10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556

update :22/11/2013 09:57
views : 751
ที่มา : เครดิต : เรียบเรียงโดย ทีมงาน toptenthailand.com ; แหล่งที่มา : kapook
ทีมงาน toptenthailand ขอเสนอ "10 อันดับ ข่าวเด่นประจำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556"
10. ผบก.ยะลา เด้ง ผกก.สภ.กรงปินัง เข้ากรุเซ่นคดีฆ่าโหด 4 ศพ
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา สั่งย้าย พ.ต.อ.เมธา สิงหะเสนา ผกก.สภ.กรงปินัง และ รอง ผกก. ช่วยราชการ เซ่นคดียิงพ่อค้า 4 ศพ วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พล.ต.ต.พีระ บุญเลี้ยง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้กล่าวว่า ผลการตรวจอาวุธปืนที่คนร้ายก่อเหตุ ยิงพ่อค้ารับซื้อทุเรียน พร้อมลูกน้องรวม 4 ศพ พบว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนจำนวน 6 กระบอก เป็นปืนอาก้า ปืน M16 และปืน 11 มม. นำมาใช้ก่อเหตุตั้งแต่ปี 2550 รวมแล้วกว่า 10 คดี โดยส่วนใหญ่จะก่อเหตุในพื้นที่ อ.ยะหา, อ.กรงปินัง และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ทางด้าน พล.ต.ต.พีระ บุญเลี้ยง ผบก.ภ.จว.ยะลา หลังเกิดเหตุ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.เมธา สิงหะเสนา ผกก.สภ.กรงปินัง และ พ.ต.ท.อดินันท์ อิสมาแอล รอง ผกก.สภ.กรงปินัง ให้มาช่วยราชการที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พร้อมสั่งการให้ พ.ต.อ.สุชาติ คล้ายจันทร์พงษ์ เดินทางไปรักษาราชการ ตำแหน่ง ผกก.สภ.กรงปินัง ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา
9. ครอบครัวเด็กพิการ ร้องถูกปิดทางเข้า-ออกหมู่บ้าน ต้องเดินอ้อม 2 กม.
ครอบครัวเด็กพิการ ร้องถูกปิดทางเข้าออก หลังจากผิดใจกับเพื่อนบ้าน ทำให้ต้องเดินอ้อมกว่า 2 กิโลเมตร ถึงจะออกจากหมู่บ้านได้ วอนรัฐช่วยเหลือ วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวสุวรรณา บุญคุ้ม วัย 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/1 หมู่ 7 ต.คุยม่วง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากมีปัญหากับเพื่อนบ้านตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา จนทำให้เพื่อนบ้านไม่พอใจ นำไม้ไผ่มาปิดทางไม่ให้คนในครอบครัวของนางสาวสุวรรณาเดินผ่านพื้นที่เข้าออกหมู่บ้าน ทำให้ครอบครัวนางสาวสุวรรณาจึงต้องปีนข้ามรั้วและเดินเพิ่มในระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ทั้งนี้ ครอบครัวของนางสาวสุวรรณา มีสมาชิกทั้งหมด 4 คนด้วยกัน ได้แก่ นางสาวสุวรรณา, มารดา, ลูกสาววัย 14 ปี และลูกชายวัย 7 ขวบ ที่ป่วยเป็นโรคสมองพิการ ฉะนั้นการที่ถูกปิดทางเข้าออกทำให้ลูกสาวที่ไปเรียนทุกเช้าและลูกชายที่ป่วย ต้องไปหาหมอบ่อย ๆ ได้รับความลำบากด้วย นอกจากนี้ นางสาวสุวรรณาเคยร้องเรียนต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก เพื่อไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าว ปรากฏว่า นางสาวสุวรรณาต้องจ่ายค่าผ่านทางปีละ 1 พันบาท ซึ่งนางสาวสุวรรณาจ่ายล่วงหน้าไป 3 ปีแล้ว แต่ก็ไม่สามารถผ่านเส้นทางนี้ได้ ด้านนางศรีนวล บุญคุ้ม มารดาของนางสาวสุวรรณา วัย 62 ปี เปิดเผยว่า ลูกสาวตนเคยขอร้องและขอโทษเพื่อนบ้านแล้ว ที่ผิดใจกัน เนื่องจากสงสารลูก แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นจึงต้องขอให้หน่วยงานราชการช่วยเจรจาอีกทางหนึ่ง เพื่อทำให้เพื่อนบ้านเปิดทางเข้าออกให้ได้
8. แจ้งข้อหาคนขับเบนซ์แก๊สรั่วแล้ว ตร. เตรียมสอบปากคำ หากอาการดีขึ้น
เตรียมเรียก ดาบตำรวจมนูญ ขับเบนซ์แก๊สรั่วมาสอบปากคำ หากอาการดีขึ้น เร่งติดต่อเจ้าของรถสอบปากคำด้วย ขณะแพทย์เผยอาการยังสาหัส จากเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านแก๊สติดรถยนต์ พีอาร์แก๊ส บริเวณ ถ.บรมราชชนนี ขาเข้า ปากซอย 28 ตลิ่งชัน ก่อนถึงวัดชัยพฤกษ์ ส่งผลให้รถหลายคันที่จอดอยู่ในร้านถูกไฟไหม้ และเพลิงได้ลุกลามไปยังอาคารพาณิชย์ 3 คูหา โดยเบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่นำเสนอข่าวไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 นั้น ล่าสุด วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชั่น เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ทราบชื่อคนขับรถเบนซ์ ซี 220 สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 4297 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ขึ้นแก๊สรั่วและเกิดเพลิงลุกไหม้ดังกล่าว คือ ดาบตำรวจมนูญ โตวงษ์ อายุ 47 ปี เป็นตำรวจนอกราชการ นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้แจ้งข้อหากับเเจ้งข้อหาทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย และ กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย กับ ด.ต.มนูญ เอาไว้แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ ต้องรอให้อาการของ ด.ต.มนูญ ทุเลาลงก่อน และรอผลตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานมาประกอบด้วยเพื่อสรุปหาสาเหตุและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ขณะที่ นางสรัณรัตน์ เรืองณรงค์เดช อายุ 46 ปี เจ้าของกิจการ กล่าวว่า ตนยังรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ร้ายอยู่เลย ส่วนตอนนี้ลูกน้องที่โดนไฟไหม้ 3 คน กลับบ้านได้แล้ว 1 คน เหลืออีก 2 คน ยังไม่ออกจากโรงพยาบาล โดยนายสมยศ สิงห์น้อย อายุ 21 ปี ถูกไฟลวกใบหน้าอาการสาหัส และนายสุทธิลักษณ์ แช่ม อายุ 33 ปี ถูกไฟลวกที่ใบหน้าและเเขน ซึ่งเบื้องต้นได้รับการติดต่อจากญาติ ด.ต.มนูญ แล้วว่า จะรับผิดชอบทุกอย่าง นอกจากนี้่ เจ้าของกิจการ ยังกล่าวว่า หลังจากที่ข่าวออกไป ตนและสามีต้องรับสายโทรศัพท์ของญาติ ๆ และลูกค้ากว่า 300 สาย ส่วนหลังจากนี้ไปคงต้องใช้เวลาซ่อมแซมศูนย์บริการ ยังไม่ทราบจะกลับมาดำเนินงานได้อีกเมื่อไร แต่ขอยืนยันว่า ไม่ใช่ความผิดจากการติดตั้งแก๊สในร้านของตนอย่างแน่นอน
7. รวบชายหื่นวัย 53 มุดมุ้งปล้ำแม่เฒ่าวัย 81 เหยื่อฮึดสู้ตบหน้า
รวบหนุ่มใหญ่หื่นมุดมุ้งหวังปล้ำแม่เฒ่าวัย 81 เหยื่อฮึดสู้ตบหน้า ก่อนเรียกลูกชายมาช่วยทันเวลา วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง ควบคุมตัว นายจรูญ คำจองกา อายุ 53 ปี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาพยายามใช้กำลังข่มขืน นางน้อย (นามสมมติ) อายุ 81 ปี ในบ้าน ต.บ่อแฮ้ว อ.เมือง จ.ลำปาง มาทำการสอบสวนที่ สภ. หลังจากสามารถจับกุมตัวได้ขณะที่นายจรูญไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลลำปาง จากการสอบสวน นางน้อย และญาติ ๆ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 18.00 น. นางน้อยอยู่บ้านคนเดียวโดยลูก ๆ ออกไปทำธุระบ้านข้าง ๆ จากนั้นไม่นานผู้ก่อเหตุ คือ นายจรูญ ได้มุดมุ้งเข้าไปหานางน้อย และขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย จากนั้นก็ลงมือปลุกปล้ำพร้อมถลกผ้าถุงขึ้นและเอามือขยำไปตามร่างกาย นางน้อยจึงตบเข้าที่ใบหน้านายจรูญหนึ่งครั้ง ทำให้นายจรูญเสียหลัก นางน้อยจึงตะโกนเรียกลูกชายและญาติ ๆ ให้มาช่วยเหลือ นายจรูญตกใจวิ่งหนีออกทางหน้าบ้าน จึงพบกับนายเอกสิทธิ์ ลูกชายของนางน้อยพอดี จึงถูกนายเอกสิทธิ์ต่อยล้มลง จากนั้นนายเอกสิทธิ์รีบเข้ามาดูนางน้อย ซึ่งนอนตัวสั่นอยู่ในมุ้ง ก่อนโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเมื่อออกมาดูหน้าบ้านพบว่านายจรูญหนีไปแล้วพบเพียงกองเลือดหยดอยู่ที่พื้น ต่อมา เวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการประสานโรงพยาบาลลำปางว่า มีชายถูกทำร้ายร่างกายมารักษาตัวที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบพบว่าเป็น นายจรูญ ผู้ต้องหาที่เข้าไปพยายามข่มขืนนางน้อย จึงได้ตามไปจับกุมตัว โดยนายจรูญ ให้การรับสารภาพว่า ได้เข้าไปหานางน้อยเพื่อขอร่วมเพศด้วยจริง แต่นางน้อยต่อสู้และร้องให้คนช่วยจึงตกใจวิ่งออกมาเจอกับนายเอกสิทธิ์วิ่งสวนเข้ามาพอดี ตนจึงโดนต่อยและได้รีบลุกขึ้นวิ่งหนีออกมา แต่แผลที่ศีรษะซึ่งเกิดจากล้มหัวไปกระแทกพื้นเป็นแผลลึกเลือดไหลออกจำนวนมาก จึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลห้างฉัตร แต่ก็ถูกส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลลำปาง จึงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปจับกุมได้ในที่สุด
6. บริษัทเลิกจ้างพนักงานกว่า 35 แห่ง เหตุจากพิษเศรษฐกิจ-ค่าแรงขั้นต่ำ
กระทรวงแรงงาน เผย บริษัททยอยเลิกจ้างพนักงานกว่า 35 แห่ง ตกงานกว่า 1,881 คน โดยในจำนวนมี 18 แห่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.แรงงาน) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของศูนย์สนับสนุนผู้ประกอบการพร้อมจ่ายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2556 พบว่า มีสถานประกอบการเลิกจ้างลูกจ้าง 35 แห่ง โดยพนักงานถูกเลิกจ้างเป็นจำนวน 1,881 คน แยกเป็นสถานประกอบการที่เลิกจ้างเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท จำนวน 18 แห่ง ถูกเลิกจ้างบางส่วน 483 คน และสถานประกอบการเลิกจ้างจากผลกระทบอื่น ๆ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ขาดทุนสะสมมี 17 แห่ง เลิกจ้าง 1,398 คน นอกจากนี้ ยังพบสถานประกอบการที่มีแนวโน้มเลิกจ้างอีก 33 แห่ง มีลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง 4,915 คน ส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป แปรรูปอาหาร และผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า และตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคกลางมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายเผดิมชัย ยังกล่าวอีกว่า จากการรายงานของศูนย์สนับสนุนฯ พบว่า มีผู้ใช้แรงงานไปขึ้นทะเบียนว่างงานกับกรมการจัดหางาน (กกจ.) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 6 กุมภาพันธ์ จำนวน 3,557 คน นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 - 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีลูกจ้างโทรเข้ามาร้องเรียนยังสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 ประมาณ 80 สาย โดยแบ่งเป็นเรื่องค่าจ้างทั้งหมด 20 สาย ส่วนใหญ่จะโทรเข้ามาร้องเรียนเรื่องต่าง ๆ เช่น นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง, นายจ้างเอาเปรียบไม่ให้สวัสดิการและค่าทำงานล่วงเวลา (โอที), นายจ้างไม่ปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาท และเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับหากถูกเลิกจ้าง
5. สาวพ้อตำรวจเมินคดีฉกไอโฟน ถาม.. หรือหนูไม่ใช่แพนเค้ก?
สาวสะอื้น ยืนโทรศัพท์ที่ป้ายรถเมล์ถูกวัยรุ่นกระชากไอโฟนก่อนบึ่งรถจักรยานยนต์หนี เจ้าทุกข์ไปแจ้งตำรวจ ได้รับคำปลอบใจ โชคดีแล้วที่ไม่บาดเจ็บ ให้ทำใจ เพราะยากได้คืน ข้องใจคดีชาวบ้านเดินดิน เหตุใดได้รับการปฏิบัติต่างจากคดีดาราราวฟ้ากับเหว... หรือหนูไม่ใช่แพนเค้ก ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ กรณีผู้ใช้นาม "หนูไม่ใช่แพนเค้ก" ร้องทุกข์ผ่านอีเมล ถูกโจรกระชากไอโฟนขณะยืนโทรศัพท์อยู่ที่ป้ายรถประจำทาง หน้าโรงแรมคราวน์ พลาซ่า ย่านลุมพินี กรุงเทพฯ เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันจันทร์ (4 กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมา หลังเสร็จจากทำธุระ ซึ่งผู้เสียหายได้ไปแจ้งความไว้ที่ สน.บางรัก แล้วตำรวจรับปากจะพยายามเอารหัสเครื่องโทรศัพท์มือถือไอโฟนไปให้บริษัทผู้ขายตรวจสอบติดตามให้ แต่ไม่วายบอกว่า เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำในบริเวณดังกล่าว และยากที่จะได้ของคืน ซึ่งท่าทีของตำรวจที่ไร้ความกระตือรือร้น ทำให้เจ้าทุกข์เกิดความรู้สึกว่าตำรวจจะไม่พยายามติดตามคดีจนถึงที่สุด "ดิฉันในฐานะประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และหวังพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามดำเนินคดี ดิฉันมีข้อกังวลการติดตามการทำงานของตำรวจดังต่อไปนี้คือ ประการที่หนึ่ง กรณีการชิงทรัพย์อย่างซึ่งหน้าในที่นี้ หมายถึงการกระชากไอโฟนอย่างอุกอาจในที่สาธารณะแบบนี้ของกลุ่มแก๊งวัยรุ่น ดิฉันใคร่ขอความกรุณาให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัด สืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน และให้ถึงที่สุด เพราะแม้ทางตำรวจจะเห็นเป็นเพียงคดีเล็กๆ แต่นี่คือคดีที่มีผลประโยชน์ต่อประชาชน และความปลอดภัยในทรัพย์สินของพวกเราชาวบ้านในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมหาศาล เพราะแก๊งวัยรุ่นที่ดิฉันมั่นใจว่ายังเป็นเยาวชนอยู่ ลงมือกระทำด้วยความย่ามใจ ไม่สนใจในกฎระเบียบหรือกฎหมายอย่างใดทั้งสิ้น" ข้อความตอนหนึ่งที่ปรากฏในอีเมล เธอเรียกร้องให้ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่เชื่อว่าติดตั้งอยู่หลายจุดในบริเวณนั้น เพื่อหาข้อมูลของคนร้ายที่มี 2 คนซ้อนรถจักรยานยนต์มาชะลอ แล้วคนซ้อนกระชากโทรศัพท์ก่อนพากันหลบหนีไป โดยที่ทั้งคู่มิได้สวมหมวกกันน็อก ต่อมา เจ้าของอีเมลได้ออกมาแสดงตัว คือ นางสาวพวงทิพย์ กลิ่นจันทร์ กล่าวว่า การเสียไอโฟนไปย่อมเสียดายแน่นอน เพราะมีราคาสูงและญาติซื้อให้ แต่ที่เสียมากกว่านั้นคือความรู้สึก เพราะเมื่อนำคดีของตนไปเทียบเคียงกับคดีของดาราที่เพิ่งเกิดขึ้นมันช่างเหมือนฟ้ากับเหว เช่น คดีของแพนเค้ก-น.ส.เขมนิจ จามิกรณ์ ดาราชื่อดัง ที่แจ้งความถูกคนร้ายเข้าบ้าน ขโมยทรัพย์สินมูลค่ากว่า 2 แสนบาท หลังแจ้งความไม่นาน นายตำรวจระดับสูงไปถึงที่เกิดเหตุในเวลารวดเร็ว กระทั่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลก็ยังออกมาแถลงถึงคดีนี้ นอกจากนี้ เวลาต่อมา ดาราสาว นุ้ย-สุจิรา อรุณพิพัฒน์ เข้าแจ้งความถูกคนร้ายทุบกระจำรถเบนซ์ที่จอดไว้หน้าบ้านในเวลากลางวัน ชิงทรัพย์สินไปได้กว่า 2 แสนบาทเช่นกัน ล่าสุดมีข่าวว่า ตำรวจ สน.โชคชัยเจ้าของพื้นที่ ถึงกับตั้งรางวัลนำจับคนร้าย 5 หมื่นบาท "ตำรวจบอกว่า คุณโชคดีแล้วที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ" น.ส.พวงทิพย์ กล่าว และว่า เมื่อโทรศัพท์ไปติดตามความคืบหน้าทางคดี ก็ได้รับคำตอบเพียงว่า อยู่ระหว่างติดต่อกับบริษัท ดีแทค "หรือเพราะหนูไม่ใช่แพนเค้ก" คำถามทิ้งท้ายจากผู้เสียหายที่ยังรอคำตอบจากตำรวจ สน.บางรัก
4. เจ๋ง! นักแกะสลักไทยคว้าแชมป์แกะสลักหิมะที่ญี่ปุ่น
นักแกะสลักไทยเจ๋ง! คว้าแชมป์ในเทศกาลแกะสลักหิมะ 2013 ที่เมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังได้รับเลือกให้แกะสลักหิมะจำลองพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรอีกด้วย วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) ในงานเทศกาลแกะสลักหิมะ 2013 ครั้งที่ 64 ที่เมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ 2556 มีการประกาศผลการประกวดแกะสลักหิมะนานาชาติขึ้น ซึ่งทีมแกะสลักหิมะของไทย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดนี้ได้ จากผลงานการแกะสลักรูปช้างแสนรู้ 4 ตัว กำลังช่วยกันวาดภาพ ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานทั้งสิ้น 4 วัน นอกจากนี้ ในปีนี้ประเทศไทยยังได้รับเลือกให้เป็นประเทศชูโรง ในการแกะสลักหิมะภาพจำลองพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร ที่สวนสาธารณโอโดริ เมืองซัปโปโรอีกด้วย โดยที่งานนี้มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าชมกว่า 2 ล้านคน
3. แชร์กันทั่ว! ภาพพระสงฆ์นั่งดินเนอร์กับสาว ในร้านบาร์บีคิวชื่อดัง
กลายเป็นภาพที่ถูกกดแชร์อย่างมาก และรวดเร็วที่สุดเลยก็ว่าได้ สำหรับภาพพระสงฆ์กำลังนั่งรับประทานอาหารในร้าน เมื่อช่วงเย็นของวานนี้ (7 กุมภาพันธ์) โดย คุณ Khunbenza Ka ได้บันทึกภาพของพระสงฆ์จับตะเกียบคีบอาหารปิ้งย่าง ในร้านบาร์บีคิวแบรนด์ดังกับสีกาคนหนึ่ง โดยมีข้อความระบุใต้ภาพว่า "พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โปรดเข้าวัดทำบุญกันเยอะ ๆ นะฮะ พระสงฆ์ท่านจะได้ไม่ต้องลำบากออกมาทาน dinner" อย่างไรก็ตาม เมื่อภาพถูกแชร์ออกไป ก็มีชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา
2. นกแอร์ เมิน คนโวยแจกปฏิทินนกแอร์สุดหวิว ปัดทำประเทศเสียภาพลักษณ์
เกย์นที โวย! นกแอร์ แจกปฏิทินสาวแม็กซิมสวมบิกินี่ โปรโมทสายการบิน เตรียมยื่นเรื่องร้องเรียน บอกไม่อยากให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสื่อมเสียไปมากกว่านี้ ด้านซีอีโอนกแอร์ ปัด ทำไทยเสียภาพลักษณ์ เพราะนางแบบไม่ใช่พนักงานต้อนรับของสายการบิน ทำเอาแฟนเพจสายการบินนกแอร์ต้องตะลึงไปตาม ๆ กันเลยทีเดียว สำหรับแคมแปญคืนกำไรให้กับลูกค้า ที่ทางนกแอร์ได้จัดกิจกรรมแจกปฏิทินวาบหวิวของสาว ๆ แม็กซิม โดยมีหัวข้อว่า"กิจกรรมลุ้นรับ Nok Air Calendar 2013" ซึ่งหากแแฟนเพจคนไหนกดไลค์ และกดแชร์ ทางนกแอร์ก็จะสุ่มจับ พร้อมแจกปฏิทินถึง 300 รางวัลเลยทีเดียว ส่วนภาพรางวัลที่ผู้โชคดีจะได้รับนั้น มีทั้งหมด 3 ภาพด้วยกัน ภาพแรกเป็นภาพของสาวแม็กซิมทั้ง 12 คน สวมบิกินี่ตัวจิ๋วสีเหลืองสด ยืนโพสท่าอยู่หน้านกเหล็ก ส่วนภาพที่สองสาวแม็กซิมใส่ชุดกัปตันสุดเซ็กซี่สีดำล้วน และภาพสุดท้ายเป็นภาพสาวแม็กซิมในชุดกัปตันเช่นกัน แต่ซูมหน้าอกหน้าใจเอาใจหนุ่ม ๆ ทั้งนี้ เมื่อภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็จะมีกระแสตอบรับทั้งในด้านบวก และด้านลบ อย่างมากมาย ถึงกิจกรรมของนกแอร์ในครั้งนี้ และล่าสุด นายนที ธีระโรจน์พงษ์ เลขาธิการกลุ่มเชียงใหม่อารยะ และยังมีตำแหน่ง ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีภาคประชาชนและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และก่อนหน้านี้ที่ชาวต่างชาติได้ทำคลิปนำเสนอเมืองไทยเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ชาวไทยก็ออกมาประท้วงอย่างเต็มที่ แต่สายการบินนกแอร์ เป็นสายการบินของไทย กลับทำแบบนี้ เพียงเพื่อหวังจะดึงลูกค้ามาใช้บริการ ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่งและในวันนี้ (8 กุมภาพันธ์) ตนจะยื่นหนังสือร้องเรียนต่อการสายบินนกแอร์ เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบ และเรื่องนี้ต้องถึงรัฐมนตรี เพราะตนไม่อยากให้ความเสื่อมลุกลามไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม บรรดาชาวเน็ต บ้างก็วิจารณ์ว่าหากมองเป็นเรื่องธุรกิจ สายการบินนกแอร์ก็สามารถกระทำได้ แต่ในแง่ของวัฒนธรรมนั้นเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะสายการบินของประเทศก็ถือว่าเป็นหน้าตาและภาพลักษณ์ของประเทศเช่นกัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ทราบว่าทางนกแอร์ต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้เป็นลักษณะเช่นนี้หรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหายมากกว่าเดิมแน่นอน จากนั้นในเวลาต่อมา นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ได้ชี้แจงถึงปฏิทินดังกล่าวว่า สายการบินจัดทำขึ้นเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับลูกค้า และมีผู้สนใจปฏิทินชุดนี้มากคลิกเข้ามาดูในเว็บไซต์จนเว็บล่ม และยังทำให้ในช่วงนี้มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนที่มีคนวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม และทำให้ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์นั้น นายพาที ระบุว่า สายการบินและประเทศไทยคงไม่เสียภาพลักษณ์ เพราะนางแบบในปฏิทินไม่ได้เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของนกแอร์
1. ฝากขังแล้ว! นกต่อตุ๋นขายเฟอร์บี้ ยันไม่รู้เรื่อง บอกโดนหลอกมาอีกที
กลายเป็นข่าวร้อนที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับคดีที่เด็กวัยรุ่นอายุ 16 ชื่อเล่นว่า พลอย ทำการซื้อขายตุ๊กตาเฟอร์บี้ผ่านอินสตาแกรม และได้เบี้ยวเงินลูกค้าไปกว่า 7 ล้านบาท ซึ่งการซื้อขายในครั้งนี้ มีผู้เสียหายถึง 200 ราย และบางรายก็สูญเงินมูลค่าสูงถึง 1.9 ล้านบาท เลยทีเดียว โดยล่าสุดวานนี้ (7 กุมภาพันธ์) นางสาวพลอย ได้เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับทนาย และผู้ปกครอง โดยระบุว่า ตนเองก็ถูกหลอกมาเหมือนกัน พร้อมกับนำชื่อบัญชีที่ตนเองโอนเงินไปให้ คือ บัญชีของ นางสาวชนนิกานต์ ไตรชิระสุนทร และบัญชีของนางสาวกาญจนา จะบัง มามอบให้เป็นหลักฐาน และล่าสุดวันนี้ (8 กุมภาพันธ์) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัว นางสาวชนนิกานต์ ไตรชิระสุนทร ที่นางสาวพลอย ระบุว่าชื่อ แนท (ซึ่งให้การว่าตัวเองชื่อ ติ๊บ) อายุ 27 ปี ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ในการลงประกาศขายตุ๊กตาเฟอร์บี้ จนมีผู้หลงเชื่อโอนเงินให้ แต่กลับไม่ได้ของมูลค่าสูงกว่า 6 ล้านบาท โดยนางสาวชนนิกานต์ กล่าวว่า หลังจากที่ตนทราบข่าวก็เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่า โดนคนชื่อแนทหลอกมาเหมือนกัน และรู้จักแนทจากการขายเครื่องสำอางบำรุงผิวพรรณ ซึ่งติดต่อซื้อขายกันมานานกว่า 1 ปี โดยไม่พบหน้ากันเลย และคนที่ชื่อแนทก็ติดค่าสบู่ของตนเป็นเงิน 4.9 แสนบาท ซึ่งแนทบอกกับตนว่ายังไม่เงินใช้หนี้ เลยชักชวนให้ตนมาขายเฟอร์บี้ เนื่องจากตนมีเว็บไซต์ขายสินค้าอยู่แล้ว และเว็บไซต์ของตนก็พอมีเครดิต น่าเชื่อถือประมาณหนึ่ง ซึ่งตนได้ปฏิเสธไปแล้ว แต่แนทของชื่อ และรหัสผ่านของเว็บไซต์ของตน เพื่อนำไปขายเฟอร์บี้ ตนก็เลยให้ไป โดยในนั้นมีข้อมูลส่วนตัวของตนทั้งหมด รวมถึงหมายเลขบัญชีธนาคารด้วย ต่อมาแนทก็ได้ประกาศขายเฟอร์บี้ ตามช่องทางต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ต โดยมีการให้ข้อมูลหมายเลขบัญชีของตนไปด้วยเพื่อรับโอนเงิน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีลูกค้ามาสั่งซื้อของพร้อมโอนเงินเข้าบัญชีของตนเป็นจำนวนมาก และหลังจากนั้นแนทก็ขอให้ตนถอนเงินไปให้ โดยให้คนขับรถจักรยานยนต์มารับ ซึ่งตนก็เบิกออกมาส่งมอบให้ไป 4 แสนบ้าง 5 แสนบ้าง แต่ล่าสุดเงินจำนวนมากถึง 1 ล้านบาท ซึ่งคนขับรถจักรยานยนต์จะมารับเงินสดที่ห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ส่วนบัญชีเงินฝากของตน ที่ถูกนำไปใช้เพราะแนทอ้างว่าเป็นลูกครึ่งไทยอิตาเลี่ยน ไม่สามารถเปิดบัญชีเงินฝากได้ จึงนำบัญชีเงินฝากตนไปใช้และให้ส่งเงินให้ด้วยวิธีการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัว นางสาวชนนิกานต์ ไปผลัดฟ้องฝากขังต่อศาลอาญาในเวลา 14.00 น. และได้ทำการออกหมายจับ นางสาวกาญจนา จะบัง แล้วเช่นกัน ซึ่งอยู่ในระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี ส่วนคนที่ชื่อ "แนท" ที่อ้างตัวเป็นนางแบบนั้น อยู่ในระหว่างตรวจสอบว่าเป็นใครมาจากไหน โดยจะตรวจสอบจากเส้นทางการเงินที่ นางสาวชนนิกานต์ ให้ไว้เป็นข้อมูล ส่วนผู้เสียหาย ขณะนี้ทยอยมาแจ้งความเรื่อย ๆ และคาดว่า มูลค่าความเสียหายจะเพิ่มสูงขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ทางรายการเจาะข่าวเด่น (7 กุมภาพันธ์) ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผู้เสียหายที่สาเหตุที่ซื้อของจากพลอย ว่าเพราะอะไรถึงไว้ใจโอนเงินมูลค่ามหาศาลให้กับคนที่ไม่รู้จัก สำหรับผู้เสียหายที่มาเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ มีทั้งหมด 3 คน ได้แก่ คุณสุวรรณี สั่งซื้อเฟอร์บี้ 40 ตัว รวมค่าเสียหาย 112,000 บาท, น้องอิ๊ง สั่งซื้อเฟอร์บี้ 750 ตัว รวมค่าเสียหาย 1,900,000 บาท และคุณแพร สั่งซื้อเฟอร์บี้ 3 ตัว มูลค่า 9 พันกว่าบาท โดยคุณแพร กล่าวว่า ตนซื้อเฟอร์บี้ไปเล่นเองไม่ได้เอาไปขายให้ใครต่อ แล้วที่เลือกร้านของพลอยก็เพราะว่า ก่อนหน้านี้เขาฟอลโลวอินสตาแกรม แล้วตนก็กดเข้าไปดูซึ่งพบว่าเขาขายของมากมายหลายอย่าง หลัก ๆ คือ ขนมจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีภาพขนมจริง ๆ ถ่ายมา แถมยังมีภาพการแพ็กของ ตอบลูกค้าตลอด ทำให้ตนเชื่อใจ ต่อมาพักหลัง ๆ มา พลอยเปลี่ยนมาขายไอโฟน ไอแพด ซึ่งราคาก็ถูกมาก อย่าง ไอโฟน 4s ขายเพียง 1.1 หมื่นบาทเท่านั้น คุณแพร กล่าวต่อว่า จนกระทั่งเฟอร์บี้ฮิต ตนก็เห็นพลอยเปลี่ยนมาขายเฟอร์บี้ ในราคาที่ถูกกว่าที่อื่นมาก แถมยังมีสีหายากที่กำลังขาดตลาด พร้อมทั้งบอกใต้ภาพว่าพร้อมส่งทุกตัว และยังมีภาพกำลังจัดส่งของ มีแทร็กกิงนัมเบอร์ไปรษณีย์ แต่ทั้งนี้ตนเอะใจเล็กน้อย เพราะตนเปลี่ยนจากสีฟ้า เป็นสีชมพู ซึ่งเขาก็บอกว่า เปลี่ยนได้ ไม่มีปัญหามีของเลย แต่ก็ต้องรีบโอนเงินให้เขาเลย โดยตนก็มองโลกในแง่ดีว่าเขาอาจจะตุนของมาไว้ และอาจจะเอาเงินไปหมุนเพื่อซื้อของ เลยปักใจเชื่อโอนเงินให้เลย ส่วนคุณสุวรรณี กล่าวว่า ตอนแรกตนสั่งไปเพียง 20 ตัว แต่มีลูกค้าคนหนึ่งต้องการจะเหมาเอาไปแจกหลาน ๆ ในวันตรุษจีน ตนเลยสั่งเพิ่มมาอีกเป็น 20 ตัว ทั้งหมดรวม 40 ตัว ซึ่งเงินที่ตนจ่ายไปนั้น เป็นเงินของลูกค้าที่โอนมาให้ตนก่อน จากนั้นพอตนได้เงินก็ทำการโอนให้พลอย และนัดรับของวันอังคาร แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ของ ขณะที่น้องอิ๊ง สาววัย 17 ปี ที่ยอดเสียหายสูงถึง 1.9 ล้านบาท เผยว่า ตนสั่งไปทั้งหมด 750 ตัว ซึ่งจำนวนดังกล่าว เป็นจำนวนที่ลูกค้าสั่งซื้อมาและโอนเงินให้ตนแล้ว โดยลูกค้าก็จะเป็นแม่ค้ารายย่อยแบบคุณสุวรรณี รับแล้วเอาไปขายต่ออีก ส่วนเพราะอะไรตนถึงมั่นใจที่จะโอนเงินเป็นล้าน ๆ ให้กับเขานั้น คือว่าก่อนหน้านี้ตนขอดูบัตรประชาชน ให้เขาส่งมาทางไลน์ เมื่อตรวจสอบก็เห็นว่าชื่อบัตรประชาชน และชื่อจริงของเขาตรงกัน เลยทำให้ไว้ใจได้ประมาณหนึ่ง ถ้าถามว่าตนไปเจออินสตาแกรมพลอยได้อย่างไรนั้น ตนเสิร์ชจากแท็กเฟอร์บี้ แล้วเห็นเขาขาย และจำนวนผู้ฟอลโลตามเขาค่อนข้างเยอะ จึงมั่นใจว่าเขาจะไม่โกง อย่างไรก็ตาม ต่อมาทางพิธีกรแจ้งว่า พลอย ก็ได้เดินทางมายังกองปราบ และได้กล่าวว่าเธอก็ถูกหลอกเหมือนกัน โดยอ้างชื่อของ อาเล็ก นายธีรเดช เมธาวรายุทธ พระเอกจากภาพยนตร์เรื่อง คุณนายโฮ เป็นคนให้เธอช่วยขายผ่านทางอินสตาแกรม พร้อมกับนำบัญชีของ นางสาวชนนิกานต์ ไตรศิลาสุนทร และนางสาวกาญจนา ที่เธอโอนเงินให้ มามอบเป็นหลักฐานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย "มีลูกค้าติดต่อมาเยอะมาก เพราะประกาศขายถูกไง ตัวละ 2,990 บาท ซึ่งปกติมันตัวละ 3,200+ แต่บอกลูกค้าให้โอนเงินจำนวนเต็ม ส่วนหนูก็โอนเงินให้เขา (บัญชีดังกล่าวที่อ้างว่าเป็นของอาเล็ก) ทุกวัน ซึ่งหนูก็บอกหน้าร้านว่าจะปิดรอบทุกวันเสาร์ ส่งของทุกวันอังคาร หลักฐานการโอนเงินหนูก็มี ส่วนเมื่อวาน (6 กุมภาพันธ์) ของต้องถึงลูกค้าแล้ว แต่หนูยังไม่ได้ของจากเขาเลย แล้วหนูก็ติดต่อเมสเซนเจอร์ของพี่เขาไม่ได้ ซึ่งลูกค้าก็โทรมาเล่นงานหนูแล้ว สรุปโทรมาบอกหนูตอนทุ่มนึงว่า เมสเซนเจอร์ยางแตก แต่ลูกค้าเขาไม่ฟังไง เขาไม่ได้ของตามที่กำหนด ก็จะเอาหนูเข้าคุกอย่างเดียว ส่วนการสั่งซื้อของหนูก็โดนโกงเหมือนกัน เพราะหนูเอากำไรที่หนูพอมี 2 แสนกว่าบาท สั่งเพิ่มไปอีก 76 ตัว ส่วนของทั้งหมดของลูกค้ารวมประมาณ 4.2 ล้าน ซึ่งหนูก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่หนูก็เข้าใจลูกค้า ว่าเสียเงินแล้ว ไม่ได้ของ ก็ต้องอยากได้เงินคืน" พลอย กล่าว ส่วนทางผู้เสียหายทั้งสามคน ก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เชื่อคำพูดของพลอย เพราะเขาไม่น่าปล่อยให้ยอดสูงขนาดนี้ และถึงแม้ว่าเขาอายุน้อย แต่ดูจากประสบการณ์การค้าขาย เขาสูงมาก เขาน่าจะเอะใจบ้าง และคาดว่าพลอยน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดแน่ ๆ เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่จับได้ เขาก็ยังโกหกไปเรื่อย ไม่ยอมรับ อ้างนู้นอ้างนี่ และถามถึงหลักฐานที่โดนโกงเขาก็ไม่ตอบอะไรเลย แถมยังอ้างชื่อดาราทั้ง อาเล็ก และชมพู่ อารยา พร้อมกันนี้ ผู้เสียหายทั้งสามคน วอนขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตามคนร้ายให้ได้ เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่ามีผู้เสียหายมาก และทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าขั้นตอนนั้นจะใช้เวลานานเท่าไร กลัวจะไม่ทันกาล กลัวคนร้ายหนีไปได้เสียก่อน อย่างไรก็ดี ล่าสุดวันนี้ (8 กุมภาพันธ์) นางสาวนันทวรรณ หวังสันติพร ผู้จัดการฝ่ายผลิตของเล่น บริษัท แมพ แอคทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายตุ๊กตาเฟอร์บี้ ลิขสิทธิ์แท้ในประเทศไทย ได้ออกมากล่าวว่า ถ้าหากนำมาขายตัวสองตัวคงไม่เป็นไร แต่ถ้าลักลอบมาขายเป็นบริษัท เป็นกลุ่มบุคคล หรือจำนวนมากนั้น จะดำเนินคดีกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างแน่นอน เนื่องจากพบว่า บางรายปั่นราคาขายสูงถึง 6 พันบาทเลยทีเดียว

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น