10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 28 มกราคม 2556

update :22/11/2013 13:48
views : 1035
ที่มา : เครดิต : เรียบเรียงโดย ทีมงาน toptenthailand.com ; แหล่งที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 28 มกราคม 2556"
10. แฉ! กัมพูชา ห้าม วีระ อ่าน-เขียนหนังสือ โดนขังเดี่ยว ห้ามคุยกับใคร
แฉ! กัมพูชา ห้าม วีระ อ่าน-เขียนหนังสือ โดนขังเดี่ยวห้ามคุยกับใคร ชี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน วอนกระทรวงการต่างประเทศดูแลเรื่องนี้โดยด่วน วันนี้ (28 มกราคม) นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา ได้หารือในที่ประชุมวุฒิสภา ถึงกรณีที่เข้าไปเยี่ยม นายวีระ สมความคิด ที่ถูกจับกุมด้วยข้อหาโจรกรรมข้อมูลความมั่นคง เพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ โดย นพ.เจตน์ ระบุว่า จากการสอบถามสารทุกข์สุขดิบ ของนายวีระ ทราบว่า นายวีระถูกจำคุกมาทั้งหมด 2 ปีเศษ คือตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2553 ในข้อหา "การล้ำพรมแดน" ซึ่งเป็นข้อหานายวีระไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากนายวีระถูกจับกุมในหมู่บ้านหนองจาน ที่เป็นพื้นที่ของไทย ทั้งนี้ นายวีระ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ และรัฐบาลชุดก่อน กำลังจะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน เพราะไม่พยายามที่จะต่อสู้ เนื่องจากไปยอมแผนที่มาตรา 1: 200000 ที่กัมพูชายึดถือ ซึ่งเป็นประเทศฝรั่งเศสทำขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงสันปันน้ำตามหลักสากล นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่ช่วยเหลือนายวีระ ที่ตอนนี้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยถูกขังเดี่ยว ไม่ยอมให้นายวีระพูดคุยกับใคร อีกทั้งยังไม่ยอมให้นายวีระเขียนหรืออ่านหนังสืออีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศต้องลงมาดูแล เพราะการสูญเสียอิสรภาพโดยไม่มีความผิดกระทบต่อจิตใจมากอยู่แล้ว แต่ต้องมาอ่านและเขียนหนังสือไม่ได้อีก ถือว่าเป็นการผิดหลักสากลของทุกองค์กรระหว่างประเทศทุกแห่ง
9. ระวัง! แมลงก้นกระดก... แมลงพิษร้ายที่มาพร้อมกับฝน
ระวัง! แมลงก้นกระดก... แมลงพิษร้ายที่มาพร้อมกับฝน เพียงแค่ปัด สัมผัส ก็เกิดแผลพุพอง ถ้าโดนตาเสี่ยงตาบอดได้ วันนี้ (28 มกราคม) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับพิษของเจ้าแมลงก้นกระดก ที่ขณะนี้กำลังออกอาละวาดอีกครั้ง โดยพิธีกรเล่าเรื่องราวของพนักงานที่อยู่ในช่อง ชื่อ สิริทรัพย์ ให้ฟังว่า คุณสิริทรัพย์ ได้เดินทางไปวัดแห่งหนึ่ง พบแมลงตัวนี้บินวนใกล้ ๆ เลยเอามือไปปัด และอาจจะเผลอเอามือไปเช็ดหน้า ต่อมาเวลาไม่กี่ชั่วโมง คุณสิริทรัพย์ ก็รู้สึกผิดปกติที่ใบหน้า แต่ก็คิดว่าเป็นผื่นธรรมดา แต่ผ่านไปสามวัน รอบดวงตาก็แดงก่ำ พุพอง คล้ายจะเป็นหนองข้างใน ทั้งนี้ เมื่อคุณสิริทรัพย์ ไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์ระบุว่า โดนพิษของแมลงก้นกระดก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าด้วงปีกสั้น หรือ แมลงน้ำกรด เป็นแมลงขนาดเล็กประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ส่วนหัวมีสีดำ ปีกน้ำเงินเข้มขนาดเล็ก และส่วนท้องมีสีส้ม แมลงชนิดนี้มักจะงอส่วนท้ายเมื่อเกาะอยู่กับพื้น จึงมักเรียกว่า "แมลงก้นกระดก" พบกระจายทั่วโลกมากกว่า 600 สปีชีส์ โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น มักอาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น ชอบออกมาเล่นไฟและแสงสว่างตามบ้านเรือน โดยเฉพาะจะมีมากในช่วงปลายฤดูฝน
8. เฉลิม ลั่นหากผู้ว่าฯ-ผู้การ ไม่ปราบยา ย้ายแน่
ร.ต.อ.เฉลิม จับมือ ชาวขอนแก่น ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด ขู่ย้าย ผู้ว่าฯ - ผู้บังคับการฯ ออกจากพื้นที่ หากไม่ปราบปรามยาเสพติด วันนี้ (28 มกราคม) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประกาศเจตนารมณ์จังหวัดขอนแก่น ไม่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น โดยมีชาวจังหวัดขอนแกน กว่า 30,000 คน ร่วมประกาศเจตนารมณ์และรับมอบธงพลังแผ่นดิน ขจัดสิ้นยาเสพติด ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก อย่างต่อเนื่อง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญในการประกาศปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่าง ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ที่จะต้องทำงานกันแบบคู่ขนาน ซึ่งหากพบว่าจังหวัดมีผลการปฏิบัติงานที่ไม่ต่อเนื่อง หรือไม่มีผลการดำเนินงานในการด้านของการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ก็จะมีการเสนอย้ายออกนอกพื้นที่ทันที
7. กองทัพบก ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องยิงรถข่าวเอเอสทีวี
กองทัพบก ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องปมยิงรถข่าวเอเอสทีวี ชี้ เรื่องความขัดแย้งระหว่างกันมันจบไปนานแล้ว วอนอย่านำเรื่องนี้มาโยงกันอีก เมื่อวานนี้ (27 มกราคม) พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยหลังจากเหตุการณ์คนร้ายยิงรถข่าวของสำนักเอเอสทีวี ผู้จัดการว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่น่าเกิดจากฝีมือของนายทหารกลุ่มเดิม เนื่องจากเรื่องดังกล่าวได้จบลงไปแล้ว อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็ได้สั่งไม่ได้ทหารแสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว และขอให้ทุกฝ่ายอย่านำเรื่องดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับทหาร เหตุเพราะกองทัพไม่มีความขัดแย้งกับฝ่ายใดทั้งนั้น ขณะที่วันนี้ (28 มกราคม) พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยืนยันว่า ทหารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงรถข่าวเอเอสทีวีฯ เพราะเป็นคนที่ไม่สนับสนุนความรุนแรงอยู่แล้ว และต่างฝ่ายต่างมีความเคารพซึ่งกันและกัน ส่วนประเด็นการดูแลชายแดนพื้นที่พิพาทเขาพระวิหาร ที่ได้ประชุมกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า ในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท ควรจะว่ากันตามกติกาสากล แต่ถ้าหากพื้นที่ที่มีเขตแดนชัดเจนว่าเป็นของไทย แล้วทางกัมพูชารุกล้ำเข้ามา ไทยก็จะปฏิบัติการทางการทหารอย่างเต็มที่ แต่ถึงอย่างไร เรื่องดังกล่าวก็คงต้องจบด้วยการเจรจาเป็นขั้นตอนสุดท้ายอยู่ดี
6. อู๊ด เป็นต่อ ยัน ไม่ทราบพี่สะใภ้ค้ายา ปล่อยเป็นหน้าที่ตำรวจ
ตำรวจกาฬสินธุ์ เร่งล่าตัวพี่สะใภ้ อู๊ด เป็นต่อ เอเยนต์ค้ายารายใหญ่ในท้องที่ - ด้านดาราตลกยันไม่เกี่ยวเรื่องนี้ หวั่นกระทบงาน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ ผิดก็ว่าไปตามผิด เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการฝ่ายความมั่นคง ได้นำหมายค้นจากศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ขอเข้าตรวจค้นรีสอร์ทชื่อ บ้านพักลูกโดด ของ นางวาสนา ธีระวิทยากุล อายุ 49 ปี หลังจากใช้เวลากว่า 1 ปีเศษ จนสืบทราบว่า เจ้าของรีสอร์ทแห่งดังกล่าว พัวพันเป็นเอเยนต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กุฉินารายณ์ ได้จับกุมตัวเครือข่ายค้ายาเสพติดได้ 2 คน เป็นอดีตลูกจ้างเทศบาลเมืองบัวขาวและภรรยา โดยจับได้พร้อมกับของกลางเป็นยาบ้า 15,727 เม็ด โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพว่า เป็นเพียงคนส่งยาบ้าให้ลูกค้ารายย่อยเท่านั้น โดยยาบ้าทั้งหมดรับมาจาก นางวาสนา ก่อนที่ นางวาสนา จะโทรศัพท์ติดต่อกับผู้ต้องหา ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนอยู่ ระบุว่า ต้องการให้นำยาบ้ามาคืนทั้งหมด เพราะต้องนำไปส่งให้ลูกค้ารายใหญ่ก่อน เจ้าหน้าที่ทำการบันทึกเสียงเอาไว้ได้ทั้งหมด จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอออกหมายค้นและหมายจับดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า นางวาสนาไหวตัวทันและหลบหนีไปได้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า นางวาสนา เป็นเอเยนต์ค้ายารายใหญ่ในพื้นที่ มีฐานะร่ำรวยนับสิบล้านจากการทำธุรกิจผิดกฎหมาย โดยจะสั่งยามาจากประเทศเพื่อนบ้านและใช้วัยรุ่นหรือญาติส่งยาต่ออีกที และสามารถหลบหนีการจับกุมได้หลายครั้ง เป็นบุคคลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ต้องการตัวมากที่สุด นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า นางวาสนา เป็นภรรยาของข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอกุฉินารายณ์ ซึ่งเป็นพี่ชายของ นายธีระชาติ ธีระวิทยากุล หรือ อู๊ด เป็นต่อ จากละครซิทคอมชื่อดัง เป็นต่อขั้นเทพ โดยนางวาสนา มีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ของดาราตลกนั่นเอง จากการสอบถาม นายธีระชาติ ธีระวิทยากุล หรือ "อู๊ด เป็นต่อ" ถึงความสัมพันธ์กับนางวาสนานั้น เจ้าตัวก็ยอมรับว่า เป็นพี่สะใภ้จริง ๆ เพราะแต่งงานกับพี่ชายคนโต ส่วนตัวตกใจกับข่าวที่เกิดขึ้นนี้มาก และไม่อยากจะคิดว่าเรื่องนี้มันจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว รู้สึกช็อก ไม่รู้ว่าชื่อเสียงวงศ์ตระกูลที่เราสั่งสมมามันจะจบลงแบบนี้ และคิดว่าพี่ชายคงจะไม่ทราบเรื่อง อีกทั้งพี่สะใภ้ก็เป็นคนร่าเริงแจ่มใส ชอบเอ็นเตอร์เทน แต่ที่บ้านไม่มีใครระแคะระคายเลยว่าเขาเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด เพราะพี่สะใภ้บอกว่ากู้เงินมาทำห้องแถวให้เช่าเท่านั้น และช่วงนี้งานตนก็กำลังจะไปได้สวย แฮปปี้มาก ๆ แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น งงไปหมด ทั้งนี้ ตนก็กลัวกระทบกับงานเหมือนกัน เพราะเรื่องแบบนี้ก็ไม่มีใครอยากเข้ามายุ่ง อีกอย่างตอนนี้ถ้าข่าวออกไปก็กลัวว่าทางค่ายจะมองเราไม่ดี และแม่ผมก็อายุมากแล้ว ท่านเป็นโรคหัวใจเรากลัวท่านจะช็อก เลยไม่อยากไปถามหรือไปบอกอะไรให้ท่านไม่สบายใจ จริง ๆ คิดว่าปีนี้ดวงเราจะเฮงเพราะงานรุมเข้ามาเยอะ ไม่น่ามีเรื่องนี้เข้ามาให้เสียชื่อเสียงเลย ตอนนี้ทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ตลกคนดังยังบอกอีกว่า ได้คุยเรื่องนี้กับพี่ชายแล้ว เขาก็ขอโทษและเสียใจมากที่ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ซึ่งทางพี่ชายก็พร้อมจะให้ข้อมูลกับตำรวจทุกอย่าง และยืนยันว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อนเลย ทั้งนี้ พี่ชายอยากให้พี่สะใภ้มามอบตัว ไม่ใช่หนีไปแบบไม่รู้จุดหมายแบบนี้ หลังจากนี้ก็ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป ตนและครอบครัวคงทำอะไรไม่ได้ เพราะนี่เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนที่มีข่าวว่า นางวาสนา ใช้ญาติ ๆ เป็นสายส่งยาเสพติดด้วยนั้น อู๊ด เป็นต่อ บอกว่า ตนไม่ได้ถามพี่ชายเรื่องนี้ แต่คาดว่าน่าจะหมายถึงญาติฝั่งพี่สะใภ้มากกว่า และก็ไม่ทราบว่า พี่สะใภ้ค้ายามานานแค่ไหนแล้ว คาดว่าน่าจะไม่นานนี้ เพราะเขาก็มีธุรกิจส่วนตัว ปล่อยเงินกู้อยู่ ตอนนี้รู้สึกห่วงพี่ชายมาก คงเป็นเวรกรรม ต่อให้พี่สะใภ้หนีตำรวจได้ ก็คงหนีกรรมไม่พ้นแน่ และตนก็ไม่เห็นด้วยแน่นอน หากใครทำอะไรให้ประเทศชาติต้องเดือดร้อน ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด
5. แม่ใจร้าย พาลูกวัย 15 เร่ขายตัวให้ฝรั่ง หาดพัทยา อ้างมีหนี้เยอะ
แม่ใจร้าย พาลูกสาววัย 15 เร่ขายตัวให้ฝรั่ง หาดพัทยา อ้างมีหนี้เยอะ รับสารภาพทำมาแล้ว 2 ครั้ง ได้ราคา 2,500 บาทต่อครั้ง วานนี้ (27 มกราคม) พล.ต.ต.คัชชา ภาษศาสตร์ ผบก.จ.ชลบุรี รับแจ้งว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งนำเด็กหญิงมาเร่ขายบริการทางเพศให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ริมหาดพัทยา จึงรุดไปติดตามจับกุมตัว และพบว่า หญิงคนดังกล่าวชื่อ นางสาวจิตรา (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ชาวจังหวัดสุรินทร์ ได้นำนางสาวหนึ่ง (นามสมมติ) ลูกสาวแท้ ๆ อายุ 15 ปี เสนอตัวขายบริการให้กับชาวต่างชาติ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนล่อซื้อ โดยการส่งสายลับชาวต่างชาติ ทำการติดต่อซื้อบริการทางเพศนางสาวหนึ่งกับนางสาวจิตราผู้เป็นแม่ ในวงเงิน 2,500 บาท พร้อมกับนัดแนะกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านพัทยากลาง ต่อมาเมื่อถึงเวลานัดหมาย นางสาวจิตราได้พานางสาวหนึ่งมาส่งให้สายลับ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงตัวเข้าจับกุม พร้อมเงินของกลางจำนวน 2,500 บาทด้วย อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนนางสาวจิตรา ผู้เป็นแม่ รับการสารภาพว่า ตนจำใจพาลูกสาวเสนอขายบริการทางเพศมา 2 ครั้งแล้ว เนื่องจากตัวเองมีหนี้สินมาก ทั้งนี้ หลังจากการสอบสวนเบื้องต้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวัน พร้อมกับควบคุมตัวนางสาวจิตราไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนนางสาวหนึ่งเจ้าหน้าที่ได้ส่งไปยังสถานเลี้ยงเด็กบ้านบางละมุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
4. ศธ. ชงปฎิรูปหลักสูตร ป.1-ม.6 เลิกเรียนวิชาซ้ำ - ลดชั่วโมงเรียน
ศธ. หารือปฎิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ป.1 - ป.6 ยกเลิกเรียนวิชาที่ซ้ำกันในแต่ละปี ปรับลดชั่วโมงเรียน พร้อมเสนอปรับโครงสร้าง ศธ. แยกการอุดมศึกษาออกเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงนามตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อดำเนินการศึกษาเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยจะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับการทบทวนโครงสร้างหลักสูตรตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1( ป.1) - ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) ซึ่งที่ผ่านมามีนักวิชาการจำนวนมากสะท้อนว่า เนื้อหา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ของไทยต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยคาดว่า จะได้ข้อสรุป และสามารถทดลองใช้หลักสูตรใหม่ได้ประมาณปลายปีนี้ นายภาวิช กล่าวว่า คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด จะมีผู้ทรงวุฒิด้านการศึกษา ครู และสมาคม หรือองค์กรด้านศึกษา มาช่วยระดมความเห็นในการปรับแก้ โดยประเด็นหลัก ๆ ที่ต้องหารือ เช่น การปรับโครงสร้างหลักสูตรตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 และรายวิชาเรียนของแต่ละช่วงชั้น เพราะปัจจุบันทุกช่วงนั้นเรียนวิชาซ้ำ ๆ กัน ในอนาคตอาจจะปรับเปลี่ยนรายวิชาการเรียนใหม่ อาจแบ่งเป็นช่วงชั้นช่วงละ 3 ปี เช่น วิชานี้เริ่มเรียนตั้งแต่ ป.1-3 อีกวิชาเริ่มเรียนในชั้น ป.4-6 เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องทบทวนจำนวนชั่วโมงเรียนในแต่ละวันด้วยว่าควรต้องลดลงหรือไม่ เพราะปัจจุบันเด็กไทยเรียนเฉลี่ยวันละ 7-8 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มองว่าชั่วโมงเรียนมากเกินไป ในส่วนของกรณีที่นายพงศ์เทพลงนามเห็นชอบร่างโครงสร้าง ศธ. ใหม่ โดยยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขึ้นเป็นแท่งหนึ่งของ ศธ. ยกฐานะสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีฐานะเทียบเท่ากรม และเป็นนิติบุคคลภายใต้สำนักงานปลัด ศธ.และให้การเสนองานต่าง ๆ ขององค์กรหลักอื่น ๆ ต้องผ่านสำนักงานปลัด ศธ. นั้น ทั้งนี้ เป็นการดีที่ ศธ. จะปรับปรุงโครงสร้างใหม่ทั้งหมด เพราะถ้ายังเป็นโครงสร้างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน การศึกษาของชาติจะยิ่งอ่อนแอ โดยเฉพาะในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่หลังจากรวมกับ ศธ. แล้ว การอุดมศึกษาไทยอ่อนแอลงอย่างชัดเจน โดยนายภาวิช เสนอว่า หากต้องการให้การอุดมศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้มแข็ง ควรแยกการอุดมศึกษาออกเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่ 1. แยก สกอ. ออกเป็นกระทรวงใหม่ 2. นำงานอุดมศึกษาไปรวมกับงานวิจัยและตั้งเป็นกระทรวงใหม่ เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ทำงานวิจัยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 3. นำการอุดมศึกษา การอาชีวศึกษาและงานวิจัย รวมกันเป็นกระทรวงใหม่ อย่างไรก็ดี นายภาวิช กล่าวว่า ขณะนี้โครงสร้างในส่วนของเขตพื้นที่การศึกษายังคลุมเครือ ถึงแม้จะแยกเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา แต่ยังมีปัญหาเรื่องของเขตกับโรงเรียน และปัญหาการกระจายอำนาจที่ยืดเยื้อมานาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ส่งรูปแบบในการกระจายอำนาจมาแล้ว ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้ดูแล เบื้องต้นพบว่ายังไม่สมบูรณ์ ต้องหารือกันอีกสักระยะหนึ่ง ด้านนางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 1 ชุด มีสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) เป็นหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการ โดยจะต้องดูตัวชี้วัด และโครงสร้างเวลาเรียนของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด ที่จะเป็นหลักสูตรที่อิงมาตรฐานให้สถานศึกษานำไปจัดการเรียนการสอนเองซึ่งจะต้องดูในประเด็นของเนื้อหาการเรียนการสอนว่าแน่นไปหรือไม่ และต้องทบทวนรายวิชาต่าง ๆ ให้ทันสมัย จะต้องดูในมิติของสถานศึกษา และต้องนำเอาผลคะแนนเฉลี่ยสะสม (จีพีเอ) และผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) มาประกอบด้วย เพื่อให้เห็นว่าเนื้อหามากและเนื้อหาน้อย ส่งผลต่อการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน ขณะที่ แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ สพฐ. กล่าวว่า สวก. ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก สพฐ. ให้ดูแลการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับทีมของนายภาวิช ทาง สวก. ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการไว้แล้ว เช่น ทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าเป็นอย่างไร ในแต่ละกลุ่มวิชาต้องเรียนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะต้องเปรียบเทียบข้อมูลการใช้หลักสูตรของประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนี้ จะต้องดูความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัดที่กำหนดเป็นรายชั้นปีของหลักสูตรว่าซ้ำซ้อนหรือไม่ ส่วนเนื้อหาในแต่ละวิชาต้องดูด้วยว่าทันสมัยหรือไม่ หากไม่ทันสมัยต้องปรับใหม่ ทั้งนี้ ในวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในเรื่องหลักสูตรจากครูผู้สอนทั่วประเทศ ส่วนครั้งที่ 2 จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการมาร่วมแสดงความคิดเห็น และครั้งที่ 3 จะเปิดเป็นเวทีโต๊ะกลมให้ทุกฝ่ายเข้าร่วม รวมถึงนักเรียนด้วย
3. มติเซนต์คาเบรียล สั่ง ภราดาอานันท์ ยุติบทบาท ผอ.อัสสัมชัญ
ผู้บริหารมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลประกาศให้โรงเรียนอัสสัมชัญประถมและมัธยม เปิดเรียนแล้ววันนี้ (28 มกราคม) เผยเหตุวุ่นวายผ่านพ้นไป ล่าสุดทาง มติเซนต์คาเบรียล สั่ง ภราดาอานันท์ ยุติบทบาท ผอ.อัสสัมชัญ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา คณะครูและศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ ร่วมกันแต่งชุดดำมาชุมนุมที่หน้าโรงเรียน เพื่อคัดค้านการยุบรวมโรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถมกับมัธยมศึกษา พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้องให้ปรับเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท ตามมติของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย แต่ภราดาอานันท์ ปรีชาวุฒิ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ กลับมีคำสั่งให้ปิดโรงเรียนอย่างกะทันหันตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ โดยไม่แจ้งให้ผู้ปกครองและครูทราบล่วงหน้า เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่ครูและผู้ปกครอง รวมถึงศิษย์เก่า จนลุกลามบานปลายถึงขั้นเรียกร้องให้ปลด ภราดาอนันท์ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ และเรียกร้องให้โรงเรียนเปิดสอนตามปกติในวันที่ 28 มกราคม อย่างไรก็ตาม ล่าสุด วานนี้ (27 มกราคม) ผู้บริหารมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ได้มีการประชุมกันเป็นการภายใน และมีมติให้โรงเรียนอัสสัมชัญทั้งแผนกประถม และมัธยมศึกษา เปิดเรียนตามปกติในวันที่ 28 มกราคมนี้แล้ว โดยเว็บไซต์ของโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้ลงประกาศเรื่องการเปิดเรียนตามปกติ ลงชื่อ ภราดาอานันท์ ปรีชาวุฒิ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ระบุว่า... "โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม ขอประกาศเปิดเรียนตามปกติในวันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2556 จากที่ได้ประกาศไว้เดิมคือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เนื่องจากสถานการณ์ก่อความวุ่นวายและการประท้วงของบุคคลหลายกลุ่มภายในบริเวณโรงเรียนได้ผ่านพ้นไปเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา และคาดว่าเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก จนเป็นผลกระทบต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของนักเรียนและต่อการบริหารของโรงเรียน จึงพิจารณาให้เปิดทำการเรียนการสอนตามปกติตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2556" อย่างไรก็ดี นายสิทธิชัย ปริญญานุสรณ์ โฆษกเครือข่ายครูและศิษย์กู้วิกฤติอัสสัมชัญ ได้เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมกับ คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) และมูลนิธิเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ตลอดจนครูอาจารย์ฝ่ายประถมและมัธยมศึกษา นานกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อหาทางออกและแก้ไขปัญหา โดยยืนยันว่า ทางกลุ่มต้องการให้ ภราดาอานันท์ ปรีชาวุฒิ ผอ. โรงเรียนอัสสัมชัญ พ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะลาออก หรือปลดออกก็ตาม จากนั้น จึงจะพิจารณาในส่วนของข้อเรียกร้องอื่น ๆ ต่อไป พร้อมระบุว่า ในการพิจารณาปลด ผอ. ออกนั้น เป็นอำนาจของทางมูลนิธีเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย และไม่ใช่อำนาจของ กช. นอกจากนี้ นายสิทธิชัย ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ครูอาจารย์ทั้งฝ่ายประถมและมัธยม รวมถึงศิษย์เก่า ได้รวมตัวกันเพื่อเดินหน้าต่อสู้ ภายใต้ชื่อ เครือข่ายครูและศิษย์กู้วิกฤติอัสสัมชัญ โดยมีข้อเรียกร้อง 6 ข้อ อาทิ เรียกร้องให้ ภราดาอานันท์ ปรีชาวุฒิ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ และแต่งตั้งภราดาที่เคยเป็นอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญ มาดำรงตำแหน่งแทน / คืนงบประมาณที่ได้มาจากค่าเล่าเรียนค่าแรกเข้าให้กับทางโรงเรียน / ยกเลิกการควบรวมโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษา รวมถึงให้โรงเรียนปฏิบัติตามคำสั่งของมูลนิธิเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ในเรื่องของการปรับเงินเดือน และคืนสวัสดิการให้ครูและบุคลากร ทั้งนี้ นายสิทธิชัย กล่าวว่า ทางกลุ่มกู้วิกฤติอัสสัมชัญ มีนโยบายและเตรียมการเคลื่อนไหวไว้พร้อมแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผย เนื่องจากต้องรอดูท่าทีและข้อสรุปจากที่ประชุมก่อน ว่าจะดำเนินการอย่างไร พร้อมกันนี้ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ทาง กช. และมูลนิธีเซนต์คาเบรียลฯ อยู่ระหว่างการประชุมร่วมกัน หลังจากได้เชิญตัวแทนฝ่ายครูอาจารย์ของทั้ง 2 โรงเรียนและศิษย์เก่าออกจากที่ประชุมเป็นการชั่วคราว ก่อนที่จะประชุมกันต่อ โดยมีรายงานว่า ภราดาอานันท์ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้แต่อย่างใด ส่วนความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันนี้ (28 มกราคม) หลังจากการประชุมหารือภาคบ่าย ทาง มูลนิธิเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ได้มีมติให้ ภราดาอานันท์ ปรีชาวุฒิ ยุติบทบาท ผอ. โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยจะมีการแต่งตั่งผู้ที่มาปฏิบัติหน้าที่แทน ภายใน 2 - 3 วันนี้ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาตรวจสอบ ส่วนการควบรวมโรงเรียน และการปรับค่าจ้างเงินเดือน ยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยยืนยัน การดำเนินการทุกอย่างอยู่บนหลักการและคำนึงถึงนักเรียนเป็นสำคัญ
2. สดร. แจงดวงอาทิตย์พ่นมวลโคโรนา ไม่กระทบสิ่งมีชีวิตบนโลก
ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกเรื่องอันตรายจากเหตุดวงอาทิตย์พ่นมวลโคโรนาใส่โลก ยันไม่กระทบสิ่งมีชีวิต ชี้เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ วันนี้ (28 มกราคม) รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ได้เผยถึงข่าวข่าวที่องค์การนาซ่าเผยแพร่ภาพภาพและคลิปวีดีโอขณะเกิดประจุไฟฟ้ากำลังสูง หรือพายุสุริยะ ซึ่งเป็นการพ่นมวลขนาดใหญ่ออกมาจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ เมื่อคืนวันที่ 23 มกราคม โดยระบุว่า ทิศทางของประจุไฟฟ้าพลังงานสูงดังกล่าวจะพุ่งมายังโลก โดยมีความเร็วประมาณ 375 ไมล์ต่อวินาที และคาดว่าอีกประมาณ 3 วัน กลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะเดินทางมาถึงโลก ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนที่ทราบข่าวไปทั่วโลกนั้น รศ.บุญรักษา ยืนยันว่า พายุสุริยะไม่สามารถทำอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตและสิ่งปลูกสร้างบนโลกได้ เพราะเมื่อประจุไฟฟ้าพลังงานสูงหรือพลาสมานั้นเดินทางมาถึงโลกมันจะเคลื่อนตัวไปตามแนวเส้นแรงของสนามแม่เหล็กโลกแล้วพุ่งไปยังชั้นบรรยากาศของโลก และอนุภาคเหล่านี้จะชนกับอะตอมของแก๊สในชั้นบรรยากาศ ซึ่งอะตอมของแก๊สต่าง ๆ ก็จะเกิดการแตกตัวและเปล่งแสงสีสันสวยงามให้เราเห็น นั่นคือ แสงออโรรา (Aurora) หรือแสงเหนือ-ใต้ ที่เรารู้จัก แต่ระยะเวลาในการเกิดอาจจะยาวนานกว่าปกติที่เคยเห็น ทว่า ประจุเหล่านี้ก็จะมีพลังงานอ่อนลงเรื่อย ๆ ทำให้แสงออโรราจางลงเรื่อย ๆ จนกลับเข้าสู่ภาวะปกติเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขอเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกถึงอันตรายจากการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection : CME) เนื่องจากโลกของเรามีสนามแม่เหล็กเป็นเกราะป้องกันอยู่ ดังนั้นพายุสุริยะจึงไม่สามารถทำอันตรายแก่สิ่งมีชีวิต และสิ่งปลูกสร้างบนโลกได้ แต่อาจมีผลกระทบต่อระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบการสื่อสารจีพีเอส ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดาวเทียม แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ รศ.บุญรักษา ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การพ่นมวลของดวงอาทิตย์นั้น เรียกว่า การปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection) โดยปกติแล้วปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว นอกจากปรากฏการณ์การปลดปล่อยมวลที่กล่าวไปแล้วนั้นยังมีปรากฏการณ์อื่น ๆ อีก ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นต่างเกี่ยวเนื่องกันและสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์
1. หลวงปู่พุทธะอิสระ ย้ำชัด! ธุดงค์วัดพระธรรมกาย ผิดหลักศาสนา
หลวงปู่พุทธะอิสระ ย้ำชัด! วัดพระธรรมกายเดินธุดงค์กลางเมือง ผิดหลักศาสนา ทำคนเดือดร้อน กะเกณฑ์คนมานั่งตากแดดรอโปรยดอกไม้ ไม่ได้เกิดจากความศรัทธา ซัด ราชการดันเห็นดีเห็นชอบด้วย เป็นรัฐบาลธรรมกายไปแล้ว จากกรณีที่พระสงฆ์จากวัดพระธรรมกายออกเดินธุงค์ธรรมชัยผ่านเส้นทางต่าง ๆ กลางกรุงเทพมหานคร จนทำให้ชาวกรุงเทพมหานครบางคนรู้สึกแปลกใจว่า พระสงฆ์สามารถเดินธุดงค์กลางเมืองเช่นนี้ได้หรือไม่ เมื่อวันที่ 28 มกราคม ก็มีความคิดเห็นเรื่องนี้จาก หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นวัดที่กำลังตกเป็นข่าวเรื่องประกาศขายวัดหนีโรงงานที่ส่งกลิ่นเหม็น โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า การเดินธุดงค์ของคณะสงฆ์นั้นมีหลักคิดคือไม่เบียดเบียนตน และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่หากทำให้คนอื่นเดือดร้อนจะถือว่าผิดหลักพุทธศาสนา และประชาชนก็จะต่อต้าน อย่างเช่นการเดินธุดงค์แล้วทำให้รถติดยาวก็จะมีประชาชนบีบแตรไล่ แม้จะอ้างว่าเดินตามรอยหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ แต่การธุดงค์ของหลวงพ่อสดนั้น ท่านไปทางเรือ หากน้ำแห้งก็เดินขึ้นไปตามคันนา ไม่ได้เดินข้างถนนแล้วทำให้คนเดือดร้อนเช่นนี้ ส่วนที่มีการโปรยดอกดาวเรืองบนเส้นทางเดินธุดงค์นั้น หลวงปู่พุทธะอิสระ ย้ำว่า นี่ไม่ใช่วิธีของพระภิกษุที่สันโดษ และพระที่จะเดินธุดงค์ได้นั้นต้องอุปสมบทมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 พรรษา หรือต้องพ้นนิสัยมุตตะกะ จึงจะถูกต้องตามบัญญัติพระธรรมวินัย นอกจากนี้ การที่พระออกมาเดินธุดงค์เช่นนี้ ทำให้มีการเกณฑ์นักเรียนและประชาชนไปนั่งตากแดดรับคณะด้วย โดยที่พวกเขาไม่ได้ไปเพราะศรัทธา แต่เป็นศรัทธาที่หลอกลวง กะเกณฑ์กันมา ทางมหาเถระสมาคม และสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรจะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่อว่า ทางวัดพระธรรมกายควรคำนึงว่าการเผยแพร่พระธรรมนั้นจะต้องใช้วิธีการที่ทำให้ทุกชนชั้นยอมรับได้ ถ้าจะเผยแพร่เฉพาะบริวารของตนแล้วทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนยอมรับไม่ได้ ดูจะเป็นการทำร้ายพระธรรมมากกว่า และทำให้พระธรรมของพระพุทธเจ้ามัวหมอง แต่ตอนนี้แม้แต่ข้าราชการก็เป็นไปด้วย สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ และตำรวจก็ให้ความอนุเคราะห์ เพราะตอนนี้เป็นรัฐบาลธรรมกายไปแล้ว

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น