้ามกลาม , ไข่ปลาคาเวียร์ , กะหล่ำปลีดอง (ของเยอรมัน) , , เนื้อปลารมควัน ตามด้วยเหล้าเชมเปญ ต่อด้วยของหวานผลไม้และ ขนมหวานจานโปรดของเขาคือพุดดิ้งกับขนมปั งนุ่มๆ กับนมร้อนหนึ่งชาม ซึ่งพระองค์เสวยของหวานชุดนั้นถึง 14 ชุด และนั่นเป็นสาเหตุ ให้พระองค์สิ้นพระชนม์ เพราะปัญหาในระบบทางเดินอาหารในวันนั้นเอง
3. อิเซโดล่า ดันแคน (Isadora Duncan) (27 พฤษภาคม 1877 – 14 กันยายน 1927)
รู้จักกันเป็นหนึ่งในผู้ก่อ ตั้งของการเต้นรำสมัยใหม่ ที่พัฒนามาจากฟรีแดนซ์ เธอเกิดในซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในครอบครัวที่หย่าร้างและเธอก็ต่อสู้ชีวิตเรื่อยมาจนกระทั้งมีชื่อเสียงในที่สุด การตายของเธอค่อนข้างจะแปลกนิดๆ หน่อย คือเธอเสียชีวิตเพราะถูกรัดคอและคอหักตาย เนื่องจากผ้าพันคอที่ยาวเฟื้อยของเธอเกิดไป เกี่ยวกับล้อรถบนถนน ในขณะที่เธอ กำลังเดินทางในเมืองนิวยอร์ก คนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนี้ได้บรรยายไว้ว่า “ในเวลานั้นรถยนต์คนหนึ่ง ที่กำลังวิ่งบนถนนด้วยความเร็วสูง และไม่รู้เพราะอะไรผ้าพันคอผ้าไหมยาวๆ ของเธอเกิดเกี่ยวม้วนรอบล้อรถคนนั้นพอดี และด้วยพลังมหาศาล มันลากเธอทั้งร่างไปกับรถ ไปตามท้องถนนที่เต็มไปด้วยก้อนหินเล็กๆ เธอถูกลากไปหลายหลาก่อนที่รถคันนั้นจะรู้สึกตัวและหยุดลง ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างตกใจและตื่น ตะหนก เธอถูกส่งไปแพทย์รักษาตัวในทันที หากแต่มันสายไปเสียแล้ว เธอคอหักและตายทันที”

2. คริสติน (Christine Chubbuck) 24 สิงหาคม 1944- 15 กรกฎาคม 1974
เป็นนักประกาศข่าวและคนรายงาน ข่าวทางทีวี เธอฆ่าตัวตายในขณะถ่ายทอดสดทางทีวี WXLT-TV ในเมือง Sarasota รัฐฟลอริด้า ในช่วงเช้าเมื่อ 15 กรกฎาคม 1974 ในขณะที่ทีวีกำลังถ่ายทอดสด ในขณะที่คริสตันอ่านข่าวเนื้อหาเกี่ยวกับเนื้อวัวและ ภัตตาคารอะไรสัก อย่างอยู่นั้น(ด้วยสีหน้าที่เป็นปกติ) เธอก็พูดต่อหน้ากล้องว่า “In keeping with Channel 40’s policy of bringing you the latest in blood and guts, and in living color, you are going to see another first: an attempted suicide.” จากนั้นเธอก็ดึงปืนออกจากใต้โต๊ะ และเอาปืนจ่อหัวและลั่นไกปืน เธอล้มลงไปข้างหน้าคริสตินตายทันที ต่อหน้าผู้คนที่ตกตะลึงไม่หายทั้งคนชมและทีมงาน
1. ชารอน รินะ โลพัทกา (Sharon Rina Lopatka) 20 กันยายน 1961 – 16 ตุลาคม 1996
ชารอน รินะ โลพัทกา มีอาชีพเป็นนายหน้าทางอินเตอร์เน็ตใน Hampstead, แมรี่แลนด์, อเมริกา ถูกฆาตกรรมโดย ฆาตกรที่ชื่อโรเบิร์ต เฟรเดอริค กลาส (Robert Frederick Glass) เป็นนักวิเคราะห์คอมพิวเตอร์ทางเหนือของ Carolina โดยเธอถูกทรมานและรัดคอตายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1996 ส่วนสาเหตุคือโรเบิร์ตปลื้มปิติเมื่อร่วมเพศกันและกัน แต่กรณีของ ชารอน รินะ โลพัทกา แปลกอยู่อย่าง เธอไม่เหมือนเหยื่อของฆาตกรรายอื่นๆ ที่ตายโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่หากเธอเป็นอาสาสมัคร หาฆาตกรเพื่อให้ฆาตกรฆ่าเธอเองเลยนะ โอ้...เหลือเชื่อ คือเธอไปตั้งกระทู้หาฆาตกรมาให้ ฆ่าข่มขืนเธอเล่นๆ หน่อยเพื่อเป็นการดับกระหายฆาตกร ไม่รู้เธอบ้าหรือใจบุญกันแน่ วันที่ 3 พฤศจิกายน 1996 ชารอนโพสข้อความหนึ่งตามเว็บต่างๆ เช่น fetishfeet.com และ sexbondage.com. ประมาณว่า “เธอมีความหลงใหลเกี่ยวกับการทรมานและความตาย อยากหาใครสักคนมาทำแบบนี้กับฉันบ้างจัง” หลายๆ คนที่เห็นเธอลงโฆษณาฆ่าคนที่สามารถฆ่าเธอได้ ก็นึกว่าเป็นเรื่องตลกและไม่สนใจนัก แต่หลักจากชารอน ติดต่อกับหลายๆ คนอย่างจริงจังนานๆเข้าจนกระทั้งเธอพบกลาสในตอนท้าย ที่เขาบอกว่าเขาเต็มใจที่ทำให้บรรลุ ความประสงค์ของเธอ ชารอนก็ตกลงกับกลาสว่า เธอยินดีให้เขาฆ่าตัวเธอ ให้เตรียมตัวนะ ว่าแล้วเธอก็บอกสามีว่าเธอไปเยี่ยมเพื่อนที่จอร์เจีย แมรี่ออกจากบ้านเดินทางจากสถานีไปแคโรไลน่าทางเหนือ ไปยังที่กลาสรออยู่ เมื่อมาถึงที่หมาย ชารอนก็พบกับกลาสและ เขาใช้รถกะบะพาเธอมายังบ้านเล็กๆ ของเขาในป่า เขาจัดการข่มขืน ทรมาน และฆ่ารัดคอ ชารอน และฝังศพเธอใกล้ๆ บ้านในหลุมตื้นๆ แห่งหนึ่ง เป็นอันบรรลุความปรารถนาของชารอน เรื่องราวของชารอนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Downloading Nancy เป็นหนังแนว พิศวาสฆาตกรรม

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น