10 อันดับ ทำเนียบผู้นำหญิงโลก

update :22/11/2013 14:32
views : 1920
ที่มา :
ทีมงาน Toptenthailand.com ขอเสนอ "10 อันดับทำเนียบผู้นำหญิงโลก"
10. เวโรนิกา มิเชล บาชแล็ต ประธานาธิบดีแห่งชิลี
ประธานาธิบดี หญิงของประเทศที่ยาวที่สุดในโลกและมีช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนรวยและคนจน มากที่สุดในโลก ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2006 มิเชล มีเชื้อสายฝรั่งเศส-กรีซ พูดได้ 6 ภาษา และประกาศว่าไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น ใน วัยเด็ก เธอใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในฐานะลูกสาวเศรษฐีไร่องุ่น แต่เมื่อนายพลออกุสโต ปิโนเชต์ ก่อการปฏิวัติได้จับบิดาของเธอซึ่งเป็นอดีตอธิบดีกรมปันส่วนอาหารไปทรมาน และขังครอบครัวของเธอไว้ในค่ายกักกันหลายแห่ง และสุด ท้ายถูกเนรเทศออกจากชิลีไปสู่ออสเตรเลีย เธอจบการศึกษาแพทย ศาสตร์จากเยอรมันที่มหาวิทยาลัยไลป์ซิก ในระหว่างที่ชิลีปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และปฏิบัติงานเป็นแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮุมโบลด์ในกรุงเบอร์ลิน อยู่ 2 ปี จนได้กลับสู่ ประเทศชิลีอีกครั้งในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรม ระหว่างนั้นเธอพบรักกับอเล็กซ์ โวจโควิค เทรียร์ หนึ่งในคณะก่อการลอบสังหารนายพลปิโนเชต์ในปี 1986 แต่ล้มเหลวซึ่งความสัมพันธ์ก็หยุดลงแค่นั้น ต่อมาหลังนายพลปิโนเชต์เสียอำนาจ และชิลีกลับมาเป็นประชาธิปไตย เธอเข้าร่วมกับองค์การอนามัยโลกเพื่อต่อต้านโรคเอดส์ในทวีปอเมริกา ตามด้วยเข้าศึกษาทางยุทธศาสตร์ทหารในวิทยาลัยป้องกันประเทศ และวิทยาลัยสหอเมริกาเพื่อการป้องกันประเทศแห่งกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และกลับสู่ประเทศชิลีในฐานะที่ปรึกษาอาวุโสประจำรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมชิลี ในปี 1996 มิเชลสมัครลงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกในปลายปี 1996 แต่พ่ายแพ้ได้คะแนนเป็นอันดับ 4 ในปี 2000 เธอ ได้รับเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขโดยรัฐบาลของประธานาธิบดีริคา ร์โด ลากอส และมีผลงานยอดเยี่ยมในการลดเวลารอคิวของผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐลง 90% และสนับสนุนการใช้ยาคุมกำเนิดหลังการมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดอัตราการทำแท้ง ในปี 2002 เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้บริหารนโยบายสมานฉันท์และคืนสภาพให้แก่ผู้ถูกรัฐบาลเผด็จการของปิโนเชต์ ย่ำยีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เธอได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2006 มิ เชล สนับสนุนการทำ FTA และการค้ากับประเทศต่างๆในเอเชีย ทั้งจีน บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย รวมถึงสนับสนุนสหรัฐอเมริกาซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งกับผู้นำคนอื่นๆในละติ นเมริกาที่ต่อต้านอิทธิพลสหรัฐฯ ในสมัยของเธอ ช่องว่างระหว่างคน รวยและคนจนลดลงมาก มีการกวาดล้างข้ารัฐการที่ทุจริตคอรัปชันซึ่งทำงานมาตั้งแต่สมัยนายพลปิโนเช ต์ อย่างไม่ไว้หน้า ปัจจุบัน ชิลีได้รับการสนับสนุนให้มีที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่ถูกคัดค้านโดยเปรูและเวเนซุเอลา
9. คริสตินา แฟร์นันเดซ เด เกิร์ชเนอร์ ประธานาธิบดีแห่งอาร์เจนตินา
"Don't Cry For Me, Argentina" ประโยคเด็ดของเอวิตา เปรอง ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของคริสตินา แฟร์นันเดซ เด เกิร์ชเนอร์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอาร์เจนตินา รวมถึงวิถีขึ้นสู่อำนาจของเธอก็ เช่นเดียวกัน จนชาวอาร์เจนติน่าต่างตั้งสมญานามเธอว่า "อีวา(เปรอง) คนที่สอง" คริ สตินาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีต่อจากสามีของเธอ เนสเตอร์ เกิร์ชเนอร์ เช่นเดียวกับเอวิตา เปรองที่ได้รับเลือกต่อจากฮวน เปรอง ด้วยคะแนนทิ้งห่างคู่แข่ง ขันกว่า 22% เธอจบการศึกษานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติลา ปลาตา และพบรักกับเนสเตอร์ เกิร์ชเนอร์ในมหาวิทยาลัยนั่นเอง รัฐ บาลของเกิร์ชเนอร์เป็นแนวร่วมกับเวเนซุเอลาของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ในการต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐ ในเขตละตินอเมริกา เธอถูกกล่าวหาว่ารับเงินสนับสนุนจากฮูโก ชาเวซ มาใช้ในการเลือกตั้ง และหลังจากสาบานตนรับตำแหน่ง มีการสอบสวนในคดีเงินปริศนา 790,000$ ที่ทนายความของเธอถือขึ้นเครื่องบินที่เวเนซุเอลา แต่เรื่องก็เงียบไปหลังมี การพาดพิงถึงเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุง บัวโนส ไอเรส ในเดือนมีนาคม-เมษายน เกิดการประท้วงของเกษตรกรกว่า 25,000 คน หลังจากรัฐบาลคริสตินาออกกฎหมายขึ้นภาษีส่งออกถั่วเหลือง และมีการประท้วงรุนแรงถึงขั้นล้อม ทำเนียบประธานาธิบดีกลางกรุงบัวโนส ไอเรสไว้ ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาประท้วงทำให้ความนิยมของเธอร่วงลงกว่า 20% ถูกนิตยสารการเมืองและเศรษฐกิจวิจารณ์ว่า สามีของเธอชักใยการบริหารอยู่เบื้องหลังทำให้เธอไม่สามารถตัดสิน ใจแก้ปัญหา ได้อย่างรวดเร็ว ต่อมาเธอได้แก้ไขกฎหมายใหม่และรองประธานาธิบดี จูลิโอ โคบอส ลาออกเพื่อรับผิดชอบนโยบายที่ผิดพลาด ทำให้ความนิยมของคริสตินากลับมาสูงอีกครั้งหนึ่ง ฮูโก ชาเวซ ตั้งข้อสงสัยกรณีประท้วงดังกล่าวว่า อาจ เกิดจากหน่วยสืบราชการลับ CIA ของสหรัฐฯสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่เอกอัครราชทูตสหรัฐปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
8. มิเชล ปิแอร์-ลูอิส นายกรัฐมนตรีแห่งเฮติ
นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของประเทศเฮติ อดีตประธานองค์กร NGO ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากจอร์จ โซรอส ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีเรอเนต์ เปรอวาล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม 2008 เธอ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ ยังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเฮอริเคนเข้าถล่มคาบสมุทรแคริบเบียนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เฮอริเคนกุสตาฟ เฮอริเคนฮันนาห์ และเฮอริเคนไอค์
7. เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ ประธานาธิบดีแห่งไลบีเรีย
"หญิงเหล็กแห่งแอฟริกา" ประธานาธิบดีหญิงที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกของทวีปแอฟริกา ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง เธอจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศและศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนจะกลับไลบีเรียตามคำขอ ร้องของรัฐบาล เพื่อเป็นรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลประชาธิปไตยที่ถูกรัฐประหารในปี 1980 เธอถูกจำคุกนานถึง 10 ปี หลัง ได้รับการปล่อยตัว เอลเลนเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา และเข้าทำงานกับซิตี้แบงค์ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานฝ่ายแอฟริกา ต่อมา เมื่อนายพลชาร์ลส์ เทย์เลอร์ ก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลทหารเดิมของแซมวล โด จนเกิดสงครามกลางเมืองและพยายามจัดการเลือกตั้งในไลบีเรีย เอลเลนร่วมสมัครเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้ง จนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ หลังจาก นั้นสงครามกลางเมืองได้ปะทุขึ้นอีกครั้งเนื่องจากการแทรกแซงจากประเทศเพื่อน บ้าน และการบุกรุกดินแดนข้างเคียงของนายพลเทย์เลอร์ จนเทย์เลอร์ถูกกดดันให้ลี้ภัยออกจากประเทศ และตั้งคณะกรรมการ ปฏิรูปรัฐขึ้นโดยมีเอลเลน จอห์นสัน-เซอร์ลีฟ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้วย ซึ่งทำให้มีการเลือกตั้งสามัญอีกครั้งโดยเอลเลนเข้าเลือกตั้งต่อสู้กับนัก ฟุตบอลชื่อดัง จอร์จ เวอาห์ และชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2005 หลัง ได้รับการเลือกตั้ง เอลเลน จอห์นสัน-เซอร์ลีฟ ปฏิรูปไลบีเรียด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาผ่านการสนับสนุน ของคอนโดลีซซา ไรซ์ ลอรา บุช และมิแชลล์ ฌอง(ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ประจำแคนาดา) เธอ ประกาศให้ฟรีการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการรักษาพยาบาล และฟื้นฟูสาธารณูปโภคที่เสียหายจากสงครามกลางเมือง เธอได้รับเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี 2007
6. อังเกลา แมร์เคิล สมุหนายกแห่งสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี
"หญิงเหล็กแห่งเยอรมัน" และ "บิสมาร์คหญิง" คือสมญานามของสมุหนายก(Chancellor)หญิงคนแรกของสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนีผู้นี้ สตรี ผู้ทรงอำนาจอันดับ 1 ของโลกปัจจุบันจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ผู้ก้าวมาจากอาชีพนัก ฟิสิกส์นิวเคลียร์ในเยอรมันตะวันออกได้พลิกโฉมหน้าของ เยอรมันในยุคศตวรรษที่ 21 ให้ก้าวมามีบทบาทในประชาคมโลกอย่่างเต็มภาคภูมิเยี่ยงเดียวกับที่ออตโต ฟอน บิสมาร์ค ทำให้ปรัสเซียยิ่งใหญ่ แมร์เคิลเกิดที่เมืองฮัมบวร์ก เป็นบุตรสาว ของบาทหลวงนิกายลูเธอแรนและครูสอนภาษาละติน จบการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิตสาขาฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัยไลป์ซิก และทำงานในห้องวิทจัยวิทยาศาสตร์แห่งไลป์ซิกจนได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้วย ผลงานวิชาการด้านเคมีควอนตัม เธอ สนใจก้าวสู่วงการการเมืองหลังการ ล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 และเข้าไปเป็นโฆษกพรรคประชาธิปไตยตื่นเถิด(Demokratischer Aufbruch) ในการเลือกตั้งครั้งแรกและครั้งเดียวของเยอรมันตะวันออกก่อนการรวมประเทศใน ปี 1990 ซึ่งเธอได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธ์(Bundestag)อีกครั้ง ในนามพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU) ซึ่งหลังจากการพ่ายแพ้ของเฮลมุต โคห์ล ในปี 1998 แมร์เคิลได้รับเลือกขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค และนำพาพรรคได้ชัยชนะ ติดต่อกันหกในเจ็ดครั้ง ขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านเสียงข้างมากของเยอรมัน แมร์เคิลสนับสนุนแนว คิดพันธมิตรร่วมเยอรมัน-อเมริกันในสงครามอิรักเมื่อปี 2003 และต่อต้านการคัดค้านอเมริกาของอดีตสมุหนายกแกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์อย่างรุนแรงจนนัก วิจารณ์กล่าวหาเธอว่าเป็นลูกไล่อเมริกา เมื่อถึงการเลือกตั้งในปี 2005 พรรค CDU ได้เสียงข้างมากพร้อมกับพรรคพันธมิตร ตั้งรัฐบาลผสมและขึ้นเป็นสมุหนายกหญิงคนแรก เธอพลิกบทบาทมาเป็นการทยอยถอนทหารเยอรมันออกจากอิรัก และ การนำสหภาพยุโรปให้มีบทบาทคานอำนาจในวงการการเงินและเศรษฐกิจโลกในปัญหา จริยธรรมของธนาคารโลกและ IMF ในปี 2007 แมร์เคิลได้รับตำแหน่งประธานสภายุโรปและประธาน G8 ตามวาระ เธอมีบทบาทสำคัญในการร่างสนธิ สัญญาลิสบอนและปฏิญญาเบอร์ลินเพื่อการรวมสหภาพ ยุโรป ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส มอบรางวัลพิเศษ "Charlemagne Prize" แก่แมร์เคิลเพื่อเป็นเกียรติในฐานะผู้พยายามปฏิรูปสหภาพยุโรปให้แข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งเดียว กว่าเดิม แมร์เคิลและรัฐบาลของเธอถูกวิพากษ์ วิจารณ์ในกรณีนำภาษีของชาวเยอรมันตะวันตกไปอุดหนุนการพัฒนาเขตตะวันออกที่ เพิ่งเปลี่ยนสู่ระบบทุนนิยม แต่เธอก็กล่าวว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำเพื่อความเสมอภาคของชาวเยอรมัน นอก จากนี้ยังมีปัญหาผู้อพยพชาวตุรกีและโปแลนด์ รวมถึงการพิจารณายกเลิกค่าเสียหายที่รัฐบาลเยอรมันต้องจ่ายให้อิสราเอลเพื่อ ชดเชยโศกนาฏกรรมยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกปีอีกด้วย เป็นที่รู้กัน ดีว่าแมร์เคิลเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง และติดตามการ แข่งขันนัดสำคัญของทีมฟุตบอลเยอรมันแทบทุกนัด ดังจะเห็นจากนัดชิงชนะเลิศยูโร 2008 ที่แมร์เคิลนั่งชมเกมนัดชิงร่วมกับนายกรัฐมนตรี โฮเซ่ มาเรีย ซาปาเตโร แห่งสเปนคู่แข่งนัดชิงชนะเลิศอย่างเอาจริงเอาจัง เธอได้รับตำแหน่งนักเตะและ สมาชิกกิตติมศักดิ์ของทีมเอแนร์กี้ ค็อตบุสในบุนเดสลีกาอีกด้วย
5. ลุยซา ดิแอซ ดิโอโก นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐโมซัมบิก
นายก รัฐมนตรีหญิงคนแรกของดินแดนอดีตอาณานิคมโปรตุเกส ลุยซา ดิโอโก จบการศึกษาเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตจาก LSE (London School of Economics) เธอปฏิบัติงานที่ธนาคารโลกเพื่อการพัฒนาประเทศโมซัมบิกมาก่อน แล้วจึงเข้าสู่วงการ เมืองผ่านพรรค FRELIMO ซึ่งปกครองประเทศโมซัมบิกตั้งแต่ประกาศเอกราชในปี 1975 เธอรับ ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2004 เธอสร้างมิติใหม่ให้ แก่ประเทศโมซัมบิกด้วยการรณรงค์ด้านสาธารณสุข ลดอัตราการตายของหญิงมีครรภ์ลงกว่า 75% ลดการแพร่กระจายโรคเอดส์ ตั้งเครือข่ายนักการเมืองและรัฐมนตรีหญิงเพื่อความเท่าเทียมของสิทธิทางการ เมือง รวมถึงกระตุ้นให้ประเทศต่างๆใน ทวีปแอฟริการ่วมมือกัน ปัจจุบัน โมซัมบิกมีการพัฒนาดีขึ้นกว่าประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกา ทั้งการสาธารณสุขและเศรษฐกิจ GDP รายปีต่อประชากรเพิ่มขึ้น 80% และไม่มีปัญหาขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ทรัพยกรธรรมชาติ สัตว์ป่า และป่าไม้ ได้รับการฟื้นฟู แต่คุณภาพด้านการศึกษาของประชากรยังเป็นปัญหาเนื่องจากเด็กๆส่วนใหญ่ยังต้อง ใช้แรงงานช่วยเหลือครอบครัวในการเกษตร
4. ซีไนดา กราเซียนี นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐมอลโดวา
นายกรัฐมนตรีหญิงจากพรรคคอมมิวนิสต์คนแรกและคนเดียวของโลก ณ เวลานี้ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ หมาดๆ ในเดือนมีนาคม 2008 ซีไนดา เปตรอฟนา กราชนายา เกิดในเขต ทอมสก์ สหภาพโซเวียต ในปี 1956 จบการศึกษาด้าน เศรษฐศาสตร์การเงินจากมหาวิทยาลัยแห่งมอลโดวา เธอ ขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมอลโดวาในปี 2000 และเป็นรัฐมนตรีว่าการโดยการสนับสนุนของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ โวโรนิน ในปี 2002 และเมื่อนายกรัฐมนตรีคนเดิม ลาออก ประธานาธิบดีโวโรนินเสนอชื่อเธอเพื่อรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเธอได้รับเสียงสนับสนุนในสภา 56 จาก 101 เสียง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของสาธารณรัฐมอลโดวาเมื่อเดือนมีนาคม 2008
3. ยูเลีย โวโลดึยเมียเรียฟนา ทึยโมเชงโก นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐยูเครน
" โจน ออฟ อาร์คแห่งยูเครน" ที่มาพร้อมกับเอกลักษณ์ประจำตัวคือผมถักสีบลอนด์ จบเศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยดมิโปรเปตรอฟสก์แห่งโซเวียต ประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายร้านเช่าวิดีโอที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบาย เป เรสทรอยกา ในสมัยประธานาธิบดี มิฮาอิล กอร์บาชอฟ และได้เข้าไปมีส่วนบริหารบริษัทพลังงานในเครือก๊าซพรอมของรัสเซียหลัง โซเวียตล่มสลาย เธอได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรครั้งแรกในปี 1996 สร้างกลุ่มการ เมืองของตัวเองเข้ามามีบทบาทต่อรองอำนาจในรัฐสภายูเครน ระหว่างนั้นเธอถูกรัฐบาลมอสโคว์ตั้งข้อหาลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนระหว่างพรม แดนรัสเซีย-ยูเครน และถูกประกาศจับห้ามเข้าประเทศรัสเซียระยะหนึ่ง จนปี 2002 ที่เธอเป็นหัวหน้า พรรคปิตุภูมิ(บัตเคียฟสกินา) และได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภา 7.6 % ของจำนวน สส. ในปี 2005 เธอตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคและขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐยูเครนสมัย แรก แต่ถูกประธานาธิบดีวิกตอร์ ยูซเชงโกปลดออกในเวลา 9 เดือนด้วยเหตุว่า รัฐบาลของเธอบริหารเศรษฐกิจได้ย่ำแย่ และเกิดความแตกแยกในกลุ่มพรรคพันธมิตรที่เคยสนับสนุนเธอมาก่อน อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งสามัญปี 2006 พรรคของเธอได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วยเสียงข้างมาก และรวมกลุ่มพรรค พันธมิตรตั้งรัฐบาลได้อีกครั้ง ด้วยความสนับสนุนของประธานาธิบดียูซเชงโก ในปี 2008 เกิดความร้าวฉานระหว่างนายกฯยูเลียและประธานาธิบดียูซเชงโก ในกรณีสงครามจอร์เจีย-เซาธ์ออสเซเทีย-รัสเซีย เนื่องจากประธานาธิบดียูซเชงโกให้การ สนับสนุนจอร์เจียแต่นายกฯหญิงยูเลียไม่ เห็นด้วยกับการประณามรัสเซีย และเสนอว่ายูเครนควนดำเนินนโยบายเป็นกลาง จึงเสนอร่างกฎหมายสอบสวนประธานาธิบดีเพื่อปลดออกจากตำแหน่ง และก่อให้เกิดวิกฤตการเมืองอีกครั้งในยูเครน นัก วิจารณ์กล่าวว่า ยูเลียเป็นนักบริหารที่เล่นการเมืองเก่ง แต่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าทรัพย์สินของเธออาจได้มาโดยมิชอบ เธอยังถูกกล่าวหาว่าเล่นพรรคเล่นพวกและพยายามปกครองในรูปแบบคณาธิปไตย รวมถึงมีแนวโน้มเข้าข้างรัสเซีย แต่เมื่อดูจาก ประวัติของเธอแล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เธอเป็นผู้นำหญิงที่เก่งกาจและงดงามมากที่สุดคนหนึ่งของโลก
2. กลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์
ประธานาธิบดี คนที่ 14 และประธานาธิบดีหญิงคนที่สองของฟิลิปปินส์(ต่อจากคอราซอน อาคิโน) บุตรีของรัฐบุรุษมาคาปากัล ดิออสดาโด จบการศึกษาเศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ หลังศึกษาจบเธอเป็นอาจารย์ใน มหาวิทยาลัยอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะสมรสกับทนายความ หนุ่มโฮเซ่ มิเกล อาร์โรโยและเข้าสู่วงการเมือง โดยสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี 1992 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสามัญครั้งแรกหลังการล้มล้างระบอบเผด็จการของเฟอร์ดิ นานด์ มาร์กอส อาร์โรโย ลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีใน ปี 1998 แต่ถูกอดีตประธานาธิบดีฟิเดล รามอส เกลี้ยกล่อมให้ลงสมัครเป็นรองประธานาธิบดีคู่กับโฮเซ่ เด เวเนเซีย แต่สุดท้ายแล้วผู้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคือ โจเซฟ เอสตราดา(หมายเหตุ : ฟิลิปปินส์แยกการเลือกตั้งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีแยกจากกันครับ) อาร์ โรโยลาออกจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในปี 2000 หลังจากประธานาธิบดีเอสตราดาถูกฟ้องร้องในข้อหาทุจริต เธอไม่ได้ร่วมขึ้นเวทีประท้วงเอสตรา ดาแต่ร่วมลงนามเรียกร้องให้เอสตราดาลา ออกจากตำแหน่งด้วย และหลังจากเกิดจลาจลต่อต้านเอสตราดารุนแรง ศาลฎีกาสูงสุดของฟิลิปปินส์ประกาศให้เอสตราดาหลุดจากตำแหน่ง และคณะผู้พิพากษาลงความเห็นตามข้อกฎหมายให้อาร์โรโยขึ้น เป็นประธานาธิบดีคน ใหม่ของฟิลิปปินส์แทนเอสตราดาในปี 2001 อาร์โรโยบริหารประเทศ ฟิลิปปินส์ตามรูปแบบรัฐการ และสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยว เห็นด้วยและสนับสนุนการทำสงครามอิรักของสหรัฐฯโดยส่งทหารฟิลิปปินส์เข้าสู่ สมรภูมิด้วย เนื่องจากต้องการการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์เพื่อต่อต้านกลุ่มกบฎแบ่งแยกดิน แดนและผู้ก่อการร้ายตามหมู่เกาะต่างๆ เช่น กลุ่มอาบู ไซยาฟ ที่มินดาเนา เป็นต้น รัฐบาลของอาร์โรโยถูกต่อต้านและกล่าวหาจากทั้งผู้สนับสนุนอดีต ประธานาธิบดี เอสตราดาและกลุ่มทหาร แต่ประชาชนและคริสตจักรคาทอลิกยังให้ความเชื่อมั่นในตัวเธออยู่เนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจและสังคมของฟิลิปปินส์ดีขึ้นจากสมัยของเอสตราดาพอควร อาร์ โรโยนับถือและเชื่อมั่นแนวทางการบริหาร เศรษฐกิจแบบทักษิโณมิกส์ เปิดเสรี FTA ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี รวมถึงนำนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ไทยปรับปรุงจากแนวทางของเมืองโออิ ตะ ประเทศญี่ปุ่น ไปประยุกต์ใช้เรียกว่า Philippines OTOP (One Town One Product) ซึ่งก็ถูกฝ่ายค้านระบุว่าสร้างภาพและล้มเหลวเช่นเดียวกันกับไทย
1. เฮเลน คลาร์ก นายกรัฐมนตรีแห่งนิวซีแลนด์
นายก รัฐมนตรีคนที่ 37 ของนิวซีแลนด์ เฮเลน คลาร์ก จากพรรคเลเบอร์ เธอชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1999 และชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2005 ประเทศนิวซีแลนด์อยู่อย่างสงบสุขและเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนานโยบายการ ศึกษาดังจะเห็นได้ว่าผู้มีอันจะกินในประเทศไทยหลาย คนนิยมส่งลูกหลานของตนไปเรียนที่นิวซีแลนด์ เธอยังสนับสนุนการฟื้นฟู ประเพณีวัฒนธรรมของชาวเมารี และเปิดโอกาสให้ชาวเมารีมีสิทธิ์มีเสียงในการปกครองประเทศ จนเป็น สส. ใน พรรคแรงงานได้ มีครั้งหนึ่งที่เธอเอ่ยปากขอโทษที่เหล่าชาวผิวขาวมา บุกรุกและแย่งแผ่นดินชาวเมารีในอดีตจนถูกนักการเมืองฝ่ายค้านยกมาโจมตีในสภา แต่เธอก็ไม่ยี่หระและกล่าวว่ามันคือความจริงที่ชาวนิวซีแลนด์และโลกต้องยอม รับ เธอ ปฏิเสธการส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิรักของสหรัฐฯในปี 2003 ประกาศว่านิวซีแลนด์เป็นเขตปลอดนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิงและเป็นดินแดนที่เป็น กลางอย่างสมบูรณ์แม้ว่าจะอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษก็ตาม ประธานาธิบดี เจียง เจ๋อ หมิน แห่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนเอ่ยคำชื่นชมเธอว่า เป็นเพื่อนเก่าที่แสนดี อย่างไรก็ดี เธอถูกสอบสวนในข้อกล่าวหาใช้งบประมาณเลือกตั้งเพื่ออุดหนุนพรรคแรงงานอย่าง ผิดปกติในการเลือกตั้งปี 2005 แต่พ้นผิดด้วยเหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอ

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น