10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 18 มกราคม 2556

update :22/11/2013 11:50
views : 980
ที่มา : kapook.com
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 18 มกราคม 2556"
10. เจ้าตูบร่วมพิธีในโบสถ์ทุกวัน แม้เจ้าของจากไปไม่มีวันกลับ
สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด ในประเทศอิตาลี มาร่วมพิธีในโบสถ์ทุกวัน เพื่อเฝ้ารอเจ้าของผู้ล่วงลับของมัน ชาวบ้านประทับใจปล่อยให้นอนอยู่นอกโบสถ์ หาข้าว-น้ำมาให้ เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจสำหรับผู้ที่พบเห็นอย่างยิ่ง สำหรับ ชิคชิโอ สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด อายุ 12 ปีที่ยังคงเฝ้ารอเจ้าของผู้ล่วงลับไปของมันอย่างซื่อสัตย์ ภายในโบสถ์ ซานตา มาเรีย แอสซุนทา ที่หมู่บ้านใน ซาน โดนาชี ประเทศอิตาลี ซึ่งจากรายงานของ เว็บไซต์เทเลกราฟ ของอังกฤษ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2556 ระบุว่า นับตั้งแต่ นางมาเรีย นายหญิงของมันจากไปอย่างกะทันหันในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ชิคชิโอ ก็ยังคงจงรักภักดี และเฝ้ารอนายหญิงของมันตลอดมา โดยในวันที่มีพิธีฝังศพของมาเรีย ชิคชิโอ ก็ยังคงเดินตามโลงศพที่บรรจุร่างที่ไร้ลมหายใจของเธอเข้าไปในภายโบสถ์ด้วย
9. น้ำท่วมจาการ์ตา คร่า 11 ศพ คาดสถานการณ์เลวร้ายขึ้นอีก
ยอดผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นเป็น 11 ศพ รัฐบาลอินโดฯ ชี้ สถานการณ์น้ำเลวร้ายที่สุดเท่าที่ผ่านมา แต่ยังไม่ถึงช่วงที่เลวร้ายที่สุดของสถานการณ์ในครั้งนี้ ในวันนี้ (18 มกราคม) เว็บไซต์เอบีซี ของออสเตรเลีย ได้รายงานว่าสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงจาการ์ตาของประเทศอินโดนีเซียยังคงวิกฤติหนัก ภายหลังจากที่น้ำในแม่น้ำได้ไหลบ่ามาเข้าท่วมเมืองอย่างฉับพลันเมื่อวานนี้ (17 มกราคม) จนมีการยืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้วว่าไม่ต่ำกว่า 11 ราย ซึ่งรวมเด็กทำความสะอาด 2 คนที่เพิ่งถูกพบร่างจมอยู่ภายใต้ศูนย์การค้าในวันนี้ด้วย จากรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงจาการ์ตา พบว่า จากการที่ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องนั้นทำให้เกิดปริมาณน้ำอันมหาศาลเกินกว่าที่แม่น้ำจะรองรับได้ จนน้ำล้นทะลัก ทำลายตลิ่ง ประตูระบายน้ำ และพัดทำลายรางรถไฟในเมือง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ก็ได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อนเตือนประชาชนแล้วว่าให้เตรียมรับมือกับฝนมรสุมที่จะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ด้านรัฐบาลของจาการ์ตาได้ออกมาเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ภายในกรุงจาการ์ตาสับสนอลหม่านอย่างมาก เนื่องจากจาการ์ตานั้นเป็นเหมือนศูนย์กลางในการทำธุรกิจของประเทศ และตอนนี้สถานการณ์น้ำท่วมในเมืองก็ได้มาถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้แล้ว แม้ว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของน้ำท่วมในครั้งนี้จะยังมาไม่ถึงก็ตาม ด้านประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซูซิโล บัมบัง ยุทโธโยโน ก็ได้ลงเรือยางไปสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงจาการ์ตา ในปี 2007 ก็ได้ทำให้ผู้คนนับแสนต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย และต้องอพยพโยกย้ายไปยังศูนย์พักพิงต่าง ๆ แต่สำหรับน้ำท่วมในครั้งนี้ ชาวบ้านผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองได้บอกว่า มันเป็นอะไรที่เลวร้ายกว่าที่ผ่านมาในอดีตมาก
8. ปลาตายปริศนาเกลื่อนชายฝั่งเซาท์ แคโรไลนา ผู้เชี่ยวชาญเร่งหาสาเหตุ
เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ไอบีไทมส์ รายงานว่า ปลานับหมื่นตัว ลอยขึ้นมาตายเกลื่อนชายหาดในรัฐเซาท์ แคโรไลนาถึง 2 ครั้ง ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดเพราะระดับออกซิเจนในน้ำลดลง รายงานระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนชายหาดเกาะพาวลีย์ ทางตอนใต้ของรัฐเซาท์ แคโรไลนาของสหรัฐฯ รวมถึงชายหาดเกาะมาซันโบโร ทางเหนือของเซาท์ แคโรไลนา เมื่อซากปลาขนาดเล็กนับหมื่นตัว ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นเกลื่อนหาดถึง 2 ระลอกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความงุนงงให้กับผู้คนที่อยู่ละแวกนั้นเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี ด้านนักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ปลาตายนั้นน่าจะมาจากระดับออกซิเจนในน้ำลดลง จนทำให้ปลาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน นักวิทยาศาสตร์อยู่ระหว่างเร่งหาข้อสรุปต่อไป
7. นักวิจัยแดนจิงโจ้ ค้นพบวิธีการรักษาโรคเอดส์แล้ว
นักวิจัยชาวออสเตรเลีย เผยค้นพบวิธีการรักษาโรคเอดส์ที่ได้ผลจริงแล้ว โดยการใช้โปรตีนของเชื้อเอชไอวีมายับยั้งการออกฤทธิ์ของตัวมันเอง เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา เว็บไซต์อินเดียนเอ็กซ์เพรส รายงานว่า นายเดวิด อาร์ริช นักวิจัยชาวออสเตรเลีย ค้นพบวิธีใหม่ที่น่าจะใช้ได้ผลจริงในการรักษาผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) โดยการใช้ประโยชน์จากโปรตีนของเชื้อเอชไอวีในร่างกายของผู้ป่วย มาช่วยยับยั้งไวรัสที่อยู่ภายในตัวของผู้ป่วยเอง สำหรับวิธีการดังกล่าวนี้ วิธีการดังกล่าวนี้ก็คล้ายกับวิธีการใช้ไฟดับไฟ ทำได้ด้วยการนำเชื้อไวรัสเอชไอวีที่มีการเจริญเติบโตตามปกติของผู้ติดเชื้อ มาปรับเปลี่ยนโปรตีนของไวรัสเสียใหม่ จากนั้นก็ใช้โปรตีนจากไวรัสที่ปรับเปลี่ยนนี้เข้าไปในร่างกายผู้ป่วยอีกครั้ง แต่แทนที่มันจะแพร่กระจายเชื้อเอชไอวี มันกลับเข้าไปต่อต้าน ยับยั้งเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายเดวิด ยังเผยอีกว่า วิธีการรักษาชนิดใหม่นี้ จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี เขารู้ดีว่าสิ่งที่ผู้ป่วยต่างมองหา ก็คือความหมายในการใช้ชีวิต เพื่อจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และมีชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุดจากการที่เชื้อออกฤทธิ์น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ยังคงต้องทดลองและพิสูจน์ต่อไปว่า จะสามารถนำมาใช้กับสัตว์และมนุษย์แล้วได้ผลจริงหรือไม่ เพราะตอนนี้ การทดลองประสบความสำเร็จแค่ในจานทดลองเท่านั้น โดยในแต่ละครั้งที่ทดลอง ผลก็ออกมาน่าพอใจเหมือนกันทุกครั้ง แต่ก็ไม่แน่ว่า ในการทดลองกับสัตว์ อาจจะต้องเจอกับอุปสรรคที่จะต้องก้าวข้ามไปให้ได้ และอาจต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายปีเลยทีเดียว
6. นักวิชาการจี้รัฐเก็บภาษีเครื่องดื่มไม่มีคุณค่า - ปรับฉลากอาหาร
นักวิชาการจี้รัฐบาล หามาตรการควบคุมการจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีคุณค่า เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคของประชาชน ชี้ ฉลากอาหารแบบใหม่เข้าใจยาก ต้องปรับให้ดูง่ายกว่าเดิม พร้อมแนะรัฐคุมโฆษณาขนม อาหารเด็ก รวมถึงเร่งศึกษาภาษีเครื่องดื่มรสหวาน เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา นพ.ทักษพล ธรรมรังสี รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณสุขระหว่างประเทศ เผยว่า จากการประชุมประจำปีครั้งที่ 1 เรื่อง "การจัดการปัญหาพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศไทยพร้อมหรือยัง" โดย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) แผนงานวิจัยอาหารและโภชนาการเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีนักวิชาการด้านอาหารจากประเทศต่าง ๆ มาเข้าร่วมนั้น ผลจากการประชุมมีประเด็นที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและนำมาทบทวนมาตรการของประเทศไทยต่อไปได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. มาตรการทางภาษี พบว่าในหลายประเทศมีการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจัดการอาหารที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และเครื่องดื่มที่ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีหลักฐานการวิจัยชัดเจนว่าสามารถลดปัญหาโภชนาการเกินได้ แต่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบและทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลไปผลักดันและพัฒนานโยบายต่อไป 2. เรื่องฉลากอาหารมีการนำเสนอผลจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฉลากเป็นแบบแสดงค่าพลังงาน ไขมัน น้ำตาล และ โซเดียม หรือ GDA โดยพบว่า ร้อยละ 42 ของผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าใจในการอ่านฉลากอาหารเมื่อเทียบกับการใช้ฉลากแบบสีสัญญาณไฟจราจรจะเพิ่มความเข้าใจได้มากถึงร้อยละ 80 ดังนั้น จึงควรมีการพัฒนารูปแบบฉลากให้เข้าใจได้ง่าย เพื่อการตัดสินใจเลือกอาหารสำหรับผู้บริโภค 3. การตลาด พบว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมีลักษณะเป็นกลุ่มบริษัทที่เป็นเครือข่าย มีเป้าหมายในการประกอบธุรกิจ คือ การสร้างกำไรให้แก่หุ้นส่วน โดยการใช้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดทุกรูปแบบ เพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชน จึงมีข้อเสนอต่อภาครัฐว่า ต้องคำนึงถึงการควบคุมการใช้สื่อโฆษณาในสินค้าที่อาจมีผลต่อสุขภาพในเด็ก ทางด้าน ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ นักวิจัยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายประเทศทั่วโลกใช้มาตรการทางภาษีกับสินค้าประเภทเครื่องดื่มผสมน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม โซดา ชา กาแฟ น้ำผักผลไม้ ฯลฯ เพื่อควบคุมปัญหาภาวะโภชนาการเกินโดยนำภาษีที่ได้ไปแก้ปัญหาโรคที่เกิดจากโภชนาการเกิน ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากร ทั้งโรคอ้วน ความดัน หัวใจ เบาหวาน มะเร็ง ที่สร้างภาระทางด้านค่าใช้จ่ายให้กับสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ทพญ.จันทนา ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับประเทศไทย เครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์มีราคาต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 17 ประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ จำเป็นต้องศึกษาเรื่องของสุขภาพเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมามีงานศึกษาจำนวนมากชี้ว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการเกิน และควรศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อหารูปแบบการจัดเก็บภาษี และสร้างความเข้าใจต่อสังคมต่อไป
5. กสทช. บุกห้าง! ตรวจ 3 ค่ายมือถือ พบยังกำหนดวันหมดอายุพรีเพด
กสทช. บุกห้าง! ตรวจ 3 ค่ายมือถือ พบยังกำหนดวันหมดอายุพรีเพด แต่มีการขยายเวลาเพิ่มอีก 1 เดือน เตรียมเรียกเก็บค่าปรับ ด้านผู้ประกอบการอ้างยังยกเลิกไม่ได้ เพราะติดปัญหาที่ระบบคอมพิวเตอร์ วันนี้ (18 มกราคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ด้านกฎหมาย พร้อมด้วยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ลงพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อตรวจการให้บริการของโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน หรือ ระบบพรีเพด หลังจากที่ทาง กสทช. ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย ห้ามกำหนดวันหมดอายุของบริการเติมเงินดังกล่าว นอกจากนี้ ยังต้องกำหนดอัตราค่าบริการไม่ให้เกิน 99 สตางค์ต่อนาที ซึ่งในวันนี้เป็นวันที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดกับผู้ให้บริการทุกฝ่าย และหากพบว่าผู้ให้บริการรายใดฝ่าฝืน ทาง กสทช. จะดำเนินการทางปกครองอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจตามศูนย์บริการ ของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟว์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด พบว่า ทุกผู้ให้บริการยังมีการกำหนดวันหมดอายุระบบเติมเงินแบบพรีเพดอยู่ ซึ่งหากครบกำหนดแล้ว ลูกค้ายังต้องเติมเงินเข้าระบบ โดยทางเอไอเอส และทรูมูฟ ขยายเวลาให้ 30 วัน ขณะที่ทางดีแทคบริการเงินแลกวัน ในอัตรา 2 บาท ต่อ 1 วัน ด้าน กรรมการ กสทช. ระบุว่า หลังจากลงพื้นที่ ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงกำหนดวันหมดอายุอยู่ แต่ก็ให้ความร่วมในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อผู้บริโภคถึงระยะเวลาใกล้ครบกำหนด ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจที่เอกชนมีความพยายามในการร่วมมือครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็ยังมีหลายเรื่องที่ผู้ประกอบการยังทำไม่ได้ ซึ่งเมื่อวานนี้ (17 มกราคม) ทางเอไอเอส ได้ส่งหนังสือแจ้งเหตุผลที่ไม่สามารถยกเลิกวันหมดอายุมาให้ ส่วนทางดีแทคจะส่งมาชี้แจงในวันนี้ ขณะที่ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า หลังจากนี้จะสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อคำนวณค่าปรับ พร้อมกันนั้น จะส่งหนังสือแจ้งให้เอกชนชำระค่าปรับทางปกครอง ที่ทางสำนักงานได้ส่งหนังสือแจ้งไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันทั้ง 3 ค่ายมือถือ มีค่าปรับค้างต้องจ่ายรวมแล้วประมาณ 70 ล้านบาทแล้ว ส่วนสาเหตุที่ทางผู้ประกอบการอ้างว่ายังไม่สามารถยกเลิกระบบกำหนดวันหมดอายุระบบเติมเงินนั้น เป็นเพราะว่าติดปัญหาเรื่องระบบคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 2-3 สัปดาห์ สำหรับค่าปรับทางปกครอง ที่ทาง กสทช. จะเรียกเก็บจากเอกชนนั้น กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 2 หมื่นบาท แต่ไม่ได้กำหนดเพดานค่าปรับขั้นสูงไว้ ดังนั้น ทางสำนักงานจะต้องพิจารณาค่าปรับที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น
4. สธ. เรียกเก็บยาอัลปราโซแลมจากร้านขายยา หลังคนใช้เป็นยาเสียสาว
อย. ยกยานอนหลับอัลปราโซแลม หรือ ยาเสียสาว ขึ้นเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 สั่งร้านขายยาห้ามขาย เร่งเรียกเก็บให้หมดภายในมิถุนายนนี้ หลังพบคนนำไปใช้ก่อคดีเพิ่มขึ้น เมื่อวันที่ 17 มกราคม นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมอาหารและยา และเภสัชกรประพนธ์ อางตระกูล ผู้อำนวยการควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ทาง อย. ได้ยกระดับยานอนหลับ ชื่อ อัลปราโซแลม (Alprazolam) ให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 แล้ว จากเดิมอยู่ในประเภทที่ 4 ที่อนุญาตให้จำหน่ายในสถานพยาบาล และต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น แต่เมื่อยกระดับเป็นประเภทที่ 2 ทำให้สถานพยาบาล คลินิก และร้านขายยาจะไม่สามารถจำหน่ายยาอัลปราโซแลมได้อีกต่อไป ยกเว้นมีใบอนุญาต โดยจะเรียกเก็บยาดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ทั้งนี้ เภสัชกรประพนธ์ ระบุว่า สาเหตุที่ต้องยกระดับยานอนหลับ อัลปราโซแลม ให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 นั้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาพบผู้นำยาชนิดนี้ไปใช้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง เพราะนำไปใช้เป็นยาเสียสาวล่อลวงผู้หญิง โดยในปี 2554 มีคดีที่เกี่ยวข้องกับยาดังกล่าวมากถึง 400-500 คดี และยังพบผู้เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด 3-4 ราย ดังนั้น อย. จึงต้องควบคุมการใช้ชนิดนี้ โดยลงนามในประกาศตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ สำหรับยานอนหลับอัลปราโซแลมนั้น หากรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการมึนงง หัวใจเต้นเร็ว ขาดสติ และหากนำไปผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะยิ่งเพิ่มฤทธิ์ความรุนแรงของยามากขึ้น
3. ผุดโครงการ SMS 191 ให้ประชาชนแจ้งเหตุร้าย-เบาะแสอาชญากรรมฟรี
เฉลิม-ผบ.ตร.-กสทช. เปิดโครงการรับแจ้งเหตุร้าย-เบาะแสอาชญากรรม ส่งผ่าน SMS หมายเลข 191 เชื่อ ช่วยป้องกัน-ปราบปรามอาชญากรรมได้ เปิดใช้แล้วตั้งแต่ 18 มกราคม เมื่อวันที่ 18 มกราคม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.อ.อ.ธเนศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ได้ร่วมกันเปิดโครงการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายผ่านเอสเอ็มเอส หมายเลข 191 ซึ่งเป็นความร่วมมือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. และบริษัทผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ ทีโอที และ CAT telecom ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ประชาชนสามารถแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายโดยระบุสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน แล้วส่งผ่านเอสเอ็มเอส หมายเลข 191 ได้ทันที โดยไม่เสียค่าบริการใด ๆ ซึ่งข้อมูลที่ส่งมาจะถูกนำเข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูลของเอสเอ็มเอส 191 จากนั้น เจ้าหน้าที่รับเหตุของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะวิเคราะห์ข้อมูลแล้วแจ้งให้สายตรวจ 191 หรือสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้เคียงรับทราบ เพื่อออกไประงับเหตุทันที ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางในการแจ้งเหตุ และเบาะแสคนร้ายให้กับประชาชน ซึ่งในอนาคตจะเป็นช่องทางสำคัญนำไปสู่การปราบปรามอาชญากรรม เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 78 ล้านเลขหมาย โดยเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ (18 มกราคม) เป็นต้นไป
2. น่าสงสาร! อาสาสมัครชาวจีนช่วยชีวิตแมวนับ 1,000 ก่อนขึ้นเขียง
อาสาสมัครชาวจีน ช่วยชีวิตแมวนับ 1,000 ตัวที่กำลังจะถูกส่งไปแล่เนื้อยังภัตตาคารในกว่างตง ประเทศจีน หลังจากรถที่บรรทุกแมวพวกนี้มาประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์ฮัฟฟิงตันโพสต์ ของอังกฤษ ได้รายงานว่า อาสาสมัครกู้ภัยในท้องถิ่นเมืองฉางซา ประเทศจีน ได้ช่วยชีวิตแมวนับพันตัว ที่กำลังจะถูกขนไปฆ่า หลังจากรถที่ซึ่งบรรทุกพวกมันมาได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยแมวเหล่านี้ถูกขังอยู่ภายในกรงกว่า 40 กรงบนรถบรรทุกซึ่งมุ่งหน้าไปยังมณฑลกว่างตง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เพื่อนำไปขายยังภัตตาคารและแล่เนื้อนำมาปรุงอาหาร โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่รถบรรทุกถูกชนและคนขับรถได้ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล ขณะที่แมวนับพันตัวเหล่านี้ยังคงถูกทิ้งให้อยู่ภายในกรงที่ปราศจากน้ำและอาหาร เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 1 วัน ซึ่งหลังจากที่พวกมันถูกพบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หวังอี้จิง และคนอื่น ๆ ก็ได้ช่วยกันนำเรื่องนี้ขึ้นไปโพสต์ป่าวประกาศลงใน เว็บไซต์เวยโป๋ ไมโครบล็อกยอดนิยมของจีน เพื่อหาอาสาสมัครมาช่วยเหลือแมวเหล่านี้ จากข้อมูลของเว็บไซต์ แคร์ ฟอร์ ไชนีส แอนิมอล พบว่า มีชาวบ้านหลายสิบคนได้เข้ามายังสถานที่เกิดเหตุทันที เพื่อช่วยเหลือแมวที่กำลังหิวโหยและขาดน้ำเหล่านี้ พร้อมทั้งยังช่วยกันเจราจาขอซื้อแมวมาจากเจ้าของธุรกิจขนส่งแมว นอกจากนี้ กลุ่มอาสาสมัครยังได้ช่วยเหลือพวกมันโดยป้อนอาหาร น้ำ และนมให้ ก่อนที่จะส่งพวกมันไปที่สมาคมคุ้มครองสัตว์เล็กในฉางซาเพื่อทำการรักษาต่อไป ขณะที่แมวบางตัวก็ได้เหล่าอาสาสมัครพวกนี้รับกลับไปเลี้ยงที่บ้าน ขณะที่นักเรียกร้องสิทธิสัตว์ยังคงเดินหน้าทำกิจกรรมประท้วงมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 1 ปี เนื่องจากเหล่าพ่อค้ายังคงขายแมวให้แก่ภัตตาคารของจีน ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีกฎหมายระบุว่า พฤติกรรมเหล่านี้คืออาชญากรรม ก็ยังมีผู้หาแมวมาขายให้แก่ตลาดค้าเนื้อแมวเป็นจำนวนมาก โดยขายพวกมันในราคาเพียงตัวละ 1 - 2 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 30-60 บาท) ให้แก่พ่อค้าคนกลางซึ่งจะส่งพวกมันไปยังภัตตาคาร ซึ่งจากรายงานของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นระบุว่า ในประเทศจีนมีแมวถูกบริโภคมากถึงปีละประมาณ 4 ล้านตัว อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่าเหตุการณ์นี้แทบจะเป็นครั้งแรกที่มีการร้องขอความช่วยเหลือให้แก่แมวที่กำลังจะถูกนำไปแล่เนื้อ สำหรับในปีที่ผ่านมา ตำรวจท้องถิ่นในจีน ก็ได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการช่วยเหลือและนำแมวออกมาจากตลาดค้าเนื้อ โดยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ตำรวจเมืองซูโจว ก็ได้เรียกรถบรรทุกที่ไม่ติดทะเบียนเข้าตรวจสอบ หลังได้ยินเสียงร้องเหมียว ๆ ดังมาจากในรถ ซึ่งเจ้าหน้าที่ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อพบแมวจำนวนมาก จนกระทั่งมีอาสาสมัครเดินทางมาเพื่อเจรจาซื้อแมวพวกนั้นจากคนขับรถ
1. จี้ พาณิชย์ แก้กฎหมายแอบถ่าย แนะห้ามพกมือถือเข้าโรงหนัง
จี้ พาณิชย์ แก้กฎหมายป้องกันการแอบถ่าย แนะห้ามพกมือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต กล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวิดีโอ เข้าโรงหนัง วานนี้ (17 ธันวาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (MPA) โดยทาง MPA ได้ขอให้มีการเพิ่มรายละเอียดในการควบคุมอุปกรณ์ที่ใช้ในการแอบถ่าย เช่น โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต กล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวิดีโอ โดยอยากให้กฎหมายระบุให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำไปใช้ในการแอบถ่าย เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามาก ต้องหาทางป้องกันทุกช่องทาง รายงานข่าวยังระบุต่อว่า สำหรับข้อเสนอแนะในการแก้ไขข้อกฎหมายดังกล่าว กำลังเข้าสู่การพิจารณาในการประชุม ครม. ซึ่งหากเข้าสู้การพิจารณาของสภาฯ ถึงจะสามารถเข้าไปเพิ่มเติมหรือแก้ไขกฎหมายในส่วนตรงนั้นได้ อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ได้มีมติให้ตั้งศูย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (ศปช.) ซึ่งจะมีการเร่งจับกุมดำเนินคดีต่อผู้ผลิต ผู้ค้า รวมถึงผู้จำหน่ายรายใหญ่ อีกทั้งจะตรวจสอบเส้นทางเงิน การเสียภาษีด้วย

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น